“เอาละ การแสดงจบแล้ว ทุกคนแยกย้ายกันได้แล้ว” โจวหยวนโยนป้ายหยกขึ้นแล้วยกยิ้มกล่าวกับเหล่าหนุ่มสาวรอบข้าง
พอทุกคนได้ยินต่างก็ยิ้มรับและแยกย้าย แต่ก่อนจะเดินจากไปสายตาต่างจับจ้องไปยังโจวหยวนด้วยความประหลาดใจ ก็เพราะว่าทั่วทั้งสำนักต่างทราบดีเื่ที่โจวหยวนยังเปิดลมปราณไม่ได้ ดังนั้นในความคิดของทุกคนจึงคิดว่าแม้องค์ชายจะมีฐานะสูงส่งแต่ไร้ซึ่งพลัง
ทว่าเหตุการณ์ในวันนี้กลับทำให้ความคิดเ่าั้ดับสิ้นไปจนหมด
โจวหยวนยังคงเปิดลมปราณไม่ได้ แต่เขาพลังอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นก็คือพลังจากอักขระหยวน ด้วยพลังเช่นนี้ กระทั่งคนอย่างสวีหลินที่เปิดลมปราณได้สองเส้นแล้วก็ยังไม่ใช่คู่ต่อกรของเขา
บนโลกนี้ตำแหน่งฐานะก็เป็พลังรูปแบบหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้คนยอมรับง่ายที่สุดย่อมเป็พลังที่บ่มเพาะด้วยความพยายามอย่างแน่นอน เพราะพลังเช่นนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงไปมาตามตำแหน่งใดๆ
“นี่ อย่าทำหายอีกเล่า” โจวหยวนเดินไปหาซูโย่วเวยพลางโยนป้ายหยกเล่นไปมา สายลมพัดโชยมาเบาๆ จนชุดเรียนแนบชิดร่างบางเผยให้เห็นสัดส่วนเว้าโค้งงดงามน่าหลงใหลของหญิงสาว ชวนให้ตกอยู่ในภวังค์
ซูโย่วเวยกัดริมฝีปากอย่างละอายใจ จ้องมองโจวหยวนตาใส “องค์ชายทรงเป็อะไรหรือไม่เพคะ”
ถึงอย่างไรหญิงสาวก็เป็ผู้ที่ชอบเอาใจใส่ นางเห็นฝ่ามือของโจวหยวนดูเหมือนจะสั่นอยู่เล็กน้อย
“แหะๆ ถูกพบจนได้” โจวหยวนหัวเราะ จากนั้นยกฝ่ามือขึ้น แลเห็นรอยแดงบนกำปั้นซึ่งเป็รอยที่เกิดจากการต่อสู้อย่างดุเดือดก่อนหน้านี้
“ลมปราณยังไม่เปิด สภาพร่างกายเลยแย่ลงนิดหน่อยน่ะ” โจวหยวนถอนหายใจ แม้จะใช้อักขระตัวเบา อักขระกระทิง และอักขระกายเหล็กช่วยเพิ่มความเร็วรวมไปถึงทำให้พลังและิัแข็งแกร่งขึ้นชั่วคราวแล้ว แต่ทว่าภายในร่างกายของเขายังอ่อนแอเกินไป แรงบีบอัดเหล่านี้ค่อยๆ เข้าสู่ร่างกายจนเขารับไม่ค่อยไหว
“อาจารย์เคยบอกว่าอักขระหยวนบางอย่างจะช่วยให้ทั่วร่างกายแข็งแกร่งขึ้นภายใน่เวลาสั้นๆ หากท่านฝึกฝนจนสำเร็จก็จะไม่ได้รับผลกระทบเช่นนี้” ซูโย่วเวยครุ่นคิดแล้วรีบแนะนำ
โจวหยวนพยักหน้าแล้วตอบกลับ “อักขระหยวนที่มีผลลัพธ์เช่นนั้นย่อมมีระดับสูง”
ได้ยินกันว่าอักขระหยวนนั้นมีอยู่เก้าระดับ แต่ระดับของโจวหยวนในตอนนี้ยังอยู่ที่ระดับเริ่มต้น ไม่นับว่าเป็ระดับหนึ่งเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นใน่ระยะเวลาสั้นๆ จึงไม่อาจเรียนอักขระหยวนเ่าั้ได้
“ท่านต้องพยายามอีกหน่อยเพคะ การสอบไล่ในอีกหนึ่งเดือนให้หลัง นอกเสียจากว่าท่านวาดอักขระหยวนระดับหนึ่งได้ ไม่เช่นนั้นเกรงว่าคงยากที่จะติดสิบอันดับแรก” ซูโย่วเวยกัดริมฝีปากเบาๆ แล้วกล่าวด้วยความกังวล
นางกลัวว่าหากคะแนนสอบของโจวหยวนไม่ดี เสียงนินทาจะลอยตามมา
โจวหยวนลูบฝ่ามือเบาๆ “วางใจเถอะ ข้าจัดการได้”
เขาหรี่ตาลง ตอนนี้เขาทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับการเดินทางไปยังสุสานบรรพชนในอีกสองวันเพื่อช่วยแก้ปัญหาเื่ไม่พบลมปราณทั้งแปด หากช่วยไม่ได้ บางทีเขาคงต้องทุ่มเทให้กับการเรียนอักขระหยวนเพียงอย่างเดียวแล้ว
ในอนาคตคงทำได้แค่ฝึกอักขระหยวนจนชำนาญ อันที่จริงเขาก็ไม่ค่อยเต็มใจอยู่บ้าง
ซูโย่วเวยเห็นโจวหยวนนิ่งเงียบไปจึงรีบเบี่ยงประเด็นความสนใจทันที เบนสายตาจ้องมองพลางยิ้มร่า “องค์ชายเพคะ ให้ข้าสมานแผลให้ดีหรือไม่เพคะ”
“ช่างเถอะ วาสนาดีเช่นนี้ หากคนอื่นเห็นเข้าคงคิดปองร้ายข้าเป็แน่” โจวหยวนกล่าวหยอกล้อ ในเวลานี้ซูโย่วเวยนับว่าเป็ที่นิยมของจวนต้าโจวไม่น้อย
พอซูโย่วเวยได้ยินจึงกลอกตารอบหนึ่งด้วยความโกรธเคือง “ในเมื่อท่านขี้ขลาดเช่นนี้ ข้าก็จะไม่ยุ่งด้วยแล้ว ขอตัวไปเก็บกวาดห้องเก็บตำราก่อนนะเพคะ”
สิ่งนี้คืองานเล็กๆ น้อยๆ ส่วนหนึ่งสำหรับนางที่พอจะได้รับค่าตอบแทนอยู่บ้าง ฐานะครอบครัวของนางไม่ค่อยสู้ดีนัก และยังมีคุณปู่อีกหนึ่งคน ดังนั้นทุกครั้งที่มาเข้าเรียนนางก็จะหางานจิปาถะเหล่านี้ทำในจวนต้าโจวไปด้วย
โจวหยวนได้ยินเช่นนั้นก็ลังเลใจอยู่ชั่วครู่แล้วเอ่ยถามว่า “การสอบเหลืออีกแค่หนึ่งเดือน เวลากระชั้นชิด ข้าว่าเ้าควรหาเวลาเปิดลมปราณเพิ่ม หากมีสิ่งที่้าละก็ข้า...”
“องค์ชายเพคะ”
โจวหยวนยังไม่ทันพูดจบก็ถูกขัดจังหวะ เขามองซูโย่วเวย เวลานี้นางเม้มปากจ้องมองเขาอย่างจริงจัง เสียงของนางอ่อนโยนแต่มีพลังที่ไม่อาจมองข้ามได้ “ท่านช่วยเหลือข้าไว้มากแล้ว ท่านพาข้ามายังสถานที่ที่เปลี่ยนชะตาชีวิต ข้าตื้นตันใจยิ่งนัก แต่...ท่านเคยพูดไว้ว่าพวกเราคือสหายกัน ใช่หรือไม่เพคะ”
โจวหยวนตกตะลึงมองหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้า ส่วนลึกที่สุดในแววตาของหญิงสาวสั่นไหวราวกับซุกซ่อนความดื้อดึงที่ยากจะพบเจอ นี่คือการรักษาศักดิ์ศรีในก้นบึ้งสุดหัวใจของนาง
นางทราบดีว่าหากเอ่ยปากพูดออกไป โจวหยวนจะช่วยจัดการทุกอย่างตามที่นาง้า แต่หากเป็เช่นนั้น บางทีความสัมพันธ์ของนางกับโจวหยวนคงจะแย่ลงไปบ้าง
นางรักษาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนอย่างระมัดระวังมาโดยตลอด โจวหยวนเป็ถึงองค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์ต้าโจว มีฐานะสูงส่ง นางเป็แค่ชาวบ้าน ฐานะของทั้งสองคนแตกต่างกันเกินไป จึงเป็เื่ง่ายต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์
นางไม่ได้กลัวคำวิจารณ์ แต่นางไม่อยากถูกโจวหยวนดูแคลน
ด้วยเหตุนี้พอนางเข้ามาที่จวนต้าโจวจึงพยายามอย่างมากให้ตนเองเป็อิสระ อีกทั้งยังฝึกฝนอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนความเหลื่อมล้ำระหว่างพวกเขาทั้งสองคน
สุดท้ายนางก็ทำสำเร็จ เป็อัจฉริยะที่เปิดลมปราณได้เร็วที่สุดนับั้แ่ก่อตั้งจวนต้าโจวมา พร์ของนางเพียงพอให้คนอื่นให้ความสำคัญ แม้กระทั่งฮ่องเต้โจวฉิงก็ยังรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของนาง
“ก็ได้ ก็ได้”
เผชิญหน้ากับการสายตาดื้อรั้นของหญิงสาว โจวหยวนจึงยกมือยอมแพ้กล่าวด้วยรอยยิ้มเจื่อน “ข้าไม่ยุ่งแล้ว”
พอซูโย่วเวยได้ยิน ดวงตาสว่างไสวคู่นั้นก็โค้งลงเล็กน้อยละม้ายคล้ายพระจันทร์เสี้ยว เวลานี้นางรู้สึกสบายใจไปได้บ้าง นางทราบดีว่าหากโจวหยวนยังดึงดันนางก็คงปฏิเสธไม่ลง หากเป็เช่นนั้นคงรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง
จวบจนถึงตอนนี้นางทราบว่าที่โจวหยวนยอมถอยก็เพื่อรักษาศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ของนาง สิ่งนี้ทำให้ประกายน้ำในแววตาสั่นคลอ เต็มไปด้วยความรู้สึกประทับใจอย่างน่าประหลาด
“องค์ชายเพคะ โปรดวางใจ ข้าจะไม่หย่อนยานต่อการฝึกเด็ดขาด ข้าขอให้คำมั่นว่าจะติดอันดับที่ดีที่สุดในการสอบไล่ครั้งนี้ และเข้าไปในสำนักเจี่ยให้ได้” ซูโย่วเวยยิ้มหวาน ใบหน้างดงามเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
ในสำนักศึกษาจวนต้าโจวจะแบ่งออกเป็สิบสำนักย่อย หนึ่งในนั้นคือสำนักเจี่ยที่แข็งแกร่งที่สุด
โจวหยวนพยักหน้า เขาครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะล้วงหยิบหยกหยวนที่ใช้พนันกับสวีหลินก่อนหน้านี้ออกมาวางลงบนฝ่ามือของนาง
“อย่าได้คิดตอบแทน สิ่งนี้ไม่ใช่ให้เ้า แค่ให้เ้ายืม ตอนนี้ข้ายังเปิดลมปราณไม่ได้จึงยังไม่มีประโยชน์” มองเห็นซูโย่วเวยกำลังคิดจะปฏิเสธโจวหยวนจึงรีบกล่าวขึ้นมา
พอได้ยินโจวหยวนพูดเช่นนี้ซูโย่วเวยจึงต้องกลืนถ้อยคำที่จะเอ่ยออกจากปากลงไป แล้วมองด้วยสายตาขุ่นเคือง เ้าคนบ้านี่พูดเช่นนี้ได้อย่างไร!
“ข้าขอตัวก่อนเพคะ!” ซูโย่วเวยเก็บหยกหยวนพลางร้องหึออกมาแล้วเดินเฉียดไหล่ผ่านโจวหยวนไป
“ช่างเย่อหยิ่งเสียจริง...”
โจวหยวนมองแผ่นหลังอันแช่มช้อยเดินหายลับตาไปแล้วส่ายหัว ก่อนจากไปพลันรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังหอคอยที่ตั้งไกลออกไปก็เห็นร่างสวมชุดขาวมองลงมาด้วยดวงตาเฉียบคมราวกับใบมีด
“ฉีเยวี่ย” โจวหยวนมองร่างชายในชุดขาว คิ้วขมวดขึ้นเล็กน้อย
เงาร่างในชุดขาวนั้นคือฉีเยวี่ย ทายาทแห่งจวนฉีอ๋อง
พอรับรู้ได้ถึงสายตาของโจวหยวนรอยยิ้มจึงผุดขึ้นบนใบหน้าของฉีเยวี่ย จากนั้นถึงยกกำปั้นขึ้นคารวะโจวหยวนจากระยะไกล
โจวหยวนแสยะยิ้มในใจ แต่บนหน้ายังคงยกยิ้มให้ตามปกติ พยักหน้าแล้วหันกลับออกไป
บนหอคอย ร่างของฉีเยวี่ยมองโจวหยวนเดินไกลออกไป ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็หยอกล้อ พึมพำว่า “นึกไม่ถึงว่าองค์ชาย ไม่ทันไรก็เขียนอักขระหยวนบนร่างกายได้สำเร็จแล้ว...”
ด้านหลังฉีเยวี่ยมีเงาร่างงดงามเดินออกมา หญิงสาวนางนี้มีรูปร่างสูงโปร่ง ท่วงท่างดงามอ่อนช้อย แต่ทว่าริมฝีปากเรียวบางนั้นออกจะให้ความรู้สึกเฉยเมยไปสักหน่อย เมื่อเทียบกับซูโย่วเวยย่อมขาดอะไรไปบางอย่าง
นางเหลือบมองไปยังทิศทางที่โจวหยวนเดินจากไปด้วยแววตางดงามไม่ยี่หระแล้วร้องหึส่งเสียงเ็า “อักขระหยวนนับว่าอ่อนด้อยและสำเร็จได้ยาก ยังไม่อาจแปรสภาพร่างกายได้ อายุขัยมีขีดจำกัด หากประมาท กระทั่งคนธรรมดาก็ตายได้”
นางมีนามว่าหลิ่วซี บิดาของนางคือท่านโหว* ของต้าโจว ผู้คนเรียกว่าหลิ่วโหว แน่นอนว่ามีฐานะชั้นสูง พูดได้ว่าระหว่างนางกับโจวหยวนนับว่ามีความเกี่ยวพันกันอยู่บ้าง
(*ท่านโหว เป็ยศขุนนางระดับสูงในสมัยจีนโบราณ สามารถเทียบเท่าได้กับชั้นเ้าพระยา)
หลายปีก่อนโจวฉิงรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของจวนฉีอ๋อง ด้วยคิดอยากถ่วงดุลอำนาจจึงวางแผนทิ้งน้ำหนักลงบนร่างของท่านโหว จึงเสนอความคิดแต่งงานขึ้น ให้โจวหยวนแต่งงานกับหลิ่วซีลูกสาวของหลิ่วโหวสานสัมพันธ์สองตระกูล
หลิ่วโหวลังเลใจต่อข้อเสนอของโจวฉิงไม่น้อย ตอนนั้นราชสำนักต้าโจวตกต่ำ โจวหยวนซึ่งเป็ทายาทเพียงคนเดียวก็ยังเปิดลมปราณไม่ได้ รวมถึงความรักความเอ็นดูที่มีต่อหลิ่วซี หลิ่วโหวจึงไปสอบถามความคิดเห็นของนาง แต่ทว่าหลิ่วซีผู้เย่อหยิ่งรู้เพียงโจวหยวนเป็แค่องค์ชายไม่เอาไหนจึงปฏิเสธอย่างไม่ลังเล ทั้งยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองว่าเป็ดั่งดอกฟ้ากับหมาวัด นับเป็เื่ตลกสิ้นดี
หลิ่วโหวเห็นท่าทีเช่นนี้ของบุตรสาวจึงปฏิเสธโจวฉิงไป
แม้เื่นี้จะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่เวลานี้เมื่อมาเห็นหมาวัดที่นางเคยพูดถึงหลิ่วซีเองก็ยังคงรู้สึกตะขิดตะขวงใจ
ฉีเยวี่ยได้ยินจึงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “การสอบไล่ครานี้เหล่าศิษย์ที่ติดอันดับเ่าั้ต่างอยู่ฝ่ายเดียวกับข้า หากองค์ชายโจวหยวนของพวกเราคิดว่าจะใช้ความสำเร็จจากอักขระหยวนจนเข้ามาได้ เช่นนั้นก็ได้แต่เพียงใช้วิธีรุมประณามให้เขาได้อับอายแล้ว”
พูดจบ เขาหยุดชั่วประเดี๋ยว ก่อนดวงตาจะหรี่ลงแล้วกล่าวว่า “แต่พร์ของซูโย่วเวยนั่นนับว่าน่าใ ภายภาคหน้าคงไร้ขีดจำกัด หากมีโอกาสต้องพยายามดึงเอามาเป็พวกให้ได้”
ได้ยินฉีเยวี่ยพูด หลิ่วซีจึงมีสีหน้าไม่พอใจ นางมุ่ยปากพลางกล่าวว่า “ก็แค่ผู้หญิงต่ำต้อยคนหนึ่งที่เปิดลมปราณได้สามเส้นเท่านั้น หากดึงมาเป็พวกไม่ได้ ก็หาโอกาสกำจัดทิ้งเสีย”
ภูมิหลังของหลิ่วซีโดดเด่น มีพร์ติดตัว ในอดีตนางเป็ไข่มุกตระการตาที่สุดในจวนต้าโจวอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่านับั้แ่ซูโย่วเวยปรากฏตัวแสงสว่างของนางกลับโดนบดบัง จึงเป็เหตุให้นางไม่สบอารมณ์ชาวบ้านอย่างซูโย่วเวยอย่างยิ่ง
ฉีเยวี่ยฟังจากน้ำเสียงออกว่านางไม่ชอบซูโย่วเวยจึงยกยิ้มไม่เอ่ยคำ เพียงมองร่างของโจวหยวนเดินลับหายไปไกล
“ดูท่าโจวหยวนจะสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไปจนสิ้น จึงคิดจะพึ่งพาคนมีพร์เข้ามาช่วยเหลือ...”
“โจวหยวนเอ๋ยโจวหยวน เทพัแห่งตระกูลโจวกลับกลายเป็ัไร้ค่าไปเสียแล้ว”
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ ตระกูลโจวของพวกเ้าก็ควรจะถึงจุดจบได้แล้วละ”