ลิขิตเลือด พันธการหลานสาว

    EP. 37: สมรภูมิในปราสาท

    คำถามของอิซาเบลล่าลอยค้างอยู่ในอากาศที่เย็นเยียบ มันเหมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในทะเลสาบอันเงียบสงบ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นที่มองไม่เห็นแต่ทรงพลัง สั่นสะเทือนความมั่นคงของทุกคนที่ได้ยิน แสงแรกของรุ่งอรุณที่เพิ่งส่องผ่านหน้าต่างเมื่อไม่นานมานี้ ดูเหมือนจะสลัวลงไปอย่างรวดเร็ว เมื่อบรรยากาศในห้องเปลี่ยนจากความอบอุ่นแห่งรักใคร่ กลายเป็นสนามรบที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด

     

    "เจ้าหมายความว่ายังไง?" คาอินเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบ เขาหันขวับกลับมาจ้องอิซาเบลล่าด้วยสายตาที่ลุกโชนราวกับเปลวเพลิงในนรก พลังเวทสีดำแดงเริ่มแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาราวกับหมอกควันแห่งความพิโรธ "อย่าคิดแม้แต่จะคิด...อิซาเบลล่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ"

     

    เซบาสเตียนที่ยังคงยืนอยู่หน้าประตูถึงกับถอยหลังไปสองสามก้าว เมื่อรู้สึกถึงพลังเวทที่ร้ายกาจแผ่กระจายออกมาจากนายท่านของเขา อากาศในห้องเริ่มหนาวเย็นลงอย่างผิดปกติ เฟอร์นิเจอร์ไม้หลายชิ้นเริ่มมีเสียงแตกเป็นเสียงเล็กๆ เมื่อความเย็นจัดเริ่มแทรกซึมเข้าไป

     

    "ข้าไม่ได้เล่น" อิซาเบลล่ายิ้มรับอย่างไม่เกรงกลัว นางลุกขึ้นจากเตียงอย่างช้าๆ เผยให้เห็นเรือนร่างอันสมบูรณ์แบบที่ประดับประดาไปด้วยร่องรอยแห่งความรักจากเมื่อคืน ผิวหนังขาวเนียนของนางยังคงเปล่งประกายเหมือนไข่มุก แม้จะเพิ่งผ่านคืนที่เข้มข้นมา นางเดินเยื้องย่างอย่างสง่างามราวกับนางพญาแมวป่าเข้าไปหาคาอิน ทุกย่างก้าวของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจและความเย้ายวน "ข้าจริงจังกว่าครั้งไหนๆ ในชีวิตเสียอีก ในสาส์นไม่ได้ระบุเพศของผู้ประลอง...นั่นหมายความว่าข้าก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นตัวแทนของเผ่าพันธุ์แวมไพร์ได้เหมือนกัน"

     

    คาอินจ้องมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อและความโกรธ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาบิดเบี้ยวไปด้วยอารมณ์ที่รุนแรง เขาไม่เคยคิดเลยว่าอิซาเบลล่าจะกล้าเสนอสิ่งแบบนี้ออกมา โดยเฉพาะหลังจากคืนที่พวกเขาเพิ่งได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

     

    "ไม่มีทาง!" คาอินคำรามเสียงต่ำ เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วห้อง ทำให้แก้วน้ำบนโต๊ะข้างเตียงสั่นเครือ "ข้าคือผู้ปกครองปราสาทแห่งนี้ ข้าคือผู้นำของตระกูล และข้าคือ 'ลุง' ของเอลาร่า ข้าคือคนเดียวที่มีสิทธิ์ที่จะสู้เพื่อเกียรติและชีวิตของนาง!"

     

    เขาก้าวเข้าไปใกล้อิซาเบลล่า ร่างสูงใหญ่ของเขาดูน่าเกรงขามยิ่งกว่าปกติ เมื่อความโกรธทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนตึงเครียด ดวงตาสีแดงฉานของเขาเปล่งแสงราวกับถ่านไฟที่ร้อนแรง "เจ้าไม่เข้าใจหรือว่าการประลองครั้งนี้หมายถึงอะไร? นี่ไม่ใช่การต่อสู้ธรรมดา นี่คือการเดิมพันด้วยชีวิต! ถ้าแพ้...เอลาร่าจะต้องไปกับพวกเอลฟ์ และเราจะไม่มีวันได้เห็นหน้านางอีก!"

     

    "โอ้...ช่างเป็นคำพูดที่สูงส่งและน่าประทับใจเสียจริง" อิซาเบลล่าปรบมือเบาๆ อย่างเย้ยหยัน เสียงปรบมือที่ดังขึ้นในความเงียบทำให้บรรยากาศตึงเครียดยิ่งขึ้น "แต่ท่านลืมอะไรไปอย่างหนึ่งหรือเปล่า...คาอิน? ท่านไม่ใช่คนเดียวที่ 'เป็นเจ้าของ' เอลาร่าอีกต่อไปแล้วนะ"

     

    คำพูดนั้นแทงใจดำคาอินอย่างจัง เขากำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปนขึ้นมาอย่างชัดเจน ความจริงที่อิซาเบลล่าพูดออกมานั้นเจ็บปวดยิ่งกว่าใบมีดที่แทงเข้าไปในหัวใจ เพราะมันคือความจริงที่เขาไม่อยากจะยอมรับ

     

    "เมื่อคืนนี้...เราทั้งสามได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน" อิซาเบลล่าพูดต่อพลางใช้นิ้วเรียวยาวของนางลูบไล้ไปตามแผงอกของคาอินอย่างยั่วยวน การสัมผัสของนางทำให้คาอินสั่นเครือ แต่เขาก็ไม่ได้ผลักมือนางออก "นั่นหมายความว่า...เอลาร่าเป็นของข้า...มากเท่าๆ กับที่เป็นของท่าน และข้า...ก็มีสิทธิ์ที่จะปกป้อง 'สมบัติ' ของข้าเช่นกัน"

     

    นางเอนตัวเข้าไปใกล้เขามากขึ้น จนลมหายใจอุ่นๆ ของนางเป่ารดใบหน้าของเขา "ท่านคิดว่าข้าเป็นแค่ผู้หญิงอ่อนแอที่ต้องการการปกป้องหรือ? ท่านลืมไปแล้วหรือว่าข้าคือใคร? ข้าคือลูกครึ่งระหว่างแวมไพร์และซัคคิวบัส ข้ามีพลังที่ท่านไม่มี ข้ามีความสามารถที่อาจจะเป็นกุญแจสำคัญในการชนะการประลองครั้งนี้"

     

    "นี่มันไม่ใช่เรื่องของการปกป้อง!" คาอินปัดมือนางออกอย่างแรง แรงจนนางเซถอยหลังไปสองสามก้าว "นี่คือการต่อสู้กับเลโกลัส! นักรบที่เก่งกาจที่สุดของพวกเอลฟ์! เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เจ้าจะรับมือได้!"

     

    คาอินเดินไปมาในห้องด้วยความกระวนกระวาย มือของเขาไปจับผมสีดำยาวของตัวเองอย่างหงุดหงิด "เจ้าไม่เข้าใจ! เลโกลัสไม่ใช่เอลฟ์ธรรมดา เขาเป็นองค์ชายแห่งราชวงศ์ เขาได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก เขามีประสบการณ์การต่อสู้มากว่าเจ้าหลายร้อยปี! เขาเคยสังหารแวมไพร์มาแล้วนับสิบนับร้อย!"

     

    "ท่านดูถูกข้าเกินไปแล้ว" แววตาของอิซาเบลล่าเปลี่ยนเป็นเย็นชา ความเย้ายวนในสายตาของนางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความเย็นเฉียบที่ทำให้อุณหภูมิในห้องลดลงอีกหลายองศา "อย่าลืมสิว่าข้าคือใคร ข้าคือลูกครึ่งแวมไพร์-ซัคคิวบัส ข้ามีพลังที่ท่านไม่มี ข้ามีความสามารถในการล่อลวงและควบคุมจิตใจที่เหนือกว่าเอลฟ์หน้าสวยนั่นร้อยเท่าพันเท่า ข้าสามารถทำให้เขาคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาจากข้าได้โดยไม่ต้องเปลืองแรงแม้แต่น้อย"

     

    นางยกมือขึ้นมา พลังเวทสีม่วงอำพันเริ่มเต้นระบำรอบๆ ปลายนิ้วของนาง "ข้าสามารถเข้าไปในจิตใจของเขา ทำให้เขาเห็นภาพลวงตา ทำให้เขาหลงใหลในความงามของข้า จนเขาลืมไปว่าเขามาที่นี่เพื่ออะไร ข้าจะทำให้เขาตกหลุมรักข้า แล้วใช้ความรักนั้นเป็นอาวุธทำลายเขา"

     

    "แล้วถ้ามันไม่ได้ผลล่ะ!" คาอินตวาด เขาหยุดเดินแล้วหันมาจ้องหน้านางตรงๆ "ถ้าเขาไม่ตกหลุมพรางของเจ้าล่ะ! เจ้าจะทำยังไง? การประลองครั้งนี้ี้เดิมพันด้วยชีวิตของเอลาร่า! ข้าไม่ยอมให้มันมีความผิดพลาดเกิดขึ้นเด็ดขาด!"

     

    เขาเดินเข้าไปใกล้อิซาเบลล่ามากขึ้น ดวงตาสีแดงฉานของเขาเต็มไปด้วยความกลัวที่ซ่อนอยู่ใต้ความโกรธ "เจ้าไม่เข้าใจหรือ? ถ้าเราแพ้...เอลาร่าจะต้องไปกับเลโกลัส เธอจะต้องแต่งงานกับเขา เธอจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในป่าลึกของพวกเอลฟ์ ไกลจากเราตลอดไป! ข้าจะไม่มีวันได้เห็นหน้าเธออีก ไม่มีวันได้สัมผัสเธออีก ไม่มีวันได้อยู่ใกล้เธออีก!"

     

    เสียงของเขาแตกเป็นเสียงแหบพร่า ความเจ็บปวดในใจทำให้เขาแทบจะหายใจไม่ออก "เจ้าคิดว่าข้าจะยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นได้หรือ? เจ้าคิดว่าข้าจะยอมเสี่ยงกับชีวิตของคนที่ข้ารักที่สุดในโลกใบนี้ได้หรือ?"

     

    "ท่านต่างหากที่กำลังจะทำพลาด!" อิซาเบลล่าสวนกลับทันควัน เสียงของนางดังขึ้นจนก้องกังวานไปทั่วห้อง "ท่านกำลังจะเดินเข้าไปในสนามประลองด้วยความโกรธและความหึงหวง ท่านจะใช้แต่กำลังและความเดือดดาล ซึ่งนั่นคือสิ่งที่พวกเอลฟ์ต้องการ!"

     

    นางชี้นิ้วไปที่เขาอย่างกล่าวหา "พวกมันรู้ว่าท่านเป็นคนเลือดร้อนและควบคุมอารมณ์ไม่เก่ง พวกมันจงใจยั่วโมโหท่านเพื่อที่จะหาช่องโหว่และเอาชนะท่านได้ง่ายๆ! แต่ข้า...ข้าจะใช้สมอง...ข้าจะใช้เล่ห์เหลี่ยม...ข้าจะทำให้เขาพ่ายแพ้ทั้งร่างกายและจิตใจ!"

     

    นางเดินเข้าไปใกล้เขาอีกครั้ง แววตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "ท่านคิดว่าการต่อสู้ด้วยดาบและกำลังเป็นทางเดียวที่จะชนะหรือ? ท่านผิดแล้ว! ข้ามีอาวุธที่ทรงพลังกว่านั้น ข้ามีความสามารถที่จะทำลายศัตรูจากภายใน ทำให้เขาแพ้โดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น"

     

    การโต้เถียงของทั้งสองรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เสียงตะโกนและคำด่าทอดังก้องไปทั่วปราสาท เซบาสเตียนที่ยืนอยู่หน้าประตูถึงกับต้องปิดหูด้วยมือทั้งสองข้าง ไม่อยากจะได้ยินการทะเลาะวิวาทของนายท่านและนางท่าน

     

    พลังเวทของทั้งคู่เริ่มปะทะกัน พลังสีดำแดงของคาอินและพลังสีม่วงอำพันของอิซาเบลล่าเกิดประกายไฟฟ้าเมื่อสัมผัสกัน ทำให้อากาศในห้องร้อนผ่าวและหนาวเย็นสลับกันไป เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นเริ่มแตกร้าว กระจกหน้าต่างสั่นเครือจนเกือบจะแตก

     

    จนเอลาร่าที่นั่งฟังอยู่บนเตียงทนไม่ไหวอีกต่อไป

     

    "พอได้แล้ว! หยุดเดี๋ยวนี้!"

     

    เสียงของเธอที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ทั้งคาอินและอิซาเบลล่าชะงักและหันมามองเธอเป็นตาเดียว พลังเวทของทั้งคู่หยุดปะทะกันในทันที บรรยากาศในห้องเงียบสนิทราวกับสุสาน

     

    เอลาร่าลุกขึ้นจากเตียงอย่างช้าๆ ผ้าห่มที่คลุมกายเธออยู่ร่วงหล่นลงไปกองกับพื้น เผยให้เห็นร่างกายที่บอบช้ำแต่ก็งดงามในเวลาเดียวกัน รอยจูบและรอยขีดข่วนจากเมื่อคืนยังคงปรากฏอยู่บนผิวหนังขาวเนียนของเธอ เป็นเครื่องหมายแห่งความรักที่เพิ่งเกิดขึ้น

     

    เธอยืนเผชิญหน้ากับสองอมนุษย์ที่ทรงพลังที่สุดที่เธอเคยรู้จักด้วยแววตาที่แน่วแน่และเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ร่างกายของเธอจะเล็กและอ่อนแอเมื่อเทียบกับพวกเขา แต่ในขณะนี้ เธอดูเหมือนจะเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดในห้อง

     

    "พวกท่านทั้งสอง...กำลังทำเหมือนกับว่าหนูเป็นแค่ตุ๊กตา...เป็นแค่ถ้วยรางวัลที่จะต้องแย่งชิงกันไปมา" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่ก็เต็มไปด้วยความหนักแน่น น้ำตาเริ่มคลอเบ้าตาของเธอ แต่เธอก็ไม่ยอมให้มันไหลลงมา "แต่หนูไม่ใช่! หนูมีชีวิต! หนูมีความรู้สึก! และหนู...ก็มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจในเรื่องของตัวเอง!"

     

    เสียงของเธอเริ่มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ความโกรธที่สะสมมานานเริ่มปะทุออกมา "หนูเหนื่อยแล้วที่จะต้องเป็นแค่คนที่ถูกปกป้อง หนูเหนื่อยแล้วที่จะต้องเป็นแค่คนที่ถูกตัดสินใจแทน หนูเหนื่อยแล้วที่จะต้องนั่งฟังคนอื่นวางแผนชีวิตของหนูโดยที่หนูไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแสดงความเห็น!"

     

    "เอลาร่า...นี่ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องนี้" คาอินพยายามจะพูดแทรก เสียงของเขาอ่อนลงมาก เมื่อเห็นน้ำตาที่เริ่มไหลลงมาตามแก้มของเธอ

     

    "ไม่! นี่แหละคือเวลาที่ต้องพูด!" เอลาร่าสวนกลับ เธอเช็ดน้ำตาด้วยหลังมือแล้วยืนตัวตรงขึ้น "พวกท่านทะเลาะกันว่าจะส่งใครไปสู้...แต่ไม่มีใครถามความเห็นของหนูเลยสักคำ! นี่มันชีวิตของหนูนะ! อนาคตของหนู! ทำไมหนูถึงไม่มีสิทธิ์เลือกคนที่หนูอยากให้ไปสู้เพื่อหนูล่ะ?"

     

    เธอเดินไปหาหน้าต่าง มองออกไปยังท้องฟ้าที่เริ่มสว่างขึ้น "หนูรู้ว่าพวกท่านรักหนู หนูรู้ว่าพวกท่านอยากจะปกป้องหนู แต่การปกป้องที่แท้จริงไม่ใช่การตัดสินใจแทนหนู...แต่คือการให้หนูมีสิทธิ์ตัดสินใจเอง"

     

    คำพูดของเอลาร่าทำให้ทั้งคาอินและอิซาเบลล่าเงียบไปอีกครั้ง พวกเขามองหน้ากันและตระหนักได้ถึงความจริงที่น่าเจ็บปวด...พวกเขาเอาแต่คิดถึงตัวเอง...คิดถึงศักดิ์ศรีและความต้องการของตัวเอง...จนลืมไปว่าคนที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้คือใคร

     

    อิซาเบลล่าเป็นคนแรกที่ก้าวเข้าไปหาเอลาร่า นางคุกเข่าลงข้างๆ เธอแล้วจับมือเล็กๆ ของเธอไว้ "ข้า...ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของเจ้า ข้าแค่...ข้าแค่กลัวว่าจะสูญเสียเจ้าไป"

     

    คาอินก็เดินตามมา เขานั่งลงข้างๆ เอลาร่าอีกด้านหนึ่ง "ข้าก็เหมือนกัน...ข้าขอโทษ เอลาร่า ข้าไม่ควรจะตัดสินใจแทนเจ้า"

     

    เอลาร่าหันมามองทั้งคู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักแต่ก็มั่นคง "หนูไม่ได้โกรธพวกท่าน หนูเข้าใจว่าพวกท่านทำเพราะรักหนู แต่หนูต้องการให้พวกท่านเข้าใจด้วยว่า...หนูไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว หนูเป็นผู้หญิงที่สามารถตัดสินใจได้เอง"

     

    "ถ้าอย่างนั้น...เจ้าต้องการอะไร?" อิซาเบลล่าถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

     

    เอลาร่าสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตอบ "หนูต้องการให้พวกท่าน...พิสูจน์ตัวเอง" เธอมองสลับระหว่างคาอินและอิซาเบลล่า "หนูต้องการให้พวกท่านแสดงให้หนูเห็นว่า...ใครคือคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นตัวแทนของหนู...ไม่ใช่ด้วยคำพูด...แต่ด้วยการกระทำ"

     

    "เจ้าจะให้เราทำอะไร?" คาอินถาม ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย

     

    เอลาร่ายืนขึ้น เดินไปกลางห้อง แล้วหันมามองทั้งคู่ด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยว "ประลองกัน" เธอพูดคำนั้นออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ "พวกท่านสองคน...ประลองกันที่นี่...เดี๋ยวนี้ ผู้ชนะ...จะได้เป็นคนไปสู้กับเลโกลัส"

     

    ข้อเสนอของเอลาร่าทำให้บรรยากาศในห้องตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม เซบาสเตียนที่ยืนตัวลีบอยู่หน้าประตูถึงกับกลืนน้ำลายดังเอื๊อก การประลองระหว่างคาอินและอิซาเบลล่า...มันไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้พายุเฮอริเคนสองลูกปะทะกันในห้องนั่งเล่น...ปราสาทหลังนี้อาจจะพังพินาศลงในพริบตา

     

    คาอินจ้องมองเอลาร่าด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ "เจ้า...จริงจังเหรอ?"

     

    "จริงจังที่สุดค่ะ" เอลาร่าตอบอย่างหนักแน่น เธอเดินไปหยิบเสื้อคลุมจากเก้าอี้แล้วคลุมตัวเอง "หนูเบื่อแล้วที่จะต้องเป็นฝ่ายถูกปกป้อง...เบื่อแล้วที่จะต้องเป็นฝ่ายรอคอย...ครั้งนี้...หนูขอเป็นคนคุมเกมเอง และเกมแรกของหนู...ก็คือการตัดสินว่าใครในสองคนนี้...คือคนที่แข็งแกร่งและคู่ควรที่สุด"

     

    อิซาเบลล่ายิ้มกว้างออกมาทันที ความตื่นเต้นเริ่มเปล่งออกมาจากดวงตาสีอำพันของนาง "ข้าชอบความคิดนี้! ยอดเยี่ยมไปเลยที่รัก! นี่สิถึงจะสมกับเป็นผู้หญิงของพวกเรา!"

     

    นางลุกขึ้นแล้วเดินไปหาตู้เสื้อผ้า เริ่มหยิบชุดออกมาใส่ "ข้ารอวันนี้มานานแล้ว...วันที่ข้าจะได้พิสูจน์ว่าข้าไม่ได้อ่อนแอกว่าใครเลย"

     

    นางหันไปหาคาอินแล้วเลิกคิ้วอย่างท้าทาย "ว่ายังไงล่ะ...คาอิน? กล้ารับคำท้าของ 'เจ้านาย' ของเรารึเปล่า? หรือว่าท่านกลัว...ว่าจะต้องพ่ายแพ้ให้กับผู้หญิงอย่างข้าต่อหน้าต่อตาเอลาร่า?"

     

    คำพูดนั้นคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ความอดทนของคาอินขาดสะบั้น ศักดิ์ศรีของเขาในฐานะผู้ชายและผู้นำตระกูลถูกท้าทาย เขาไม่สามารถปฏิเสธได้

     

    "ดี!" เขาคำรามลั่น เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วปราสาท "ในเมื่อพวกเจ้าต้องการแบบนี้...ก็ได้! ข้าจะแสดงให้พวกเจ้าเห็นเอง...ว่าใครคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในปราสาทแห่งนี้!"

     

    เขาเดินไปหาตู้เสื้อผ้าของตัวเอง เริ่มหยิบชุดดำที่เขาใช้ในการต่อสู้ออกมา "แต่ข้าเตือนไว้ก่อนนะ...อิซาเบลล่า...การประลองครั้งนี้จะไม่เหมือนการเล่นๆ ที่เราเคยทำกันมา ข้าจะใช้พลังเต็มที่ และข้าจะไม่ออมมือให้เจ้าแม้แต่น้อย"

     

    "ดีเลย...เพราะข้าก็เหมือนกัน" อิซาเบลล่ายิ้มรับอย่างไม่สะทกสะท้าน นางใส่ชุดหนังสีดำที่รัดรูปแล้วหันมามองเขา "ข้าจะใช้ทุกความสามารถที่มี...ทุกพลัง...ทุกเล่ห์เหลี่ยม...เพื่อที่จะชนะท่าน"

     

    เขาหันไปสั่งเซบาสเตียนที่ยังคงยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตู "ไปเตรียมลานประลองใต้ดิน! เดี๋ยวนี้!"

     

    "ขะ...ขอรับนายท่าน!" เซบาสเตียนรับคำอย่างลนลานแล้วรีบวิ่งหายไปทันที เขาดีใจที่ได้หนีออกจากบรรยากาศที่ตึงเครียดนั้น

     

    คาอินหันกลับมาจ้องหน้าอิซาเบลล่าด้วยสายตาที่พร้อมจะฉีกร่างของนางออกเป็นชิ้นๆ "ข้าจะให้เวลาเจ้าเตรียมตัวสิบนาที...แล้วไปเจอกันที่ลานประลอง...และข้าขอเตือนไว้ก่อนนะ...อิซาเบลล่า...ข้าจะไม่ออมมือให้เจ้าแม้แต่น้อย"

     

    "ดีเลย...เพราะข้าก็เหมือนกัน" อิซาเบลล่ายิ้มรับอย่างไม่สะทกสะท้าน

     

    ทั้งสองจ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร ประกายไฟแห่งการแข่งขันเริ่มลุกโชนในดวงตาของทั้งคู่ ก่อนที่คาอินจะเป็นฝ่ายเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้อิซาเบลล่าและเอลาร่ายืนอยู่ในห้องกันตามลำพัง

     

    เมื่อคาอินไปแล้ว อิซาเบลล่าก็หันกลับมาหาเอลาร่าแล้วดึงเด็กสาวเข้าไปกอดแน่น "เจ้าสุดยอดไปเลยที่รัก! กล้าหาญและเด็ดเดี่ยวที่สุด! ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเจ้าจะกล้าทำอะไรแบบนี้"

     

    "หนู...หนูแค่ไม่อยากให้พวกท่านต้องทะเลาะกัน" เอลาร่าตอบเสียงอ่อย แต่ในใจเธอกลับรู้สึกถึงความมั่นใจที่ไม่เคยมีมาก่อน

     

    "ไม่ต้องห่วงหรอกน่า" อิซาเบลล่าลูบหัวเธอเบาๆ "นี่ไม่ใช่การทะเลาะ...แต่มันคือการพิสูจน์ความรักต่างหาก...และข้า...ก็จะทำให้ท่านลุงจอมหยิ่งของเจ้าได้เห็นเอง...ว่าใครกันแน่ที่รักและพร้อมจะทำเพื่อเจ้าได้มากกว่ากัน"

     

    นางผละออกจากอ้อมกอดแล้วเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ "เอาล่ะ...ข้าต้องไปเตรียมตัวแล้ว...การต่อสู้ครั้งนี้...ข้าจะต้องชนะให้ได้"

     

    นางเปิดตู้เสื้อผ้าออกแล้วหยิบชุดหนังรัดรูปสีดำสนิทออกมา มันเป็นชุดที่ดูทะมัดทะแมงและเซ็กซี่ในเวลาเดียวกัน ออกแบบมาเพื่อการต่อสู้โดยเฉพาะ

     

    "แล้วเจอกันที่ลานประลองนะ...ที่รัก" อิซาเบลล่าขยิบตาให้เอลาร่าหนึ่งครั้งก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า

     

    เอลาร่ายืนนิ่งอยู่กลางห้องเพียงลำพัง เธอไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เธอทำลงไปนั้นถูกต้องหรือไม่...การยุยงให้คนที่รักกันสองคนต้องมาต่อสู้กันเอง...มันคือสิ่งที่ถูกแล้วหรือ?

     

    แต่เมื่อคิดถึงอนาคตที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย...คิดถึงการประลองกับเลโกลัสที่กำลังจะมาถึง...เธอก็รู้ได้ทันทีว่า...นี่คือหนทางเดียวที่จะทำให้เธอได้คำตอบที่ชัดเจนที่สุด...คำตอบว่าใครคือคนที่เธอจะสามารถฝากชีวิตและหัวใจไว้ได้อย่างแท้จริง

     

    เธอเดินไปหยิบชุดเดรสสีขาวออกมาใส่ เตรียมตัวที่จะไปเป็นผู้ตัดสินในการประลองครั้งสำคัญนี้ ในใจเธอรู้ดีว่า...ไม่ว่าใครจะชนะ...ชีวิตของเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

     

    สงครามชิงนางได้จบลงแล้ว...แต่สมรภูมิรบเพื่อพิสูจน์รักแท้...เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น...และมันก็จะเกิดขึ้น...ในปราสาทของเธอเอง

    คล้ายกับเรื่องลิขิตเลือด พันธการหลานสาว ที่คุณอ่าน