บทที่ 20 ศิษย์อาจารย์ผู้ไม่เอาถ่าน
หลังจากหานซิ่นต้อนรับราชทูตของเฉินซีเสร็จสิ้น ทั่วทั้งร่างก็ดูหงุดหงิดไม่สบายใจ
อีกฝ่ายเข้าเื่อย่างตรงไปตรงมา โดยเรียกหานซิ่นว่าต้าอ๋อง จากนั้นจึงยื่นข้อเสนอเชิญชวนให้หานซิ่นร่วมก่อฏด้วยกัน หากหานซิ่นมีความประสงค์ เฉินซีถึงขั้นจะหาทางพาเขาออกจากเมืองฉางอัน
หานซิ่นใเป็อย่างยิ่ง เื่นี้แสดงให้เห็นว่าเหล่าพี่น้องเก่าของฝ่าานั้น มีหลายคนที่แอบสมคบคิดกับเฉินซีอยู่ลับ ๆ
เพียงแต่ตัวเขาเป็ถึงเทพแห่งาหานซิ่นที่มีชื่อเสียงโด่งดัง จึงดึงดูดให้อีกฝ่ายพยายามดึงตัวไปร่วมทางด้วยเท่านั้น
หานซิ่นไม่ได้ปฏิเสธ แต่สั่งให้องครักษ์เถิงส่งอีกฝ่ายออกจากจวน จากนั้นจึงเริ่มครุ่นคิด
"หากไม่มีศิษย์ทรยศผู้นั้น ข้าคงหวั่นไหวไปแล้ว" หานซิ่นพูดกับตัวเองโดยไม่เกรงใจใคร รอบกายมีเพียงองครักษ์เถิง ผู้ซึ่งเป็คนเงียบขรึมเช่นเดียวกัน
"ท่านโหว ฝ่าาทรงครองแผ่นดินทั่วสารทิศแล้ว การที่เฉินซีก่อฏตอนนี้ ไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรือขอรับ?" องครักษ์เถิงยืนอยู่ด้านหลังหานซิ่น และเอ่ยถามในสิ่งที่ตนไม่เข้าใจ
"ต้าฮั่นแข็งแกร่งเพราะฝ่าา และอ่อนแอลงก็เพราะฝ่าาเช่นกัน"
"วงล้อมป๋ายเติง เหตุใดฉานอวี๋ม่อตุ้นถึงถอนทัพ? คิดว่าเขาเชื่อคำพูดของสตรีจริง ๆ หรือ? นั่นเป็เพราะเขาจัดการฝ่าาไม่ได้ หากถึงเวลาที่สองแคว้นทำากัน ซยงหนูก็คงไม่อยู่สบายเช่นกัน"
หานซิ่นชี้ให้เห็นความจริงของการถอนทัพของฉานอวี๋ม่อตุ้นได้อย่างตรงจุด
"น่าเสียดายที่พระวรกายของฝ่าาเริ่มทรุดโทรมลงกว่าแต่ก่อน หากวันหนึ่งฝ่าาเสด็จสู่์ สำหรับต้าฮั่นแล้ว นั่นจะเป็บททดสอบที่แท้จริง!"
"จูโหวอ๋องภายในแคว้น และโจรซยงหนูทางเหนือ!"
หานซิ่นหยิบพู่กันขึ้นมา แล้วเริ่มเขียนจดหมายถึงใครบางคน
"ท่านโหว ท่านกำลังจะ..."
"หึหึ เื่ที่ฝ่าาทรงจัดการได้ ก็อย่าส่งต่อให้ศิษย์ทรยศผู้นั้นเลย"
หานซิ่นเหลือบมององครักษ์เถิงแล้วยิ้มกล่าวว่า "หากศิษย์ทรยศผู้นั้นยังข่มกลุ่มแม่ทัพนายกองพวกนั้นไม่อยู่ เ้าคิดว่าอ๋องจ้าวที่ไม่มีรากฐานหนุนหลังเลยจะทำได้หรือ?"
องครักษ์เถิงฉีกยิ้ม เขามีความประทับใจต่อรัชทายาทเป็อย่างมาก เพราะมีเพียงตอนที่อยู่กับรัชทายาทเท่านั้น ที่ท่านโหวจะเผยรอยยิ้มที่แท้จริงออกมา
องครักษ์เถิงได้นำจดหมายไปส่งให้กับบุคคลหนึ่งตามคำสั่งของหานซิ่น
ณ ตำหนักเจียวฝาง
หลิวอิ๋งที่เพิ่งยอมรับเซียวเหอเป็บิดาบุญธรรม ในตอนนี้ยังคงรู้สึกหงุดหงิดไม่หาย และตั้งใจจะต่อรองกับฮองเฮาหลวี่
หลังจากฮองเฮาหลวี่ส่งเซียวเหอกลับไปแล้ว จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่ากลับมีเหงื่อเย็นไหลซึม แม้แต่สองมือก็ยังสั่นเทา
"เสด็จแม่ ท่านเป็อะไรไปขอรับ?" หลิวอิ๋งรีบเข้าไปตรวจดูอาการของมารดา
นางกำนัลเห็นดังนั้นจึงรีบไปตามหมอหลวง
"ไม่เป็ไรหรอก เป็โรคเก่าแล้ว ตอนสาว ๆ ก็มักจะมีอาการเวียนหัวและมือสั่นอยู่บ่อยครั้ง” ฮองเฮาหลวี่ปลอบโยนสองสามคำ จากนั้นจึงลุกขึ้นอย่างยากลำบากโดยมีหลิวอิ๋งคอยช่วยเหลือ
หมอหลวงรีบมาถึงและตรวจชีพจรให้ฮองเฮา แต่กลับไม่พบอาการผิดปกติใด ๆ "พระวรกายของฮองเฮาไม่ได้มีปัญหาใหญ่อะไร..."
"ท่านกำลังจะบอกว่าฮองเฮาโกหกอย่างนั้นหรือ?" นางกำนัลคนสนิทของฮองเฮาหลวี่แสดงสีหน้าไม่พอใจ หมอหลวงจึงรีบขออภัยทันที
"ช่างเถอะ ข้าบอกแล้วว่าเป็โรคเก่า พวกเ้าอย่าได้ลำบากใจกับหมอหลวงเลย" ฮองเฮาหลวี่ยิ้มปลอบหมอหลวง ซึ่งฝ่ายหลังเหงื่อไหลโชกด้วยความกลัวว่าศีรษะจะหลุดจากบ่า
"เสด็จแม่ ท่านรู้สึกว่าปกติแล้วหิวเร็วใช่ไหมขอรับ?" หลิวอิ๋งสังเกตเห็นว่าแม้เสด็จแม่จะทานน้อย แต่ทานบ่อยมาก
"ใช่แล้ว ตอนสาว ๆ แม่ต้องลงนาทำไร่ไถนา การที่หิวเร็วเป็เื่ปกติ" ฮองเฮาหลวี่ยิ้มกล่าวว่า "ไม่ต้องกังวล รีบกลับตำหนักฉางเล่อเถิด!"
หลิวอิ๋งเข้าใจอาการของฮองเฮาหลวี่ดี นี่มันคือภาวะน้ำตาลในเืต่ำชัด ๆ ! มิน่าล่ะหมอหลวงถึงดูไม่ออก ตาแก่คนนั้นแม้แต่คำว่าน้ำตาลในเืคืออะไรยังไม่รู้เลย จะรักษาฮองเฮาหลวี่ได้อย่างไร?
เมื่อหลิวอิ๋งกลับถึงพระราชวังฉางเล่อ จึงถามเยียนเอ๋อร์ว่าในวังมีน้ำตาลหรือไม่
"รัชทายาททรงหมายถึงน้ำเชื่อมข้นหรือเพคะ? สิ่งนี้ต้องเคี่ยวน้ำอ้อย แต่ตอนนี้เป็่ฤดูหนาวจัด น้ำอ้อยในเมืองฉางอันมีน้อยมากเพคะ" เยียนเอ๋อร์รู้สึกลำบากใจ นึกว่าหลิวอิ๋งอยากทานของหวาน
"ตอนนี้น้ำอ้อยราคาเท่าไหร่?"
"อย่างน้อยต้องใช้ห้าเหรียญซานจู*[1] เพคะ"
หลิวอิ๋งรู้สึกเสียดายเงิน หลายวันที่ผ่านมาเล่าเื่ไซอิ๋วหลอกเอาเงินมาได้เพียงยี่สิบเหรียญ แต่กลับซื้อน้ำอ้อยได้เพียงสี่ลำ นี่มันจะไปบอกเหตุผลกับใครได้กัน?
ส่วนของขวัญให้อาจารย์ที่เขาแอบเก็บไว้ก่อนหน้านี้ เขายังตั้งใจจะเอาไว้ใช้ตอนไปอยู่ที่แคว้นศักดินา
รัชทายาทแห่งต้าฮั่นพลันนึกถึงอาจารย์ราคาถูกอย่างหานซิ่น และบิดาบุญธรรมอย่างเซียวเหอ ทรัพยากรของตาแก่สองคนนี้ หากไม่ใช้ก็เสียเปล่า ทำไมเขาต้องควักเงินตัวเองด้วย?
"พรุ่งนี้ข้าจะออกจากวังแต่เช้า พี่เยียนเอ๋อร์อย่าลืมปลุกข้าให้ตรงเวลาด้วยนะ!"
เยียนเอ๋อร์ได้ยินดังนั้น ใบหน้าสวยก็แดงระเรื่อแล้วกล่าวว่า "รัชทายาท หม่อมฉันมิอาจเป็พี่สาวของพระองค์ได้เพคะ..."
แต่หลิวอิ๋งไม่สนใจเื่นั้น ยิ้มแล้วกล่าวว่า "ผู้น้อยผู้ใหญ่มีลำดับ เราเรียกกันเป็การส่วนตัว คนนอกจะมาวุ่นวายทำไม?"
เยียนเอ๋อร์มีหน้าที่ดูแลอาหารการกินและการใช้ชีวิตของหลิวอิ๋ง นางกำนัลผู้นี้มีกิริยามารยาทเรียบร้อย ถึงขั้นคอยเตือนหลิวอิ๋งบ่อยครั้งว่าเมื่อพบใครต้องใช้พิธีการอย่างไร
น่าเสียดายที่รัชทายาทแห่งต้าฮั่นโยนทิ้งไปหมด รัชทายาทข้าก็ไม่เป็แล้ว จะต้องมาใส่ใจพิธีรีตองไร้สาระพวกนี้ทำไม?
เยียนเอ๋อร์รู้สึกปลาบปลื้มยิ่งนัก ไม่นึกเลยว่ารัชทายาทจะใฝ่เรียนรู้ถึงเพียงนี้! พรุ่งนี้ต้องรีบบอกเื่นี้แก่ฮองเฮา เพื่อให้ท่านทรงมีความสุขด้วย
วันต่อมา เยียนเอ๋อร์ปลุกหลิวอิ๋ง อาหารเช้ามีเพียงโจ๊กข้าวฟ่างหนึ่งถ้วย หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า 'ซู่'
โชคดีที่หลิวอิ๋งเป็รัชทายาท จึงมีสิทธิ์ได้ไข่ต้มเพิ่มอีกฟอง มิเช่นนั้นทานเพียงเท่านี้ ในตอนเช้าคงทนไม่ไหวจริง ๆ
หลิวอิ๋งรีบขับรถเทียมวัวมุ่งหน้าไปยังจวนไหวอินโหว เขาก็อยากได้รถม้าอยู่หรอก แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ม้าศึกในต้าฮั่นขาดแคลน องค์รัชทายาทจึงต้องทนใช้สิ่งนี้ไปก่อน
"เ้าศิษย์ทรยศ ปกติพระอาทิตย์โด่งแล้วถึงจะมา ทำไมวันนี้ถึงมาเช้านัก?" หานซิ่นหาวหวอด เห็นได้ชัดว่ายังไม่ตื่นดี ส่วนองครักษ์เถิงกำลังเตรียมอาหารเช้าให้ท่านโหว
"ทานหรือยัง?"
หานซิ่นแสร้งถามตามมารยาท ใครจะรู้ว่าหลิวอิ๋งกลับไม่เกรงใจเลยสักนิด
"ท่านอาจารย์ ข้าทานแล้ว แต่ยังไม่อิ่มขอรับ!"
"..."
หานซิ่นโบกมือ องครักษ์เถิงจึงต้องเตรียมเพิ่มให้อีกชุด
"ว่ามาเถอะ เ้ามาเช้าขนาดนี้ ต้องมีแผนชั่วแน่ ๆ"
ั้แ่สนิทกับหลิวอิ๋ง หานซิ่นก็พูดจาไม่เกรงใจอีกต่อไป
"ท่านอาจารย์ ท่านอยากทานน้ำตาลไหมขอรับ?"
"หือ? ไม่อยาก"
"แล้วท่านอยากหาเงินไหมขอรับ?"
"ก็ไม่อยาก"
"ถ้าอย่างนั้นท่านก็ต้องให้ข้าหาเงินบ้าง เพื่อที่จะได้เลี้ยงดูท่านตอนแก่สิขอรับ!"
หลิวอิ๋งโกรธจนฟันสั่น อาจารย์ราคาถูกคนนี้ช่างไม่รู้ความเอาเสียเลย!
"ไม่จำเป็"
หานซิ่นไม่ยอมโอนอ่อน หลิวอิ๋งจึงต้องลดเสียงลงแล้วกล่าวว่า "ท่านอาจารย์ ความจริงข้าไม่ได้อยากทานของหวาน แต่เสด็จแม่ของข้ามีภาวะน้ำตาลในเืต่ำขอรับ!"
ภาวะน้ำตาลในเืต่ำ?
หานซิ่นไม่เข้าใจอย่างเห็นได้ชัด ขมวดคิ้วถามว่า "มันคือสิ่งใด? ฮองเฮาอยู่ในวัง อยากได้สิ่งใดไม่ใช่ง่ายหรือ?"
หลิวอิ๋งอธิบายให้หานซิ่นเข้าใจได้ยาก เพราะอุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลของต้าฮั่นในตอนนี้ ยังหยุดอยู่ที่ขั้นการเคี่ยวน้ำอ้อย
สำหรับผู้ป่วยภาวะน้ำตาลในเืต่ำอย่างฮองเฮาหลวี่ วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการพกน้ำตาลติดตัวไว้สองสามชิ้น เพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน
เมื่อเห็นหลิวอิ๋งจริงจังและร้อนใจเช่นนี้ หานซิ่นจึงถามว่า "้าให้อาจารย์ทำสิ่งใด?"
เมื่อเห็นหานซิ่นตอบตกลงทันที หลิวอิ๋งจึงเผยรอยยิ้มออกมา "ซื้อน้ำอ้อย ซื้อน้ำอ้อยเยอะ ๆ เลยขอรับ!"
รอยยิ้มบนใบหน้าของหานซิ่นหายวับไปทันที ตอนนี้เป็่ปลายฤดูใบไม้ร่วง น้ำอ้อยตอนนี้แพงแค่ไหนกัน? เ้าศิษย์ทรยศผู้นี้ ใช้เงินคนอื่นได้โดยไม่รู้สึกเสียดายเลยสักนิด
"ท่านอาจารย์ ท่านเป็ถึงเทพา คำพูดต้องเป็คำพูดนะขอรับ!"
"เทพา?" หานซิ่นได้ยินดังนั้น มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย ฉายานี้ไม่เลวเลยจริง ๆ !
สองศิษย์อาจารย์มุ่งหน้าไปยังตลาดั้แ่เช้าตรู่ โดยมีองครักษ์เถิงเดินตามหลังพลางส่ายหน้ายิ้มขื่น "ศิษย์อาจารย์คู่นี้ ไม่มีใครเอาถ่านเลยสักคน!"
[1] เหรียญซานจู (三铢錢): สกุลเงินทองแดงโบราณของจีน ออกใช้เมื่อ 140 ปีก่อนคริสตกาล โดยเรียกชื่อตามน้ำหนักโลหะที่ใช้หล่อคือ "3 จู" (ประมาณ 2 กรัม) เปรียบได้กับเงินพดด้วงหรือเหรียญกษาปณ์ของไทยในอดีต (เช่น เหรียญสลึง หรือเหรียญเฟื้อง) ที่ตั้งชื่อและกำหนดมูลค่าเงินตามน้ำหนักของเนื้อโลหะจริง ๆ โดยเป็รุ่นก่อนหน้าของ "เหรียญอู่จู" (5 จู) ที่นิยมใช้กันในยุคสามก๊ก