จอมกระบี่เหนือยุทธ์

    ตอนที่ 30...

            แสงจันทร์ทอส่องลงกระทบกองไฟที่ลานหน้าเรือนพิมานอมตะกลิ่นควันไม้ผสมผสานกับกลิ่นชาสมุนไพรอบอวลไปทั่วลานหินคืนนี้มิใช่เพียงสี่ศิษย์ใหม่เท่านั้นที่นั่งล้อมวง ทว่า อาจารย์เฒ่าขี้เมา และ ศิษย์พี่เดิมทั้งเก้าคน ของยอดเขาอมตะเทวะ ต่างพากันมานั่งล้อมวงวงใหญ่รอบกองไฟอันอบอุ่น

            "พรุ่งนี้แล้วสินะ..."ฉิวฟงเอ่ยขึ้นพลางหมุนแก้วชาในมือ มองดูแสงไฟที่สะท้อนในน้ำชา"สหายจากเมืองหงส์เหินคนอื่นๆ ที่แยกย้ายไปอยู่ยอดเขาอื่นป่านนี้คงฝึกซ้อมกันอย่างหนักเหมือนพวกเรา"

            "ปิงเจาและสหายคนอื่นๆที่ยอดเขาพิโรธทรราชคงโดนเจ้ายอดเขาฉีใช้น้ำตกตบและแบกท่อนซุงเหล็กพันปีจนกล้ามเนื้อฉีกขาดแน่ๆ"เฉินฟงแค่นยิ้ม "ส่วนศิษย์สายค่ายกลและสายกระบี่นิรันดร์ คงกำลังแก้อักขระและฝึกซ้อมกระบี่กันจนไม่ได้นอนแน่เลย"

            "ทุกคนต่างมีเส้นทางและความรับผิดชอบของตนเอง"ชิงหยางกล่าว น้ำเสียงเรียบหนักแน่นดั่งศิลา"แต่จุดหมายของพวกเราคือการขึ้นไปยืนอยู่บนยอดเขาด้วยกัน เพื่อยอดเขาที่ยิ่งใหญ่ในอดีตได้กลับมายืนอย่างสง่างามและอยู่หัวแถวของสำนักกระบี่อมตะอีกครั้งและเพื่อประกาศให้คนทั้งสำนักกระบี่อมตะรู้ว่าพวกเรามิได้มาเพื่อเป็นตัวประกอบให้พวกยอดเขาอื่นๆเหยียบย่ำ!"

            หลิวซินเยว่ยกรอบแก้วชาขึ้นจิบเบาๆน้ำเสียงของนางอ่อนโยนทว่าแฝงความเด็ดเดี่ยว "จ้าวจื่อเหริน อี้หลงและพวกศิษย์ยอดเขากระบี่สวรรค์ หรือแม้แต่ยอดเขาอื่นๆคงจะมองข้ามยอดเขาอมตะเทวะของพวกเราไปแล้ว แต่ว่าพรุ่งนี้... ในสนามกักขังปราณพวกมันจะได้รู้ว่า การโดนกดลมปราณจนแทบหายใจไม่ออก มันทรมานเพียงใดและจิตกระบี่ที่แท้จริงมิใช่สิ่งที่จะสร้างได้ด้วยยาวิเศษ!"

            "พูดได้ดีมากสหายหลิว!"ฉิวฟงหัวเราะชอบใจ "ข้าอยากเห็นหน้าเจ้าจ้าวจื่อเหรินตอนที่ขามันสั่นพั่บๆสู้แรงกดดันไม่อยู่จริงๆ คงเป็นภาพที่น่าชมไม่น้อย!"

            ฉิวฟงหันไปมอง ศิษย์พี่ใหญ่ฉางเยี่ยน และพวกศิษย์พี่เดิมที่มาอยู่ก่อนแล้วอีกแปดคนที่นั่งอมยิ้มฟังอยู่นานเขาจึงถือโอกาสเอ่ยถามความในใจที่สงสัยมาตลอดครึ่งเดือน

            "ศิษย์พี่ฉางเยี่ยน...พวกข้าถามจริงๆ เถิด" ฉิวฟงยื่นหน้าเข้าไปใกล้กองไฟ นัยน์ตาทอประกายสงสัย"เหตุใดพวกท่านทั้งสิบคนถึงเลือกมาอยู่ที่ยอดเขาอมตะเทวะแห่งนี้? ในเมื่อยอดเขานี้ทั้งทรุดโทรม ไม่มีเงินสนับสนุน ยาดีๆ ก็ไม่มีแถมวันๆอาจารย์เฒ่ายังเอาแต่นอนกระดกสุราและบังคับให้พวกเราทำแรงงานทาสแบกถังทรายกดปราณเช่นนี้?"

            คำถามของฉิวฟงผสมกลิ่นอายจิกกัดคนบางคนทำให้ศิษย์พี่ทั้งสิบคนหัวเราะออกมาเบาๆศิษย์พี่ใหญ่ฉางเยี่ยนยิ้มอย่างอ่อนโยน เขาวางแก้วชาลงบนศิลาข้างกายถอนหายใจยาวก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก

            "ฉิวฟง...ตอนที่พวกข้าทั้งสิบคนเข้าสำนักมาเมื่อหลายปีก่อนพวกข้าก็เคยมีแววตาแห่งความทะเยอทะยานและความมุ่งมั่นไม่ต่างจากพวกเจ้าในวันนี้หรอก"ฉางเยี่ยนกล่าวพลางมองไปยังยอดเขากระบี่สวรรค์ที่ส่องแสงดั่งเพชรในความมืด"ยามนั้น ยอดเขากระบี่สวรรค์และยอดเขาอื่นๆ ต่างประเคนยาวิเศษ วิชาต่างๆและสัญญาถึงความรุ่งโรจน์ให้พวกข้า ทว่า... สิ่งที่พวกนั้นต้องการ มิใช่ 'กระบี่ในใจ' ของพวกข้า แต่เป็นเพียง 'หมาก' ที่นำไปเสริมบารมีให้ผู้อาวุโสพวกนั้น"

            ฉางเยี่ยนเว้นจังหวะพลางหันไปมองอาจารย์เฒ่าที่นั่งหลับตาพิงเสาลูกกรงศาลา"วันที่พวกข้าท้อแท้และเกือบเสียผู้เสียคนเพราะถูกพวกผู้อาวุโสกดดันก็มีเพียงอาจารย์เฒ่านี่แหละ... ที่เดินถือไหสุราเน่าๆ เดินไปลากพวกข้ามาจากตีนเขาท่านสั่งให้พวกข้าแบกถังทราย รดน้ำหญ้าแห้ง และแช่น้ำยาสมุนไพรเน่าพวกข้าเคยเคืองท่านเหมือนที่พวกเจ้าเคยเคืองนั่นแหละ!"

            "แล้วเหตุใดศิษย์พี่ถึงยังอยู่ล่ะครับ?" เฉินฟงเอ่ยแทรกด้วยความอยากรู้

            "เพราะเมื่อเวลาผ่านไป...พวกข้าถึงได้รู้ว่า ยอดเขาอมตะเทวะแห่งนี้มิใช่ยอดเขากระจอกอย่างที่คนภายนอกหัวเราะเยาะ" ฉางเยี่ยนยิ้มมุมปากนัยน์ตาทอประกายแหลมคม"พวกเจ้าเห็นแผ่นศิลาโบราณรอยกระบี่ใต้ดงหญ้าแห้งนั่นใช่ไหม? ในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อน ยอดเขาอมตะเทวะคือ 'แกนกลางที่แท้จริง' ของสำนักกระบี่อมตะ!ยอดเขาอื่นเน้นการสร้างปราณภายนอกด้วยยาวิเศษ แต่ยอดเขาของเราเน้น 'การเคี่ยวกรำปราณฐานและการสร้างจิตกระบี่อมตะ' ซึ่งเป็นการฝึกที่ทรมานร่างกายและจิตใจที่สุดจนคนรุ่นหลังทนความยากลำบากไม่ไหว ยอดเขานี้ถึงได้ร้างราและตกต่ำลงในที่สุดดั่งปัจจุบันที่พวกเจ้าเห็นนั่นแหละแต่เมื่อมีศิษย์น้องที่เป็นอัจฉริยะอย่างพวกเจ้าแล้วยอดเขาแห่งนี้จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ศิษย์พี่เชื่อในตัวพวกเจ้า"

            ฉางเยี่ยนมองสบตาศิษย์ใหม่ทั้งสี่คน"อาจารย์เฒ่าไม่ได้บีบบังคับให้พวกเราอยู่ แต่ท่านสอนให้พวกเรารู้ว่า 'กระบี่ที่พึ่งพายาวิเศษ เมื่อยาหมด พลังก็ดับ...แต่จิตกระบี่ที่หล่อเลี้ยงด้วยหยาดเหงื่อและบาดแผล จะไม่มีวันถูกทำลายและจะมีพลังมากกว่าเดิม!' พวกข้าทั้งสิบคนเลือกอยู่ที่นี่ เพราะพวกข้าตระหนักได้ว่าที่นี่คือสถานที่เดียวในยุทธภพที่สอนให้พวกเราเป็น 'จอมกระบี่ที่แท้จริง' มิใช่แค่สัตว์เลี้ยงในกรงทองของผู้อาวุโสพวกนั้น!"

            คำพูดต่อมาของฉางเยี่ยนที่ทำให้น้ำเสียงในวงสนทนาเงียบลงชั่วขณะทั้งฉิวฟง,ชิงหยาง, หลิวซินเยว่ และเฉินฟงรวมถึงศิษย์พี่อีกเก้าคนต่างรู้สึกได้ถึงแรงสะเทือนในจิตวิญญาณ

    “แต่ด้วยพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์หรือแม้แต่จิตกระบี่ของพวกข้ายังเข้าใจได้ตื้นเขินนักศิษย์รุ่นพี่ทั้งสิบคนนั้นมีเพียงข้าคนเดียวที่ได้เป็นศิษย์หยาดเซียนขั้นกลางส่วนอีกเก้าคนยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นมาหลายปีแล้ว ดังนั้นการประลองเลื่อนสถานะศิษย์ในครั้งนี้ พวกเขาจึงตั้งใจจะทุ่มเททั้งร่างกายจิตใจ และจิตวิญญาณอย่างเต็มกำลังพร้อมไปกับพวกเจ้าที่เป็นศิษย์ใหม่ ข้าหวังว่าพวกเจ้าทั้งสิบสามคนจะคอยช่วยเหลือและสนับสนุนกันนะถือว่าข้าในนามศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้าขอฝากยอดเขาอมตะเทวะไว้กับพวกเจ้าทั้งสิบสามคนด้วย”

            ขณะนั้นเองเสียงก้าวเท้าแผ่วเบาแต่ทรงพลังของอาจารย์เฒ่าก็ดังขึ้นชายแก่ในชุดเปื่อยรุ่ยถือไหสุราก้าวเข้ามาหยุดยืนข้างกองไฟ มองดูเด็กหนุ่มสาวที่เป็นศิษย์ใหม่และศิษย์เดิมทั้งสิบสามคนด้วยสายตาที่ทอประกายอบอุ่นและภาคภูมิใจอย่างที่ไม่เคยแสดงออกมาก่อน

            "อาจารย์!"ทั้งสิบสามคนลุกขึ้นประสานมือเคารพอย่างพร้อมเพรียง

            อาจารย์เฒ่าโบกมือให้พวกเขานั่งลงตามเดิมก่อนจะกระดกสุราเข้าปากหนึ่งคำใหญ่แล้วเอ่ยขึ้นเรียบๆ"ข้าไม่มีสิ่งใดจะสั่งเสียพวกเจ้ามากนัก... ที่ยอดเขาอมตะเทวะแห่งนี้ไม่เคยเน้นย้ำเรื่องชัยชนะ หรือเกียรติยศที่จอมปลอมนอกกาย"

            เขามองสบตาศิษย์ทีละคนนัยน์ตาลึกล้ำดั่งมหาสมุทร"สิ่งที่ข้าและศิษย์พี่ของพวกเจ้าเคี่ยวกรำพวกเจ้ามาตลอดไม่ใช่เพื่อให้พวกเจ้าไปเอาชนะคนอื่นในสนามประลอง... แต่เพื่อให้พวกเจ้า 'มีจิตกระบี่และรากฐานที่ทรหดพอจะเอาชนะตนเอง' ในยามที่ตกอยู่ในสภาวะสิ้นหวังต่างหาก"

            อาจารย์เฒ่าวางไหสุราลงบนแผ่นศิลาแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ศึกประลองพรุ่งนี้ มีศิษย์หนึ่งร้อยคนคัดเหลือเพียงสามสิบคน... จงจำไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสนามกักขังปราณหรือบนลานประลองกระบี่ไม้ไผ่ จงอย่าได้สูญเสียความเชื่อมั่นในจิตวิญญาณกระบี่ของพวกเจ้าไป"

            "พวกเราจะจำคำสอนของท่านอาจารย์ไว้ในจิตวิญญาณ!"ศิษย์ทั้งสิบสามคนขานรับเสียงหนักแน่นดั่งคำสัตย์ปฏิญาณ

            “ดี!อาจารย์เฒ่ายิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย ดื่มชาเสร็จก็รีบไปนอนพักผ่อนซะ พรุ่งนี้ยามเหม่า...จงไปประกาศชื่อของ 'ยอดเขาอมตะเทวะ' ให้สะเทือนไปทั่วทั้งสำนักกระบี่อมตะ”

            ยามเช้าตรู่ของวันถัดมา...แสงอรุณแรกของวันประลองเริ่มจับท้องฟ้าเป็นสีฟ้าอมทองตระการตา!

            เสียงฆ้องโบราณของสำนักกระบี่อมตะดังขึ้นเก้าครั้งประสานกัน—ก้องงงงง!ก้องงงงง! เสียงฆ้องสะท้อนกังวานไปทั่วทุกหุบเขาและยอดเขาทั้งหกปัดเป่าความเงียบสงบในเช้าวันใหม่จนหมดสิ้น

            ศิษย์ใหม่ทั้งหนึ่งร้อยคนจากทั้งหกยอดเขาต่างหลั่งไหลมุ่งหน้าไปยัง "ลานประลองกลางแห่งสำนักกระบี่อมตะ" ซึ่งเป็นลานหินหยกกว้างใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยอัฒจันทร์หินโบราณสำหรับเจ้ายอดเขาและศิษย์รุ่นพี่

            เยี่ยหลิวเฟิงจ้าวจื่อเหริน และอี้หลง รวมถึงศิษย์คนอื่นๆที่อยู่ในขั้นเริ่มต้นเดินนำหน้าศิษย์ยอดเขากระบี่สวรรค์เข้ามาด้วยชุดศิษย์หรูหราปักดิ้นเงินดิ้นทองแผ่ลมปราณบริสุทธิ์ทอประกายเจิดจ้าสายตาของจ้าวจื่อเหรินเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและก้าวร้าวขณะที่ปิงเจาจากยอดเขาพิโรธทรราชเดินก้าวเข้ามาด้วยแววตาแข็งแกร่งดั่งหินผากายาเปี่ยมไปด้วยพลังแรงกล้า

            และที่ท้ายลานประลอง...ร่างของศิษย์สิบสามคนในชุดสีเทาเรียบง่ายแห่งยอดเขาอมตะเทวะ—ฉิวฟง, ชิงหยาง, หลิวซินเยว่, เฉินฟง, ศิษย์พี่ใหญ่ฉางเยี่ยนพร้อมด้วยศิษย์พี่เดิมอีกเก้าคน—ก็ได้ก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบสงบและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

            ไม่มีชุดหรูหราไม่มีการปักดิ้นทอง ไม่มีออร่ายาวิเศษภายนอกตระการตา มีเพียง จิตกระบี่อันคมกริบ ความสอดประสาน และแววตาอันแน่วแน่ ที่ถูกเคี่ยวกรำมาอย่างสมบูรณ์แบบ!

                                       ศึกประลองเลื่อนสถานะศิษย์ชั้นกลาง...พร้อมเปิดฉากขึ้นแล้ว!!!

    คล้ายกับเรื่องจอมกระบี่เหนือยุทธ์ ที่คุณอ่าน