หลังจากที่พวกเธอไปแล้ว หยางหว่านซิ่วก็เพิ่งตระหนักได้ว่าวันนี้จิ่งเยี่ยนกุยแสดงท่าทีที่แตกต่างจากเมื่อก่อน หรืออาจจะเป็นหลังจากที่จิ่งเจี้ยนกั๋วทำร้ายเธอจนได้รับบาดเจ็บ เธอก็เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม
ก่อนหน้านี้จิ่งเยี่ยนกุยแทบจะเชื่อฟังหลิวชุนฮวาทุกอย่าง หยางหว่านซิ่วอยากจะช่วยเธอแต่ก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร แต่ครั้งนี้จิ่งเยี่ยนกุยต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง ไม่ยอมฟังคำยุแหย่ของหลิวชุนฮวาอีกแล้ว
สำหรับเรื่องทั้งหมดนี้ หยางหว่านซิ่วสรุปเอาเองว่าจิ่งเยี่ยนกุยคงจะเจ็บปวดมากที่ถูกทำร้ายจนทำให้เธอเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้
หยางหว่านซิ่วไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อตระกูลจิ่ง แต่สำหรับจิ่งเยี่ยนกุยแล้ว ย่อมเป็นสิ่งที่ดีแน่นอน
หลิวชุนฮวาหิ้วเนื้อชิ้นใหญ่กลับบ้าน แต่กลับอารมณ์ไม่ดี เพราะที่บ้านเก่ามีเนื้อตั้งมากมาย แต่เธอกลับได้มาแค่ชิ้นเดียว พอนึกถึงเนื้อเหล่านั้นที่ควรเป็นของเธอจะไปอยู่ในท้องคนอื่น ก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจต่างๆ นานา
ก่อนจะไปบ้านเก่า เธอตั้งใจจะบังคับให้หยางหว่านซิ่วยอมจำนน จุดประสงค์ของเธอไม่ใช่เนื้อชิ้นนั้น แต่เป็นของชิ้นใหญ่ทั้งสามสิ่งต่างหาก แต่พอเข้าไปเห็นหยางหว่านซิ่วกำลังแบ่งเนื้อก็ทนไม่ไหวจนต้องอาละวาด สุดท้ายกลับถูกจิ่งเยี่ยนกุยขัดจังหวะจนเธอต้องออกจากบ้านเก่าไปเยี่ยงคนหมดท่า
เมื่อหลิวชุนฮวานึกถึงจิ่งเยี่ยนกุยก็อดไม่ได้ที่จะสบถในใจ “เนรคุณ เลี้ยงไม่เชื่อง!”
ในใจของเธอยังไม่ยอมแพ้ สมองเริ่มคิดรวดเร็วว่า จะทำอย่างไรถึงจะเอาของพวกนั้นมาไว้ที่บ้านของตัวเองได้
จิ่งเยี่ยนกุยยังคงพักรักษาตัวอยู่ในห้อง เมื่อเธอที่ตื่นขึ้นมากลางดึกเห็นสีหน้าของหยางหว่านซิ่วไม่ค่อยดีนัก ก็รีบถามว่าเกิดอะไรขึ้น
หยางหว่านซิ่วก็ไม่ปิดบัง “วันนี้ตอนที่อารองของแกไปส่งเนื้อให้อาหญิงเล็ก เขาเห็นว่าอาหญิงเล็กแบกหญ้าหมูมาเต็มหาบคนเดียว แม่สามีก็ยังด่าว่าขี้เกียจ และดูสีหน้าไม่สู้ดีนัก ย่าก็เลยเป็นห่วง เลยคิดว่าอีกสักสองสามวันจะไปเยี่ยมสักหน่อย”
จิ่งเยี่ยนกุยได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจโล่งอก และรีบกล่าวสนับสนุนทันที “คุณย่าต้องช่วยหนุนหลังอาหญิงเล็กด้วยนะคะ อาหญิงเล็กแต่งงานมาหลายปีขนาดนั้นแต่ไม่มีลูก อาจจะไม่ใช่ปัญหาที่อาหญิงเล็กก็ได้ บางทีปัญหาอาจจะอยู่ที่อาเขยเอง! พวกเขาไม่มีสิทธิ์มาโยนความผิดทุกอย่างให้อาหญิงเล็กแบบนี้!”
สิ่งที่เธอพูดเป็นความจริง หลังจากนี้อีกไม่นานในชาติที่แล้วอาหญิงเล็กก็ถูกแม่สามีบีบบังคับให้กระโดดน้ำฆ่าตัวตาย แล้วแม่สามีก็รีบหาผู้หญิงคนใหม่ให้ลูกชายแต่งงานเพื่อทายาทของตระกูล แต่หลังจากแต่งงานไปหลายปีก็ยังไม่มีลูก สุดท้ายพอไปตรวจที่โรงพยาบาลถึงรู้ว่าเป็นปัญหาที่ฝ่ายชายเองที่ไม่สามารถมีลูกได้
ชาติที่แล้วจิ่งเยี่ยนกุยก็รู้สึกไม่เป็นธรรมและอยากออกมาปกป้องอาหญิงเล็ก แต่ตอนนั้นเธอเองก็ยังเอาตัวไม่รอด แถมยังถูกหลิวชุนฮวาไล่ให้ไปทำงานทางใต้ เธอจึงทำอะไรไม่ได้กับเรื่องนี้
ในเมื่อชาตินี้เธอได้เกิดใหม่แล้ว แถมอาหญิงเล็กก็ดีกับเธอมาก เธอจะต้องหาทางช่วยอาหญิงเล็กอย่างแน่นอน แต่สถานการณ์ของเธอตอนนี้ก็ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่ ครั้งนี้เธอจึงฉวยโอกาสที่บ้านตระกูลฟางเอาเนื้อมาให้ เตือนให้หยางหว่านซิ่วใส่ใจอาหญิงเล็กให้มากขึ้น หวังว่าจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ของอาหญิงเล็กได้ชั่วคราว หลังจากนั้นเธอค่อยคิดหาทางอื่น
ทว่าหยางหว่านซิ่วกลับมองเธอเหมือนตำหนิ “เด็กคนนี้พูดจาไม่ระวัง จะไปรู้เรื่องอะไร! อย่าพูดเหลวไหล!”
จิ่งเยี่ยนกุยได้แต่ยกยิ้ม ไม่มีอะไรจะพูด แต่หยางหว่านซิ่วกลับดูเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ตอนกลางคืนจิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกปวดหัวมาก เธอตัดสินใจเข้าไปอยู่ในมิติสักพัก การเก็บตัวเพื่อหลีกเลี่ยงความสนใจก็สำคัญ แต่เธอก็ไม่จำเป็นต้องทรมานตัวเองขนาดนั้น
เธออาศัยช่วงสองปู่ย่าที่อยู่ด้านข้างหลับ ก่อนจะเข้าไปในมิติผ่านทางความคิด แต่พอเข้าไปในมิติก็ต้องตกใจ เพราะไม่ได้เข้ามาในมิติไม่กี่วัน เมล็ดพันธุ์สมุนไพรที่เธอเคยปลูกไว้ไม่เพียงแค่งอกรากแตกใบ เถาวัลย์และกิ่งก้านยังเลื้อยพันกันยุ่งเหยิงจนดูรกตา
เธอตั้งใจจะมาพักผ่อนในมิติ แต่พอเห็นสมุนไพรเติบโตจนอยู่ในสภาพแบบนี้ อาการย้ำคิดย้ำทำก็กำเริบขึ้นมา
เธออยากจะแกล้งทำเป็นไม่เห็นสมุนไพรที่ยุ่งเหยิงเหล่านั้น แล้วเดินเข้าบ้านไปพักผ่อน แต่เมื่อเดินไปถึงหน้าบ้านก็ต้องถอนหายใจยาว แล้วหันกลับมาจัดระเบียบสมุนไพรที่รุงรังเหล่านั้นอีกครั้ง
พอจัดการกิ่งก้านของสมุนไพรทั้งหมดเสร็จก็ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงกว่าแล้ว เธอเหนื่อยจนหอบหายใจ อาการย้ำคิดย้ำทำนี่ถูกกระตุ้นไม่ได้จริงๆ!
ตอนที่นั่งพักอยู่ริมแปลงสมุนไพร เธอกลับพบว่าอาการปวดหัวทุเลาลงกว่าเดิม เธอจึงถือโอกาสสำรวจดูการเติบโตของสมุนไพรไปด้วย
สมุนไพรที่เธอปลูกเมื่อครั้งก่อนนั้นล้วนเป็นสมุนไพรสดที่มีราคาแพง อย่างเช่น โสมคน เทียนหมา ซานชี เหอโส่วอูจำพวกนี้ ปกติถ้าจะให้สมุนไพรพวกนี้โตเต็มที่ก็ต้องใช้เวลาหลายปี
แต่เมื่อเธอลองขุดโสมคนต้นหนึ่งขึ้นมาดูคร่าวๆ ถึงแม้โสมคนจะยังเล็ก อายุยังไม่มากพอ แต่ลำต้นกลับเปล่งประกายสีทองจางๆ ออกมา จากประสบการณ์ทางการแพทย์หลายปีในชาติก่อน โสมคนต้นนี้เป็นโสมชั้นยอด ถ้าเติบโตขึ้นอีกและมีอายุสักหน่อย จะต้องมีสรรพคุณที่ยอดเยี่ยมเกินบรรยายแน่นอน
ไม่ใช่แค่โสมคนเท่านั้น สมุนไพรอื่นๆ ก็เหมือนกัน ต่างโตเร็วกว่าข้างนอกมากทีเดียว
หลังจากที่สมุนไพรเหล่านี้โตเต็มที่ ถ้าเอาไปขาย เธอคงจะหาเงินก้อนแรกได้อย่างง่ายดาย แต่ด้วยคุณภาพของสมุนไพรที่ดีเกินไป เวลาขายจึงต้องระมัดระวัง มิฉะนั้นอาจจะมีปัญหาตามมาได้
เธอรู้สึกดีใจมาก แต่ทันใดนั้นก็ฉุดคิดถึงคุณสมบัติการเข้าออกมิติที่ค่อนข้างแปลกประหลาด และนึกถึงกระดาษแผ่นนั้นที่เจ้าของมิติคนก่อนทิ้งไว้ ภายในใจก็ผุดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา
หลังจากที่เธอคิดไปคิดมา ก็ลองดึงโสมต้นหนึ่งขึ้นมากำไว้ในมือแล้วใช้ความคิดออกมาจากมิติ แต่แล้วสิ่งที่ทำให้เธอแทบคลั่งก็คือ โสมหายไปแล้ว!
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกแทบคลั่ง มิติของคนอื่นนั้นแสนจะว่านอนสอนง่าย ปลูกอะไรก็ได้แบบนั้น อยากจะเอาอะไรออกมาก็เอาออกมาได้ แต่พอเป็นมิติของเธอ ทำไมถึงได้มีความเป็นตัวของตัวเองขนาดนี้?
จะถอดเสื้อผ้าของเธอก็ยังพอเข้าใจได้ แต่ไม่ยอมให้เอาของที่ปลูกในมิติออกมา นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?
เธอนึกถึงกระดาษในมิติแผ่นนั้นซึ่งบอกให้เธอปลูกสมุนไพรที่มีราคาแพง ตอนนี้เธอสัมผัสได้ถึงสายตาของเจ้าของมิติคนก่อนที่กำลังมองดูเธอเล่นละครข้ามกาลเวลาอย่างสนุกสนาน ‘ปลูกสมุนไพรมีค่าราคาแพงมากมายขนาดไหนก็เอาออกไปไม่ได้ ร้อนใจจะแย่อยู่แล้ว!’
จิ่งเยี่ยนกุยสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์ บอกตัวเองว่ามิตินี้ดื้อรั้นไปหน่อย ไม่มีทางเอาอะไรออกมาได้สักอย่าง ไม่เช่นนั้นแล้ว มิติที่เคยมีคนหลายคนเป็นเจ้าของมาก่อน คงเคยลองปลูกสมุนไพรไปแล้ว แต่ในมิติกลับไม่มีสมุนไพรเหลืออยู่เลย แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเอาสมุนไพรออกไปได้
แต่พวกเขาใช้วิธีอะไรเอามันออกไปกันนะ? จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าต้องให้เวลาและความพยายามในการศึกษาดูเรื่องนี้สักหน่อย เพราะถ้าตัวเองปลูกสมุนไพรมากมายแต่กลับเอาออกมาไม่ได้ มันก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเกินไป
จิ่งเยี่ยนกุยกลับเข้ามาในบ้าน ระหว่างเดินผ่านโต๊ะหนังสือ เธอเหมือนถูกอะไรบางอย่างดลใจให้หยิบตำราแพทย์ที่เคยอ่านก่อนหน้านี้ขึ้นมาดูอีกครั้ง แล้วก็พบว่าตำราแพทย์ที่เคยทำให้เธอปวดหัวนั้น ตอนนี้กลับอ่านได้แล้ว และในนั้นมีสูตรยาอยู่ ซึ่งไม่ได้มีอยู่แค่สูตรเดียวเท่านั้น