ถนนสายแสงจันทร์ (จบ)

    บทที่6

            ภายหลังจากที่อ่านข้อความในย่อหน้านั้นถึงสองครั้งแต่ก็ยังไม่รู้เรื่อง สเลเตอร์ก็ถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดก่อนจะเริ่มต้นอ่านใหม่เป็นครั้งที่สาม แต่ก่อนที่จะทันอ่านจบประโยคแรกประตูห้องทำงานส่วนตัวก็เปิดออก สเลเตอร์เงยหน้าขึ้นจากร่างสัญญา รู้สึกไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะในระยะหลังๆ นี้ เขารู้สึกหงุดหงิดไปหมดไม่เคยพอหูพอตากับอะไรทั้งสิ้น

            ทันทีที่เขาเห็นว่าเป็นเฮเลนกรีนสโตน เลขานุการส่วนตัว สเลเตอร์ก็ก้มหน้าลงอ่านสัญญาต่อ เฮเลนเป็นสตรีวัยห้าสิบผู้มีความสามารถขนาดทำงานต่างๆแทนเขาได้ และบัดนี้ก็เป็นคุณยายแล้วเดินตัวตรงด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงตรงเข้ามาที่โต๊ะทำงานของเขา

            “ดื่มกาแฟสักถ้วยไหมคะคุณแม็คไบรด์ เพิ่งต้มใหม่ๆเชียวค่ะ”

            แม้จะเป็นสตรีสูงอายุแต่เธอก็ยังให้ความเคารพนับถือนายจ้างแม้ว่าเขาวัยเดียวกับลูกชายก็ตาม

            “เอาสิ..ขอบใจ”

            เขาเหลือบตามองจดหมายที่เธอวางลงตรงหน้าเพื่อรอการเซ็นแต่แล้วเสียงกริ่งโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

            “ช่วยรับแทนทีสิ”

                  เฮเลนเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตามคำสั่ง

                  “ห้องทำงานคุณแม็คไบรท์ค่ะมีอะไรที่ฉันจะช่วยได้บ้างคะ?”

            เธอนิ่งเงียบไปเป็นครู่เมื่อผู้ที่อยู่ปลายสายตอบมา

            “อ๋อ..จะพูดกับคุณแม็คไบรด์หรือคะ?”

            เธอหันมามองหน้าเขาเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่าจะรับโทรศัพท์หรือไม่

                  “ถามสิว่าใครโทรมา?”

            ถ้าไม่จำเป็นเขายังไม่อยากให้ใครมารบกวนขณะนี้

                  “ขอโทษ ใครจะพูดด้วยคะ?”

             เฮเลน กรีนสโตนถามก่อนจะยกมือขึ้นปิดปากกระบอกโทรศัพท์ไว้

            “คุณนายลอร์ดค่ะ”

            เธอบอก

                  ดอว์น..เขารู้สึกเสียวปลาบเข้าไปในหัวใจมันทำให้เขาถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่สั้นๆ ใจหนึ่งอยากกระชากโทรศัพท์มาจากมือเฮเลนอยากฟังเสียงพูดของดอว์นด้วยหูตัวเอง แต่ความแค้นใจยังมีอำนาจเหนือจิตใจเขาอยู่

                  “ถามดูแล้วกันว่าเขาต้องการอะไร”

            สเลเตอร์ปฏิเสธความต้องการของตัวเองเพราะเกิดความไม่ไว้ใจในจิตใจของตัวเองขึ้นมา

                  ตลอดเวลาสี่วันที่ผ่านไปเขาเฝ้าแต่พะวงว่าจะได้เห็นหน้าหรือได้ยินเสียงเธอบ้างหรือไม่อยากรู้ว่าเธอมีจิตใจที่จะติดต่อมาหาเขาอีกหรือไม่ภายหลังจากที่เวลาได้ผ่านมานานกว่าสิบปีแล้ว

                  แต่บัดนี้เวลาที่เขารอคอยก็ได้เกิดขึ้นแล้วเขาเพิ่งได้ตระหนักว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นในยามนี้เหมือนคนที่เฝ้ารอเวลาที่สายชนวนลูกระเบิดลามไหม้รอเวลาที่มันจะระเบิดขึ้นอย่างใจจดจ่อ และในที่สุดมันก็ระเบิดขึ้นจริงๆ

                  “เอ้อ..คุณมีธุระอะไรหรือคะ?”

            เสียงเฮเลนเอ่ยถามออกไป

            “ฉันพอจะช่วยได้ไหม?”

             ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้งขณะเธอรอฟังอีกฝ่ายหนึ่งที่กำลังตอบมาขณะเดียวกันก็จับตามองหน้าสเลเตอร์อยู่

            “เรื่องบ้านแวนเดอ เวียร์หรือคะ..ใช่ค่ะ..เรากำลังบอกขายอยู่”

                  เขารู้สึกเดือดพล่านขึ้นมาในใจนี่ดอว์นโทรศัพท์มาเพียงเพื่อจะพูดกับเขาเรื่องบ้านเท่านั้นเองละหรือ?”

                  “ได้สิคะ ฉันจะนัดคุณแม็คไบรด์ให้เขาจะได้พาคุณไปดูบ้านไงคะ”

            เธอเปิดสมุดนัดชี้นิ้วลงตรงเวลาบ่ายโมงและมองหน้าเขาเป็นเชิงถามซึ่งสเลเตอร์ก็พยักหน้ารับอย่างเฉยเมย“คุณแม็คไบรด์จะว่างหลังเวลาอาหารกลางวันแล้วค่ะ บ่ายโมงจะสะดวกไหมคะคุณนายลอร์ดพบกันที่บ้านแวน เดอ เวียร์เลยนะคะ”

            เธอยิ้มกับโทรศัพท์

            “ขอบคุณสวัสดีค่ะ”

                  เมื่อวางโทรศัพท์ลงแล้วเฮเลนก็จดบันทึกการนัดหมายลงไว้

            “ฉันจะไปเอากาแฟมาให้นะคะ”

            เธอบอกตั้งท่าจะเดินออกจากห้อง

                  “ไม่ต้องแล้ว”

            เขาตอบห้วนๆแต่เมื่อเห็นสีหน้าเฮเลนก็รีบพูดต่อว่า

            “ผมเปลี่ยนใจแล้วยังไม่อยากกินกาแฟ”

                  พูดจบเขาก็ก้มลงตั้งใจอ่านสัญญาฉบับที่ถืออยู่ในมือราวกับว่าสำหรับเวลานี้มันเป็นสิ่งที่เขากำลังสนใจอย่างที่สุดจนเมื่อประตูปิดตามหลังเลขานุการลงสายตาจึงเลื่อนไปจับอยู่กับชื่อที่เฮเลนเขียนไว้ในสมุดนัด..นิ่งและนาน

                  ดอว์นวางโทรศัพท์ลงบนแป้นช้าๆ ความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจยามนี้ทำให้เธออยากจะกรีดร้องออกมาให้ดังลั่นเผื่อว่ามันจะคลายความตึงเครียดที่อัดแน่นอยู่ในหัวอกออกได้บ้าง

                  มันคือความเจ็บร้าวที่บอกไม่ถูกนึกไม่ถึงว่าเขาจะให้เธอพูดกับเลขานุการแทนที่จะได้พูดกับเขาโดยตรงเธอคิดว่าเมื่อบอกไปแล้วว่าเธอเป็นใคร สเลเตอร์จะยินดีพูดโทรศัพท์ด้วยแต่..

                  “แม่พูดโทรศัพท์กับใครครับ?”

                  ดอว์นถึงกับสะดุ้งหันขวับไปและได้แต่จ้องมองหน้าลูกชายอยู่ ตอนที่พูดโทรศัพท์นั้น เธอคิดว่า

    แรนดี้อยู่ข้างนอกแต่เมื่อพบว่าแกเข้ามายืนอยู่ในห้องเช่นนี้ เธอก็เกิดความไม่แน่ใจขึ้นมาว่า แรนดี้จะได้ยินที่เธอพูดหรือไม่แววตาที่คมปลาบของแรนดี้ยามนี้เป็นแววที่บ่งบอกถึงความอยากรู้หรือว่าแกรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว แต่เธอก็ยังใจเย็นพอที่จะเอื้อมไปลูบศีรษะลูกชาย

                  “แม่นัดกับคนที่เขาจะพาแม่ไปดูบ้านหลังที่เราดูด้วยกันเมื่อวานนี้ยังไงล่ะ”

            เธอตอบลูกชายไปตามจริงเพียงแต่ไม่ได้บอกให้แรนดี้รู้เท่านั้น ว่าผู้ชายคนนั้นก็คือพ่อของแกเอง

            “นี่..อีกไม่นานหรอกนะลูกก็จะตัวสูงเท่าแม่แล้ว”

                  “พ่อผมก็ตัวสูงเหมือนกันใช่ไหมครับ?”

            มันอาจจะเป็นความประสาเด็กอยากรู้แต่ก็ทำให้ดอว์นเกือบสะดุ้ง

                  “ใช่”

            ดอว์นพยายามสงบระงับใจที่เต้นระทึกไว้

            “เขาสูงหกฟุตแต่ไม่ต้องห่วงหรอกลูก อีกไม่นานลูกก็จะตัวสูงเท่าเขานั่นแหละ”

                  “แล้วแม่จะไปพูดเรื่องบ้านกับเขาเมื่อไหร่ล่ะครับ?”

            ครั้งนี้แรนดี้เป็นคนเปลี่ยนเรื่องพูดเอง

                  “บ่ายโมงวันนี้จ้ะ”

                  “ให้ผมไปด้วยได้ไหมครับ?”

            น้ำเสียงที่ถามเปี่ยมด้วยความหวัง

                  “อย่าเลย”

            เธอตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเพื่อให้ลูกชายเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร

                  แม้จะมีแววผิดหวังฉายแสงขึ้นแต่แรนดี้ก็ยอมรับการปฏิเสธนั้นแต่โดยดี

                  “ถ้าอย่างนั้นผมขออนุญาตไปดูร้านของของเก่าแถบโอลด์ทาวน์ได้ไหมครับ?”

                  “ได้สิลูก”

            ยิ้มของดอว์นกว้างขึ้นดดีใจที่ลูกจะไม่ตามไปด้วยครั้งนี้

                  ดอว์นแทบกินอาหารไม่ลงรู้สึกตื่นเต้นใจสั่นอย่างประหลาดความคิดพะวงอยู่แต่เรื่องการนัดหมายสำคัญครั้งนี้ เมื่อไม่อาจทนนั่งละเลียดต่อไปเธอก็ขอตัวลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารโดยอ้างว่าไม่หิว ก่อนจะรีบกลับเข้าห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวให้พร้อม

                  การนัดหมายที่จะพบกับสเลเตอร์ครั้งนี้ดูจะสำคัญมากเพราะดอว์นตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกสวมชุดไหนดี อากาศในเขตร้อนเช่นนี้บังคับให้ต้องแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเนื้อบางเบา แต่มันก็ยังมีชุดสปอร์ตให้เลือกซึ่งดอว์นอดขอบใจซิมป์สันไม่ได้ที่เขาเมตตาซื้อเสื้อผ้าให้เธอมากมายตอนที่อยู่ด้วยกัน

                  ในที่สุดเธอก็เลือกกางเกงขายาวสีขาวทางน้ำเงินกับเสื้อผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มเนื้อเนียนรองเท้ากับกระเป๋าเข้าชุดกันออกจะโชคดีอยู่บ้างที่ดอว์นยังเก็บเครื่องเพชรบางชิ้นที่รักมากไว้ ดังนั้นจึงมีแหวนสองวงกับต่างหูเพชรล้ำค่าอีกคู่หนึ่งที่จะใช้ในโอกาสนี้

                  เมื่อมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาเธอก็ได้พบกับสุภาพสตรีที่แต่งกายเรียบหรูบ่งบอกถึงรสนิยมและยังคงความเป็นนักธุรกิจไว้ได้เรือนผมสีแดงแกมทองหยิกขอดเป็นลอนสลวยเคลียไหล่ ช่วยเสริมความอ่อนหวานนุ่มนวลให้เด่นชัดขึ้นสีหน้าของเธอในยามนี้อาจจะเคร่งขรึมไปบ้าง..แต่ก็ช่วยไม่ได้สำหรับสถานการณ์เช่นนี้

                  เธอโบกมืออำลาแม่ที่รอส่งพร้อมด้วยคำอวยพรขอให้โชคดีอย่างกระตือรือร้นมันเป็นกำลังใจที่เธอต้องการอย่างมาก ตอนที่ขับรถออกจากทางวิ่งนั้นไม่มีวี่แววของแรนดี้เลยเท่ากับเธอไม่ต้องถูกบังคับให้ยืนยันกับแกอีกครั้งว่าไม่ต้องการเพื่อนร่วมทาง

                  ถ้าไม่เป็นเพราะอากาศร้อนในยามบ่ายดอว์นอาจเลือกเดินไปบ้านแวน เดอ เวียร์ เพราะระยะทางไม่ไกลนักแต่ดอว์นไม่อยากให้ความร้อนมาทำลายบุคลิกของตัวเองในวันนี้ตอนที่เธอเลี้ยวรถเข้าไปในทางวิ่งของบ้านหลังนั้น นาฬิกาบนหน้าปัดบอกว่าเหลือเวลาอีกสองนาทีจะถึงเวลานัดหมาย

                  แต่ไม่มีรถของใครจอดอยู่ในบริเวณนั้น..ไม่มีวี่แววว่าจะมีใครมาด้วยตอนที่ก้าวลงจากรถดอว์นรู้สึกใจคอไม่ใคร่ดีนัก ลมหายใจติดขัดทางเดินที่ทอดไปสู่ประตูบ้านด้านหน้าแทบจะเดินผ่านไปไม่ได้ต้องใช้มือแหวกกิ่งไม้ใบหญ้าไปตลอดทาง

                  ใบปาล์มส่ายไหวด้วยแรงลมตอนที่ดอว์นเดินขึ้นไปบนระเบียงด้านหน้าและลองขยับลูกบิดประตูนั้นเธอรู้สึกอยู่ว่าบ้านหลังนี้สร้างขึ้นไว้แข็งแรงมาก เมื่อประตูบานนั้นล็อกอย่างแน่นหนามันก็บอกให้เธอรู้ว่า เป็นไปไม่ได้ที่สเลเตอร์จะรอเธออยู่ข้างใน

                  ดอว์นหันกลับไปมองตรงทางรถวิ่งและทันใดก็เกิดความไม่แน่ใจขึ้นมา ว่าเขาจะมาตามนัดหรือไม่หรือว่าเขาจะหลีกเลี่ยงด้วยการส่งคนอื่นมาแทน และให้ใครคนนั้นพาเธอดูบ้านเองความรู้สึกกระวนกระวายครอบงำจิตใจอยู่

                  แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มมาตามถนนด้านหน้าของตัวบ้านทันทีที่เห็นรถสปอร์ตคันเพรียวงามแล่นเรียบและเลี้ยวเข้ามาตามทางวิ่งดอว์นก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก รถคันนั้นจอดลงหลังรถของเธอพร้อมกับดับเครื่องยนต์ลง ครู่ต่อมาคนขับก็ก้าวลงจากรถ และดอว์นก็หมดความกังวลสงสัยว่าสเลเตอร์จะมาที่นี่ด้วยตนเองหรือไม่ เพราะบัดนี้เขาได้ปรากฏตัวต่อหน้าเธอแล้ว

                  เรือนร่างที่สูงโปร่งเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉงบ่งบอกถึงสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงเสี้ยวหน้าด้านข้างเป็นสีน้ำตาลคล้ำด้วยกร้านแดดเกรียมลมแต่ก็บ่งบอกความเป็นชายชาตรีที่มีความมั่นใจในตนเองสูงมากแว่นกันแดดอำพรางดวงตาของเขาไว้แต่เธอรู้ว่าเขามองเห็นเธอที่ยืนอยู่บนระเบียงหน้าบ้านแล้ว

                  มันมีอาการชะงักเกิดขึ้นก่อนที่เขาจะถอดแว่นกันแดดออกและโยนลงในที่นั่งด้านข้างและโดยไม่หันมามองดอว์นสเลเตอร์เดินแหวกพงหญ้าเข้ามายังบันได

                  ในแวบแรกที่ได้เห็นเขา..ความทรงจำอันเคยคุ้นเกี่ยวกับตัวเขาได้ผ่านเข้ามาในสมองดอว์นแต่เมื่อเขาเดินใกล้เข้ามา เธอก็มองเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเขาสเลเตอร์ไม่ได้นุ่งกางเกงยีนสีซีดๆสวมเสื้อยืดเก่าๆที่แนบกล้ามเนื้อตรงแผงอกและช่วงไหล่ที่ผึ่งผาย ไม่ได้สวมรองเท้าแตะโดยไม่ใส่ใจกับการสวมถุงเท้าอีกต่อไป