ตอนที่ 1
รัชศกเฉิงฮวาปีที่สิบสอง
เสนาบดีเฉินฮุ่ยเหอถูกขับออกจากราชสำนักเพียงเพราะเหตุการณ์เงินในท้องพระคลังหายไปและเขาเป็เพียงคนเดียวที่ถือกุญแจคลังหลวงเอาไว้
เหตุการณ์ในครั้งนั้นไม่มีการสืบสวนข้อบกพร่องอันใดมีเพียงพยานจากคำบอกเล่าจากขุนนางฝ่ายซ้ายหลิวเจี๋ยจวิ้นที่ออกมาประกาศความผิดของเฉินฮุ่ยเหอ
และบรรดาขุนนางต่างเห็นพ้องต้องกันว่าควรยกเลิกตำแหน่งเสนาบดีของเฉินฮุ่ยเหอและยึดทรัพย์สินเพื่อเงินมาคืนท้องพระคลัง
เหตุการณ์ในครั้งนั้นสร้างความกดดันให้กับสกุลเฉินต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบาก
แต่ไม่นานเฉินฮุ่ยเหอนำเงินจำนวนที่หายไปนั้นคืนสู่คลังหลวงและไม่ข้องแว้งกับงานในวังหลวงอีก
เื่ราวเ่าั้ผ่านพ้นไปนานหลายปีจนกระทั่งเฉินฮุ่ยเหม่ยอายุพอจะออกเรือน
ทางสกุลเมิ่งจึงแจ้งเื่งานมงคลสมรสตามที่ตกลงกันเอาไว้ระหว่างเมิ่งจื่อกับเฉินฮุ่ยเหอ
แม้ว่าเมิ่งจื่อจะสิ้นไปแล้วแต่ทว่าเมิ่งหยวนซีบุตรชายเพียงคนเดียวของเขาก็พร้อมทำตามคำสั่งเสียของผู้เป็บิดาอย่างไม่บิดพริ้ว
แต่ทว่าก่อนวันมงคลสมรสเพียงหนึ่งวันเฉินฮุ่ยเหม่ยว่าที่เ้าสาวนั้นกลับหายตัวไปทางสกุลเฉินให้คนออกตามหาจนแทบจะพลิกแผ่นดิน พวกเขาออกติดตามเป็เวลาสองวันสองคืนจนกระทั่งได้เจอตัวนางที่ริมฝั่งแม่น้ำฉางเจียง “คุณหนูรอง คุณหนูรองเ้าคะสายข่าวรายงานว่าเฉินฮุ่ยเหม่ยนางกลับมาแล้ว”
เชี่ยนเอ๋อกล่าวกับผู้เป็นายที่กำลังนั่งประดับเครื่องแต่งกายให้ตัวเองอยู่
“บ้าจริง!!นางไม่ได้หายตัวไปหรอกหรือ” หลิวชิงเหยียนกล่าวกับสาวใช้ก่อนจะมองออกไปด้วยสายตาอาฆาตหญิงสาวพยายามข่มอารมณ์ขุ่นมัวของตนเองเอาไว้ภายในก่อนจะหันมาหาและบอกกับเชี่ยนเอ๋อ
“เ้าบอกให้คนเตรียมรถม้า ข้าจะไปบ้านสกุลเมิ่ง”
“เ้าค่ะคุณหนู” เชี่ยนเอ๋อรับคำสั่งผู้เป็นายก่อนจะออกไปยังด้านนอกสั่งให้คนนำรถม้าออกเพื่อเดินทางไปยังสกุลเมิ่งที่อยู่ห่างออกไปเพียงสองลี้
จวนสกุลเฉิน
หลังจากผ่านพ้นการสอบถามอาการและบำรุงรักษาคนป่วยเสร็จทุกอย่างในบ้านก็กลับเข้าสู่สภาวะปรกติหรันเอ๋อยังคงทำหน้าที่ดูแลเ้านายของตนเช่นเคยเฉินฮุ่ยหลิงแม้ว่าจะยังไม่ชินกับสถานที่ แต่ก็พยายามปรับสภาพของตนเอง
“แต่งงานหรอ”
เฉินฮุ่ยหลิงพูดเสียงดังขณะที่สาวใช้หรันเอ๋อเล่าเื่ราวก่อนหน้าให้ฟัง
“คุณหนู~ชู่วววววส์อย่าส่งเสียงดังไปสิเ้าคะเดี๋ยวฮูหยินจะเอ็ดเอา”
“โอ๊ย~นี่มันเื่ตลกอะไรกันเนี่ย ถามจริงๆนะพวกเธออำฉันอยู่ใช่มั๊ยเนี่ย??
“อำ~???
“อืม”
“ยังไงเ้าคะ” หรันเอ๋อกล่าวด้วยท่าทางใสซื่อ เฉินฮุ่ยหลิงถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเดินมาหวนนึกถึงเื่ราวก่อนหน้านั้น
“จำได้ว่าฉันขับรถมาแล้วถูกตามล่าและถูกยิงจนต้องขับรถหนีลงทะเลจู่ๆ ก็มาโผล่ที่นี่ แถมพวกเขายังมีหน้าตาละม้ายคล้ายพ่อกับแม่อีกต่างหากโอ่ยยยยยอะไรเนี่ย” เฉินฮุ่ยหลิงยกมือขยี้หัวตัวเองคิดไม่ตก
“คนหนูอย่าทำร้ายตัวเองสิเ้าคะ” หรันเอ๋อวิ่งมาดึงมือของผู้เป็นายเอาไว้
“นี่เธอน่ะ อื้มมมไม่สิ หรันเอ๋อฉันไม่ได้จะทำร้ายตัวเองอะไรหรอกนะแค่คิดไม่ออกน่ะเข้าใจมั๊ยคิดไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น”
“คุณหนูอย่าได้รีบร้อนเ้าค่ะ ค่อยๆ คิด” หรันเอ๋อกล่าว และนั่นยิ่งทำให้เฉินฮุ่ยหลิงอารมณ์เสียมากขึ้นเพราะความไร้เดียงสาของอีกฝ่าย
“เอาอย่างงี้ละกัน ฉันถามเธอจริงๆ นะที่นี่คือที่ไหน”
“ที่นี่ก็บ้านสกุลเฉินไงเ้าคะ” หรันเอ๋อตอบด้วยแววตาใสซื่อ
“ไม่ใช่ ฉันหมายถึงที่นี่เมืองน่ะเมืองอะไรชื่อเมืองน่ะ” เฉินฮุ่ยหลิงกล่าวน้ำเสียงของเธอทำให้สาวใช่เริ่มหวาดกลัว
“ค~คุณหน่~หนู”
“ฉันขอโทษที่เสียงดังไปหน่อย” เฉินฮุ่ยหลิงกล่าวขอโทษสาวใช้หรันเอ๋อเพราะเห็นสีหน้าและน้ำเสียงของเธอเหมือนจะร้องไห้
“เมืองหนานจิงเ้าค่ะ”
“หนานจิง??
“เ้าค่ะ~คุณหนูใอันใดหรือเ้าคะ” สาวใช้เอ่ยถามขึ้นเพราะสงสัยอากัปกิริยาของผู้เป็นาย
“ปีนี้พ.ศ.อะไร?? หญิงสาวเอ่ยถามต่อแต่เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของหรันเอ๋อ เฉินฮุ่ยหลิงจึงเปลี่ยนคำถามเสียใหม่
“หมายถึงตอนนี้เป็ปีที่เท่าไหร่น่ะ” หญิงสาวบอกเชิงอธิบายเพื่อให้สาวใช้หรันเอ๋อเข้าใจง่ายขึ้น
“รัชศกเฉิงฮวาปีที่สิบสองในรัชสมัยองค์จักพรรดิต้าิเ้าค่ะ” หรันเอ๋อตอบ และเมื่อได้ยินคำตอบนั้นทำให้เฉินฮุ่ยหลิงถึงกับหูอื้อและปวดศรีษะเป็อย่างมากก่อนจะหันไปมองหรันเอ๋อ
“นี่เราย้อนเวลามาไกลขนาดนี้เลยหรือเนี่ยหรือว่าเราตายไปแล้วกันแน่นะ” หญิงสาวกล่าวก่อนจะบิดเนื้อที่แขนของตัวเอง
“โอ๊ะ~ซี๊ดเจ็บนี่นา”
“คุณหนูทำร้ายตัวเองทำไมเ้าคะ อย่าทำอีกนะเ้าคะ” หรันเอ๋อกล่าวพร้อมเอามือมาลูบที่แขนของเฉินฮุ่ยหลิงเบาๆเฉินฮุ่ยหลิงลอบถอนหายใจให้กับความซื่อใสของสาวใช้หรันเอ๋อ
จวนสกุลเมิ่ง
เมิ่งหยวนซีนั่งดูบัญชีการค้าอยู่ในตำรากับจินหรงผู้ช่วยขณะเดียวกันที่เมิ่งฮูหยินผู้เป็แม่เข้ามาหาเขาพอดี
“หยวนซี”
“ท่านแม่ มีเหตุอันใดถึงมาหาข้าที่นี่” เมิ่งหยวนซีเอ่ยถามผู้เป็แม่ก่อนจะเข้าไปประคองหญิงสูงวัยนั่งโต๊ะและรินน้ำชาให้กับนาง
“แม่มีเื่จะคุยกับเ้าเื่ที่เราคุยกันค้างเอาไว้” ผู้เป็แม่กล่าว เมิ่งหยวนซียกยิ้มเขารับรู้ทันทีว่ามารดาของตนจะกล่าวถึงเื่อะไร ฮูหยินเมิ่งไม่้าให้เขาแต่งงานกับเฉินฮุ่ยเหม่ยอยากให้บอกล้างการหมั้นและให้สกุลเฉินนั้นชดใช้เงินจำนวนที่เป็ดอกเบี้ยและค่าไถ่ถอนจำนองจวนออกไป
“ท่านแม่หากเป็เื่นั้นข้าคงจะทำไม่ได้ท่านพ่อกำชับนักหนาก่อนสิ้นใจนี่เป็สิ่งสุดท้ายที่ท่านพ่อขอร้องข้าข้าจะไม่ผิดสัญญากับท่านพ่อเด็ดขาดขอรับ” เมิ่งหยวนซีกล่าวกับผู้เป็แม่ด้วยความมุ่งมั่น
“แต่เฉินฮุ่ยเหม่ยนั้นมิได้มีอะไรดีเลยสักนิดนางไม่เหมาะสมจะเป็ฮูหยินของเ้า มิหนำซ้ำสกุลเฉินยังเป็ลูกหนี้ของบ้านเราสกุลเฉินยกลูกสาวแต่งเข้าสกุลเมิ่งเพื่อล้างหนี้” เมิ่งฮูหยินบอกกับลูกชายด้วยน้ำเสียงไม่พอใจในคำตอบของเมิ่งหยวนซีนัก
“คนที่เหมาะสมจะเป็สะใภ้ของข้าเป็ฮูหยินของเ้ามีเพียงหลิวชิงเหยียนบุตรสาวของเสนาบดีหลิวเท่านั้นสกุลเมิ่งของเราเป็พ่อค้าวานิช มีเพียงเสนาบดีหลิวและลูกสาวที่จะต่อยอดให้กับเรา เ้าจะไปอาลัยอาวรกับอดีตเสนาบดีที่ถูกขับออกจากราชสำนักอย่างสกุลเฉินทำไม” เมิ่งฮูหยินกล่าวสำทับ
เมิ่งหยวนซีได้แต่ถอนหายใจก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำบัญชีให้แล้วเสร็จเขามิได้สนใจต่อคำพูดของผู้เป็มารดาเลยแม้แต่น้อย
เหตุผลข้อเดียวของเขาคือรักษาสัจจะที่เคยให้ไว้กับบิดาผู้ล่วงลับ
“ฮูหยิน คุณหนูหลิวมาเ้าค่ะ” สาวใช้เข้ามาแจ้งให้ผู้เป็นายทราบเมื่อได้ยินดังนั้นหญิงสูงวัยก็ยิ้มกว้างเมื่อคนที่นางรอคอยนั้นมาถึง
“พานางไปรอที่ศาลาเดี๋ยวข้ากับหยวนซีออกไป” นางบอกกับเพ่ยเพ่ยสาวใช้รับคำสั่งและเดินออกไปทำหน้าที่ของตน
“หยวนซี น้องมาแล้วเ้าต้องออกไปรับหน้านางกับข้าเดี๋ยวนี้” เมิ่งฮูหยินกล่าวแกมบังคับลูกชายเมิ่งหยวนซีวางพู่กันลง เขาไม่อยากขัดใจมารดาเพราะเห็นว่าเป็เื่เล็กน้อยอีกอย่างมิใช่ว่าเขาจะไม่รู้จักหลิวชิงเหยียนซะที่ไหนนางเคยแวะเวียนมาที่สกุลเมิ่งหลายต่อหลายคราเมื่อครั้งยังเด็กแต่ทว่าเมิ่งหยวนซีเห็นนางเป็เพียงน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้นมิได้มีจิตพิศวาทแต่อย่างใด
“เมิ่งฮูหยิน พี่หยวนซี” หญิงสาวแสดงความเคารพแก่ผู้าุโกว่าทันทีที่ได้พบหน้ากัน
“แหม อย่าเรียกข้าเช่นนั้นเรียกข้าว่าท่านแม่จะดีกว่านะ คุณหนูหลิว” เมิ่งฮูหยินกล่าวก่อนจะเข้าไปดึงหลิวซิงเหยียนให้เข้าไปยืนใกล้ๆ เมิ่งหยวนซี
“เชิญคุณหนูหลิวนั่งก่อน” เมิ่งหยวนซีกล่าว ก่อนที่ตัวเองจะเดินไปนั่งอีกฝั่งตรงกันข้ามกับนาง
หลิวชิงเหยียนให้สาวใช้นำของที่ติดตัวมาด้วยวางลงตรงกลางโต๊ะ
“ขนมกุ้ยฮวาทำจากดอกหอมหมื่นลี้ ได้ยินว่าพี่หยวนซีชอบข้าจึงทำมาให้ได้ลองชิมเ้าค่ะ” หลิงสาวกล่าวด้วยท่าทางกระมิดกระเมี้ยนเมิ่งหยวนซีรับเอาไว้ด้วยไมตรีจิต
“ขอบใจคุณหนูหลิวที่นึกถึง่นี้ข้าอาการมิค่อยดีเจ็บคอเพราะฤดูใบไม้ผลิมาเยือนอาจจะยังกินของหวานไม่ค่อยได้ เอาไว้ให้หายดีก่อนจะลองชิมดู” ชายหนุ่มตอบปฎิเสธอย่างสุภาพรักษาน้ำใจเมิ่งฮูหยินเห็นท่าทางของลูกชายมีหรือจะไม่รู้ว่าเขาปฎิเสธเพราะอะไรจึงได้กล่าวชื่นชมและขอชิมขนมของหลิวชิงเหยียน
“โอ้~รสชาติไม่เลวเลยจริงๆยอดเยี่ยมใช้ได้เลยนะคุณหนูหลิว สมแล้วที่ได้รับการอบรมมา เ้านี่เพรียบพร้อมเสียทุกอย่าง” เมิ่งฮูหยินกล่าวและนั่นทำให้หญิงสาวรู้สึกพอใจยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“ถ้าเช่นนั้นท่านแม่กับคุณหนูหลิวคุยกันไปก่อนข้าทำบัญชีค้างไว้จะขอตัวไปทำงานต่อให้เสร็จ” เมิ่งหยวนซีบอกพร้อมลุกเดินออกจากศาลาไป ทั้งเมิ่งฮูหยินและหลิวชิงเหยียนต่างมองตามหลังเขาไปจนลับสายตา
เมิ่งฮูหยินรู้ดีว่าหลิวชิงเหยียนไม่พอใจท่าทางของลูกชายจึงได้แต่ปลอบโยน
“เอ่อ~คุณหนูหลิวอย่าได้ใส่ใจอะไรพี่หยวนซีคงไม่สบายใจเื่บัญชีในร้านเพียงเท่านั้น”
หลิวชิงเหยียนหันมามองหน้าเมิ่งฮูหยินด้วยใบหน้างอเง้าเชิงน้อยใจ
“แล้วเมื่อไหร่พี่หยวนซีจะไปยกเลิกงานหมั้นกับบ้านสกุลเฉินล่ะเ้าคะได้ข่าวว่าตามตัวนางพบแล้ว” หลิวชิงเหยียนกล่าว
“เฮ่อ~เื่นี้หยวนซีไม่ยอมง่ายๆเข้าอ้างเพียงแต่ต้องทำตามสัจจะที่ให้ไว้แก่พ่อของเขา” เมิ่งฮูหยินกล่าว และมันยิ่งทำให้หลิวชิงเหยียนขัดใจหนัก
“หึ~เช่นนั้นข้าขอตัวลาก่อนนะเ้าคะข้าต้องไปบ้านเสนาบดีจางต่อ” หลิวชิงเหยียนกล่าวพร้อมลุกเดินกลับออกไป
“ไปบ้านเหวินไฉ่ถง” หลิวชิงเหยียนบอกคนขับรถมาทันทีที่กลับขึ้นรถ
จวนสกุลเฉิน
เฉินฮุ่ยหลิงนั่งเอามือเท้าคางเพราะความเบื่อหน่ายไม่มีอะไรให้ทำเพราะถ้าเป็เมื่อก่อนนี้เธอก็มีหน้าที่บุกจับพวกค้ายาหรือถ้าไม่มีอย่างน้อยก็มีไล่จับโจรวิ่งราวเล็กๆ พอได้ยึดเส้นยืดสาย
“หรันเอ๋อ~
“มีอะไรให้ทำบ้างอ่ะ ข้าเซ็งอยากไปยืดเส้นยืดสาย” หญิงสาวกล่าวกับสายใช้
“ปักผ้าไงเ้าคะ”
“โอ้~ไม่ล่ะ ให้ฉันปักผ้าเนี่ยนะ~โนเวย์เลย” เฉินฮุ่ยหลิงกล่าวก่อนจะหันไปมองหน้าหรันเอ๋อที่ทำสีหน้าเหวอไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูด
“อ้อ~ ข้าหมายถึงทำไม่เป็น่ะเออแล้วมีอะไรให้ทำอีกมั๊ยเช่นไปวิ่งออกกำลังกาย ไปเที่ยวอะไรแบบนี้น่ะ”
หรันเอ๋อยกคิ้วขมวดขึ้นใช้ความคิดก่อนจะยิ้มออกมา
“ตลาดไงเ้าคะคุณหนู ไปตลาดเ้าค่ะ” หรันเอ๋อกล่าวเฉินฮุ่ยหลิงสปริงตัวลุกขึ้นทันทีเมื่อได้ยินคำว่าตลาด
“ไปสิ ไปเลย แล้วไปยังไงเดินไปหรอไปสินำไปเลยฉันพร้อมมาก พร้อมที่สุด” เฉินฮุ่ยหลิงกล่าวด้วยท่าทางตื่นเต้นหรันเอ๋อมองหน้าหญิงสาวอย่างงงๆ กับคำพูดของผู้เป็นาย
“คุณหนูพูดกระไรเ้าคะข้าฟังไม่รู้เื่เลยเ้าค่ะ”
“เออ~เอาเถอะหน่า นานๆ ไปก็จะรู้เื่เองแหละคำไหนเ้าไม่ค่อยเข้าใจ เราก็ใช้บอดี้แลงแกวชเอา” เฉินฮุ่ยหลิงกล่าวกับสาวใช้ก่อนจะดันหรันเอ๋อออกจากห้องไป
ตลาดในเมืองหนานกิง
เฉินฮุ่ยหลิงเพลิดเพลินกับข้าวของที่ตั้งวางเรียงรายตามสองข้างทางมีทั้งที่เคยเห็นและไม่เคยเห็นหญิงสาวตื่นเต้นกับโลกใบใหม่ที่ไม่คุ้นเคยเป็อย่างมาก
“หรันเอ๋อนี่อะไร”
“ถุงหอมเ้าค่ะ”
“อื้ม~หอมใช้ได้เลยนะสวยด้วย~เอามั๊ยข้าซื้อให้อันนึง” เฉินฮุ่ยหลิงกล่าวกับสาวใช้หรันเอ๋อพยักหน้ารับก่อนจะรีบเลือกซื้อถุงหอมแบบที่ตนเองชอบ
ขณะที่ทั้งสองเดินชมตลาดด้วยความเพลิดเพลินอยู่นั้นก็มีชายคนหนึ่งวิ่งมาชนเฉินฮุ่ยหลิงจนเกือบล้ม ก่อนเขาจะวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต
“เฮ๊ย~อะไรกันเนี่ย”
“ช่วยด้วยโขมย ช่วยด้วย” เสียงหญิงสาวะโไล่หลังชายคนที่วิ่งชนเฉินฮุ่ยหลิงไป
ด้วยสัญชาตญาณการเป็ตำรวจหญิงสาวจึงตัดสินใจวิ่งไล่กวดโจรวิ่งราวทันที
ขณะเดียวกันที่เมิ่งหยวนซีกับจินหรงเดินสำรวจกิจการของบ้านสกุลเมิ่งอยู่และได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าหญิงสาวที่กำลังจัดการโจรวิ่งราวอยู่นั้นช่างทะมัดทะแมงยิ่งนักอีกทั้งนางยังงามน่ามอง นางไม่ได้สวยบอบบางน่าทะนุถนอมแต่สวยในแบบที่จะหาสตรีในเมืองหนานกิงคนใดเทียบได้และด้วยท่าทางการต่อกรกับผู้ร้ายนั้นแปลกจากชาวยุทธที่เมิ่งหยวนซีเคยเห็นก็ยิ่งทำให้เขาสนใจในตัวของสาวเ้าอย่างมาก
ไม่นานโจรร้ายก็สิ้นฤทธิ์ถูกหญิงสาวจัดการซะอยู่หมัด
“นั่น~คุณหนูสกุลเฉินคู่หมั้นนายท่านใช่หรือไม่ขอรับ” จินหรงกล่าวด้วยสีหน้าฉงนสงสัย
“ใช่~” เมิ่งหยวนซีตอบกลับสั้นๆก่อนจะยืนมองเฉินฮุ่ยหลิงอยู่ห่างๆ
“อย่าคิดหนีสิ ไม่งั้นจะเจ็บตัวมากกว่านี้”เฉินฮุ่ยหลิงบอกกับโจรวิ่งราวเธอเอาเข่ากดหลังเขาเอาไว้กับจนตัวติดพื้นและจับมือไขว้หลังเอาไว้
“แม่นางอภัยข้าเถิด ข้าไม่ได้ตั้งใจ”โจรวิ่งราวกล่าวต่อรองผู้มีชัยเหนือกว่า
“ไม่ตั้งใจยังไงก็เห็นอยู่ว่าวิ่งราวเงินคนอื่นเข้ายังจะมาบอกไม่ตั้งใจอีกแก้ตัวน้ำขุ่นๆฟังไม่ขึ้นหรอก”เฉินฮุ่ยหลิงตอบกลับ
“แม่นางลูกๆของข้ายังเล็กอีกทั้งยังหิวโหยหากข้าไม่โขมยลูกข้าก็จะอดอยาก”
เฉินฮุ่ยหลิงจับตัวชายวิ่งราวลุกขึ้นหากแต่ยังไม่ได้ปล่อยจนกระทั้งเ้าทุกข์วิ่งตามมาทัน
หญิงสาวนำถุงเงินคืนให้กับนางก่อนจะหันไปจัดการกับชายผู้นั้นต่อ
“แม่นางโปรดให้โอกาสข้าสักครั้งเถิด ข้าลำบากจริงๆ”
“เ้าลำบาก แล้วคนอื่นล่ะต้องมารับรู้อะไรกับเ้าหรือยังไงกัน งานที่สุจริตก็มีถมเถไปทำไมไม่ทำล่ะมาเป็โจรฉกชิงวิ่งราวทำไมแล้วหากเกิดพลาดพลั้งตายไปแล้วลูกๆของเ้าล่ะจะอยู่ยังไง ทำไมไม่คิดบ้าง”หญิงสาวพูดสั่งสอนเขายกใหญ่แม้ว่าชายผู้นั้นจะฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างแต่เขาก็มีท่าทีสำนึกผิด
“เอาหล่ะ วันนี้ข้าจะไม่จับเ้าส่งทางการแต่วันหน้าถ้าเห็นอีกเ้าโดนแน่”
เฉินฮุ่ยหลิงกล่าวพร้อมหยิบเงินออกมามอบให้เขา
“เอานี่ไป แล้วอย่าได้ทำแบบนี้อีกถ้าเห็นละก็ข้าเอาเ้าตายแน่”เฉินฮุ่ยหลิงกล่าว
“แม่นาง ขอบคุณขอบคุณบุญคุณครั้งนี้ข้าน้อยจะไม่ลืม”ชายวิ่งราวร้องไห้ก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป
“ว้ายตายแล้วคุณหนูเป็อะไรหรือเปล่าเ้าคะ” หรันเอ๋อวิ่งมา สภาพข้าวของพังยับเยินจากการต่อสู้ของเฉินฮุ่ยหลิงกับโจรวิ่งราวทำให้หรันเอ๋อใ
“ไม่เป็ไร สบายมาก”
“คุณหนูเจ็บตรงไหนหรือไม่เ้าคะ นี่ถ้าฮูหยินกับนายท่านรู้เข้า ข้าถูกเฆี่ยนหลังลายเป็แน่” หรันเอ๋อกล่าวก่อนจะพาเ้านายของตนกลับจวนสกุลเฉิน ระหว่างกลับนั้นเมิ่งหยวนซีก็ได้เรียกทั้งสองคนไว้
“คุณหนูเฉินช้าก่อน” เมิ่งหยวนซีกล่าว เฉินฮุ่ยหลิงหันกลับมาตามเสียงเรียกนั้น
“คุณชายเมิ่ง” หรันเอ๋อกล่าวก่อจจะแสดงความเคารพ และถอยหลังไปปล่อยให้เฉินฮุ่ยหลิงได้เป็ฝ่ายเผชิญหน้ากับเมิ่งหยวนซีเฉินฮุ่ยหลิงจ้องสำรวจผู้ชายคนที่อยู่ตรงหน้า
“คุณเป็ใคร เอ่อไม่สิ ท่านเป็ใคร” หญิงสาวเอ่ยถาม เขายกยิ้มละมัยให้กับหญิงสาว
“คุณหนูเฉินข้าฝากไปแจ้งท่านอาเฉินด้วยว่าข้าเมิ่งหยวนซีจะเข้าไปพบในวันพรุ่งนี้เช้า” เขาบอกพร้อมยกยิ้มกริ่ม
“เหตุใดท่านจะต้องฝากข้อความผ่านทางข้าไปด้วย” เฉินฮุ่ยหลิงกล่าว เมิ่งหยวนซียกคิ้วขึ้นสูงก่อนจะขยับฝีเท้าเข้าไปใกล้หญิงสาวเขายื่นหน้าเข้าใกล้จนเฉินฮุ่ยหลิงได้กลิ่นหอมอ่อนๆ
“แล้ว~คุณหนูเฉินพอจะมีคำแนะนำที่ดีกว่านี้หรือไม่”
“ไม่~แต่ข้ากับท่านไม่รู้จักกันทำไมข้าจะต้องรับฝากด้วย”หญิงสาวตอบหรันเอ๋อดึงชายเสื้อของผู้เป็นายของตนเองก่อนจะกระซิบบอกว่าชายคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นเป็ใคร
“ฮ๊ะ~ว่าไงนะคู่หมั้นงั้นเหรอ”