พันธะโลหิตวิหคสีชาด

    บทที่ 34 วิหคสีชาด

     

    บทที่ 34 


    วิหคสีชาด

     

            ท้องฟ้าคำรามก้อง เห็นแสงอสนีฟาดลงมาตามพื้นที่นองไปด้วยโลหิต ศพปีศาจและเซียนนอนกองจนแยกไม่ออก ทั้งไป๋หลี่และตาเซียนเฒ่าต่างก็หยุดสู้พลางหันไปมองที่จิ่วเหรินเป็นตาเดียว เสี่ยวชุนคิดว่านี่มันไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาเสียแล้ว


            “นั่นนางกำลังจะทำสิ่งใด!”


            จิ่วเหรินอยู่ในร่างที่แท้จริงของตนเอง อาภรณ์สีชาด ปราณวิหคเทพ ในกายของนางนั้นเต็มไปด้วยโลหิตวิหคสีชาดที่ทั้งโลกาอยากครอบครอง ซ้ำยังมีพลังเทพสูงสุดที่น่าหวั่นเกรงไม่น้อย นัยน์ตาของนางแปรเปลี่ยนเป็นแดงชาด สวรรค์เปิด ทัณฑ์อสนีพิโรธฟาดลงทุกหย่อมหญ้าโดยที่นางเรียกมาเอง 


            “จิ่วเหริน! พอแล้ว!!”


            ไป๋หลี่ตะโกนขึ้นเห็นว่าทัณฑ์อสนีนี้รุนแรงและอาจทำให้พวกสัตว์เกิดอันตราย แต่จิ่วเหรินในตอนนี้นั้นนางกลับไม่รับฟังสิ่งใด เห็นได้ชัดว่านางไม่เป็นตัวของตัวเอง


            ซูลี่และหย่งฉีไปซ่อนตัวอยู่กับพวกสัตว์เทพทั้งสี่ ต่างก็หลบอสนีที่ฟาดลงมาไม่ยั้ง พลังของมันรุนแรงชนิดที่จตุรทิศสัตว์เทพผนึกกำลังกันแล้วก็แทบต้านไม่ไหว 


            ซ่งจื้อนั้นไม่ได้หายไปไหน หลังเขาได้ฟังความจริงจากจิ่วเหรินก็รีบกลับมาปรึกษากับสัตว์เทพทั้งสี่ พอเห็นซูลี่กับหย่งฉีมาเขาก็ปรี่ไปถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทันที 


            “มีเพียงเทพชั้นสูงเท่านั้นที่จะเรียกทัณฑ์อสนีลงมาได้” 


            จูเชว่เอ่ยกับซ่งจื้อที่กำลังร้อนใจ เขานึกเสียใจที่ตนเองกลับมาโดยไม่บอกกล่าว พวกปีศาจบุกไปเยือนที่ป่าเค่ออี้ทางใต้และทำลายทุกสิ่งให้กลายเป็นสายธารโลหิต ก็เพื่อต้องการตัวของจิ่วเหรินที่เป็นวิหคสีชาด


            “ข้าจะไปช่วยนาง” 


            “ท่านไปไม่ได้! เวลานี้ที่นั่นเละยิ่งกว่าป่าเค่ออี้แห่งนี้ ท่านต้องปกป้องที่นี่” 


            “แต่นาง..”


            “อย่าลืมว่านางเป็นเทพชั้นสูง นางเป็นวิหคสีชาด ไม่มีผู้ใดทำอันตรายนางได้ทั้งนั้น” หวงหลงมังกรใหญ่ บอกให้ซ่งจื้อใจเย็นอย่าผลีผลาม ทุกคนในที่นี้ต่างก็อยากออกไปปกป้องนาง ทว่าหน้าที่ปกป้องสรรพชีวิตก็ล้วนเป็นสิ่งสำคัญ มันไม่อาจที่จะละเลยเมินเฉยไปได้ 

     

           ซ่งจื้อเสียใจที่ก่อนหน้านั้นเขาพูดจาไม่ดีกับจิ่วเหริน เพราะคิดว่านางทำทุกอย่างตามความต้องการของตนเอง เขาคิดว่านางไม่ใส่ใจเลยสักนิดถึงสรรพชีวิตที่ต้องลำบากเดือดร้อน


            ทั้งทวยเทพหรือแม้แต่ปีศาจนั้นหนีตายกันไปคนละทิศทาง การลงทัณฑ์อสนีพิโรธนั้นร้ายแรงเกินที่จะรับไหว ไป๋หลี่วิ่งไปหาสหายที่ยังไม่รู้สึกตัว นางนั่งกอดศพของซือเหยียนอย่างคนเสียสติ ไม่ว่านางจะมองไปทางใดอสนีนั้นก็ฟาดลงมาไม่หยุด 


            ไม่มีใครกล้าเข้าไปจับตัวของนาง หรือช่วงชิงโลหิตวิหคสีชาดอย่างที่วางแผนไว้แต่แรก


            “จ..จิ่วเหริน”


            “...”


            นางยังนั่งอยู่เช่นนั้นโดยไม่สนใจว่าผู้ใดจะเรียกหรือสนมนาด้วย ไป๋หลี่กางพลังคุ้มกันและวิ่งเข้าไปเขย่าตัวของนาง ซือเหยียนแม้ไร้ลมหายใจไปแล้ว แต่ก็ยังตัวอุ่นราวกับว่ายังมีชีวิต สิ่งที่จิ่วเหรินทำอยู่ตอนนี้คืออะไรกันแน่ 


            “จิ่วเหริน!!! มองข้าสิ!! บอกให้มองยังไงเล่า!!!!”


            “ฮึก!”


            นางกลับมามีสติอีกครั้งทั้งที่น้ำตาเปรอะเปื้อน ดวงตามองไปรอบก็พบว่าสงครามนั้นสงบลงแล้ว แต่คนในอ้อมกอดของนางก็ยังไม่ยอมลืมตาตื่นขึ้นมา นางจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดดี


            “ป..ไป๋หลี่” 


            “โถ่! เจ้าไม่ต้องร้อง ไม่มีอะไรแล้ว มานี่มา” นางเช็ดน้ำตาที่เปื้อนแก้มออกให้จิ่วเหริน ดึงตัวของนางมากอดปลอบโยน แต่ใครจะไปคิดว่าซือเจิ้งที่นอนแน่นิ่งนั้น จะคว้าหอกแทงอกของไป๋หลี่โดยไม่ทันได้ระวัง


            อึก!


            “กรี๊ดดดด! ไป๋หลี่!!! ช่วยไป๋หลี่ด้วย ฮึก..ฮือออ”  


            เป็นอย่างที่จิ่วเหรินเคยพูดเอาไว้ว่านางนั้นไร้ญาติขาดมิตร มักโดนพลัดพรากจากทุกสิ่งจนต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เสียงร้องของจิ่วเหรินดังไปทั่วทั้งบริเวณ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเคล้ากับน้ำตาที่หลั่งออกมา นางหันไปมองซือเจิ้งที่ล้มลงไปนอนหายใจรวยริน ก่อนจะหยิบดาบของไป๋หลี่และจ้วงแทงหลังเขานับสิบแผล


            “เพราะเจ้า! ข้าก็อยู่กันอย่างมีความสุข เจ้าฆ่าคนที่ข้ารัก!!!!”


            หลังซือเจิ้งนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลจากการโดนแทงไม่ยั้ง จิ่วเหรินยังแทงอยู่แบบนั้นแม้หลังเขาจะชุ่มไปด้วยโลหิต เขาสิ้นใจไปตั้งแต่แผลแรกแล้ว ทุกคนมองภาพนั้นอย่างสลดใจ เมื่อเห็นว่าซือเจิ้งตายไปแล้วนางก็ประคองไป๋หลี่และซือเหยียนมากอดไว้ดังเดิม ทางเลือกของนางมีไม่มากนักในตอนนี้ และนางกำลังจะเลือกตามหน้าสุดท้ายที่บิดาเขียนเอาไว้ มันอาจจะดูเสี่ยงหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าแบบนี้ 


            จิ่วเหรินวางสหายและคนรักของตนให้นอนลง นางจัดท่านอนให้พวกเขานอนอย่างสบาย ก่อนจะปล่อยโฮและลูบใบหน้าของคนที่นางรักทั้งสอง ราวกับจะจดจำช่วงเวลาและความรู้สึกที่ดีต่อกันให้เนิ่นนาน ก่อนที่นางจะลุกขึ้นยืนและกลับมาเป็นจิ่วเหรินที่สั่งเปิดสวรรค์อีกครั้ง 


            ฟ้าคำรามท้องฟ้าดำทะมึน นัยน์ตาแดงชาดมองไปยังเบื้องบน อำนาจพลังเทพของนางในตอนนี้น่ากลัวเหลือเกิน นางสามารถสั่งเปิดสวรรค์ได้ดั่งใจนึก เซียนเฒ่าและเสี่ยวชุนนั้นยังไม่เข้าใจการกระทำนี้ นั่นก็เพราะพวกเขาไม่เคยรู้ว่าสิ่งที่จิ่วหรูเฟิ่งเขียนเอาไว้นั้นมีอะไรบ้าง 


            “นางสั่งเปิดสวรรค์อีกแล้ว!” 


            จูเชว่ชี้มือไปยังแสงสีทองที่ส่องลงมายังป่าเค่ออี้ทางใต้ ก่อนที่จะเห็นร่างของจิ่วเหรินลอยอยู่กลางอากาศ สัตว์เทพทั้งสี่จดจ้องมองตาไม่กระพริบ ส่วนซูลี่วิ่งไปยังทางที่มองเห็นจิ่วเหริน นางเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่จิ่วเหรินกำลังทำ


            “ต้องห้ามนาง!!! ต้องห้ามนางเดี๋ยวนี้!! ปล่อยข้าหย่งฉี”


            “ใจเย็นก่อนซูลี่ เกิดอะไรขึ้น” 


            “ท่านต้องห้ามนาง นางกำลังบูชายัญ!! พี่จิ่วท่านอย่าทำนะ!!!”  ซูลี่กลายเป็นภูติที่เสียสติ ในขณะที่ซ่งจื้อกับสัตว์เทพทั้งสี่มองหน้ากันไปมา พลังที่อยู่รอบกายของจิ่วเหรินนั้นรุนแรงเกินกว่าจะเข้าใกล้ได้


            “บูชายัญอะไร! รีบบอกมา!!”


            “ฮึก!.. ”


            “ข้าบอกให้เจ้าพูด!!!”  ไม่เว้นแม้แต่ซ่งจื้อเองที่ตอนนี้ก็เข้าขั้นเสียสติเช่นกัน เขาต้องการให้ซูลี่ขยายความเรื่องที่พูดออกมา จิ่วเหรินบูชายัญอะไรและทำไปเพื่อสิ่งใด

     

           “นางต้องการคืนทุกสิ่งกลับดังเดิม การบูชายัญของนางจะเปลี่ยนชะตากรรมอย่างที่ใจนางต้องการ”


            เพียงเท่านั้นซ่งจื้อก็วิ่งออกไปโดยไม่ฟังเสียงของผู้ใด เขาต้องหยุดการบูชายัญของนางก่อนที่จะสายเกินแก้ สัตว์เทพทั้งสี่รวมถึงภูติทั้งสองก็วิ่งตามออกไปเช่นกัน ทว่าเพียงครึ่งทางเท่านั้นก็จะถึงจิ่วเหริน เวลามันกลับไม่รั้งรอให้ซ่งจื้อได้มีโอกาสแก้ตัว จิ่วเหรินบูชายัญสำเร็จและพลังของนางก็แตกกระจายแผ่ไปทั่วทุกพื้นที่ พัดพาเอาทุกสิ่งกระจายไปคนละทิศคนละทาง


            ซ่งจื้อลืมตาอีกครั้งก็พบว่าท้องฟ้ามืดแล้ว เห็นดวงดาวสว่างจ้าสดใสกว่าทุกวัน แต่เขากลับมีน้ำตาแทนที่จะมีความสุขที่ได้มองท้องฟ้า ซ่งจื้อร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร แม้อยากขอโทษก็คงสายเกินไป จิ่วเหรินไม่รอฟังคำพูดที่เขาตั้งใจเก็บไว้มากมาย เขายังไม่ได้สอนสิ่งใดที่นางสมควรได้เรียนรู้เลย 


            แค่กก..! แค่กกก!!!


            ทั้งไป๋หลี่และซือเหยียนส่งเสียงไอออกมาพร้อมกัน ความรู้สึกคอแห้งเหมือนมีดบาดนี้ทำให้ต้องรีบลุกไปหาน้ำมาดื่ม ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่านอนอยู่บนเตียง เห็นเสี่ยวชุนกำลังปรุงยาอยู่ อีกฝั่งหนึ่งก็เป็นซือเหยียนนอนโดยมีท่านอาจารย์คอยดูแล


            “นี่มันอะไรกัน ไม่ใช่ว่าซือเหยียนตายไปแล้วหรือ?”


            นางหยัดกายลุกขึ้นนั่งไล่ความสับสนมึนงง เสี่ยวชุนเห็นว่าฟื้นแล้วมาก็รีบยกน้ำมาให้ดื่ม ไป๋หลี่ดื่มน้ำเสร็จก็มองไปรอบเพื่อหาสหายของนาง จิ่วเหรินร้องไห้โฮโดยไม่รู้เลยว่าซือเหยียนยังไม่ตาย


            “ท่านยังไม่ตาย ทำนางร้องไห้จนเกือบเสียสติ”


            ไป๋หลี่เอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มแกมขบขัน ตามเนื้อตัวนางเบาสบายไม่มีแผลเลยสักจุด ซือเหยียนเองก็เหมือนกัน ร่างกายเขากลับมาเป็นปกติสมบูรณ์ดังเดิม ที่สำคัญตอนนี้เขาเป็นเทพที่เลื่อนระดับแล้ว 


            “เอ่อ.. ว่าแต่นางไปไหนหรือ?” 


            “...”


            “นั่นสิ นางอยู่ที่ใดหรือท่านเซียนอาวุโส ข้าตื่นมาก็ไม่เห็นแม้เงา” ซือเหยียนปริปากครั้งแรกก็ถามถึงจิ่วเหริน สองเซียนอาวุโสต่างมองหน้ากันอย่างสลดใจ พวกเขาไม่รู้จะพูดคำไหนออกมาในเวลานี้ 


            “พี่จิ่ว!!!”


            เป็นซูลี่ที่วิ่งพรวดเข้ามาและเห็นว่าซือเหยียนกับไป๋หลี่อยู่ในห้อง นางก็ทรุดนั่งพิงประตูร้องไห้ออกมาไม่อายใคร ไป๋หลี่ขมวดคิ้วอย่างคนมีสังหรณ์ นางผุดลุกและเอ่ยถามซูลี่ที่ร้องไห้อยู่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น 


            “นางไม่อยู่แล้ว ฮือ.. นางไปแล้ว พี่จิ่วไปจากทุกคนแล้ว ฮือออ...”


            “ไปไหน!? ตอบข้ามาเดี๋ยวนี้!”


            ซูลี่แหงนหน้ามองไป๋หลี่ที่ถามนางอย่างจริงจัง นางบอบช้ำจนไป๋หลี่ใจคอไม่ดี ทว่าคำตอบนั้นก็ตอกย้ำสังหรณ์ของนางที่คิดไว้ก่อนหน้าว่ามันไม่ใช่และไม่มีทาง


            “พี่จิ่วบูชายัญตัวเอง เพื่อเรียกทุกสิ่งกลับคืนมา..”

             

             

    #พันธะโลหิตวิหคสีชาด