เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ณ เรือนพักท้ายจวน แสงแดดอ่อนๆ เริ่มสาดส่องไล่ความเย็นยามค่ำคืนให้จางหายไป เสียงนกขับขานจากในสวนสร้างบรรยากาศที่ค่อนข้างสงบสุข แต่แล้วความเงียบนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งที่เดินใกล้เข้ามา
องครักษ์ประจำจวนแม่ทัพเฉินเหยาจิน ผู้หนึ่งเดินนำบุรุษวัยกลางคนในชุดสีเทาเข้ม ผู้มีกล่องยาไม้ใบย่อมสะพายอยู่ข้างกาย ตรงมายังเรือนพัก บุรุษผู้นั้นมีท่าทางสุขุม ดวงตาแฝงแววเมตตาแต่ก็ดูเฉียบคม บ่งบอกว่าเป็ผู้มีความรู้ความสามารถ เขาคือ หมอทหาร ที่ท่านแม่ทัพเฉินเหยาจินส่งมาตรวจดูอาการของจ้าวมู่เฉินตามที่ได้รับปากไว้
เหล่าหยวนซึ่งตื่นนอน และออกมาตรวจตราความเรียบร้อยรอบเรือนแต่เช้ามืด เห็นคณะผู้มาเยือนก็รีบเข้าไปต้อนรับด้วยความนอบน้อมทันที
“เรียนท่านองครักษ์ เรียนท่านหมอ เชิญด้านในขอรับ” เขาประสานมือคารวะ
ถิงถิง และอาไค่ซึ่งอยู่ในเรือนรีบออกมาช่วยต้อนรับเช่นกัน ถิงถิงรีบเข้าไปจัดเตรียมน้ำชาและขนม ที่พอจะมีติดเรือนอยู่บ้าง นำออกมาอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านหมอและองครักษ์ อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แสดงความขอบคุณในความเมตตาของเ้าบ้านอย่างเต็มที่
“รบกวนท่านหมอแล้ว” เหล่าหยวนกล่าว ขณะเชิญท่านหมอให้นั่งลงที่โต๊ะกลางห้องรับรอง
“มิต้องเกรงใจ เป็คำสั่งของท่านแม่ทัพ” ท่านหมอกล่าวตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ “คุณชายจ้าวอยู่ที่ใดเล่า?”
เหล่าหยวนจึงพาท่านหมอไปยังห้องนอนของจ้าวมู่เฉิน ซึ่งบัดนี้ตื่นนอนแล้วและกำลังนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาใสซื่อ เมื่อเห็นคนแปลกหน้าเข้ามา เขาก็มีท่าทีตื่นเล็กน้อย ขยับตัวไปหลบหลังถิงถิงที่ตามเข้ามาด้วยตามสัญชาตญาณ
“คุณชาย มิต้องกลัว ท่านหมอใจดี ท่านมาช่วยตรวจร่างกายให้คุณชายแข็งแรงนะขอรับ” เหล่าหยวนกล่าวปลอบโยน
ท่านหมอมองคุณชายจ้าวด้วยสายตาพิจารณา ก่อนจะเริ่มซักถามอาการจากเหล่าหยวนและถิงถิง แล้วจึงขอตรวจร่างกายจ้าวมู่เฉินอย่างนุ่มนวลที่สุด จ้าวมู่เฉินมีท่าทีประหม่าและไม่ค่อยให้ความร่วมมือในตอนแรก แต่เมื่อเห็นท่าทีใจดีของท่านหมอ และมีถิงถิงคอยปลอบอยู่ข้างๆ เขาก็ยอมให้ตรวจแต่โดยดี
ท่านหมอตรวจชีพจร วัดอุณหภูมิ สังเกตสีหน้าและอาการทั่วไปแล้วก็พยักหน้าเบาๆ “ร่างกายภายนอกฟื้นตัวได้ดี าแสมานกันเกือบหมดแล้ว แต่ดูเหมือนลมปราณภายในยังติดขัดอยู่บ้าง อาจเป็เพราะการตกกระแทกอย่างรุนแรง เดี๋ยวข้าจะ ฝังเข็ม กระตุ้นการไหลเวียนให้สักหน่อย จะช่วยให้รู้สึกสบายตัวขึ้น”
จากนั้น ท่านหมอก็ลงมือฝังเข็มตามจุดต่างๆ บนร่างกายของจ้าวมู่เฉินอย่างชำนาญ จ้าวมู่เฉินสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเข็มแรกปักลงไป แต่ก็ไม่ได้ร้องไห้หรืองอแง เพียงแต่นั่งตัวแข็งทื่อ เกาะแขนถิงถิงไว้แน่นเท่านั้น เมื่อฝังเข็มเสร็จ ท่านหมอก็ปล่อยทิ้งไว้ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนเข็มออก แล้วจึงหันไป จัดเทียบยาสมุนไพรชุดหนึ่งให้แก่เหล่าหยวน พร้อมอธิบายสรรพคุณและวิธีต้มอย่างละเอียด
“ทานยานี้ต่อเนื่องสักเจ็ดวัน จะช่วยบำรุงร่างกายและปรับสมดุลลมปราณและการไหลเวียนของเืได้”
หลังจากเสร็จสิ้นการรักษาและจัดยาเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ท่านหมอกำลังจิบชาที่ถิงถิงรินให้ เหล่าหยวน ผู้มีสีหน้าครุ่นคิดมาตลอด ก็ตัดสินใจเอ่ยถามในสิ่งที่เขากังวลใจที่สุดขึ้นมา
“เอ่อ... ท่านหมอขอรับ” เขาเริ่มด้วยความลังเลเล็กน้อย
“ไม่ทราบว่าท่านพอจะได้ข่าวคราวอันใดจากเมืองหลวงบ้างหรือไม่ขอรับ? ข้าน้อย... ข้าน้อยเพียงแต่ กังวลว่า ข่าวเื่อุบัติเหตุของคุณชาย... จะกระจายไปถึงเมืองหลวงแล้ว หรือไม่...”
ท่านหมอชะงักมือที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นเล็กน้อย มองหน้าเหล่าหยวน ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
“ข่าวไปถึงแล้ว ท่านหยวน และไปไกลกว่าที่ท่านคิดเสียอีก” น้ำเสียงของท่านหมอแฝงความเห็นใจ
“ตอนนี้ในเมืองหลวงร่ำลือกันให้แซ่ด ว่าขบวนของคุณชายจ้าวมู่เฉินถูกโจรป่าดักปล้นกลางทางอย่างอุกอาจ ทำให้รถม้าเสียหลักตกเหวลึก บริเวณชายแดนด้านนี้... เื่เป็ตายนั้นไม่ทราบได้”
หัวใจของเหล่าหยวนและถิงถิงกระตุกวูบ! แม้จะคาดเดาไว้บ้าง แต่การได้ยินข่าวยืนยันเช่นนี้ก็ยังน่าใ
ท่านหมอกล่าวเสริม “ทาง จวนสกุลจ้าวได้ส่งคนออกมาตามหาและตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุแล้ว แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็ เหวลึกและซับซ้อนเกินไป จึงไม่สามารถลงไปค้นหาหรือตรวจสอบด้านล่างได้อย่างละเอียด สุดท้าย มือปราบของทางการจึงได้แต่สรุปตามหลักฐานแวดล้อมว่า... ผู้ที่อยู่ในรถม้าน่าจะเสียชีวิตทั้งหมดแล้ว ไม่มีผู้ใดรอด”
“ไม่นะ!” ถิงถิงเผลออุทานออกมาเบาๆ ยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาคลอหน่วย
“ข่าวนี้สร้างความะเืใจให้แก่ผู้คนในเมืองหลวงอย่างมาก โดยเฉพาะกับท่านรองเ้ากรมพิธีการจ้าวและฮูหยิน... พวกท่านคงจะ...” ท่านหมอเว้น่ ไม่กล่าวต่อให้จบความ แต่ทุกคนก็เข้าใจได้ถึงความโศกเศร้าเสียใจอย่างใหญ่หลวงที่บิดามารดาของคุณชายต้องเผชิญ
เหล่าหยวนกำหมัดแน่น ใบหน้าเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิม ข่าวร้ายที่ได้รับฟังนี้หนักหน่วงกว่าที่เขาคาดคิดไว้มาก นายท่านและฮูหยินต้องกำลังทุกข์ทรมานแสนสาหัสด้วยความเข้าใจผิดว่าบุตรชายคนโตได้จากไปแล้ว! ความรู้สึกผิดและความรับผิดชอบถาโถมเข้าใส่จิตใจของเขาอย่างรุนแรง
ไม่ได้การ! เขาจะปล่อยให้เื่นี้ดำเนินต่อไปเช่นนี้ไม่ได้! แม้จะเสี่ยงอันตรายเพียงใด แต่เขาก็ จำเป็ต้อง ส่งข่าวกลับไปแจ้งความจริงให้เร็วที่สุด!
ความคิดนั้นแน่วแน่เด็ดขาด เหล่าหยวนสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความรู้สึกที่พลุ่งพล่าน ก่อนจะหันไปกล่าวกับท่านหมอทหารด้วยน้ำเสียงที่สงบแต่แฝงความมุ่งมั่นอย่างยิ่ง
“เรียนท่านหมอ ข้าขอรบกวนเวลาท่านอีกสักครู่ได้หรือไม่ขอรับ?”
ท่านหมอซึ่งกำลังจะเก็บกล่องยา พยักหน้าเล็กน้อย “ท่านหยวนมีสิ่งใดจะกล่าวอีกหรือ?”
“ข้าน้อย... ข้าอยากเขียนจดหมายสักฉบับ ส่งไปให้นายท่านที่เมืองหลวง แจ้งข่าวให้ท่านและฮูหยินได้คลายกังวลใจบ้าง” เหล่าหยวนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว
“และข้าใคร่ขอความเมตตา... ข้าอยากจะฝากท่านแม่ทัพเฉิน ให้เป็ธุระจัดส่งจดหมายฉบับนี้ให้ข้าด้วย ไม่ทราบว่าพอจะเป็ไปได้หรือไม่ขอรับ?”
เขาทราบดีว่าการส่งจดหมายผ่านช่องทางปกติอาจไม่ปลอดภัย แต่หากผ่านอำนาจและเครือข่ายของแม่ทัพใหญ่ โอกาสที่จดหมายจะถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัยย่อมมีสูงกว่ามาก
ท่านหมอทหารมองแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความภักดีของเหล่าหยวนแล้ว ก็เข้าใจในเจตนาดีนั้นได้ทันที อีกทั้งเขาก็ได้รับคำสั่งจากท่านแม่ทัพให้ดูแลแขกกลุ่มนี้เป็อย่างดี การอำนวยความสะดวกเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ย่อมไม่เป็ปัญหา เขาจึงผงกศีรษะตอบรับอย่างเห็นใจ
“ข้าจะนำความนี้เรียนท่านแม่ทัพให้ ท่านคงไม่ขัดข้องเป็แน่ เชิญท่านเขียนได้เลย”
“ขอบพระคุณท่านหมออย่างสูง!” เหล่าหยวนกล่าวด้วยความยินดี
เขารีบหันไปจัดหากระดาษ พู่กัน และแท่นฝนหมึก ที่ท่านแม่ทัพจัดหามาให้เผื่อคุณชายได้ฝึกเขียน ถิงถิงรีบเข้ามาช่วยฝนหมึกอย่างคล่องแคล่ว
เหล่าหยวนนั่งลงจรดพู่กันอย่างตั้งใจ เขาเขียนจดหมายสั้นๆ ด้วยลายมือแบบทหารที่อาจไม่สวยงามนัก แต่ก็ชัดเจนอ่านง่าย เนื้อความนั้น รายงานเพียงแค่ว่าคุณชายจ้าวมู่เฉิน และผู้ติดตามทุกคนปลอดภัยดี ได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีเมตตา และกำลังพักฟื้นอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย ขอให้นายท่านและฮูหยินโปรดวางใจและรักษาสุขภาพ ไม่ต้องเป็ห่วง แต่เขาก็มิได้ระบุลงไปแม้แต่น้อยว่าเวลานี้พวกเขาอยู่ที่ใด หรืออยู่ภายใต้การคุ้มครองของผู้ใด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของนายน้อย
เพียงไม่นานเขาก็เขียนเสร็จ ตรวจทานอีกครั้งแล้วจึง พับจดหมายอย่างดี ก่อนจะลุกขึ้นยืน ยื่นส่งให้แก่ท่านหมอทหาร พร้อมกันนั้นเขาก็หยิบถุงเงินเล็กๆ ที่ติดตัวออกมา ล้วงเงินอีแปะจำนวนหนึ่ง ยื่นส่งให้ท่านหมอด้วย
“อันนี้... ข้าน้อยขอรบกวนเป็ ค่าใช้จ่ายสำหรับม้าเร็ว หรือค่าเดินทางในการจัดส่งจดหมายนะขอรับ”
ท่านหมอทหารรับจดหมายมาถือไว้ แต่กลับโบกมือปฏิเสธเงินจำนวนนั้น พลางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“มิต้องหรอก ท่านหยวนเก็บเงินของท่านไว้เถิด ท่านแม่ทัพได้สั่งกำชับข้าไว้ ให้ปฏิบัติกับท่าน และคุณชายจ้าวประดุจสหายของท่านแม่ทัพเอง เื่ค่าใช้จ่ายเล็กน้อยเพียงนี้ ท่านแม่ทัพย่อมจัดการให้ได้ ข้าน้อยมิอาจรับเงินของท่านได้จริงๆ”
เหล่าหยวนได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของท่านแม่ทัพและท่านหมอเป็อย่างยิ่ง เขาเก็บเงินกลับเข้าถุง แล้วประสานมือโค้งคำนับให้ท่านหมอทหารอยู่หลายครา
“ขอบพระคุณท่านหมอ... ขอบพระคุณในความเมตตาของท่านแม่ทัพ... บุญคุณครั้งนี้ ข้าน้อย...” เขากล่าวเสียงเครือ พูดต่อแทบไม่ออก
“มิต้องมากพิธี” ท่านหมอกล่าวตัดบทอย่างใจดี
“ข้าจะนำจดหมายนี้ไปเรียนท่านแม่ทัพให้ ท่านรีบจัดการส่งให้เร็วที่สุด”
เมื่อเสร็จธุระทุกอย่างแล้ว ท่านหมอจึงเก็บกล่องยาและเตรียมตัวกลับ องครักษ์ ที่รออยู่ก็ก้าวเข้ามารับตัวท่านหมอ เดินนำทางออกจากเรือนพัก กลับไปยังจวนท่านแม่ทัพ
เหล่าหยวนยืนมองตามร่างของทั้งสองไปจนลับสายตา ในใจรู้สึกโล่งอกไปเปลาะใหญ่ที่อย่างน้อยก็ได้ส่งข่าวคราวกลับไปแล้ว แต่ขณะเดียวกัน ความกังวลถึงภัยจากศัตรู และอนาคตที่ไม่แน่นอนของนายน้อย ก็ยังคงเกาะกุมหัวใจของเขาอยู่... หวังเพียงว่าจดหมายฉบับนี้ จะเป็ดั่งแสงเทียนริบหรี่ที่ส่องทางไปถึงเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัย และไม่นำพาพายุร้ายมาสู่พวกเขาอีก...