เมื่อได้ยินคำพูดของชายชราชั่วขณะนั้นใบหน้าเล็กๆ ของชายหนุ่มก็เผยสีหน้าตกตะลึงระคนดีใจออกมา “ข้าเป็ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ได้จริงๆหรือ”
ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์เป็อาชีพที่ทำให้ผู้คนใฝ่ฝันถึงอย่างคุ้มคลั่งเชียวนะ!
ตำบลเฟิงกว้างใหญ่เพียงนี้แต่ร้อยปีจะมีปรมาจารย์ศาสตรายุทธ์ถือกำเนิดเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น และในบรรดาสิบกว่าคนนี้มีเพียงคนเดียวที่ยอมอยู่ที่บ้านเกิดคนที่เหลือล้วนไปยังเมืองข้างเคียง เข้าร่วมกับขุมอำนาจต่างๆ กันหมด มีชื่อเสียงกันทุกคน
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือตำบลเฟิงในยามนี้มีปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์เพียงคนเดียว
แม้ว่าพละกำลังของเขาจะสู้ผู้นำตระกูลทั้งสามไม่ได้แต่ตำแหน่งของเขากลับไม่ด้อยไปกว่าสามผู้นำตระกูลที่ยิ่งใหญ่ ฐานะเสมอกัน
เมื่อคิดว่าตนจะได้กลายเป็ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ในที่สุดสีหน้าราบเรียบของชายหนุ่มก็เผยระลอกคลื่นเล็กๆ ออกมา
“ข้าแค่บอกว่าเ้ามีคุณสมบัติครบเงื่อนไขในการเป็ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์เท่านั้นแต่จะกลายเป็ปรมาจารย์หลอมศาตรายุทธ์ได้หรือไม่ก็ต้องดูวาสนาของเ้าหลังจากนี้”ชายชราเอ่ยอย่างราบเรียบ
ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ไม่ได้จะประสบความสำเร็จแล้วเป็กันได้เพียงชั่วข้ามคืนจำเป็ต้องกลายเป็ช่างตีเหล็กก่อน
มีเพียงต้องเดินตามเส้นทางของช่างตีเหล็กไปให้ถึงยอดสุดถึงจะมีโอกาสัักับขอบเขตของปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ได้
เช่นเดียวกันหากอยากกลายเป็ปรมาจารย์ปรุงยาก็ต้องกลายเป็นักปรุงยาก่อน
ช่างตีเหล็กและนักปรุงยาอาจกล่าวได้ว่าเป็ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์เทียมและปรมาจารย์ปรุงยาเทียมแม้ว่าตำแหน่งจะสูงส่งสู้ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์และปรมาจารย์ปรุงยาไม่ได้แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลน เพราะไม่มีใครรู้ว่าช่างตีเหล็กและนักปรุงยาคนไหนจะกลายเป็ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์และปรมาจารย์ปรุงยาในอนาคต
แม้ช่างตีเหล็กและนักปรุงยาทุกคนจะไม่ได้กลายเป็ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์และปรมาจารย์ปรุงยาแต่ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์และปรมาจารย์ปรุงยาทุกคนล้วนต้องเคยมีประสบการณ์เป็ช่างตีเหล็กและนักปรุงยามาก่อน
เป้าหมายของหลันเฟิงพลันเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งนั่นก็คือกลายเป็ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ผู้สูงส่ง
ทว่ายามนี้ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ในอนาคตผู้นี้กลับกำลังปวดหัว
“ตาเฒ่าเครื่องมือตีเหล็กชุดหนึ่งไม่ใช่ถูกๆ ข้าจะเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหนกัน”ใบหน้าหมดจดของชายหนุ่มพลันแข็งทื่อ
ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ตำแหน่งสูงส่งดังนั้นของที่เกี่ยวข้องกับปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์จึงมีมูลค่าสูงลิบเช่นกัน
แต่อย่างไรเสียผู้ใดบ้างไม่อยากให้ตระกูลของตนเองมีปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ถือกำเนิดขึ้นบ้างเล่า
หากกลายเป็ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ได้ต่อให้ต้องลงทุนมากขนาดไหนก็คุ้มค่าเป็อย่างยิ่ง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ชายชราก็ฉีกยิ้มบางๆ “ข้าไม่สนว่าเ้าจะใช้วิธีใด จะขโมยมาก็ดี ชิงมาก็ช่างยืมมาก็ไม่เป็ไร สรุปก็คือเ้าแค่ไปหามาให้ได้ แต่แน่นอนหากเ้าไม่สนใจก็ไม่จำเป็ต้องใจร้อนหรอกเพราะตาเฒ่าอย่างข้ายังไม่ใจร้อนเลยสักนิด”
“ท่านไม่ใจร้อนแต่ข้าใจร้อน” หลันเฟิงมองค้อนใส่ชายชรา ก่อนยื่มขื่นพลางทอดถอนใจ
ทรายถงซาหนึ่งชั่งต้องใช้แปดร้อยเหรียญทองขาวแต่เครื่องมือตีเหล็กชุดหนึ่งกลับต้องใช้มากกว่านั้นสองสามเท่า ระดับทั่วไปก็สามพันเหรียญทองขาวแล้วหากมีคุณภาพดีขึ้นมาหน่อยก็อาจจะราคาหลายหมื่น
เหรียญทองขาวคือสกุลเงินหลักของแผ่นดินชิงโจวตามทฤษฎีกล่าวว่าครอบครัวที่มีสามคน หากใช้ชีวิตอย่างประหยัดมัธยัสถ์เดือนหนึ่งสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ที่ห้าร้อยเหรียญทองขาวได้
นอกจากเหรียญทองขาวยังมีเหรียญทองนิลอัตราแลกเปลี่ยนหนึ่งต่อร้อย ก็คือหนึ่งร้อยเหรียญทองขาวแลกได้หนึ่งเหรียญทองนิล
เหนือเหรียญทองนิลยังมีเหรียญทองม่วงเป็สกุลเงินที่นิยมใช้ในหมู่ชนชั้นสูงหนึ่งหมื่นเหรียญทองขาวแลกเหรียญทองม่วงได้หนึ่งเหรียญ
ตำบลเฟิงเป็เมืองเล็กๆจึงหมุนเวียนเหรียญทองขาวและเหรียญทองนิลเป็ส่วนใหญ่ ส่วนเหรียญทองม่วงแทบจะไม่ได้พบเห็น
หลันเฟิงขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่พลันถอนหายใจออกมา ก่อนเอ่ยพึมพำว่า“ดูแล้วมีเพียงต้องหาวิธีใช้เครื่องมือตีเหล็กของตระกูลแล้ว”
ในฐานะหนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งตำบลเฟิงตระกูลหยางย่อมมีเครื่องตีเหล็กอยู่สิบกว่าชุดเพื่อใช้ฝึกเด็กในตระกูลโดยเฉพาะ และเครื่องมือเหล่านี้ล้วนเป็ของสาธารณะตามหลักแล้วขอแค่เป็คนของตระกูลหยาง ใครๆ ก็มีสิทธิ์ใช้งานทั้งนั้นแต่เครื่องมือเหล่านี้ถูกทิ้งร้างมาสิบกว่าปีแล้วเพราะตระกูลหยางไม่ได้ให้กำเนิดผู้ที่มีเงื่อนไขตรงกับปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์มาสิบกว่าปีแล้วนั่นเอง
หากหลันเฟิงอยากใช้ย่อมไม่มีผู้ใดขัดขวาง
มากสุดก็อาจจะมีคนแอบหัวเราะเยาะในความไม่รู้จักประเมินกำลังตัวเองของเขาเท่านั้น
ทว่าสามปียังทนได้แล้วเขาจะไปสนใจการถูกหัวเราะเยาะเ่าั้ได้อย่างไร
“ที่จริงเ้ายังมีอีกตัวเลือก”ชายชราพลันเอ่ยอย่างสบายอารมณ์
“ตัวเลือกไหน”
“ไปหาแม่หนูเสวี่ยบิดาของนางคือผู้นำตระกูล คงควักเงินให้ง่ายๆ”
“หยุดอย่าพูดถึงเลย คิดว่าข้าไม่เคยถามก็แล้วกัน”
ชายชราจ้องมองชายหนุ่มเขม็งอย่างหมดคำจะพูดแล้วถึงได้เอ่ยอย่างจนปัญญา“ข้าคิดไม่ตกจริงๆ ว่าเหตุใดเ้าถึงต้องปฏิเสธถึงเพียงนี้”
หลันเฟิงพลันเงียบขรึมไปชั่วครู่ก่อนหัวเราะอย่างขมขื่น “ท่านก็คิดว่าโรคอีโก้สูงอันน่าเบื่อของข้ากำเริบก็แล้วกัน”
ไม่นานเงาร่างของชายหนุ่มก็มาปรากฏด้านนอกห้องเก็บของ
ชายวัยกลางคนที่รับหน้าที่ดูแลห้องเก็บของเห็นชายหนุ่มเดินมาก็อดยืนขึ้นจากที่นั่งไม่ได้สายตาแฝงไว้ด้วยความตกตะลึงไม่น้อย
“คุณชายเฟิง”
ยังคงเป็คำเรียกในวันวานแต่ท่าทางของชายวัยกลางคนกลับเผยความนอบน้อมเล็กๆ ออกมา
ไม่ว่าจะเป็เื่ที่ชายหนุ่มฟื้นฟูพร์การฝึกบำเพ็ญเพียรที่เคยมีกลับมาได้แล้วหรือว่าแรงสนับสนุนอย่างเปิดเผยของผู้นำตระกูลหยางเซียวก็ล้วนคุ้มค่าให้เขาปฏิบัติอย่างนอบน้อม
เมื่อได้ยินคำเรียกที่นอบน้อมของชายวัยกลางคนดวงตาสีดำประกายของหลันเฟิงก็กะพริบปริบๆ ไม่ได้มีท่าทีหยิ่งยโสเหมือนกับคุณชายกลับมีมารยาทและอ่อนโยน “ลุงหยางฟาน วันนี้วันเข้าเวรของลุงหรือ”
คำเรียกว่าท่านลุงประกอบกับน้ำเสียงอ่อนโยนทำให้ชั่วขณะนั้นหยางฟานพลันรู้สึกมีความสุขขึ้นหลายส่วน
รอยยิ้มบนใบหน้าจริงใจขึ้นมากท่าทางของหยางฟานยิ่งนอบน้อม “คุณชายเฟิงมาที่นี่มีเื่อะไรหรือ ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่”
หลันเฟิงพยักหน้าอย่างมีมารยาทก่อนเอ่ยปากอย่างช้าๆ “ข้าอยากยืมเครื่องมือตีเหล็กของตระกูลสักหน่อย”
หยางฟานเงียบขรึมไปชั่วครู่แล้วพลันหัวเราะ“เครื่องมือตีเหล็กของตระกูลถูกทิ้งร้างไม่มีคนใช้มาสิบกว่าปีแล้วหากคุณชายอยากจะใช้ ก็นับเป็วาสนาของพวกมัน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คุณชายเฟิงรออยู่ตรงนี้สักเดี๋ยวข้าจะไปหามาให้ท่านสักชุด”
“ขอบคุณลุงหยางฟานมาก”หลันเฟิงขอบคุณอย่างมีมารยาทแล้วรออยู่ที่เดิม
ไม่นานหยางฟานและชายหนุ่มสองคนก็ขนเครื่องมือตีเหล็กออกมาชุดหนึ่ง มีทั้งหมดสามอย่าง เตาทั่งตีเหล็ก และกล่องเครื่องมือ ทั้งสามมีน้ำหนักที่น่าตกตะลึง แค่ทั่งตีเหล็กก็ไม่ต่ำกว่าห้าร้อยชั่งแล้วเมื่อทั้งสามรวมกันก็มากกว่าพันชั่ง แม้สามคนเคลื่อนย้ายก็ยังต้องเสียแรงไปไม่น้อย
หยางฟานปาดเหงื่อแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“คุณชายเฟิง ท่านลองดูว่าเครื่องมือตีเหล็กชุดนี้ใช้ได้หรือไม่”
หลันเฟิงไม่มีเงื่อนไขพิเศษอะไรต่อเครื่องมือตีเหล็กย่อมแสดงออกว่าพอใจมาก
ทว่าเขากลับพบปัญหาเล็กน้อยสามอย่างนี้ไม่ว่าอันไหนก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะขนไปเองได้ก่อนที่จะเข้าสู่ระดับไอปราณ เขายังไม่มีพลังขนาดนั้น
บางทีหยางฟานอาจจะเห็นความยากลำบากของชายหนุ่มและเห็นว่ายามนี้ไม่มีอะไรสำคัญ จึงเสนอตัวว่า “ให้พวกเราขนไปส่งแทนคุณชายดีไหม”
แม้ว่าจะเก้อเขินเล็กน้อยแต่หลันเฟิงก็ยังพยักหน้าแล้วเอ่ยอย่างมีมารยาท“เช่นนั้นก็รบกวนท่านลุงหยางฟานและพี่ชายทั้งสองแล้ว”
พอเรียกพี่ชายก็ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองยิ้มหน้าบานความรู้สึกขัดข้องใจค่อยๆ มลายหายไป
พอมาถึงเรือนหมายเลขสองหลันเฟิงก็รินน้ำชาถ้วยหนึ่งให้พวกหยางฟานทั้งสามอย่างรู้งานและขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือของพวกเขา
ทว่าผู้คนในตระกูลเหมือนจะมีความเคารพยำเกรงต่อสถานที่พักของผู้นำตระกูลคนปัจจุบันหลังจากดื่มชาไปอึกหนึ่งก็ขอตัวลา ไม่กล้ารั้งอยู่นาน
แม้จะเป็เช่นนี้แต่ในใจของทั้งสามคนก็ประทับใจหลันเฟิงขึ้นหลายส่วน
ได้ดื่มชาถ้วยหนึ่งที่เรือนหมายเลขสองสำหรับคนที่ตำแหน่งต่ำต้อยในตระกูลอย่างพวกเขาถือว่าเป็เกียรติมากแล้ว เกรงว่าทั้งชีวิตของคนส่วนใหญ่ในตระกูลคงไม่มีโอกาสได้รับการปฏิบัติเช่นนี้และผู้ที่มีตำแหน่งต่ำต้อยอย่างพวกเขาทั้งสามคนคิดไม่ถึงว่าจะมีโอกาสได้มีประสบการณ์เช่นนี้ย่อมรู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างหาที่เปรียบ
เื่ที่เขายืมเครื่องมือตีเหล็กมาจากห้องเก็บของแพร่งพรายออกไปในจวนหยางภายในระยะเวลาสั้นๆเพียงครึ่งวัน ตามที่หลันเฟิงคาดไว้
ข่าวนี้ยังแพร่งพรายไปนอกจวนตระกูลหยางด้วยคนตระกูลจ้าวและตระกูลหวังเองก็รู้เื่นี้ไม่น้อย
ด้วยเหตุนี้มีคนมากมายซุบซิบนินทาและหัวเราะเยาะไม่น้อย
เพราะหากการกลายเป็ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์มันง่ายดายเพียงนั้นปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์คงมีเกลื่อนถนนตั้งนานแล้ว เหตุใดถึงมีอยู่น้อยนิดเช่นนี้
แต่หลันเฟิงราวกับกลายเป็คนหูหนวกไม่สนใจคำซุบซิบนินทาพวกนั้นสักนิด ยังคงเดินไปตามทางของตนเองต่อไป
กลางดึก
สองพ่อลูกกินอาหารเย็นด้วยกันหลังจากที่หลันเฟิงเก็บตะเกียบแล้วกำลังจะกลับเข้าไปในห้อง ก็ได้ยินหลันเสียนหลงเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า“ได้ยินว่าเ้าไปยืมเครื่องมือตีเหล็กมาชุดหนึ่ง?”
ฝีเท้าหลันเฟิงหยุดชะงักหันหน้าไปหาบิดา แล้วพยักหน้าอย่างราบเรียบ “อือ ยืมมาเมื่อตอนสาย”
หลันเสียนหลงลังเลเล็กน้อยก่อนเอ่ยอย่างแช่มช้า “เ้าจัดการทุกอย่างได้อย่างมีระเบียบแบบแผนมาโดยตลอด ข้าไม่ห้ามเ้าหรอกทว่าจากนี้หาก้าอะไร ก็บอกข้าสักหน่อย พวกเราสองพ่อลูกคุยกันได้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้หลันเฟิงก็ละอายใจเล็กน้อยตัวเขามีความลับมากเกินไป และยิ่งไปกว่านั้นส่วนใหญ่ยังน่าใมากด้วยจึงไม่อาจแพร่งพรายออกไปได้ง่ายๆ
“เ้ามีความกังวลของเ้าข้าเองก็มีความกังวลของข้าเช่นกัน งั้นพวกเรามาทำความเข้าใจกันหน่อยไม่ดีหรือ”
ไม่ใช่คำพูดะเือารมณ์อะไรแต่กลับแสดงความรักของบิดาออกมาอย่างลึกซึ้ง
เมื่อได้ยินคำพูดที่เข้าใจและใจกว้างของบิดาอีกทั้งใบหน้าซีดเซียวแต่แสร้งทำเป็ผ่อนคลาย หลันเฟิงพลันก็ผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแต่ความรู้สึกกลับหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม ก่อนพยักหน้าเล็กน้อย “เข้าใจแล้ว”
รอจนได้คำตอบยืนยันจากหลันเฟิงหลันเสียนหลงก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมาแล้วเอ่ยว่า “ข้าเดาว่า่นี้เ้าน่าจะ้าเงินก้อนหนึ่งข้าวางเงินนิดหน่อยไว้ในตะกร้าไม้ไผ่ใต้เตียงเ้า เ้าเอาไปใช้เถอะ หากไม่พอค่อยมาเอาเพิ่ม”
พอสิ้นเสียงเงาร่างหลังค่อมก็ค่อยๆ เดินไปยังอีกห้องหนึ่งอย่างช้าๆ
เขาเป็คนไม่พูดมากแต่สิ่งที่เขาให้ได้ เขาย่อมให้ และให้ได้ทั้งหมด
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆเฮือกหนึ่งพางลูบจมูกด้วยความตื้นตัน ก่อนหันกายเดินเข้าไปในห้อง ดึงตะกร้าไม้ไผ่ใต้เตียงออกมา
ในตะกร้าไม้ไผ่นั้นมีเหรียญทองขาวกระจัดกระจายกำลังเปล่งประกายท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี
เหรียญทองขาวทั้งตะกร้าเป็สิ่งที่หลันเสียนหลงเก็บทีละเล็กทีละน้อยเป็เวลาหนึ่งปีหรือมากกว่านั้นแต่ยามนี้เขากลับมอบให้หลันเฟิงโดยไม่เก็บไว้สักนิด นี่ต้องเชื่อใจขนาดไหนกัน
นี่ไม่ใช่เหรียญทองขาวตะกร้าหนึ่งแต่เป็ความรักของบิดาตะกร้าหนึ่งเหรียญทองขาวทั้งหมดล้วนเกิดมาจากความรักของผู้เป็บิดา