ไดอาน่าขับรถสเตชั่น แว็กก้อน ออกไปยังบ้านไร่ของเพื่อนพบว่าที่ลานหน้าบ้านไม่มีรถจอดอยู่แม้แต่คันเดียวแต่เสียงที่ดังมาจากในบ้านทำให้รู้ว่าเป็กกี้อยู่บ้านแน่ไดอาน่าเคาะตรงประตูมุ้งลวดก่อนเดินเข้าไป
“เป็กกี้...”
“คะ...?” เสียงนั้นดังมาจากด้านหนึ่งของบ้านก่อนที่เป็กกี้จะโผล่ออกมาจากในครัวโดยอุ้มลูกอยู่ในอ้อมแขนข้างหนึ่ง เรือนผมสีน้ำตาลปนแดงปรกลงมารุ่ยร่ายเสื้อสีขาวเปรอะเปื้อนน้ำลายของลูก
“ไฮ...ไดอาน่า...” เธอร้องและยิ้มอย่างดีใจ“ฉันเพิ่งเอาลูกเข้านอนตอนกลางวัน เข้ามานั่งลงก่อนสิดื่มชาเย็นๆ สักแก้วนะ...ฉันรู้นี่ว่าเธอชอบ”
วงดำคล้ำปรากฏอยู่รอบดวงตาเพื่อนสาวไดอาน่าคิดว่าเป็กกี้ต่างหากที่สมควรจะได้นอนพักผ่อนท่าทางเธอเหน็ดเหนื่อยอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด
“เธอนั่งลงเถอะ ฉันจะไปชงชาเอง”
“ฉันไม่อยากเถียงกับเธอหรอก” เป็กกี้หัวเราะเพลียๆ “มีกาน้ำชาอยู่ในตู้เย็นนะแก้วอยู่ในตู้ทางด้านซ้ายของอ่างล้างมือ” เธอนั่งลงที่โต๊ะในครัวขณะไดอาน่าจัดหาเครื่องดื่มเย็นๆ ให้ตัวเองยางสำหรับกัดเพื่อบริหารฟันหลุดจากนิ้วเล็กๆ ของลูกชาย พ่อหนูร้องลั่นออกมาทันทีจนกระทั่งเป็กกี้เก็บขึ้นให้ดังเดิม “นี่...ฉันเสียใจจังนะที่ได้ยินเรื่องรูเบ้เมื่อวานตอนเช้าฉันโทรศัพท์ไปคุยกับเมเจอร์แล้วละเป็นอุบัติเหตุที่ร้ายแรงมากจริงๆ”
“ใช่ ร้ายแรงมาก” ไดอาน่าถือแก้วชาดำเย็น2 แก้ววางลงบนโต๊ะ เลื่อนเก้าอี้ออกและทรุดตัวลงนั่ง
“อแลนบอกว่าเขาพบเธอที่สุสานตอนเก็บศพเมื่อวานนี้เธอเตรียมทุกอย่างสำหรับพิธีพรุ่งนี้พร้อมแล้วหรือ?”
“พร้อมแล้ว แต่ก็คงไม่มีใครมาร่วมสักกี่คนหรอกเราก็จะทำพิธีเล็กๆ ที่หน้าสุสานแล้วก็พิธีฝังเท่านั้น”
“ฉันคิดว่าก็คงจะมีพวกคนงานในไร่เท่านั้นนะที่จะช่วยกันแบกหีบศพ”
“ใช่...” ไดอาน่าพยักหน้ารับจากปลายหางตาเธอทันเห็นเสื้อสีแดงปรากฏขึ้นลูกสาวคนโตของเป็กกี้ทำท่ารีรอที่จะวิ่งผ่านห้องครัวออกไปห้องด้านนอก ยังปากอ้าน้ำตาไหลเปรอะทั้งสองข้างแก้ม
“มอมมี่ หนูอยากกินน้ำนั่น”
“ไม่ได้...ไม่ให้ดื่มอะไรทั้งนั้น” เป็กกี้ตวาดใส่ลูกสาวทันที “กลับเข้าห้องไปนอนเดี๋ยวนี้...!”
“หนูไม่อยากนอนนี่ มอมมี่” แกเริ่มร้องไห้น้ำตาไหลพราก
“ซาร่า เคย์ธอร์นตัน...เข้าไปในห้องนอนเดี๋ยวนี้ก่อนโดนไม้เรียว แล้วแกจะต้องร้องไห้มากกว่านี้”
“ไม่เอา...มอมมี่...ไม่เอา...” แทนที่ซาร่าจะทำตามคำสั่ง เด็กกลับดิ้นเร่าๆ ส่งเสียงร้องดังขึ้น
เป็กกี้เปลี่ยนแขนข้างที่อุ้มลูกชายพร้อมกับลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันทีพ่อหนูทำที่กัดฟันหล่นอีกก็เลยร้องไห้ออกมาเสียงดังลั่นด้วยทันทีที่เห็นเป็กกี้เดินไปหยิบไม้กลมๆ เล็กๆ ที่วางอยู่บนเคาเตอร์แม่หนูก็ร้องไห้ลั่นด้วยความกลัวจะถูกลงโทษ เป็กกี้ต้องใช้เวลาอยู่อีกครู่ใหญ่จึงสามารถบังคับให้ลูกกลับไปนอนได้
“หยุดร้องได้เดี๋ยวนี้นะ...!” เสียงเป็กกี้ดังเข้ามาถึงในครัว “แล้วก็อย่าลุกจากเตียงอีกจนกว่าแม่จะบอกให้ลุกได้” เธอเดินกลับมาหยิบที่กัดฟันใส่ปากลูกชายท่าทางเป็กกี้อ่อนเพลียอย่างที่สุดขณะทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้
“เฮ้อ...ค่อยสงบศึกได้หน่อยฉันหวังว่าตัวเองจะไม่ต้องมานั่งทนอยู่อย่างนี้ อยากพักสักอาทิตย์แต่ซาร่าก็เกิดเป็นไข้หวัด ไบรอันก็กำลังฟันขึ้นและเอมี่ก็อยากได้รับความสนใจบ้าง”
“ท่าทางเธอเหนื่อยจังเลยนะ”
“ใช่สิ” เป็กกี้ยิ้ม “แต่ก็กำลังจะได้นอนพักเสียทีอยู่แล้ว แม่จะมาพรุ่งนี้ จะได้มาช่วยดูแลลูกๆให้ ฉันกับอแลนจะได้ไปงานศพได้”
ไดอาน่าได้กลิ่นอะไรบางอย่างที่คล้ายมีการเผาไหม้อยู่ในอากาศ
“มีอะไรกำลังไหม้อยู่หรือเปล่านี่...?”
“คุณพระช่วย...ฉันอบเค้กไว้ ลืมไปหมดเลย...!”เป็กกี้ร้องออกมาอย่างตกใจ วางลูกลงบนพื้นห้องวิ่งไปที่เตาอบเปิดประตูออก“ไหม้หมดเลย...แหม...ไอ้เตาบ้านี่ก็...” เธอยกถาดขนมเค้กขึ้น “ดูสิซีกหนึ่งไหม้อีกซีกหนึ่งยังแฉะอยู่เลย ด้านหลังของเตานี่มันจะร้อนกว่าส่วนอื่นๆถ้าจะอบอะไรกินสักอย่างจะต้องคอยหมุนถาดตลอดเวลาไอ้ฉันก็ลื้มลืม...ผลที่สุดเลยต้องโยนทิ้งทั้งอัน” ลูกน้อยคลานเข้าไปเกาะขาเธอไว้บ่นงึมงำตามประสาเด็ก
ไดอาน่าสั่นศีรษะทันที...
“นี่เธอทนได้ยังไงนะ...ฉันหมายถึงว่าเธอรับมืออยู่กับเรื่องทั้งหมดนี่ได้ยังไงกัน...?”ไดอาน่ากวาดสายตามองสภาพของเป็กกี้มีความรู้สึกว่ามันช่างเหลือทนจริงๆ “ฉันไม่ได้หมายความแค่เสียงลูกร้องเท่านั้นนะแต่หมายถึงเตาอบที่ใช้อบอะไรไม่ได้ ตู้เย็นที่ไม่เคยเย็นสามีที่ไม่เคยแม้แต่จะยื่นนิ้วเข้ามาช่วยปล่อยให้เธอเดินย่ำอยู่คนเดียวแล้วก็ท้องอยู่นั่นแล้ว...แถมยังซื้อเสื้อใหม่สักตัวก็ไม่ได้...”ไดอาน่าพูดไปตามความคิด โดยแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคำพูดของเธอได้ส่งผลกระทบกระเทือนอย่างไรบ้าง
เป็กกี้ยืนมองหน้าไดอาน่านิ่งๆ เป็นครู่และแล้วอารมณ์ก็พลุ่งโพลงขึ้นมาทันที
“นี่เธอกล้าดียังไงถึงได้มาวิจารณ์ว่าฉันไม่มีอะไรที่มีคุณค่าในชีวิตเลยแบบนี้...ใช่...เธอมีเตียงนอนสวยหรูไว้นอนแต่เธอก็รู้ว่าเตียงนั่นน่ะมันว่างเปล่า ไม่ว่าเธอจะคลานไปข้างไหน แต่สำหรับฉันเวลาที่ฉันเข้านอน ฉันก็ยังมีอแลนเคียงข้างคอยกอดฉันไว้และเราก็สร้างฝันร่วมกันได้...จริง...เธออาจกินสเต๊กได้ทุกมื้อในขณะที่เราสองคนอย่างดีก็กินแค่แฮมเบอร์เกอร์แต่ที่นั่งอยู่รอบตัวฉันคือสามีกับลูกเล็กๆ ที่น่ารักอีกตั้ง 3คน...แล้วเธอล่ะมีใคร...? บ้านหลังนี้มันไม่มีอะไรมากมายนักหรอกไม่สวยงามเหมือนบ้านของเมเจอร์ก็จริง แต่ในบ้านหลังนี้แหละที่มันเต็มไปด้วยความรักฉันว่าตัวฉันนี่แหละที่ร่ำรวยเหลือล้น มีแต่เธอนั่นแหละที่ยังยากจนอยู่ ไดอาน่าถ้าเธอยังมองไม่เห็นว่า ที่ฉันพูดนี่หมายถึงอะไรละก็ ฉันก็เสียใจด้วยนะ”
“เป็กกี้...ฉัน...”
เสียงพูดของมารดาที่กำลังกราดเกรี้ยวโกรธเคืองทำให้พ่อหนูตกใจร้องไห้จ้าออกมาและเป็กกี้ก็ก้มตัวลงโอบอุ้มร่างเล็กๆนั้นขึ้นไว้ในอ้อมแขน
“ฉันคิดว่าเธอกลับไปเถอะ ไดอาน่า” ทั้งน้ำเสียงและแววตาของเป็กกี้บอกความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีขึ้นมาทันที
ไดอาน่าไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดีขึ้งจะประสานรอยร้าวที่ตัวเองก่อขึ้นให้กลับดีเหมือนเดิมได้ทั้งหมดนั้นมันเป็นคำพูดที่เธอพูดออกไปตามความรู้สึกแท้จริงแต่มันอาจไม่ถูกต้องกาละเทศะ เธอจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินช้าๆ ตรงไปยังประตูเมื่อหันกลับมามองอีกครั้ง ก็พบว่าลูกน้อยกำลังเอามือใส่เข้าไปในปากของเป็กกี้ไดอาน่ามองดูเพื่อนสาวที่ก้มลงจูบหน้าผากลูก กอดกระชับร่างของแกไว้มั่น ก้อนแข็งๆเอ่อขึ้นมาติดอยู่ตรงคอหอย ขณะเดินออกจากประตูบ้านและงับประตูลงอย่างแผ่วเบาที่สุด
มันเป็นการขับรถที่ใช้เวลานานกว่าทุกครั้งในที่สุดเธอก็จอดรถลงตรงหน้าบ้าน เตรียมสร้างรอยยิ้มไว้ล่วงหน้าเผื่อว่าเมเจอร์จะเดินออกมาพบเธอตรงระเบียงบ้านแต่ทันทีที่เธอเปิดประตูมุ้งลวดเข้าไป ก็พอดีมี เสียงกริ่งโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
“ซอมเมอร์ส แรนจ์ค่ะ”
“ไดอาน่าใช่ไหม...? ...นี่ฉันเป็กกี้พูดนะฉันลืมบอกเธอไปว่ายังมีสมบัติล้ำค่าอีกอย่างหนึ่งที่ฉันยังมีอยู่ด้วย...ก็ความเป็นเพื่อนของเธอยังไงล่ะ...เธอยกโทษให้ฉันได้ไหมที่พูดจาบ้าบอออกไปอย่างนั้น...?”
“เอ้อ...คือหลังจากที่ฉันเองได้พูดอะไรออกไปอย่างนั้นแล้วก็มองไม่เห็นเหมือนกันว่าเธอจะยกโทษให้ฉันได้อีก” ไดอาน่าถึงกับสะอึกด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นขึ้นมา
“ในระยะ 2-3วันที่ผ่านมานี่เราต่างก็เครียดกันมาก เรายกโทษให้กันแล้วก็ลืมมันเสียเถอะนะ โอเคไหม...?”
มันช่างเป็นความลำบากเสียเหลือเกินที่จะกลืนก้อนแข็งๆ ลงในลำคอแต่ในที่สุดไดอาน่าก็ทำได้สำเร็จ
“โอเค...”
“ดีจัง...ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้พบกันนะ”
“โอเค พรุ่งนี้พบกัน”