“ คุณหนูหาสิ่งใดอยู่เช่นนั้นหรือเ้าคะ ”
ยี่ยี่มองคุณหนูด้วยความสงสัย ข้าวของภายในห้องถูกยกออกจากที่เดิมแล้วนำกลับมาวางจนยากจะบอกได้ว่ามีใครย้ายมันออกไป ตำแหน่งการวางล้วนเหมือนเดิมทั้งสิ้น
เธอรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่คุณหนูสามารถนำสิ่งของกลับมาวางที่เดิมได้ตรงราวกับไม่เคยยกออกมาก่อนแต่ตอนนี้ต้องโยนความสงสัยนี้ทิ้งเพราะอยากรู้ว่าคุณหนูกำลังตามหาสิ่งใดมากกว่า
“ หาของที่ซ่อนเอาไว้ ”
“ ในห้องคุณหนูหรือเ้าคะ ”
“ ไม่ใช่แค่นั้น ข้า้าค้นทั่วบ้าน ”
“ ให้ข้าช่วยไหมเ้าคะ ”
“ ข้าค้นห้องเกือบจะหมดแล้ว เ้าไปค้นห้องอื่นก็แล้วกัน ”
“ ข้าคิดว่ามันคงไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่แล้วเ้าค่ะ ”
เสวี่ยหรงยืดตัวตรงแล้วหันมองไปยังยี่ยี่ ภายในมือของเธอตอนนี้มีตำราอีกหนึ่งเล่มถือเอาไว้ มันเป็ตำราเกี่ยวกับบทกลอนทั่วไป ตัวละครอย่างม่อเสวี่ยหรงนำมาซ่อนเอาไว้คงเพราะี้เีท่องจำ
“ เหตใดเ้าคิดเช่นนั้นล่ะ ”
“ วันนั้น… ” เสวี่ยหรงเห็นสีหน้าของยี่ยี่ เธอจึงรู้ว่ากำลังจะเล่าถึงวันที่ตระกูลม่อมีการสังหารหมู่เกิดขึ้น เธอจึงบอกให้ยี่ยี่เล่าต่อเพราะไม่มีความรู้สึกใดกับมัน
“ หลังจากวันนั้น ข้ากับแม่นมหลิงได้ทำความสะอาดเรือนแต่ละหลัง หลายอย่างถูกเคลื่อนย้ายออกไป ข้าเห็นช่องลับบนพื้นของห้องจำนวนมากเปิดทิ้งเอาไว้ ช่องลับบนต้นเสาก็เช่นกันเ้าค่ะ ใต้หลังคาก็มี ข้าจึงคิดว่าทุกๆอย่างถูกขโมยออกไปหมดแล้ว ยังดีที่ห้องของคุณหนูไม่มีการบุกรุกแต่อย่างใด ”
เสวี่ยหรงพยักหน้ารับ เธอเข้าใจดีถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ผู้เขียนอธิบายเอาไว้เช่นเดียวกันว่าของทุกอย่างถูกนำออกไปทั้งหมด มันหนักยิ่งกว่าโจรปล้นเพราะคนในตระกูลเป็หนึ่งในผู้ลงมือ พวกเขาจึงรู้ที่ซ่อนหลายอย่าง แต่มีสถานที่หนึ่งไม่ถูกปล้น นั่นก็คือห้องของคุณหนูม่อเสวี่ยหรง เธอไม่รู้เช่นกันว่าเพราะเหตุใด
เสวี่ยหรงกลับไม่คิดถอดใจ เธอเชื่อว่ายังมีห้องลับอยู่ที่ใดสักแห่ง ต่อให้แม่นมหลิงและยี่ยี่จะเก็บกวาดเรือนทุกหลังจนไม่มีความลับใดปิดซ่อนเอาไว้แล้ว เธอจะค้นหาต่อไปเผื่อจะเจอห้องลับแห่งนั้น
“ ถ้าเช่นนั้นข้าขออยู่คนเดียวสักพัก ”
“ คุณหนูจะทำสิ่งใดหรือเ้าคะ ”
“ อ่านตำราพวกนี้ ข้าคงได้หลายสิ่งจากพวกมัน ”
“ เ้าค่ะ ”
ยี่ยี่ค่อยๆเดินออกจากห้องปล่อยให้คุณหนูได้อยู่ตามลำพัง ในระหว่างเดินกลับไปทำงานเธอไม่ลืมดมกลิ่นหอมอ่อนๆจากข้อมือ กลิ่นจากน้ำหอมยังคงติดอยู่ แม้กลิ่นจะจางลงเล็กน้อยมันยังให้ความหอมเช่นเดิม
เสวี่ยหรงมองไปยังตำราทั้ง 6 เล่ม เธอพบมันใต้หมอน 4 เล่มและอีก 2 เล่มเจอที่ใต้หลังคาและใต้ลิ้นชัก แต่กลับมีเพียง 4 เล่มที่เป็ประโยชน์สำหรับตัวของเธอ
ตำราเล่มแรกเปิดอ่านอีกครั้ง มันคือตำราท่าเท้าตระกูลม่อ ก้าวย่างชมจันทร์
ทุกท่วงท่าที่ใช้ออกดูสบายคล้ายกำลังเดินอยู่บนผิวน้ำท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่อง มีด้วยกัน 3 ขั้นเพียงเท่านั้นเพราะเป็แค่พื้นฐาน
ตำราเล่มต่อไปคือวิธีควบคุมลมปราณของตระกูลม่อ ลมปราณของผู้คนในตระกูลนับว่าพิเศษเพราะสามารถขจัดปราณพิษจากปีศาจระหว่างต่อสู้ได้ ศัตรูที่มีพลังปีศาจจะถูกลดพลังลงไปเรื่อยๆจากการถูกปราณของตระกูลม่อชำระล้าง ถึงแม้ว่าจะเป็เพียงแค่วิธีโคจรลมปราณพื้นฐานของตระกูลม่อ ความสามารถในการชำระล้างปราณของปีศาจยังคงมีอยู่
หลังจากเปิดอ่านตำราโคจรลมปราณของตระกูลม่อเสวี่ยหรงก็ได้ทำตามเสียงกระซิบข้างหูจากการใช้สกิลพัฒนา มันกำลังกระซิบเธอให้ทำตามเพื่อปรับปรุงวิธีการโคจรของตระกูลม่อให้ดียิ่งขึ้น
“ ยันต์และค่ายกลสินะ ”
เสวี่ยหรงมองตำราสองเล่มสุดท้ายด้วยความตื่นเต้น ความน่ากลัวของตระกูลม่อคือการใช้ยันต์และค่ายกล เมื่อใดก็ตามที่ยันต์หรือค่ายกลตระกูลม่อเปิดใช้งาน โอกาสรอดชีวิตของศัตรูจะลดลงมากถึง 4 ใน 10 ส่วน
เธอตื่นเต้นกับตำราทั้งสองก็เพราะอยากรู้ว่ายันต์มีการทำงานเช่นไร หากสามารถสร้างยันต์ได้ การจะสร้างน้ำหอมคงไม่ใช่เื่ยาก สำหรับค่ายกลถ้าเธอเข้าใจวิธีการใช้งาน การซ่อมค่ายกลที่นาเกลือิญญาคงไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่
เมื่อเปิดอ่านหน้าแรกเธอก็พบเข้ากับความซับซ้อนในการอธิบายตัวอักษรแปลกประหลาดที่ยากจะเข้าใจ
ยันต์ที่สร้างขึ้นแต่ละแผ่นอาศัยการนำตัวอักษรโบราณมาจัดเรียงเพื่อชักนำพลังฟ้าดินมาเก็บเอาไว้ด้านในยันต์
พลังฟ้าดินไม่ได้มีเพียงแค่ปราณ ธาตุต่างๆคือสิ่งที่สามารถเก็บเอาไว้ใช้ได้ ธาตุไฟ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุสายฟ้าและธาตุน้ำแข็งสามารถบรรจุลงไปในยันต์กระดาษได้ นอกจากนั้นแล้วยันต์ยังใช้เป็สื่อกลางในการชักนำพลังฟ้าดินมาใช้โดยไม่จำเป็ต้องเก็บ
เสวี่ยหรงรู้สึกตื่นเต้นกับคำอธิบายการใช้งานยันต์ เธอสามารถใช้ธาตุได้หลากหลายไม่ยึดติดกับธาตุใดธาตุหนึ่งเหมือนผู้ใช้วรยุทธ์ทั่วไป ทว่ามันกลับมีข้อจำกัดอยู่หนึ่งอย่างที่เธอต้องทำให้ขึ้นใจ
ต่อให้จะชักนำพลังฟ้าดินมาใช้งานได้ ความรุนแรงของพลังฟ้าดินที่ชักนำมาใช้ขึ้นอยู่กับระดับพลังของผู้ใช้ยันต์ แม้ว่ารอบตัวจะเต็มไปด้วยพลังระดับเซียนก็ตาม พลังที่ชักนำมาใช้กลับเป็เพียงระดับเท่ากับตัวของเธอเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าเธอในตอนนี้ ยังไม่พร้อมที่จะใช้ยันต์เพราะไม่มีปราณ จำเป็ต้องรอให้ตันเถียนสร้างเสร็จก่อน
ตำราค่ายกลเปิดอ่านอีกครั้ง ค่ายกลพื้นฐานคือการนำยันต์มากกว่า 2 ใบมาจัดเรียงในรูปแบบต่างๆที่อาศัยหลักการเคลื่อนตัวของดวงดาวบนท้องฟ้า เสวี่ยหรงรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังเรียนรู้เกี่ยวกับโหราศาสตร์
“ ถ้าจะใช้ค่ายกลด้วยตัวคนเดียวจะต้องเสียเวลาในการเตรียมการสินะ ถ้าจะเปิดทันทีต้องให้คนช่วยกันมากกว่า 1 คนขึ้นไป ”
ค่ายกลเป็สิ่งที่เธอไม่สามารถใช้ได้ในตอนนี้เช่นเดียวกันเพราะไม่มีปราณ ถึงอย่างนั้นถ้าเธอมีแก่นปราณก็สามารถวางค่ายกลเป็กับดักได้ แก่นปราณที่ว่าหาได้จากปีศาจทั่วไป เพียงแต่ว่าตอนนี้เธอไม่มีมันเลยสักก้อนจึงไม่สามารถทดสอบค่ายกลพื้นฐานของทางตระกูลได้ สุดท้ายเธอจึงกลับไปนั่งบนเตียงนอน สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือโคจรลมปราณสร้างตันเถียนให้เร็วที่สุด
เสวี่ยหลงหลับตาแล้วดำดิ่งไปยังตันเถียน ครั้งนี้เธอเปลี่ยนวิถีการโคจรลมปราณใหม่ เธอหันมาใช้วิธีโคจรลมปราณของตระกูลม่อแทนของลุงหาน
ทันทีที่ชักนำพลังลมปราณเข้าสู่จุดทั้ง 8 ของร่างกายได้นั้น ปราณจากจุดทั้ง 8 ก็ได้แยกตัวออกไปตามเส้นลมปราณ ต่อให้ระยะทางจากจุดทั้ง 8 ไปยังตันเถียนจะเท่าเดิม เสวี่ยหรงกลับพบว่าเธอส่งปราณไปยังตันเถียนได้เยอะมากขึ้น จนเม็ดแสงในตันเถียนค่อยๆขยายจนสังเกตได้ชัดเจน
“ ข้านึกว่าลุงหานเดินลมปราณ ”
“ ข้าก็นึกว่าเป็พ่อบ้านหวางเสียอีก ”
ชายชราทั้งสองหันมองหน้ากัน ปราณจำนวนมากกำลังไหลเข้าสู่ตระกูลม่อจนพวกเขาทั้งสองต้องลุกขึ้นมาดูในกลางดึกเพื่อดูว่าใครกันกำลังเดินลมปราณใน่เวลานี้
คนที่พวกเขาคาดคิดว่าเป็ผู้เดินลมปราณกลับกำลังเดินหาต้นเหตุเช่นเดียวกัน
“ เช่นนั้นคงเป็คุณหนูเสวี่ยหรง ลุงหานสอนสิ่งใดให้คุณหนูกัน ”
“ พ่อบ้านหวาง ข้าสอนวิธีโคจรลมปราณพื้นฐานที่ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปหาร่ำเรียนได้เท่านั้น มันไม่ควรจะเป็เช่นนี้ ”
“ ถ้าเช่นนั้นข้าขอไปดูสักหน่อยเผื่อจะมีสิ่งใดผิดพลาด ”
“ ข้าขอตามพ่อบ้านหวางไปด้วยก็แล้วกันเผื่อจะได้ช่วยเหลือในบางสิ่ง ”
ชายชราทั้งสองรีบก้าวเท้ามุ่งหน้าไปยังห้องพักของคุณหนู สาวใช้ยี่ยี่เป็เพียงคนธรรมดาจึงไม่รู้ถึงการชักนำปราณเหล่านี้ ทางฝั่งแม่นมหลิงไม่ได้ปรากฎตัวเช่นเดียวกัน เธอเป็เพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับตัวอ่อนขั้นต้นเพียงเท่านั้น จึงไม่สามารถััถึงการรวมตัวกันของปราณจำนวนมากได้
พ่อบ้านหวางที่มาถึงหน้าห้องคุณหนูแอบแง้มประตูเข้าไปดูเล็กน้อย ถึงแม้จะเสียมารยาทเขากลับต้องทำเพื่อความปลอดภัย
สิ่งที่เขามองเห็นทำให้ใ รอบตัวของคุณหนูในตอนนี้เต็มไปด้วยปราณจากด้านนอกที่พยายามแย่งกันเข้าสู่ร่าง
หากให้เปรียบเทียบร่างกายคุณหนูเป็รัง ปราณรอบๆคงจะเป็ผึ้งที่พยายามจะมุดเข้าไปในรังของมันเพื่อนำน้ำหวานไปส่งให้นางพญา
“ ข้าดูด้วย ” ลุงหานะโขี่คอพ่อบ้านหวางแล้วค่อยๆมองผ่านประตูที่แง้มเปิดเล็กน้อย สิ่งที่เขาเห็นนับว่าใมาก การรวมตัวของปราณมากมายกว่าที่เคยเห็น เขาจึงรู้ว่าคุณหนูอาจจะเจอตำราของทางตระกูลแล้วจึงได้ลองทำตาม
“ ข้าว่าเราอย่าได้รบกวนคุณหนูจะดีกว่า ”
“ ข้าก็คิดเช่นเดียวกันกับพ่อบ้านหวาง ข้าจะไปเฝ้ารอบๆก็แล้วกัน คงมีหลายคนััได้ถึงการรวมตัวกันของปราณที่ตระกูลม่อแล้ว”.