อมยิ้ม
แพขนตาค่อย ๆ ขยับขึ้นลงเป็สัญญาณบ่งบอกว่าเ้าของกำลังจะฟื้นตื่นจากนิทรา เนย่าค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ภาพที่เธอเห็นตรงหน้าคือใครคนหนึ่งที่เธอคุ้นเคยเป็อย่างดี
“สวัสดีสาวน้อยดูท่าทางเธอจะอาการดีขึ้นแล้วนะ” ทรีบาสนั่งลงข้าง ๆ เตียงของเธอแล้วประคองเธอลุกขึ้นนั่ง ตอนนี้เธอปลอดภัยอยู่บนหอคอยสีน้ำเงินเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“เอ่อ...เกิดอะไรขึ้นเหรอคะหนูคิดว่าหนูจะตายแล้วเสียอีก” เนย่าเอ่ยถามทันทีเมื่อตั้งสติได้ เธอมีอาการปวดหัวตุ้บ ๆ จึงยกมือขึ้นกดขมับ
“ไม่ตายหรอก เธอยังไม่ตาย การ์รอลเขาแค่เสียมารยาทไปหน่อยน่ะ” เสียมารยาทรึ ตาแก่นี่เรียกการพ่นไฟหมายจะฆ่าเธอว่าเสียมารยาท โอ! มันช่างเป็พฤติกรรมที่น่าเอ็นดูมาก
“ว่าแต่หนูรอดมาได้ยังไงคะ หนูจำได้แค่ว่าการ์รอลพ่นไฟใส่หนูถ้าไม่ลืมตามาเจอท่าน หนูคงคิดว่านี่คงเป็์” เนย่าคงลืมไปว่าเธอมีที่อยู่อาศัยใหม่ที่งดงามอลังการกว่าบ้านโพรงไม้เก่า ๆ ของเธอหลายร้อยเท่า
“เอาไว้เธอดีขึ้นกว่านี้แล้วจะเล่าให้ฟังก็แล้วกันนะ ฉันคิดว่าตอนนี้เธอ้าพักผ่อน” ทรีบาสลูบหัวเธออย่างเอ็นดู
“หนูพักมาพอแล้ว บอกหนูเถอะค่ะ” เนย่าไม่อยากให้ความสงสัยนี้ผ่านไปจึงจับชายเสื้อของทรีบาสไว้ไม่ให้ไปไหนจนกว่าจะบอกความจริง ทรีบาสก้มมองชายเสื้อที่ถูกดึงไว้ก่อนจะผ่อนลมหายใจแล้วเล่าตามที่เนย่าขอ
“เนย่าฟังฉันนะ การที่เธอเข้ามาอยู่ที่นี่มีอยู่หลายคนที่ไม่เห็นด้วยและไม่อาจยอมรับเธอได้ เธอจึงตกอยู่ในอันตรายและมีคนบังคับการ์รอลให้ทำร้ายเธอ แต่เชื่อเถอะว่าวันหนึ่งเมื่อเธอเข้มแข็งพอจะไม่มีใครแตะต้องเธอได้อีก ฉันจะปกป้องเธอเองและสืบหาคนที่ทำร้ายเธอมาให้ได้อย่าได้กังวลไปเลยนะ” ทรีบาสกุมมือเนย่าอย่างให้กำลังใจ
“ท่านช่วยหนูไว้ใช่ไหมคะครั้งนี้” เื่ที่มีคนไม่ชอบเธอ ก็พอจะรู้อยู่หรอกแต่ไอ้การลงมือทำร้ายกันนี่ก็คงไม่ใช่เื่เล่น ๆ ถ้าตาแก่นี่ไม่มาช่วยเธอคงได้ตายจริงๆ โชคดีที่เขาช่วยไว้
“เปล่าหรอก มีบางอย่างในตัวเธอที่ทำให้รอดมาได้น่ะ” ทรีบาส ครุ่นคิดว่าควรจะอธิบายแบบไหนเพื่อไม่ให้เนย่าใ
“บางอย่างในตัวหนู?” เนย่าเอียงคอถาม
“ยังไม่มีความชัดเจนกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่เธอเอาตัวรอดมาจากที่อันตรายได้อย่างน่าเหลือเชื่อ เหตุการณ์นี้เป็สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ใครหลาย ๆ คนต่างรู้ว่า ที่ฉันพาเธอมาที่นี่ฉันคิดไม่ผิดและสองันั่นก็เลือกไม่ผิดคนอีกด้วย” ทรีบาสยกยิ้มอย่างภูมิใจ
“มันแน่นอนอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นหนูคงขโมยถุงเงินท่านไม่ได้หรอกค่ะ หนูต้องมีความสามารถอะไรบ้างแหละท่านเองก็มีทั้งอำนาจและเก่งกาจขนาดนี้จะมองคนผิดได้ยังไง” เนย่าคุยโวคำโตบ้าง
“ฮะ ๆ ๆ เ้าเด็กนี่นะทโมนจริง ๆ แน่ใจนะว่าเธอเป็ผู้หญิง เนย่า” ทรีบาสหัวเราะอย่างอารมณ์ดีเขาไม่ได้หัวเราะดังขนาดนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ เขามองเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ตรงหน้าอย่างเอ็นดู เธอยังผอมบางอยู่มาก คงต้องกำชับให้บาร์รามจัดสรรอาหารดี ๆ ให้เธอบ้างเสียแล้ว
“เอาล่ะเธอพักต่อจะดีกว่า พรุ่งนี้มีบทเรียนอีกหลายอย่างให้เธอได้เรียนรู้มากมายเลย ฉันหวังว่าเธอจะเข้มแข็งและสนุกกับมันนะ ส่วนเื่วันนี้ฉันจะจัดการให้เธอสบายใจได้” เขาลุกจากเตียงแล้วทำท่าหันหลังเดินจากไป
“ท่านก็ต้องดูแลตัวเองนะคะขอบคุณที่ไม่เคยมองข้ามเด็กมนุษย์อย่างหนู” เนย่าทำเสียงอ้อนเหมือนเด็กน้อยใส่คนแก่ เธอไม่เคยรู้สึกอุ่นใจและได้รับการปกป้องดูแลเอาใจใส่เท่านี้มาก่อน ถึงแม้เขาจะเป็ตาแก่เพี้ยน ๆ แต่ก็อดที่จะขอบคุณในสิ่งที่เขาทำและมอบให้เธอไม่ได้
ทรีบาสยิ้มให้เด็กหญิงอย่างใจดีก่อนจะหายตัวออกจากห้องไป แต่เนย่าก็ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงจะให้เธอพักได้ยังไงเธอนอนมานานเกินไปจนมืดค่ำเสียแล้ว เธอหิวนี่แหละคือปัญหาแต่ถ้าร้องจะกินตอนนี้คุณตุลาการจะต้องไม่พอใจแน่ แอบไปหาอะไรกินเองในครัวชั้นล่างดีกว่า
ด้านล่างหอคอยสีน้ำเงินในตัวปราสาท
“ออกมาหน่อยได้ไหม” ทรีบาสไม่ได้กลับไปที่หอคอยของเขา เขาลงมาด้านล่างเพื่อพบใครคนหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่
“้าพบข้ามีธุระอะไรไม่ทราบ” ร่างชายหนุ่มโผล่ออกมาจากกำแพง และมายืนเคียงข้างทรีบาสที่ยืนคอยเขาอยู่ เขาดูเปลี่ยนไปจากคราแรกที่พบ สะอาดสะอ้านและหล่อเหลา ตาซ้ายสีแดงเรืองแสงในความมืดส่วนอีกข้างถูกบดบังไว้ด้วยที่ปิดตาหนังชั้นดี แสงตะเกียงเซนเทียสว่างขึ้นเมื่อคนถูกเรียกดีดนิ้วสั่ง
“ฉันแค่อยากจะให้เ้าช่วยจัดหาอาหารบำรุงร่างกายให้เนย่า” ทรีบาสหันกลับมามองคนตรงหน้าอย่างเต็มตา เอ่ยวาจาอย่างนุ่มนวล
“ข้าตอบแทนให้ตามที่สมควรแล้ว ทั้งที่อยู่ อาหารและที่คุ้มหัวแห่งนี้ นั่นเพียงพอแล้วท่านทำตัวเหมือนเป็พ่อของเด็กนั่นเลยรู้ตัวรึเปล่า ตัวท่านเองก็มีหน้าที่ของท่านที่นำเด็กนั่นมาที่นี่ เลิกเอาใจเด็กนั่นเถิดทรีบาส เขาอีกคนคงจะไม่พอใจถ้ารู้ว่าท่านเป็ห่วงเป็ใยเด็กนั่นจนเกินความจำเป็” บาร์รามกอดอกนิ่งบอกกับทรีบาสเสียงเรียบ เขาไม่จำเป็ต้องฟังคำสั่งใครทั้งสิ้นนอกจากเขาอีกคนเท่านั้น
“ที่เ้าคิดก็คงไม่ผิดนัก แต่ข้าเชื่อว่าเนย่าจะเปลี่ยนใจเ้าได้สักวัน สิ่งที่ข้าเพิ่งพูดไปถือว่าข้าขอร้องก็แล้วกันนะ” ทรีบาสผ่อนลมหายใจเขารู้ดีว่าตุลาการหัวรั้นอย่างบาร์รามไม่มีทางทำอะไรให้เขาแน่ เพราะคิดว่ามันคือการออกคำสั่ง ไม่มีการเอ่ยขออะไรต่อจากนั้น แล้ว ทรีบาสก็หายตัวไปทันที
บาร์รามเป็ผู้ดูแลที่นี่การจัดสรรแต่งเติมหรือโละทิ้งเขาทำได้เพียงแค่คิดทั้งหอคอยและปราสาทก็เปรียบเสมือนร่างกายเขา อาหารการกินของผู้อยู่อาศัยที่นี่ก็เช่นกัน เขาเป็คนจัดหาให้และสร้างสรรค์มันขึ้นมาราวกับใจนึกเพียงแค่คน ๆ นั้นเอ่ยปากขอ
ไม่ใช่ว่าเขาไม่สนใจยายเด็กสกปรกนั่นแต่เพราะมีบุญคุณกันเขาจึงพยายามหลายอย่างที่จะสรรหาให้เท่าที่เด็กมนุษย์้า ถ้าเป็เด็กคนอื่นคงจะดีใจตื่นเต้นกับสิ่งที่ไม่เคยพบเห็นและเรียกใช้ร้องขอเป็ว่าเล่น
แต่กับเด็กคนนี้แตกต่างกัน เพราะเมื่อรู้แล้วว่าเธอสามารถขออะไรจากเขาก็ได้แต่เธอกลับไม่ทำ ออกจะอยู่เงียบ ๆ บ่นกับตัวเองคุยกับเสื้อผ้าข้าวของไปเรื่อยและทะนุถนอมของทุกอย่างที่ได้มาราวกับกลัวมันบุบสลายทั้งที่จะขอใหม่อีกสักกี่พันชิ้นก็ย่อมได้
ใช่สิ..เขาไม่พอใจ ไม่ชอบเด็กสกปรกนั่นไม่ชอบรสเืนั่น ไม่ชอบที่ต้องนั่งมองเด็กนั่นพูดคุยกับตัวเองโดยไม่ร้องขออะไรจากเขา อึดอัดเหลือเกิน
“วันนี้คุณไม่ไปอยู่ในกำแพงหรือคะ” เสียงเด็กหญิงมนุษย์ดังมาจากข้างหลังทำเอาบาร์รามที่ยืนคิดอะไรเพลินถึงกับตัวแข็ง ‘ยายนี่พูดกับตัวเองอีกแล้วรึ’ บาร์รามค่อย ๆ หันกลับมาภาพตรงหน้าคือเด็กสกปรกที่เขาเกลียด ยืนกัดแอปเปิลเคี้ยวตุ้ย ๆ ส่วนแขนอีกข้างก็หอบขนมกับผลไม้ไว้จนเต็ม
เขาตบขมับตัวเองแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าไม่มีใครมองเห็นเขาได้ ใช่!ยายเด็กนี่สติไม่สมประกอบชอบคุยกับลมฟ้าไปเรื่อยแล้วก็มองไม่เห็นเขาด้วย
“วันนี้ว่างเหรอคะ ถึงออกมายืนรับลมตรงนี้ คุณหิวไหมหนูให้ นี่นะคะ” เนย่ายื่นอมยิ้มมาให้คนตัวสูงหน้านิ่ง ที่กำลังคำนวณในหัวว่าตกลงยายเด็กนี่เห็นเขาจริงหรือไม่ เป็ไปได้ยังไงตอนถอนคำสาปเด็กนี่อาจจะเห็นเขาก็จริงแต่เมื่อเขาถูกปลดปล่อยแล้วในโลกนี้ไม่มีทางที่ใครจะเห็นเขาได้ถ้าเขาไม่อนุญาต
“เ้าคุยกับข้ารึ” บาร์รามเผลอเอ่ยถามออกไปทั้งที่ในใจไม่ได้อนุญาตให้เด็กหญิงมองเห็นแต่ก็ลืมตัวดันถามออกไปเสียอย่างนั้น
“ค่ะ ปกติคุณไม่ออกมายืนเต็มตัวแบบนี้ ถ้าไม่อยู่ตามกำแพง ในภาพวาด ในอ่างน้ำ ก็อยู่ในกรอบหน้าต่าง วันนี้เห็นคุณมายืนก็เลยแปลกใจนิดหน่อยว่าแต่หิวไหมคะ ออกมาจากกระจกบานนั้นนานแล้วกินอะไรบ้างหรือยัง” เนย่ายังคงกัดแอปเปิลไปถามไปไม่ได้สนใจสายตาตกตะลึงที่จ้องเขม็งมาทางเธอ
‘ยายเด็กนี่เห็นเขามาตลอดเลยรึ’ เขาถอนหายใจแล้วเดินหนีแต่เด็กหญิงกลับคว้าชายเสื้อสีดำของเขาไว้ได้ บาร์รามยืนตัวแข็งอีกครั้ง นอกจากมองเห็นเธอยังจับต้องเขาได้ด้วย นี่มันบ้าชัด ๆ บ้าที่สุด! มือโสโครกนี้แตะต้องเสื้อผ้าเขาอย่างนั้นรึ อย่างนี้คงต้องเผาทิ้งเสียกระมัง
“ถ้าคุณเหนื่อยหนูไม่กวนก็ได้ แต่ถ้าหิวก็กินนี่ได้นะคะหนูแบ่งให้ หนูจะไม่รบกวนคุณเลยหนูช่วยเหลือตัวเองได้ แค่คุณหายดีหนูก็ดีใจและขอบคุณมากแล้วค่ะ” เนย่าว่าพลางยัดขนม อมยิ้มและผลไม้ใส่มือทั้งสองข้างของเขา ก่อนจะวิ่งขึ้นบันไดกลับห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เขายืนมองขนมในมืออย่างงุนงงสงสัย ยายเด็กบ้านี่เป็ห่วงเขาอย่างนั้นรึ
“ฮะ ๆ ๆ ยายเด็กบ้านี่ คิดจะมาไม้ไหนกันแน่” เขาหัวเราะอย่างฝืดฝืน เขาเกลียดเด็กนั่น เขาไม่ชอบเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่เธอกลับห่วงใยเขา ความรู้สึกปวดหนึบในอกนี่มันอะไรกันมันมีปฏิกิริยากับเด็กคนนี้อย่างนั้นหรือมันกำลังเรียกร้องอะไรจากเด็กบ้าคนนั้นกันนะ
บาร์รามกุมอกซ้ายไว้แน่นความรู้สึกเหมือนถูกของแข็งทุบจนปริแตกอยู่ภายในนี่มันช่างเ็ปและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
เขามองตามร่างเด็กหญิงที่วิ่งหายลับขึ้นไปชั้นบน ส่วนเขามองขนมในมือและเสกให้มันหายไปเหลืออมยิ้มที่ห่อด้วยกระดาษสีหวานแหววเพียงหนึ่งอัน
‘รสชาติของมันจะอร่อยไหมนะ’ เขาฉีกซองกระดาษที่ห่อมันไว้แล้วใส่ปาก
‘นี่เรียกว่าหวานรึเปล่า’ บาร์รามยกยิ้มน้อย ๆ อย่างพอใจ ก่อนจะแทรกตัวหายลับเข้าไปในกำแพงเหมือนอย่างเคย
อีกด้านหนึ่งฝั่งหอคอยขาว
“คุณควรจะให้ทรีบาสตัดสินใจว่าควรจะส่งเื่ไปถึงสภาักับสมาพันธ์ผู้ฟูมฟักหรือไม่ คุณทำแบบนี้ไม่ข้ามหน้าข้ามตาไปรึ โควอร์ก” เสียงสั่นเครือของมาดามรีรีนในที่ประชุมเซนเทียน่าฯ ในยามค่ำเอ่ยขึ้นอย่างกังวลใจ เมื่อเพื่อนร่วมงานรีบเขียนรายงานถึงสภาัและสมาพันธ์ผู้ฟูมฟักแทบจะในทันทีที่ไปถึงที่เกิดเหตุในสนาม ว่ามีเหตุการณ์ัอาละวาด
“ผมจะต้องรออะไร ในเมื่อเื่มันเกิดขึ้นแล้ว ัของคุณเป็อันตรายต่อเด็กนักเรียนของเรามันไม่เชื่อฟังคำสั่งก็ต้องถูกนำกลับไปเพื่อไปอบรมเสียใหม่สิ” โควอร์กที่นั่งตรงข้ามมาดามรีรีนดูจะไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับสิ่งที่ทำพูดไปพลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้หนวดเรียวงามอย่างไร้อารมณ์
“แต่การ์รอลยังไม่ได้ทำร้ายใครเลยนะท่านโควอร์ก” ทรอยอาร์เองก็ออกตัวเตือนเพื่อนร่วมงานบ้าง เขาเองก็ไม่เห็นด้วยการกระทำของโควอร์กเพราะสงสารรีรีนที่ได้แต่นั่งกำหมัดน้ำตาคลอ
ทั้งสามนั่งรอทรีบาสที่ไปยื่นเื่ที่กระทรวงและสภาให้ลดโทษของการ์รอลลงมาดามรีรีนแทบจะรอไม่ไหว เธออยากจะปาพัดของเธอใส่หน้าคนที่ทำเป็ไม่รู้ร้อนรู้หนาวเสียเต็มที แต่ก็ทำไม่ได้เพราะอาจจะไปเพิ่มโทษให้ัของเธอ การไปของทรีบาสครั้งนี้เขาต้องพาพยานไปอีกสองคน ซึ่งทั้งสองนั่นก็ยังไม่กลับเข้ามาเช่นกัน
่เวลาอันน่าอึดอัดผ่อนคลายลงเมื่อทรีบาสปรากฏตัวขึ้นที่หัวโต๊ะประชุมทรีบาสนั่งลงแล้วเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีสงบ
“เื่ที่เกิดขึ้นทางสมาพันธ์ผู้ฟูมฟักไม่ขอยุ่งเกี่ยวเพราะเป็เื่ของสภาัและทางสภาเองรับทราบเื่ที่เกิดขึ้นแล้วแต่ไม่สามารถมารับตัวการ์รอลไปได้เหตุเพราะมิได้ทำผิดอันใดและไม่มีใครได้รับาเ็” ทรีบาสรีบอธิบายทันทีที่นั่งลงเพราะรู้ว่าทุกคนร้อนใจและรอคำตอบมานานมากแล้ว
“เป็ไปได้อย่างไรกัน ก็เ้าตัวแดงนั่นอาละวาดใส่เด็กมนุษย์นั่นถึงขั้นฆ่าได้เลยนะ” โควอร์กดูจะไม่พอใจจึงแย้งขึ้น
“ไม่คิดว่าท่านจะเป็ห่วงเด็กมนุษย์ถึงเพียงนี้ เนย่าคงจะซาบซึ้งใจ” ทรีบาสยกยิ้มน้ำเสียงยินดีทำให้โควอร์กถึงกับหน้าเจื่อนไป
“ปกติเื่แบบนี้สภาัจะไม่ปล่อยไปเพราะมันไม่เคยเกิดขึ้น ฉันคิดว่ามันจะเป็เื่ใหญ่มากเสียอีก” มาดามรีรีนโบกพัดรัวคล้ายกับร้อนใจ
“ดูเหมือนทางสภาัจงใจปล่อยผ่านซึ่งก็ยังไม่แน่ใจเพราะเหตุใดแต่ก็นับว่าเป็เื่ดีที่เรายังปกป้องัของเราและเด็กไว้ได้” ทรีบาสผ่อนลมหายใจ
“นับว่าเนย่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียวที่หยุดความคลั่งของการ์รอลได้ พอการ์รอลได้สติก็ดูจะรู้สึกผิดและเป็ห่วงเนย่ามากจริงๆ” มาดามวางพัดลงอย่างครุ่นคิดเธอรู้ดีว่าการ์รอลไม่ได้ตั้งใจ เขาถูกควบคุมจากบางสิ่งซึ่งหาที่มาไม่ได้
“สิ่งที่เราน่าจะทำตอนนี้คือต้องจับตามองเนย่าไว้ให้ดี ผู้ที่สะกดัของคนอื่นให้ทำตามคำสั่งได้นั้นไม่ธรรมดา เราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดเื่ขึ้นอีกเมื่อไร ฉันเองได้กำชับกับอีกสองคนไว้แล้ว ว่าเื่นี้เราควรตามสืบเงียบ ๆ หวังว่าท่านจะเห็นด้วยนะโควอร์ก” ทรีบาสหยั่งเชิงถามคนที่ตอนนี้นั่งดึงหนวดตัวเองอย่างเคร่งเครียด ก่อนจะถอนหายใจหนัก ๆ แล้วลุกออกไปในทันที
“ช่างเอาแต่ใจจริง ๆ คน ๆ นี้” ทรอยอาร์ส่ายหัวไปมาด้วยความลำบากใจ
เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้หลายคนได้รู้ว่าเนย่านั้นถูกปองร้ายและเป็ที่จับตามองของหลาย ๆ คนถึงการมีตัวตนอยู่ของเธอบนโลกเซนเทีย รวมถึงเื่สภาัเลือกที่จะไม่เอาผิดการ์รอลที่เกิดอาการคุ้มคลั่งเกือบทำร้ายเนย่า ไม่ว่าจะเป็เหตุผลใดก็ยังนับว่าเป็เื่ดีที่ทางสภาัและสมาพันธ์ยอมให้มีเผ่าพันธุ์ต้องห้ามอยู่บนโลกเซนเทียได้ โดยไม่เข้ามาข้องเกี่ยวกับทางโรงเรียน ทรีบาสได้แต่หวังว่าเด็กหญิงมนุษย์จะได้ค้นพบตัวเองและัของเธอโดยเร็ววัน
เช้าวันใหม่คืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็วรวมถึงเื่ที่เด็กมนุษย์สามารถหยุดัที่อาละวาดอย่างบ้าคลั่งก็รวดเร็วไม่แพ้กัน ผู้ที่จะออกมาจากประตูแห่งหอคอยต้องสาปวันนี้จึงเป็ที่จับตามองเป็พิเศษหลายชีวิตมาเฝ้ารอคอยแต่เช้าเพื่อจะได้เห็นผู้สยบั เหมือนเช่นวันแรกที่เธอก้าวเข้ามา และเมื่อเด็กหญิงพ้นประตูออกมา…
“เนย่า....ตามฉันมานี่” มือหนึ่งก็แหวกฝ่าฝูงชนที่รายล้อมอยู่หน้าประตูพยายามลากเธอออกไปจากจุดนั้นทันทีแม้จะต้องเบียดเสียดยัดเยียดกับผู้คนที่มายืนรอเนย่าราวกับจะก่อจลาจลรินรินก็ต้องทำ
“โอ๊ย!! เดี๋ยว ๆ รินรินจะพาฉันไปไหน” เนย่าถูกเพื่อนลากไปกระแทกกับคนโน้นทีคนนี้ทีจนต้องร้องท้วงออกมา
“ไปห้องเรียนให้ไวที่สุดไง เธอรู้ไหมพวกที่ยืนออกันอยู่นั่นบ้างก็อยากจะจับเธอไปผ่าทดลองบ้างก็จะมาถามเื่ราวของเธอเพื่อไปลงข่าว บ้างก็อยากจะดูดพลังอะไร ๆ จากเธอเพื่อไปเป็ของตัวเองนะ เร็ว ๆ เข้าเถอะ” รินรินอธิบายไปด้วยพร้อม ๆ กับลากเนย่าที่กึ่งวิ่งกึ่งเดินแทรกผ่านให้พ้นจากวงล้อมที่พยายามะโเรียกเด็กมนุษย์พยายามจะจับต้องตัวเธอและพยายามจะขอลายเซ็นเธอ ไปด้วย
เมื่อพ้นวงล้อมออกมาได้แล้วรินรินก็พยายามอย่างยิ่งที่จะซ่อนเพื่อนคนดังของเธอตามหลืบตามมุมต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ใครถึงตัวเนย่าได้
“ดังในชั่วข้ามคืนเลยจริง ๆ เธอเป็มนุษย์แต่มีพลังมหาศาลเลย” รินรินพูดแต่ก็ยังไม่วายคอยระแวดระวัง เธอทำตัวเหมือนบอดี้การ์ด เนย่าเข้าไปทุกที จากเด็กที่ดูบอบบางอ่อนแอในตอนนั้น กลับกลายมาเป็พยายามจะปกป้องเธอในวันนี้อย่างแข็งขัน
“พลังอะไรกันรินริน” เนย่ายังคงไม่เข้าใจถึงสิ่งที่รินรินพูด และเมื่อรอดพ้นจากสายตาของผู้อื่นแล้วรินรินก็พาเธอเข้ามาในห้องเรียนโดมกระจกได้สำเร็จ
“ดีนะที่ยังไม่มีใครเข้ามาในห้องนี้ นี่เธอไม่ได้รู้เื่ที่ตัวเองหยุดัได้อย่างนั้นหรือ” รินรินจูงมือเนย่ามาหลบอยู่ที่มุมหนึ่งของโดมกระจก
“ก็พอจะรู้บ้างอาจารย์ใหญ่บอกมาแต่ก็ไม่รู้ว่าด้วยวิธีไหนหรอก” เนย่าขมวดคิ้วอย่างสงสัย
“เนย่าเธอน่ะหยุดัด้วยพลังบางอย่างที่ยังไม่มีใครเคยเห็นและรู้จัก ทุกคนคิดว่ามันไม่น่าจะมาจากมนุษย์อย่างเธอด้วยซ้ำ เธอพูดกับัได้ ภาษาที่เธอใช้แม้แต่มาดามรีรีนก็ไม่เคยรู้ ในข่าวลือที่ฉันได้ยินมามันคือภาษาาที่หายสาบสูญไปจากเซนเทียมานับหมื่นปีได้แล้วมั้ง” รินรินอธิบาย สายตาก็ยังคอยมองสอดส่องกลัวใครจะมาได้ยินหรือเห็นเนย่าเข้า
“ฮะ ๆ ฉันนี่นะ พูดภาษาที่โคตรเก่ากว่าคำว่าโบราณเ่าั้ได้ ตลกแล้วรินริน” เนย่าหัวเราะคิกคักเพราะคิดว่ารินรินปั้นเื่
“เธอไม่เชื่อเหรอ ฉันมีหลักฐานนะ” รินรินล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ลูกแก้วสีฟ้าลูกเล็ก ๆ ในฝ่ามือเธอค่อย ๆ ลอยขึ้นเหนือมือรินรินและเมื่อรินรินใช้สายตาเพ่งมองมันแสงสว่างขนาดย่อมก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับฉายภาพอดีตที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วอย่างละเอียด
เนย่ามองเห็นตัวเองกำลังพูดกับการ์รอลด้วยภาษาที่เธอเองก็ไม่เข้าใจภาพของการ์รอลที่เชื่องลงราวกับเชื่อฟังเธอและภาพตอนที่เธอล้มลงไปฉายชัดให้เห็นอยู่ภายในแสงเลื่อมพรายที่ลูกแก้วสะท้อนออกมา
“คราวนี้เชื่อฉันรึยัง” ลูกแก้วหยุดส่องแสงและกลับลงมาอยู่ในมือรินรินตามเดิม
“นี่คืออะไรเหรอ” เนย่าถามอย่างสงสัยแล้วหยิบมันขึ้นมาส่องดูบ้าง
“มันคือลูกแก้วสะท้อนความทรงจำแม่ของฉันให้ติดตัวมาเผื่อจะมีประโยชน์อะไรบ้างน้อยคนนักที่จะมีมันน่ะ มันจะไม่บิดเบือนความเป็จริงเด็ดขาดเพราะภาพจะสะท้อนออกมาตามที่สายตาของเ้าของความทรงจำเห็น ทีนี้ก็เชื่อฉันได้แล้วนะ” รินรินคว้าลูกแก้วจากมือ เนย่าแล้วเก็บมันใส่กระเป๋าตามเดิม
“แต่ตอนนั้นฉันไม่รู้ตัวเลยนะ” เนย่าพยายามอธิบายให้รินรินฟัง เธอไม่รู้สึกตัวจริง ๆ และทรีบาสก็ไม่ได้บอกรายละเอียดเื่นี้
“เื่นั้นเอาไว้ทีหลังเถอะทางที่ดีเธอต้องพยายามระวังตัวจากพวกที่จะจับเธอไปชำแหละจะดีกว่า พวกนี้เป็ลูกครึ่งเดมอนแต่ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะวิปลาส ฉันได้ข่าวมาก็เลยต้องตามปกป้องเธอนี่ไงล่ะ” รินรินทำหน้าซื่อแต่ก็ยังพยายามจะยืนบังเนย่าเผื่อใครเดินเข้ามาเห็นในตอนนี้ท่าทางของริน ๆ คล้ายกับแม่ไก่ที่พยายามกางปีกปกป้องลูกจนเนย่านึกขำ
“ขอบใจเธอมากนะรินรินที่เป็ห่วง” เนย่าอดอมยิ้มกับท่าทางตลก ๆ ของรินรินไม่ได้จึงกอดรินรินเป็การประจบว่าเธอซึ้งในน้ำใจของรินรินแทบแย่
“รีบไปนั่งที่ดีว่าแล้วค่อยคุยกันวันนี้วันสำคัญเราจะเข้าสู่ภารกิจผู้ฟูมฟักแล้วฉันตื่นเต้นมากเลยล่ะ” รินรินยิ้มอย่างดีใจก่อนจะจูงมือ เนย่าไปนั่งที่
ตอนนี้น่าจะปลอดภัยแล้วเพราะใกล้ถึงเวลาเรียนจะไม่มีคนนอกมายุ่มย่ามนอกจากเพื่อนชั้นปีหนึ่งเท่านั้น
เมื่อทั้งสองไปนั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว รินรินก็ชวนคุยเื่โน้นเื่นี้แม้เนย่าจะดูเหมือนมีท่าทีตั้งใจฟังแต่เนย่ากลับคิดหนักเื่ที่เธอมีพลังบางอย่างซึ่งเธอไม่คิดว่าน่าจะมีได้ แม้จะดีใจแต่เมื่อลองใช้ดูในระหว่างที่รินรินกำลังเล่าเื่ที่มาของลูกแก้วก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นเลย พยายามจะพูดภาษาาอะไรนั่นก็นึกไม่ออกจนกระทั่งนักเรียนปีหนึ่งเริ่มทยอยเข้ามาในห้องและทุกคนดูมีทีท่าเป็มิตรกับเธอมากขึ้น ไม่มองเธอด้วยสายตารังเกียจ ไม่มีการทำท่าทีขยะแขยง แค่นี้เนย่าก็พอจะมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง เธออาจจะเก่งกาจอย่างที่รินรินพูดก็ได้แค่ยังใช้ไม่เป็ก็เท่านั้น
คนที่เธออยากเจอที่สุดตอนนี้ก็คือฮาร์มเนย่าอยากจะรู้ว่าเมื่อเธอกลายเป็คนดังฮาร์มจะยังทำทีท่าเหมือนเธอเป็อากาศอยู่ไหม แต่เมื่อฮาร์มเดินเข้ามาและนั่งลงประจำที่ของเขาเนย่าก็ต้องผิดหวังฮาร์มยังคงเฉยชาเหมือนเดิมทั้งที่เธอคิดว่าจะได้เป็เพื่อนและขอบคุณที่เขามักจะช่วยแก้ต่างให้เธอบ่อย ๆ
สำหรับคนที่เนย่าอยากจะแกล้งมากที่สุดก็คงจะเป็นายหัวสีหมอกขี้เก็กที่ตาเปลี่ยนสีได้ตามอารมณ์นี่แหละมั้งที่เนย่าอยากจะให้หัวเขาไฟลุกจนต้องวิ่งร้องไห้ไปฟ้องอาจารย์
เขากำลังเดินเข้ามาและหย่อนก้นลงทางขวาของเธอเหมือนในคาบที่แล้วสีหน้าเบื่อหน่ายนั่นเธออยากจะใช้เท้าถีบเขาให้ตกเก้าอี้ใจแทบขาดแต่ทว่า...
“โอ้ย!! ใครถีบฉันตกเก้าอี้วะ” เพื่อนร่วมห้องของเนย่าคนหนึ่งเด็กชายผิวสีน้ำตาลแดงผมดำดูคมคายั์ตาสีส้มอยู่ ๆ ก็หงายหลังตกจากเก้าอี้ราวกับมีเท้าใครถีบเพื่อนชายคนนั้นรีบหาตัวคนร้ายแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าใครจะเป็คนทำ
“อย่าให้รู้นะพ่อจะ...อ้ากกกกกกกกกก!!!ไฟลุกหัว ช่วยด้วย คร้าบบบบบบ อาจารย์ โอ้ย!! ร้อน ๆ ๆ ช่วยผมด้วย ว้ากกกกกกกก!!!” อยู่ ๆ ไฟก็ลุกหัวเด็กคนนั้นทำให้ต้องวิ่งหนีออกนอกห้องไปสร้างเสียงหัวเราะให้กับเพื่อน ๆ ทั้งห้องยกเว้นเนย่าเธออยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับคนทางขวามือเธอต่างหาก
“รินรินตานั่นจะตายไหม” เนย่าเอียงตัวไปถามเพื่อนที่กำลังกลั้นหัวเราะจนปีกข้างหลังสั่น
“ไม่หรอกน่า พวกเราอสุรเทวาน่ะไฟแค่นี้ไม่ทำให้ถึงตายหรอกเดี๋ยวอีกชั่วโมงผมก็คงงอกใหม่แล้ว เขาน่ะชื่อซิมบัส ได้ยินเขาลือกันว่าขี้เก็ก ขี้โอ่ ขี้โม้แล้วก็หลงตัวเอง พวกครึ่งเทพทางแถบทะเลทรายน่ะคงจะเป็ลูกอนูบิสมั้ง” รินรินมองจะอารมณ์ดีเป็พิเศษ ในขณะที่เซน ดรินหันขวับกลับมามองเนย่าตาขวางทำเอาเนย่าหน้าตื่นรีบหลบสายตา ‘อย่าบอกนะว่าเขารู้ว่าเธอคิดจะแกล้งเขา’
และเพียงไม่นานหลังจากความวุ่นวายที่น่ารื่นรมย์ผ่านไป โควอร์กก็หายตัวผ่านประตูเข้ามาในห้องด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียวเป็อย่างมากทำให้ทุกคนต้องเงียบเสียงลงอย่างกะทันหัน
“อย่าให้ฉันจับได้นะว่าใครเป็คนแกล้งเพื่อน ฉันจะลงโทษให้สาสมเลยคอยดู” เมื่อสิ้นคำตักเตือนซิมบัสที่หัวโล้นเหมือนลูกนกก็เดินคอตกกลับเข้ามาในห้องเรียนทำเอารินรินถึงกับกลั้นหัวเราะจนตัวสั่น แต่เนย่ากลับยิ้มเจื่อน ๆ เหมือนสำนึกผิดเธอถึงกลับกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอและขอภาวนาว่านี่คงไม่ได้เกิดจากความคิดพิเรนทร์ของเธอ
“วันนี้เป็วันสำคัญ ทุกคนจะต้องเข้าสู่ภารกิจผู้ฟูมฟักนั่นก็คือการตามหาไข่ัที่พวกเธอจะต้องให้การดูแลพวกเขาจนเติบโตต่อไป ภารกิจที่ว่าไม่มีกำหนดระยะเวลาว่าพวกเธอจะหาไข่เจอเมื่อไร แต่จากสถิติที่เคยพบมาการพบเจอไข่ช้าที่สุดคือสองวันและคนที่ไม่มีไข่ไว้เพื่อฟูมฟักคนนั้นจะไม่มีสิทธิ์เข้าเรียนในทุกคาบวิชานับแต่วันนี้เป็ต้นไปจนกว่าจะค้นพบไข่ถึงจะกลับมาเข้าเรียนตามปกติ”
“เมื่อวานเป็แค่วิชาเรียกน้ำย่อยที่จะต้องได้เรียนและใครบางคนทำโปรแกรมการสอนวิชาเบื้องต้นพังหมดทำให้เพื่อนทั้งชั้นอดที่จะรู้จักกับอาจารย์วิชาต่าง ๆ และฉันคงไม่ต้องเอ่ยชื่อ”
โควอร์กเว้นวรรคไว้แล้วมองมาที่เนย่าซึ่งเธออยากจะหายไปจากตรงนี้เสียเหลือเกิน
“เอาละการค้นหาไข่จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อฉันอธิบายจบ ทุกคนคงจะทราบกันแล้วว่าเมื่อพบไข่ที่ไม่ใช่ของตัวเองมันจะหายไปแล้วเธอต้องพยายามไปหาไข่ของตัวเองใหม่ ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบนิดหน่อยเนื่องจากเขาวงกตคงจะซ้ำซากไป ปีนี้เราจะให้นักเรียนทุกคนเลือกประตูที่เธอจะเข้าไปนำไข่ออกมา” ว่าแล้วโดมกระจกก็สลายหายไปสภาพห้องมืดลงในทันทีและแปรสภาพไปเหมือนกับคุกใต้ดินที่อับชื้น มีแสงจากตะเกียงเซนเทียดวงน้อยส่องแสงริบหรี่พอมองเห็นประตูหลายสิบบานเท่ากับจำนวนนักเรียนก่อตัวขึ้นแล้วล้อมห้องเรียนไว้แต่ละบานหลากสีสันบ้างดูสวยงามบ้างก็ดูน่ากลัว
“นี่ก็คือประตูที่พวกเธอจะต้องเลือกและเข้าไปค้นหาไข่ ระวังตัวกันหน่อยก็แล้วกันนะข้างในอาจจะมีสิ่งที่พวกเธอคาดคิดไม่ถึง พวกเธอต้องผ่านด่านการทดสอบจิตใจของพ่อแม่ัที่เลือกสรรมาเพื่อผู้ฟูมฟักลูกพวกเขาบางคนอาจจะโดนเบาะ ๆ หรืออาจจะถึงขั้นปางตายก็ได้อันนี้ฉันไม่รับรู้ แต่เชื่อเถอะว่าพวกเธอทุกคนจะไม่ตายเพราะจะต้องมีหน้าที่ฟูมฟักไข่ันั่นเอง”
“สิ่งที่พวกเธอจะนำติดตัวไปได้นั่นก็คือ มือเปล่าและพลังที่มีติดตัวทุกคนมาแต่เกิดแล้วแต่สายเทพที่ให้กำเนิดเธอมา คราวนี้พวกเธอจะได้ใช้กันอย่างเต็มที่ล่ะนะ” โควอร์กยิ้มเ้าเล่ห์ภายใต้แสงไฟที่น้อยนิดเช่นนี้ทำให้ใบหน้าเขาดูชั่วร้ายมากขึ้น
“เอาล่ะ ภารกิจผู้ฟูมฟัก เริ่มขึ้น ณ บัดนี้” สิ้นเสียงของโควอร์กเขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ท่ามกลางความสับสนของนักเรียนชั้นปีหนึ่งที่กำลังลังเลที่จะต้องตัดสินใจเลือกประตูแห่งชะตาของตัวเอง