ท่ามกลางสายลมพัดเอื่อยชายหนุ่มเหมือนเด็กน้อยไร้ที่พึ่งอย่างไรอย่างนั้น เขาพลันรู้สึกแปลกแยกจากโลกใบนี้
“ไม่เขายังอยู่ ก็แค่อ่อนล้าเกินไป จึงต้องพักผ่อน” หลันเฟิงส่ายหน้าแล้วเอ่ยพึมพำอย่างแน่วแน่
ก่อนที่ชายชราจะหายไปได้กล่าวเอาไว้ว่าเขาต้องหลอมอาวุธ ขอแค่กลืนกินิญญาของอาวุธเ่าั้เข้าไป ชายชราก็จะฟื้นฟู
สิ่งที่น่าเสียดายก็คือชายชรายังไม่ทันได้สอนเขาว่าต้องหลอมอาวุธอย่างไรก็หายไปเสียแล้ว
ด้วยเหตุนี้เขาจึงยังเป็ผู้ที่มีความรู้ครึ่งๆกรางๆ ในเื่การตีเหล็กเหมือนเดิม ส่วนิญญาของอาวุธนั้นเขายิ่งไม่รู้อะไรเลย
เขามองเหล็กก้อนบนทั่งตีเหล็กอย่างเงียบงันไม่รู้ว่าควรจลงมือจากตรงไหนก่อนดี
โชคดีที่เขาได้เรียนรู้สิ่งสำคัญที่สุดในวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กแล้วขอแค่เข้าใจวิชาพ่นลมหายตีเหล็กและคลำหาทางต่อเอาก็น่าจะมีโอกาสหลอมอาวุธที่มีคุณสมบัติไม่เลวออกมาได้
หลันเฟิงนั่งขัดสมาธิเก็บสีหน้าความรู้สึก บังคับตนเองให้เข้าสู่สภาวะสงบนิ่ง
สิ่งสำคัญที่สุดในก้าวแรกของวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กก็คือการใช้พลังการรับรู้ทางจิติญญาที่เฉียบแหลมไปรับรู้ลวดลายของวัตถุดิบขอแค่ทำได้ก็เท่ากับก้าวเข้าสู่ประตูของวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กแล้ว
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ได้พยายามมองให้เห็นทุกลวดลายของวัตถุดิบขอแค่ััถึงพวกมันได้ก็พอใจแล้ว
ชายชราจมเข้าสู่ภวังค์แห่งการหลับใหลยามนี้ทุกอย่างมีเพียงต้องพึ่งพาตนเอง
ความทุกข์ทรมานสามปีที่ผ่านมาได้แสดงพลังออกมาในยามนี้แล้ว
ไหล่ที่อ่อนวัยคู่นั้นแม้ว่าจะต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาลแต่ก็ยังไม่ถูกบดขยี้
หลันเฟิงนั่งสมาธิไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแค่จ้องมองเหล็กก้อนบนทั่งตีเหล็กอย่างเงียบๆ
แสงอาทิตย์ร้อนแรงส่องลงมาหลันเฟิงที่อยู่ใต้แสงอาทิตย์ร้อนแรงพลันค่อยๆ มีเหงื่อผุดออกมาที่ตีนผม
แต่เขาก็ยังคงไม่เคลื่อนไหวราวกับรูปปั้นมนุษย์อย่างไรอย่างนั้น
หนึ่งเค่อสองเค่อ สามเค่อ...
ท้องฟ้าค่อยๆมืดลง แสง่ท้ายของดวงอาทิตย์ทำให้เงาร่างของชายหนุ่มทอดยาวและค่อยๆเปลี่ยนตำแหน่งไปชายหนุ่มที่ดูเหมือนรูปปั้นกลับยังคงไม่เคยเคลื่อนไหวั้แ่ต้นจนจบแม้แต่ดวงตาที่แฝงความขมขื่นไว้นั้นก็ยังไม่เคยปิดลง
เขาจ้องมองเหล็กก้อนอย่างนิ่งงันและค่อยๆ เหม่อลอยไป
คืนนั้น
หลังจากที่กินอาหารเย็นกับบิดาเสร็จหลันเฟิงก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง แล้วหลับตาพักผ่อนไปอย่างรวดเร็ว
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเข้านอนไวหลังจากที่ฟื้นฟูพร์กลับมาไม่สนใจแม้กระทั่งการฝึกฝน
ในก้นบึ้งหัวใจเขาตอนนี้ไม่มีเื่ใดสำคัญเท่ากับการปลุกชายชราอีกแล้ว
เขาคุ้นเคยกับการลับฝีปากกับชายชราและอยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปีแล้วทำให้ความสนิทสนมของทั้งสองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ญาติทางสายโลหิตแต่กลับใกล้ชิดกันมากกว่าญาติทางสายโลหิตเสียอีก
บางทีแม้แต่หลันเฟิงเองก็คงไม่รู้ตัวว่าตาเฒ่าที่เขาเรียกนั้นได้กลายเป็หนึ่งในคนสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาไปแล้ว
พวกเขาเป็ทั้งอาจารย์และสหายเป็ทั้งเพื่อนสนิทที่ไม่เคยจากกันทั้งกลางวันหรือกลางคืน
เมื่ออยู่ๆคนคนนั้นหายไป ความรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้างที่รุนแรงก็ทำให้ชายหนุ่มที่อยู่บนเตียงนอนพลิกตัวไปมาเนิ่นนานกว่าจะเข้าสู่ภวังค์การหลับใหล
หลันเสียนหลงย่อมมองออกว่าบุตรชายของตนเองเหมือนจะมีเื่ในใจทว่าหลันเฟิงไม่เอ่ยปาก เขาก็ไม่สะดวกที่จะถามเขาเชื่อว่าหลันเฟิงจัดการเื่ของตนเองได้ั้แ่เล็กจนโตหลันเฟิงแทบจะไม่เคยทำให้เขาลำบากใจเลยแม้ว่าจะเป็เื่เมื่อสามปีก่อน สาเหตุก็ไม่ได้มาจากตัวของหลันเฟิงเอง
สองสามวันต่อมาหลันเฟิงราวกับเปลี่ยนเป็คนละกันเขาเอาแต่นั่งขัดสมาธิอยู่บนก้อนหินในลาน มองเหล็กก้อนที่อยู่บนทั่งตีเหล็กเงียบๆ
สายลมพัดมาสายฝนพัดไป อาทิตย์สาดแสง ราตรีกล้ำกราย
รูปร่างของเหล็กก้อนนั้นฝังลึกเข้าไปในหัวสมองของหลันเฟิงราวกับเป็ตราประทับความทรงจำที่หยั่งลึกที่สุดในใจ
หลันเสียนหลงมองบุตรชายตนเองก็คิดอยากพูดบางอย่างอยู่หลายครั้งแต่เมื่อคำพูดมาอยู่ที่ริมฝีปากเขากลับกลืนมันลงไป
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆเฮือกหนึ่ง แววตาฉายแววกังวล “หรือว่าเ้าเด็กคนนี้จะถูกอะไรสักอย่างเล่นงานเข้าอีกแล้ว?”
เขาไม่รู้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่ต่อให้เป็หายนะไร้ที่สิ้นสุดเมื่อสามปีก่อนก็ไม่เคยทำให้หลันเฟิงดูอ้างว้างและดูซึมเซาเช่นนี้เขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าจะมีเื่อะไรที่ร้ายแรงกว่าเื่เมื่อสามปีก่อนอีก
ตามตรอกซอกซอยมีข่าวลือว่าหลันเฟิงกำลังเรียนวิชาตีเหล็กอย่างไม่รู้จักประมาณความสามารถของตนเองแพร่กระจายออกไป
ข่าวลือมากมายผุดขึ้นมาและมีคนแอบหัวเราะเยาะมากมายนับไม่ถ้วน
ทุกคนต่างกำลังรอคอยรอให้หลันเฟิงรู้ว่ามันยากและถอยหลังกลับ การได้เห็นผู้ที่เคยอัจฉริยะล้มเหลวอีกครั้งสำหรับคนที่จิตใจไม่ปกติ เห็นได้ชัดว่านี่เป็สิ่งที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลองเป็อย่างยิ่ง
หลังจากนั้นไม่นานข่าวที่หลันเฟิงนั่งสมาธิอยู่ภายในลาน พลางจ้องเขม็งมองเหล็กก้อนอย่างนิ่งเงียบก็แพร่งพรายออกไปอีกครั้ง
อัจฉริยะที่น่าตื่นตาตื่นใจในอดีตพลันกลายเป็หัวข้อการสนทนาที่ดุเดือดในตำบลเฟิงอีกครั้ง
“เ้าเด็กนี่ตีเหล็กจนโง่ไปแล้วหรือ”
“เสียเวลาไปสามปีแม้ว่าจะฟื้นฟูพร์ในการฝึกฝนกลับมาได้ แต่เกรงว่าทั้งชีวิตนี้เขาคงยากจะประสบความสำเร็จแล้ว”
“จุ๊ๆคุณชายเฟิงมีชื่อเสียงเกรียงไกร คิดไม่ถึงว่าจะอยากตีเหล็กเลียนแบบคนอื่น”
ยามที่ข่าวลือแพร่งพรายไปถึงหูของเหล่าช่างตีเหล็กในร้านตีเหล็กสองร้านในตำบลเฟิงพวกเขากลับโคลงศีรษะแล้วหัวเราะแม้ว่าช่างตีเหล็กจะไม่นับว่าเป็ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ตำแหน่งสูงส่งสู้ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ไม่ได้แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะกลายเป็ช่างตีเหล็กได้
แม่นางหยางเสวี่ยมาหาหลายครั้งแต่ทุกครั้งก็จะยืนอยู่ที่ประตูลาน ไม่กล้าเข้าไปรบกวนหลันเฟิง
ทุกครั้งที่มองเงาร่างผ่ายผอมในลานความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างที่แผ่ออกมาโดยรอบทำให้นางรู้สึกเ็ปใจนางอยากเดินเข้าไปใกล้อีกนิดแล้วกอดเขาไว้ในอ้อมแขน แต่นางกลับทำไม่ได้เพรานางกลัว กลัวว่าหากตนเองทำลงไปจะเป็การผลักดันชายหนุ่มให้ไปยังอีกโลกหนึ่งที่นางไม่รู้จัก
ััที่หกของหญิงสาวรุนแรงเสมอแม้ว่านางจะไม่รู้ว่าเหตุใดถึงเกิดความรู้สึกเช่นนี้ แต่นางกลับไม่กล้าทดลอง
ด้านนอกมีสายลมและสายฝนเทกระหน่ำลงมาแต่กลับไม่ส่งผลกระทบต่อหลันเฟิงเลยสักนิด
วันแล้ววันเล่าหลันเฟิงยังคงไม่ขยับไหว ทุกสิ่งในครรลองสายตาเขาหายไปเหลือเพียงเหล็กก้อนก้อนนั้น
ทั่งตีเหล็กหายไปเตาหลอมหายไป ต้นไม้สีเขียวขจีรอบด้านหายไป กำแพงหนาสีขาวหายไป
เสียงสายฝนหายไปเสียงวิหคร้องแมลงเพรียกหายไป เสียงจ้อกแจ้กจอแจของฝูงชนหายไป
หลันเฟิงราวกับหมดสติไปแล้วเพิ่งฟื้นขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้นสติสัมปชัญญะพล่าเลือน ความคิดทั้งหมดบินลอยออกไป
ทันใดนั้นเขาดูเหมือนจะค่อยๆ ‘มองเห็น’ เส้นที่ไร้รูปร่างอันงดงามน่าหลงใหล
ส่วนหนึ่งของเหล็กก้อนพลันมีเส้นที่ดูสมจริงปรากฏขึ้นั้แ่เมื่อไรก็สุดจะรู้ได้เส้นนี้เหมือนกับมีชีวิตอย่างไรอย่างนั้น มันค่อยๆ เคลื่อนไหวคดเคี้ยวไปมาราวกับสายรุ้งหลังสายฝนบนเหล็กก้อนพริบตานั้นทั้งโลกดูเหมือนจะเหลือเพียงเส้นนี้เพียงเส้นเดียว
เสียงหัวใจเต้นระรัวเป็จังหวะดังแว่วมาในหูของหลันเฟิง
หลังจากพยายามััอย่างบ้าคลั่งมาครึ่งเดือนในที่สุดหลันเฟิงก็ััได้ถึงลวดลายบนเหล็กก้อน
“นี่คือลวดลายงั้นหรือ”เสียงพึมพำอย่างแ่เบาจนแทบไม่ได้ยินดังมาจากปากของชายหนุ่ม
พลังการรับรู้ทางจิติญญาแผ่กว้างเส้นเส้นนี้ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นแต่หลันเฟิงรู้ว่าตนยังอยู่ห่างชั้นจากการใช้ตาเนื้อมองเห็นลวดลายบนวัตถุอย่างชัดเจนเห็นได้ชัดว่านี่คือความสำเร็จของพลังการรับรู้ทางจิติญญา
การเป็คนสองภพทำให้จิติญญาของเขาแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปหลายเท่าและพลังการรับรู้ทางจิติญญาที่เฉียบแหลมเช่นนี้ก็ทำให้ชายหนุ่มััลวดลายของวัตถุและจับจังหวะของลวดลายได้ภายในระยะเวลาสั้นๆเพียงครึ่งเดือน
ลวดลายของวัตถุดิบเปรียบเหมือนหัวใจของมนุษย์และชีพจรของโลกที่แผ่ระลอกคลื่นออกมาเป็จังหวะตลอดเวลา
ลวดลายเหล่านี้ถึงได้เป็แกนกลางของวัตถุวัตถุดิบทั้งหมดถูกสร้างขึ้นโดยมีลวดลายเหล่านี้เป็พื้นฐาน
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆเฮือกหนึ่ง เพราะว่าความรู้สึกยินดีและดีใจพลันก่อตัวขึ้น เขาจึงหลุดออกมาจากสภาวะพิเศษนั้นในพริบตา
ทว่าเขาไม่ท้อแท้เมื่อมีประสบการณ์แล้วครั้งหนึ่ง การเข้าสู่สภาวะนี้อีกในครั้งหน้าก็จะง่ายขึ้นมาก
“ต้องละเอียดอ่อนพิถีพิถันไม่อย่างนั้นก็ตั้งชื่อสภาวะนี้ว่า ‘ขั้นละเอียดอ่อน’ ก็แล้วกัน” หลันเฟิงครุ่นคิดชั่วครู่ แล้วตั้งชื่อสภาวะพิเศษเช่นนี้
ขั้นละเอียดอ่อนชื่อตรงตามความหมาย การเข้าสู่สภาวะนี้คือการสังเกตส่วนที่ละเอียดอ่อนที่สุดของวัตถุดิบได้ในพริบตา
ในความคิดของหลันเฟิงนั้นขั้นละเอียดอ่อนเป็แค่ประตูทางเข้าของวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กเท่านั้นจากนี้ยังมีอีกสองขั้น หลันเฟิงเรียกทั้งสองขั้นนั้นว่าขั้นเหนือเทพเทวะและข้ามพ้นโลกีย์ที่จริงคือขั้นบรรลุและขั้นนิพพานตามลำดับ
ขั้นบรรลุนั้นเหนือกกว่าขั้นละเอียดอ่อนเมื่อเข้าสู่สภาวะนี้ ยามที่พลังการรับรู้ทางจิติญญาแผ่ออกมาจะััสิ่งที่มองไม่เห็นรอบตัวได้
ขั้นนิพพานนั้นเหนือกว่าขั้นบรรลุเมื่อเข้าสู่สภาวะนี้จะสามารถรับรู้ทุกสรรพสิ่งบนโลก เหมือนกับที่ชายชราช่วยหลันเฟิงก่อนที่จะหลับใหลไป
หลันเฟิงในยามนี้เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ประตูของขั้นละเอียดอ่อนเท่านั้นพอจะเรียกได้ว่าขั้นละเอียดอ่อนระดับต้น
หากอยากไปถึงขั้นข้ามพ้นโลกีย์หรือขั้นนิพพานเห็นได้ชัดว่าเส้นทางยังอีกยาวไกล
เมื่อหลันเฟิงดึงสติกลับมาก็พบอย่างน่าตกตะลึงว่า “พลังยุทธ์ของข้า...”
ภายในระยะเวลาสั้นๆแค่สองสามชั่วลมหายใจ ปราณแท้ในร่างกายของเขาก็เติบโตอย่างบ้าคลั่งแม้ว่าจะไม่ได้ทะลวงระดับไอปราณแต่กลับเทียบเท่ากับการฝึกฝนหลายชั่วยามในยามปกติของเขา
เพียงสองสามชั่วลมหายใจกลับเทียบเท่าการฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างหนักสองสามชั่วยามได้การค้นพบครั้งใหม่นี้ทำให้ชายหนุ่มตกตะลึง
แม้จิติญญาของเขาจะเหนื่อยล้าเล็กน้อยแต่เมื่อเทียบกับการฝึกฝนสองสามชั่วยามแล้ว มันดีกว่ามากอย่างไม่ต้องสงสัย
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดชายชราถึงพูดว่าขอแค่ทำตามที่เขาบอกพลังยุทธ์ของตนก็จะเพิ่มอย่างรวดเร็วเสียยิ่งกว่าการฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างบ้าคลั่ง
ขั้นละเอียดอ่อนช่างน่ากลัวยิ่งนัก
แต่เมื่อคิดถึงเื่ที่จนถึงยามนี้ชายชราก็ยังหลับไม่ตื่นสถานการณ์ไม่แน่ชัด ความตื่นเต้นดีใจของชายหนุ่มก็ลดลงเล็กน้อย
“หากตาเฒ่ารู้ว่าข้าััประตูของขั้นละเอียดอ่อนได้จะต้องดีใจมากแน่ๆ?” มุมปากชายหนุ่มหยักรอยยิ้มขมขื่นออกมา ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่งฝืนทำให้ตนเองรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้น
อาศัยเพียงข้อมูลเล็กน้อยก็สามารถใช้ความพยายามของตนเองคลำหาระดับทั้งสามเจอหากเป็คนอื่นเกรงว่าคงเกิดความรู้สึกหยิ่งผยองเล็กๆ แล้ว
แต่หลันเฟิงกลับไม่มีเวลาไปขบคิดเื่นั้นสายตาของเขาตกอยู่บนเหล็กก้อนอีกครั้ง
เขาปรับความรู้สึกเลิกคิดฟุ้งซ่าน นั่งขัดสมาธิเหมือนภิกษุแก่ชรา กลายเป็รูปปั้นมนุษย์อีกครั้ง