“คุณหนูเ้าคะบ่าวมาแล้วเ้าค่ะ คุณชายเสิ่นสั่งให้บ่าวมาอยู่เป็เพื่อนคุณหนู”
เสียงของสาวน้อยรุ่นเยาว์เอ่ยแจ้งต่อผู้เป็นายจากนอกบานประตูก่อนหน้านี้ชายคนนั้นพูดทิ้งท้ายไว้ว่าจะให้ตันหยางเข้ามาทายาแก้บวมให้เช่นนั้นคนด้านนอกน่าจะเป็ตันหยางสินะ
แล้วเสียงพูดของตันหยางก็ดันมีคำว่า ‘คุณชายเสิ่น’นี่ก็ชี้ชัดแล้วว่าชายคนก่อนหน้านี้ คือคนแซ่เสิ่นถ้าให้อิงตามเนื้อหาในนิยายเื่เพียงรักนิรันดรที่เพิ่งอ่านผ่านตามาหมาด ๆเขาคนนี้คงจะเป็ 'เสิ่นตวนหนิง' หรือที่คนทั่วไปมักเรียกเขาว่า ‘เสิ่นโหว’ สินะ
“คุณหนูเ้าคะคุณหนู… บ่าวเข้าไปได้หรือไม่?” เมื่อไม่ได้ยินเสียงโต้ตอบจากผู้เป็นายตันหยางก็รู้สึกใจคอไม่ดี จึงเอ่ยเรียกคุณหนูอีกครั้งและเพิ่มโทนเสียงให้ดังขึ้นอีกเป็เท่าตัวด้านไป๋เจียหลีที่จมอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความคิด ก็พลันสะดุ้งตัวโหยงสติที่หลุดลอยไปก็พลันไหลคืนสู่ร่าง
“อืม… เข้ามาสิ”ไป๋เจียหลีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาบาง
ตอนนี้เจียหลีมั่นใจเกินกว่าครึ่งว่าตัวเธอเองได้ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายเื่เพียงรักนิรันดรดังนั้นเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เจียหลีที่มาจากต่างโลกก็ย่อมตระหนักรู้และคำนึงได้ว่า เธอจะเผยพิรุธให้คนที่นี่รู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าเธอไม่ใช่ฉินฟางเฟยตัวจริง ไม่อย่างนั้นชีวิตความเป็อยู่ของเธอในโลกใบนี้คงยุ่งยากเกินจะรับมือไหวอย่างแน่นอน!
ฉะนั้นสิ่งที่ไป๋เจียหลีควรจะให้ความสำคัญเป็พิเศษก็คือเธอต้องเรียนรู้ในการสวมบทบาทเป็คุณหนูฉินให้แเีไร้ที่ติ และเลียนแบบการพูดรวมไปถึงเลียนแบบการวางตัวในทุก ๆ อิริยาบถ เพื่อให้ตัวเธอดูกลมกลืนเข้ากับคนยุคสมัยนี้ให้ได้มากที่สุด
โชคดีที่ไป๋เจียหลีเป็สาวกนิยายจีนโบราณงานอดิเรกยามว่างคืออ่านนิยายจีนโบราณดังนั้นการเลียนแบบคำพูดของคนยุคโบราณจึงไม่ใช่เื่ยากสำหรับไป๋เจียหลีแต่ทว่าเื่ที่ยากสำหรับเธอ น่าจะเป็การสวมบทบาทเป็คุณหนูตัวร้าย และการเอาตัวรอดในยุคสมัยนี้ซะมากกว่า
“คุณหนูบ่าวทายาให้นะเ้าคะ”
ตันหยางเอ่ยเสียงเบาก่อนจะค่อยๆ ประคองฝ่าเท้าของเ้านายสาวมาไว้บนหน้าตักของตนจากนั้นป้ายยาสีขาวขุ่นจากตลับไม้ขนาดเล็ก แล้วนำมาเกลี่ยบาง ๆไว้บนข้อเท้าของคุณหนูฉิน จังหวะนี้จึงสบโอกาสให้เจียหลีค่อย ๆตะล่อมถามหยั่งเชิงทีละนิด
“ตันหยาง…ข้าขอถามอะไรเ้าหน่อยได้หรือไม่”
“ได้สิเ้าคะขอแค่คุณหนูเอ่ยถาม ตันหยางที่เป็เพียงบ่าวรับใช้ต่ำต้อยย่อมยินดีตอบคำถามของคุณหนูอยู่แล้วเ้าค่ะ”
เด็กสาววัยสิบสี่ปีในเครื่องแต่งกายสีฟ้าอ่อนเรียบง่ายเอ่ยกับเ้านายสาวด้วยท่าทางกึ่งกล้ากึ่งกลัวนางไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเ้านายของตัวเองเลยด้วยซ้ำแต่ทว่าท่าทีทำนองนี้ของตันหยางก็ไม่ทำให้เจียหลีแปลกใจเลยสักนิด
เพราะเนื้อหาในนิยายได้บรรยายไว้ว่า…
ฉินฟางเฟย คือคุณหนูสามของจวนตระกูลฉิน ด้วยความที่นางเป็ลูกคนเล็กหนำซ้ำยังเป็บุตรธิดาที่เกิดจากครรภ์ของฮูหยินเอกกับนายท่านฉิน ฉินอวี้ฝางด้วยสถานะของนาง จึงพลอยทำให้คนในตระกูลฉินต่างรักใคร่เอ็นดูฟางเฟยมากเป็พิเศษ
สำหรับฉินฟางเฟยแล้วนั้นการเกิดเป็ลูกคนเล็กนี่มันดีจริง ๆ
มีท่านแม่คอยตามใจมีท่านพ่อคอยให้ท้าย มีพี่ชายใหญ่คอยออกหน้าให้ และมีพี่หญิงรองคอยเอาอกเอาใจนางแม้แต่พวกแม่นมชราก็ยังต้องเอาอกเอาใจนางเช่นกัน คุณหนูสามฉินว่าอย่างไรทุกคนก็ต้องว่าไปตามนั้น
เพราะถูกตามใจมาั้แ่เล็กๆ จวบจนเติบโตเป็สาวสะพรั่งในวัยสิบแปดปี ฉินฟางเฟยก็ยังถูกตามใจอยู่เรื่อยมา ครั้นจะให้เอ่ยปากสั่งสอนก็ดันไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากสั่งสอนอย่างตรงไปตรงมา ด้วยเหตุนี้คุณหนูสามฉินจึงเป็สตรีนิสัยร้ายกาจ ทั้งมีมุมมองความคิดที่ค่อนข้างบิดเบี้ยว
นอกจากนี้ฉินฟางเฟยยังชอบข่มผู้อื่นชอบอยู่เหนือผู้อื่น ชอบเป็ที่หนึ่ง ชอบเอาชนะ เป็สตรีงามที่อารมณ์ร้ายถนัดใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหา หลาย ๆครั้งสาวใช้คนสนิทวัยสิบสี่ปีอย่างตันหยางก็มักถูกคุณหนูทุบตีเพื่อระบายโทสะอยู่บ่อยๆ ขอเพียงทำอะไรไม่ถูกใจแค่นิดเดียว ตันหยางก็มักจะถูกลงโทษด้วยการโบยเพราะแบบนี้เวลาเข้ามาปรนนิบัติผู้เป็เ้านาย ตันหยางจึงค่อนข้างกริ่งเกร็งจนแทบลืมหายใจก็ว่าได้
ด้วยเหตุนี้ฉินฟางเฟยจึงเป็ที่ติฉินนินทาในแวดวงสังคมบ้างก็บอกว่านางเป็สตรีที่งดงามเพียงรูปโฉมภายนอกแต่ภายในหัวใจกลับอัปลักษณ์บิดเบี้ยว หาได้งดงามเหมือนรูปโฉมภายนอกไม่บ้างก็บอกว่าคุณหนูสามฉินเป็นางมารน้อยแห่งนครเป่ยซาน
และที่หนักไปกว่านั้นก็คือ…
ผู้คนต่างตราหน้าว่านางเป็สตรีแพศยาไร้ยางอายเพราะรู้ทั้งรู้ว่าิซางเฉวียนมีใจชอบพอต่อคุณหนูเจียวจื่ออิง และหมายมั่นว่าจะคบหาดูใจกันตลอดจนเกี้ยวพานเจียวจื่ออิงให้มาเป็ฮูหยินน้อยของจวนแม่ทัพิ
แต่ถึงอย่างนั้นฉินฟางเฟยก็ไม่ได้สนใจเื่ศีลธรรมยิ่งไม่สนความถูกต้องแต่อย่างใด เพราะด้วยถือคติที่ว่าตราบใดที่แม่ทัพิยังไม่ได้แต่งกับเจียวจื่ออิงอย่างเป็ทางการฉินฟางเฟยคนนี้ก็ยังมีสิทธิ์ในการเกี้ยวพานแม่ทัพหนุ่มอนาคตไกลอย่างิซางเฉวียนมาเป็คู่ยวนยางอยู่ดี
ว่าง่าย ๆก็คือฉินฟางเฟยคนนี้หลงรักิซางเฉวียนหัวปักหัวปำและหมายใจจะคว้าิซางเฉวียนมาเป็ของตัวเองโดยไม่สนใจถูกผิด ไม่สนวิธีการไม่สนเวรกรรม ขอเพียงนางได้ในสิ่งที่้าก็เพียงพอแล้ว
นอกจากนี้คุณนักเขียนยังบรรยายไว้อีกว่าที่ฉินฟางเฟยลงรักปักใจในตัวิซางเฉวียนมากขนาดนั้นไม่ใช่เพราะรูปโฉมที่ดูหล่อเหลาองอาจของแม่ทัพหนุ่มเพียงอย่างเดียว แต่เหตุผลหลักๆที่ทำให้ฉินฟางเฟยมีใจรักลึกซึ้งต่อิซางเฉวียนซึ่งเป็พระเอกของนิยายเื่นี้นั่นก็เพราะเื่ราวในวัยเด็ก
ในอดีตบิดาของซางเฉวียนเป็สหายสนิทของฉินอวี้ฝางเรียกได้ว่าความสัมพันธ์ของสองตระกูลแน่นแฟ้นกันมาก แน่นแฟ้นถึงขนาดที่ว่า…ิซางเฉวียนวัยเยาว์สามารถเข้านอกออกในจวนสกุลฉินได้ตามใจชอบ
ั้แ่จำความได้กระทั่งอายุแปดขวบซางเฉวียนมักไปที่จวนสกุลฉินบ่อย ๆ ก็เพื่อไปเล่นกับคุณชายใหญ่ฉิน ฉินหานซั่วกับคุณหนูรองฉิน ฉินหย่งเจิน ด้วยความที่ซางเฉวียนเป็เด็กใจกล้ารักพวกพ้องอย่างถึงแก่น และเป็เด็กที่กล้าได้กล้าเสียในตอนนั้นิซางเฉวียนจึงเป็ที่รักใคร่เอ็นดูในสายตาของฮูหยินใหญ่ฉินและฉินอวี้ฝางเป็อย่างมาก
ต่อมาฮูหยินใหญ่ฉินก็มีความคิดสายหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวซึ่งใครไหนเลยจะรู้ว่า ความคิดความอ่านของฮูหยินใหญ่ฉินในวันนั้นมันจะตามหลอกหลอนิซางเฉวียนยาวนานมาจวบจนถึงทุกวันนี้
ซึ่งความคิดที่ไม่ค่อยเข้าท่าของฮูหยินใหญ่ฉินก็คือ…ลั่นวาจาไว้ว่า หากคลอดบุตรคนที่สามแล้วเป็สตรี นางจะเข้าพบหัวหน้าตระกูลิแล้วร่างสัญญาหมั้นหมายขึ้นมา หมายใจให้บุตรสาวคนเล็กได้แต่งกับิซางเฉวียนโดยงานมงคลของสองตระกูลจะจัดขึ้นก็ต่อเมื่อบุตรสาวของตนเลยวัยปักปิ่นไปแล้ว
เ้าเด็กแสบซางเฉวียนมีสถานะเป็คุณชายใหญ่ของจวนสกุลิดูจากหน่วยก้านของเ้าเด็กแซ่ิคนนี้แล้วภายภาคหน้าจะต้องสอบเทียบเป็ต้าเจียงจวิน[1]ได้สำเร็จแล้วคงหนีไม่พ้นสืบทอดอำนาจทางทหารต่อจากผู้เป็บิดากลายเป็แม่ทัพหนุ่มอนาคตไกลในที่สุด
หากคำนึงจากคุณสมบัติข้างต้นที่กล่าวมานั้นนับว่าิซางเฉวียนเป็บุรุษน้ำดี ที่พรั่งพร้อมทั้งหน้าตาและชาติตระกูลเรียกได้ว่าคู่ควรให้เป็สามีของคุณหนูสามฉินมากกว่าบุรุษอื่นในแคว้นเป่ยซานเป็ไฉน
แต่หากบุตรที่คลอดออกมามิใช่อิสตรีอย่างที่คาดเดาไว้ก็ให้ถือว่าสัญญาหมั้นหมายฉบับนี้กลายเป็โมฆะไปโดยปริยายเพราะสกุลิอยากเกี่ยวดองกับสกุลฉินมาแต่ไหนแต่ไรด้วยเหตุนี้บิดามารดาของิซางเฉวียนจึงคล้อยตามและเห็นด้วยกับความคิดของฮูหยินใหญ่ฉินกลายเป็ว่าจู่ ๆ ผู้ใหญ่สองตระกูลก็สุมหัวกันหารือเื่นี้อย่างเป็จริงเป็จังโดยไม่ถามความสมัครใจของิซางเฉวียนเลยแม้แต่ครึ่งคำ
หลังจากนั้นเพียงแค่ครึ่งปีฮูหยินใหญ่ฉินก็ดันให้กำเนิดบุตรคนที่สามและเป็บุตรธิดาตามที่คาดหวังไว้จึงกลายมาเป็ฉินฟางเฟยเหมือนอย่างที่เห็นกันอยู่ตราบจนทุกวันนี้
[1]ยศทางทหาร คือแม่ทัพใหญ่ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า มหาขุนพล