ภายหลังจากที่อ่านข้อความในย่อหน้านั้นถึงสองครั้งแต่ก็ยังไม่รู้เรื่อง สเลเตอร์ก็ถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดก่อนจะเริ่มต้นอ่านใหม่เป็นครั้งที่สาม แต่ก่อนที่จะทันอ่านจบประโยคแรกประตูห้องทำงานส่วนตัวก็เปิดออก สเลเตอร์เงยหน้าขึ้นจากร่างสัญญา รู้สึกไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะในระยะหลังๆ นี้ เขารู้สึกหงุดหงิดไปหมดไม่เคยพอหูพอตากับอะไรทั้งสิ้น
ทันทีที่เขาเห็นว่าเป็นเฮเลนกรีนสโตน เลขานุการส่วนตัว สเลเตอร์ก็ก้มหน้าลงอ่านสัญญาต่อ เฮเลนเป็นสตรีวัยห้าสิบผู้มีความสามารถขนาดทำงานต่างๆแทนเขาได้ และบัดนี้ก็เป็นคุณยายแล้วเดินตัวตรงด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงตรงเข้ามาที่โต๊ะทำงานของเขา
“ดื่มกาแฟสักถ้วยไหมคะคุณแม็คไบรด์ เพิ่งต้มใหม่ๆเชียวค่ะ”
แม้จะเป็นสตรีสูงอายุแต่เธอก็ยังให้ความเคารพนับถือนายจ้างแม้ว่าเขาวัยเดียวกับลูกชายก็ตาม
“เอาสิ..ขอบใจ”
เขาเหลือบตามองจดหมายที่เธอวางลงตรงหน้าเพื่อรอการเซ็นแต่แล้วเสียงกริ่งโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
“ช่วยรับแทนทีสิ”
เฮเลนเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตามคำสั่ง
“ห้องทำงานคุณแม็คไบรท์ค่ะมีอะไรที่ฉันจะช่วยได้บ้างคะ?”
เธอนิ่งเงียบไปเป็นครู่เมื่อผู้ที่อยู่ปลายสายตอบมา
“อ๋อ..จะพูดกับคุณแม็คไบรด์หรือคะ?”
เธอหันมามองหน้าเขาเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่าจะรับโทรศัพท์หรือไม่
“ถามสิว่าใครโทรมา?”
ถ้าไม่จำเป็นเขายังไม่อยากให้ใครมารบกวนขณะนี้
“ขอโทษ ใครจะพูดด้วยคะ?”
เฮเลน กรีนสโตนถามก่อนจะยกมือขึ้นปิดปากกระบอกโทรศัพท์ไว้
“คุณนายลอร์ดค่ะ”
เธอบอก
ดอว์น..เขารู้สึกเสียวปลาบเข้าไปในหัวใจมันทำให้เขาถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่สั้นๆ ใจหนึ่งอยากกระชากโทรศัพท์มาจากมือเฮเลนอยากฟังเสียงพูดของดอว์นด้วยหูตัวเอง แต่ความแค้นใจยังมีอำนาจเหนือจิตใจเขาอยู่
“ถามดูแล้วกันว่าเขาต้องการอะไร”
สเลเตอร์ปฏิเสธความต้องการของตัวเองเพราะเกิดความไม่ไว้ใจในจิตใจของตัวเองขึ้นมา
ตลอดเวลาสี่วันที่ผ่านไปเขาเฝ้าแต่พะวงว่าจะได้เห็นหน้าหรือได้ยินเสียงเธอบ้างหรือไม่อยากรู้ว่าเธอมีจิตใจที่จะติดต่อมาหาเขาอีกหรือไม่ภายหลังจากที่เวลาได้ผ่านมานานกว่าสิบปีแล้ว
แต่บัดนี้เวลาที่เขารอคอยก็ได้เกิดขึ้นแล้วเขาเพิ่งได้ตระหนักว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นในยามนี้เหมือนคนที่เฝ้ารอเวลาที่สายชนวนลูกระเบิดลามไหม้รอเวลาที่มันจะระเบิดขึ้นอย่างใจจดจ่อ และในที่สุดมันก็ระเบิดขึ้นจริงๆ
“เอ้อ..คุณมีธุระอะไรหรือคะ?”
เสียงเฮเลนเอ่ยถามออกไป
“ฉันพอจะช่วยได้ไหม?”
ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้งขณะเธอรอฟังอีกฝ่ายหนึ่งที่กำลังตอบมาขณะเดียวกันก็จับตามองหน้าสเลเตอร์อยู่
“เรื่องบ้านแวนเดอ เวียร์หรือคะ..ใช่ค่ะ..เรากำลังบอกขายอยู่”
เขารู้สึกเดือดพล่านขึ้นมาในใจนี่ดอว์นโทรศัพท์มาเพียงเพื่อจะพูดกับเขาเรื่องบ้านเท่านั้นเองละหรือ?”
“ได้สิคะ ฉันจะนัดคุณแม็คไบรด์ให้เขาจะได้พาคุณไปดูบ้านไงคะ”
เธอเปิดสมุดนัดชี้นิ้วลงตรงเวลาบ่ายโมงและมองหน้าเขาเป็นเชิงถามซึ่งสเลเตอร์ก็พยักหน้ารับอย่างเฉยเมย“คุณแม็คไบรด์จะว่างหลังเวลาอาหารกลางวันแล้วค่ะ บ่ายโมงจะสะดวกไหมคะคุณนายลอร์ดพบกันที่บ้านแวน เดอ เวียร์เลยนะคะ”
เธอยิ้มกับโทรศัพท์
“ขอบคุณสวัสดีค่ะ”
เมื่อวางโทรศัพท์ลงแล้วเฮเลนก็จดบันทึกการนัดหมายลงไว้
“ฉันจะไปเอากาแฟมาให้นะคะ”
เธอบอกตั้งท่าจะเดินออกจากห้อง
“ไม่ต้องแล้ว”
เขาตอบห้วนๆแต่เมื่อเห็นสีหน้าเฮเลนก็รีบพูดต่อว่า
“ผมเปลี่ยนใจแล้วยังไม่อยากกินกาแฟ”
พูดจบเขาก็ก้มลงตั้งใจอ่านสัญญาฉบับที่ถืออยู่ในมือราวกับว่าสำหรับเวลานี้มันเป็นสิ่งที่เขากำลังสนใจอย่างที่สุดจนเมื่อประตูปิดตามหลังเลขานุการลงสายตาจึงเลื่อนไปจับอยู่กับชื่อที่เฮเลนเขียนไว้ในสมุดนัด..นิ่งและนาน
ดอว์นวางโทรศัพท์ลงบนแป้นช้าๆ ความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจยามนี้ทำให้เธออยากจะกรีดร้องออกมาให้ดังลั่นเผื่อว่ามันจะคลายความตึงเครียดที่อัดแน่นอยู่ในหัวอกออกได้บ้าง
มันคือความเจ็บร้าวที่บอกไม่ถูกนึกไม่ถึงว่าเขาจะให้เธอพูดกับเลขานุการแทนที่จะได้พูดกับเขาโดยตรงเธอคิดว่าเมื่อบอกไปแล้วว่าเธอเป็นใคร สเลเตอร์จะยินดีพูดโทรศัพท์ด้วยแต่..
“แม่พูดโทรศัพท์กับใครครับ?”
ดอว์นถึงกับสะดุ้งหันขวับไปและได้แต่จ้องมองหน้าลูกชายอยู่ ตอนที่พูดโทรศัพท์นั้น เธอคิดว่า
แรนดี้อยู่ข้างนอกแต่เมื่อพบว่าแกเข้ามายืนอยู่ในห้องเช่นนี้ เธอก็เกิดความไม่แน่ใจขึ้นมาว่า แรนดี้จะได้ยินที่เธอพูดหรือไม่แววตาที่คมปลาบของแรนดี้ยามนี้เป็นแววที่บ่งบอกถึงความอยากรู้หรือว่าแกรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว แต่เธอก็ยังใจเย็นพอที่จะเอื้อมไปลูบศีรษะลูกชาย
“แม่นัดกับคนที่เขาจะพาแม่ไปดูบ้านหลังที่เราดูด้วยกันเมื่อวานนี้ยังไงล่ะ”
เธอตอบลูกชายไปตามจริงเพียงแต่ไม่ได้บอกให้แรนดี้รู้เท่านั้น ว่าผู้ชายคนนั้นก็คือพ่อของแกเอง
“นี่..อีกไม่นานหรอกนะลูกก็จะตัวสูงเท่าแม่แล้ว”
“พ่อผมก็ตัวสูงเหมือนกันใช่ไหมครับ?”
มันอาจจะเป็นความประสาเด็กอยากรู้แต่ก็ทำให้ดอว์นเกือบสะดุ้ง
“ใช่”
ดอว์นพยายามสงบระงับใจที่เต้นระทึกไว้
“เขาสูงหกฟุตแต่ไม่ต้องห่วงหรอกลูก อีกไม่นานลูกก็จะตัวสูงเท่าเขานั่นแหละ”
“แล้วแม่จะไปพูดเรื่องบ้านกับเขาเมื่อไหร่ล่ะครับ?”
ครั้งนี้แรนดี้เป็นคนเปลี่ยนเรื่องพูดเอง
“บ่ายโมงวันนี้จ้ะ”
“ให้ผมไปด้วยได้ไหมครับ?”
น้ำเสียงที่ถามเปี่ยมด้วยความหวัง
“อย่าเลย”
เธอตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเพื่อให้ลูกชายเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร
แม้จะมีแววผิดหวังฉายแสงขึ้นแต่แรนดี้ก็ยอมรับการปฏิเสธนั้นแต่โดยดี
“ถ้าอย่างนั้นผมขออนุญาตไปดูร้านของของเก่าแถบโอลด์ทาวน์ได้ไหมครับ?”
“ได้สิลูก”
ยิ้มของดอว์นกว้างขึ้นดดีใจที่ลูกจะไม่ตามไปด้วยครั้งนี้
ดอว์นแทบกินอาหารไม่ลงรู้สึกตื่นเต้นใจสั่นอย่างประหลาดความคิดพะวงอยู่แต่เรื่องการนัดหมายสำคัญครั้งนี้ เมื่อไม่อาจทนนั่งละเลียดต่อไปเธอก็ขอตัวลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารโดยอ้างว่าไม่หิว ก่อนจะรีบกลับเข้าห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวให้พร้อม
การนัดหมายที่จะพบกับสเลเตอร์ครั้งนี้ดูจะสำคัญมากเพราะดอว์นตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกสวมชุดไหนดี อากาศในเขตร้อนเช่นนี้บังคับให้ต้องแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเนื้อบางเบา แต่มันก็ยังมีชุดสปอร์ตให้เลือกซึ่งดอว์นอดขอบใจซิมป์สันไม่ได้ที่เขาเมตตาซื้อเสื้อผ้าให้เธอมากมายตอนที่อยู่ด้วยกัน
ในที่สุดเธอก็เลือกกางเกงขายาวสีขาวทางน้ำเงินกับเสื้อผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มเนื้อเนียนรองเท้ากับกระเป๋าเข้าชุดกันออกจะโชคดีอยู่บ้างที่ดอว์นยังเก็บเครื่องเพชรบางชิ้นที่รักมากไว้ ดังนั้นจึงมีแหวนสองวงกับต่างหูเพชรล้ำค่าอีกคู่หนึ่งที่จะใช้ในโอกาสนี้
เมื่อมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาเธอก็ได้พบกับสุภาพสตรีที่แต่งกายเรียบหรูบ่งบอกถึงรสนิยมและยังคงความเป็นนักธุรกิจไว้ได้เรือนผมสีแดงแกมทองหยิกขอดเป็นลอนสลวยเคลียไหล่ ช่วยเสริมความอ่อนหวานนุ่มนวลให้เด่นชัดขึ้นสีหน้าของเธอในยามนี้อาจจะเคร่งขรึมไปบ้าง..แต่ก็ช่วยไม่ได้สำหรับสถานการณ์เช่นนี้
เธอโบกมืออำลาแม่ที่รอส่งพร้อมด้วยคำอวยพรขอให้โชคดีอย่างกระตือรือร้นมันเป็นกำลังใจที่เธอต้องการอย่างมาก ตอนที่ขับรถออกจากทางวิ่งนั้นไม่มีวี่แววของแรนดี้เลยเท่ากับเธอไม่ต้องถูกบังคับให้ยืนยันกับแกอีกครั้งว่าไม่ต้องการเพื่อนร่วมทาง
ถ้าไม่เป็นเพราะอากาศร้อนในยามบ่ายดอว์นอาจเลือกเดินไปบ้านแวน เดอ เวียร์ เพราะระยะทางไม่ไกลนักแต่ดอว์นไม่อยากให้ความร้อนมาทำลายบุคลิกของตัวเองในวันนี้ตอนที่เธอเลี้ยวรถเข้าไปในทางวิ่งของบ้านหลังนั้น นาฬิกาบนหน้าปัดบอกว่าเหลือเวลาอีกสองนาทีจะถึงเวลานัดหมาย
แต่ไม่มีรถของใครจอดอยู่ในบริเวณนั้น..ไม่มีวี่แววว่าจะมีใครมาด้วยตอนที่ก้าวลงจากรถดอว์นรู้สึกใจคอไม่ใคร่ดีนัก ลมหายใจติดขัดทางเดินที่ทอดไปสู่ประตูบ้านด้านหน้าแทบจะเดินผ่านไปไม่ได้ต้องใช้มือแหวกกิ่งไม้ใบหญ้าไปตลอดทาง
ใบปาล์มส่ายไหวด้วยแรงลมตอนที่ดอว์นเดินขึ้นไปบนระเบียงด้านหน้าและลองขยับลูกบิดประตูนั้นเธอรู้สึกอยู่ว่าบ้านหลังนี้สร้างขึ้นไว้แข็งแรงมาก เมื่อประตูบานนั้นล็อกอย่างแน่นหนามันก็บอกให้เธอรู้ว่า เป็นไปไม่ได้ที่สเลเตอร์จะรอเธออยู่ข้างใน
ดอว์นหันกลับไปมองตรงทางรถวิ่งและทันใดก็เกิดความไม่แน่ใจขึ้นมา ว่าเขาจะมาตามนัดหรือไม่หรือว่าเขาจะหลีกเลี่ยงด้วยการส่งคนอื่นมาแทน และให้ใครคนนั้นพาเธอดูบ้านเองความรู้สึกกระวนกระวายครอบงำจิตใจอยู่
แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มมาตามถนนด้านหน้าของตัวบ้านทันทีที่เห็นรถสปอร์ตคันเพรียวงามแล่นเรียบและเลี้ยวเข้ามาตามทางวิ่งดอว์นก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก รถคันนั้นจอดลงหลังรถของเธอพร้อมกับดับเครื่องยนต์ลง ครู่ต่อมาคนขับก็ก้าวลงจากรถ และดอว์นก็หมดความกังวลสงสัยว่าสเลเตอร์จะมาที่นี่ด้วยตนเองหรือไม่ เพราะบัดนี้เขาได้ปรากฏตัวต่อหน้าเธอแล้ว
เรือนร่างที่สูงโปร่งเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉงบ่งบอกถึงสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงเสี้ยวหน้าด้านข้างเป็นสีน้ำตาลคล้ำด้วยกร้านแดดเกรียมลมแต่ก็บ่งบอกความเป็นชายชาตรีที่มีความมั่นใจในตนเองสูงมากแว่นกันแดดอำพรางดวงตาของเขาไว้แต่เธอรู้ว่าเขามองเห็นเธอที่ยืนอยู่บนระเบียงหน้าบ้านแล้ว
มันมีอาการชะงักเกิดขึ้นก่อนที่เขาจะถอดแว่นกันแดดออกและโยนลงในที่นั่งด้านข้างและโดยไม่หันมามองดอว์นสเลเตอร์เดินแหวกพงหญ้าเข้ามายังบันได
ในแวบแรกที่ได้เห็นเขา..ความทรงจำอันเคยคุ้นเกี่ยวกับตัวเขาได้ผ่านเข้ามาในสมองดอว์นแต่เมื่อเขาเดินใกล้เข้ามา เธอก็มองเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเขาสเลเตอร์ไม่ได้นุ่งกางเกงยีนสีซีดๆสวมเสื้อยืดเก่าๆที่แนบกล้ามเนื้อตรงแผงอกและช่วงไหล่ที่ผึ่งผาย ไม่ได้สวมรองเท้าแตะโดยไม่ใส่ใจกับการสวมถุงเท้าอีกต่อไป