TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 124 สำเร็จผู้ใช้อักขระขั้นสีม่วง

    ตอนที่ 124 สำเร็จผู้ใช้อักขระขั้นสีม่วง


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 





    ทันทีที่ชื่อของอีวาถูกเอ่ยออกไป ดวงตาของผู้ก็พลันเบิกกว้าง สายตาที่ดูหวาดกลัวในตอนเริ่มแรกถูกเปลี่ยนเป็นมีความเคารพและเทิดทูน


    “วะ ... ว่าไงนะ! ผู้สูงศักดิ์ท่านนี้แท้จริงก็คือนายท่านที่ห้า!”


    “นายท่านที่ห้า!”


    ผู้คนเรื่องรู้เรื่องของอีวามาบ้างแล้ว เพราะชื่อเสียงที่อีวาสร้างไว้ที่เมืองฟิราเดเฟียร์นั้นโด่งดังไม่น้อย แม้แต่เมืองที่ห่างไกลเช่นนี้ ข่าวลือก็ยังมาถึงภายในไม่กี่วัน


    ชายชราดยุกผู้เป็นเจ้าเมืองไม่รอช้า รีบทำความเคารพนำมือขวาทาบไว้ที่อกแล้วโค้งเคารพต่ออีวาทันที


    “พบนายท่านที่ห้า”


    “พบนายท่านที่ห้า!!!” ผู้คนที่พึ่งรู้สึกตัวก็รีบทำตาม 


    ผู้คนมากมายต่างแสดงความเคารพต่อหญิงสาว


    แม้ว่าเหล่านายท่านทั้งหลายหรือจอมปราชญ์จะไม่ใช่คนของทางการ แต่ฐานะของพวกเขาก็สามารถเทียบได้เท่ากับตัวตนระดับสูงของอาณาจักรได้ ซึ่งในเรื่องต่างๆ ภายในอาณาจักรจะได้รับการสนับสนุนจากจอมปราชญ์อยู่เสมอ


    ผู้คนต่างรู้ว่าจอมปราชญ์และมหาเสนาบดีนั้นเป็นพันธมิตรกัน ฐานะของจอมปราชญ์จึงไม่ต่างไปจากมหาเสนาบดี 


    “ไม่จำเป็นต้องมากพิธี เวลานี้ข้ามีเรื่องต้องรบกวนท่านแล้ว” อีวาเอ่ย ก่อนจะเก็บสิงโตน้ำเงินครามไว้ในกระเป๋าเก็บของของเธอ


    “นายท่านที่ห้ามาเยือนถึงที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรข้าเต็มใจจะช่วยเหลือ เช่นนั้นพวกเราไปนั่งคุยกันในปราสาทของข้าเถอะ” ดยุกเฒ่าไม่รอช้ารีบเชิญอีวาเข้าไปพูดคุยในปราสาทของเขาทันที


    อีวาและครอบครัวถูกเจ้าเมืองต้อนรับเป็นอย่างดี


    เหตุการณ์ในตอนนี้ค่อนข้างเร่งด่วน อีวาจึงบอกเล่าแผนการที่จะให้ครอบครัวของเธออาศัยอยู่ที่เมืองนี้ให้เจ้าเมืองรับทราบ และเจ้าเมืองก็ตอบรับเป็นอย่างดี


    การที่ครอบครัวของนายท่านที่ห้าพักอยู่ที่เมืองนี้ นี่ก็หมายความว่าเมืองแห่งนี้จะได้รับการคุ้มครองจากนายท่านที่ห้า


    อีวานำทรัพย์สินที่เธอได้มาหมายจะมอบให้เจ้าเมืองเป็นธุระจัดการในการหาที่อยู่ในครอบครัวของเธอ


    แต่เจ้าเมืองกลับปฏิเสธ เขาตัวเสนอตัวจะมอบที่ดินและสร้างคฤหาสน์ให้กับอีวา โดยไม่รับของตอบแทน


    อีวารู้จุดประสงค์ของเจ้าเมืองจึงไม่ได้พูดต่อและรับความหวังดีนี้มา


    ระหว่างที่บ้านของเธอกำลังจะสร้างขึ้น พ่อแม่ของเธอได้รับสิทธิพิเศษให้พักอยู่ที่ปราสาทของเจ้าเมือง


    อีวาต้องการที่จะจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพราะเธอต้องเข้าพบจอมปราชญ์เรื่องลัทธิกระหายชีวา


    ก่อนจากไปเธอได้นำทรัพย์สมบัติที่เธอได้มาจากโจรมอบให้กับพ่อแม่ของเธอทั้งหมดและมอบวัตถุจารึกให้หลายชิ้นรวมถึงแหวนเก็บของด้วย


    ครอบครัวของเธอเข้าใจว่าอีวามีภารกิจใหญ่ต้องจัดการ จึงไม่ได้รั้งอีวาให้อยู่ต่อ


    เมืองแห่งนี้อยู่ใกล้ภูเขาเทพ อีวาสามารถมาหาพวกเขาได้อย่างสบายเมื่อมีโอกาส


    “ท่านพ่อท่านแม่ ข้าต้องขอตัวก่อน”


    “รักษาตัวด้วยนะ”


    เมื่อเอ่ยคำร่ำลาเรียบร้อยแล้ว อีวาจึงขึ้นไปบนหลังของสิงโตน้ำเงินครามแล้วเหินทะยานไปยังภูเขาเทพทันที


    อีวาใช้เวลาไม่นานก็ถึงยอดเขาฮาดา เธอรีบตรงดิ่งไปยังปราสาทของจอมปราชญ์


    กลางห้องโถงที่เหมือนสวนพฤกษา จอมปราชญ์กำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างสบายอารมณ์


    “พบท่านอาจารย์”


    “กลับมาแล้วหรออีวา”


    “เจ้าค่ะ ศิษย์มีเรื่องมารายงานให้ท่านทราบ” อีวารีบเอ่ย


    “หืม ...​ เจ้าลงเขาไปครั้งนี้ก่อเรื่องโด่งดังไม่น้อย ทว่าสีหน้าของเจ้าในตอนนี้กลับดูไม่มีความสุขเลย มีเรื่องอะไรเจ้าถึงดูรีบร้อนขนาดนี้เล่า” จอมปราชญ์จ้องมองอย่างสำรวจไปที่เธอแล้วเอ่ย


    “เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ ... ท่านอาจารย์ดูเหมือนว่าการเคลื่อนไหวของลัทธิกระหายชีวาจะไม่ธรรมดาอย่างที่ตาเห็น พวกมันไม่ได้ทำสงครามเพื่อประกาศศักดา แต่ทำเพื่อหวังผลในจุดประสงค์ที่ยิ่งใหญ่”


    “จุดประสงค์ที่ยิ่งใหญ่? พวกมันต้องการอะไรกัน? เจ้าไปรู้อะไรมา” จอมปราชญ์เริ่มให้ความสนใจกับการสนทนานี้มากขึ้น


    “หลังจากที่พลังสายเลือดของศิษย์ตื่นขึ้นมา ศิษย์ก็มีความสามารถในการค้นหาความทรงจำ ในตอนที่ศิษย์ประมือกับสัตว์ประหลาดเฒ่าขอบเขตราชวงศ์ตนนั้น ศิษย์ได้แอบค้นความทรงจำของมันและได้ความว่าลัทธิกระหายชีวาต้องการทำการใหญ่ กลืนกินสิ่งมีชีวิตในมหาทวีปเพื่อเติมเต็มเจตจำนงแห่งการกลืนกินของจอมมาร 


    เมื่อจอมมารได้รับเจตจำนงแห่งการกลืนกินอย่างเต็มที่ เวลานั้นจอมมารก็จะฟื้นตื่นขึ้นมา ตลอดเวลาที่ผ่านมาลัทธิกระหายชีวาทำสงครามแบบกองโจรไม่ยอมปะทะกับอาณาจักรใดอาณาจักรหนึ่งโดยตรง แต่กลับกวาดผ่านสิ่งมีชีวิตหลายเมืองไปมากมายแล้วหนีไป


    สิ่งที่พวกมันทำไม่ใช่การทำสงครามยึดครองมหาทวีป แต่เป็นการทำพิธีกรรมในการปลุกจอมมารอังกูลให้ตื่นขึ้นมามากกว่า” อีวาอธิบายเรื่องทั้งหมดโดยปกปิดเนื้อหาบางอย่างที่เกี่ยวกับความสามารถของเธอ


    “ว่ายังไงนะ!” จอมปราชญ์เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดก็ถึงกับนั่งไม่ติดในทันที


    เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับจอมมารอังกูลนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะนั่นอาจเป็นชนวนที่ทำให้เกิดมหาสงครามครั้งที่สี่ขึ้นมาในมหาทวีป ซึ่งนั่นคือวิกฤตใหญ่ของมหาทวีป


    “เรื่องนี้ช่างใหญ่โตเกินไปแล้ว เจ้ามั่นใจนะว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นความจริง” จอมปราชญ์เอ่ยสำทับ น้ำเสียงของเขาดูมีความกังวลเป็นอย่างมาก


    “ศิษย์ไม่กล้าโกหก พลังสายเลือดของศิษย์สามารถเข้าถึงความทรงจำของเหยื่อและจัดการบางอย่างเกี่ยวกับมัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ศิษย์สามารถควบคุมสัตว์อสูรได้”


    “ไม่ต้องอธิบายแล้ว ข้าเชื่อเจ้า ... เอาเป็นว่าเรื่องนี้ข้าจะต้องปรึกษากับมหาเสนาบดีโดยด่วน เจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ” เมื่อพูดจบจอมปราชญ์ก็เร่งรุดออกจากห้องในทันที


    แน่นอนว่าเขากำลังจะไปติดต่อกับมหาเสนาบดีตามที่พูดไป


    อีวาเองก็เห็นด้วยว่าเรื่องนี้ใหญ่โตจริงๆ จนเธอไม่อาจนิ่งนอนใจได้


    หญิงสาวมุ่งหน้าไปที่ห้องบันไดสีขาวแล้วเริ่มบ่มเพาะพลังอักขระในห้องนั้น


    “สงครามใหญ่อาจจะเกิดขึ้นในไม่ช้า การบ่มเพาะพลังสายเลือดสำหรับฉันในเวลานี้ แน่นอนว่าไม่อาจสำเร็จขั้นสูงได้ง่ายๆ พลังอักขระจึงเป็นตัวเลือกที่ดีในตอนนี้ อย่างน้อยๆ พลังนี้ก็สามารถปกป้องผู้อื่นได้ หากสามารถสำเร็จปรมาจารย์จารึกขั้นสามได้ การจะสร้างม่านพลังป้องกันขอบเขตดยุกจะสามารถทำให้ท่านพ่อท่านแม่ปลอดภัยยิ่งกว่าเดิมได้” 


    อีวาในตอนนี้ห่วงใยในครอบครัวของเธอเป็นอย่างมาก แม้ว่าเธอต้องการที่จะอยู่กับพวกท่าน แต่ภาระหน้าที่ที่ต้องทำนั้นสำคัญยิ่งกว่า 


    หากมหาสงครามครั้งที่สี่ปะทุขึ้นมาจริงๆ ขอบเขตราชวงศ์คงจะไม่ใช่ตัวละครหลักอีกต่อไป เพราะนั่นจะเป็นเวทีของเหล่าจักรพรรดิ


    เมื่อถึงตอนนั้นเหล่าจักรพรรดิที่หลับใหลและจักรพรรดิที่ปกครองพื้นที่มากมายต้องลุกขึ้นมาต่อต้านอำนาจของจอมมารอังกูล มหาทวีปจะล่มสลายหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการต่อสู้ของพวกเขา


    อีวาไม่รอช้ารีบเร่งบ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพของเธอโดยไว


    ตอนนี้เธอเชื่อว่าการมีอยู่ของเฟิร์สจะทำให้เธอก้าวไปได้ไกลกว่าเดิมได้


    อีวาบันทึกเรื่องราวทั้งหมดลงในโลกลวงในทันที


    หญิงสาวในตอนนี้กำลังก้าวเดินขึ้นบันไดสีขาวด้วยความเร็วที่ไม่ต่างกับเฟิร์สเลย ซึ่งเป็นเฟิร์สเองที่ได้ชี้แนะวิธีการก้าวขึ้นบันไดให้เธอทราบก่อนหน้านี้แล้ว


    แล้วหนึ่งวันก็หมดลงอย่างรวดเร็ว


    อีวาใช้อักขระตั้งค่ายกลปลุกเฟิร์สให้ตื่นขึ้นหลังจากที่เธอหลับไปได้ครู่เดียว


    เฟิร์สที่ได้อ่านเรื่องราวทั้งหมดในโลกลวงแล้ว จึงทำตามเจตจำนงของอีวาในทันที


    เขาในตอนนี้ก็อยากสัมผัสถึงขอบเขตพลังอักขระขั้นสีม่วงเช่นกัน เพราะนั่นเป็นขอบเขตที่เขาไม่เคยได้เข้าถึง


    พวกเขาทั้งคู่ก้าวเดินขึ้นบนบันไดสีขาวอย่างไม่หยุดหย่อน


    พลังโลกลวงถูกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพทำให้ความเร็วในการก้าวเดินไม่ได้เสียจังหวะเลยแม้แต่น้อย


    พวกเขาก้าวเดินล้ำหน้าขั้นที่หนึ่งหมื่นมานานแล้ว และการก้าวเดินนี้ก็เข้าถึงบันไดขั้นที่สองหมื่น!


    ทว่าขั้นที่สองหมื่นก็ยังไม่อาจทำให้พวกเขาสำเร็จขอบเขตขั้นสีม่วงได้


    จนกระทั่ง ...


    เมื่อก้าวเดินเข้าสู่บันไดขั้นที่สองหมื่นสามพันห้าร้อยเจ็ดสิบเอ็ด 


    พลังอักขระในร่างก็เกิดการเปลี่ยนแปลง 


    อำนาจอักขระเดิมทีที่เป็นสีเขียว บัดนี้มันได้กลายเป็นสีม่วง!


    ในที่สุดพวกเขาก็เข้าสู่ขอบเขตผู้ใช้อักขระขั้นสีม่วงหรือปรมาจารย์จารึกขั้นสามได้แล้ว

    คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน