ลิขิตฟ้าปราบมาร

    บทที่ 34 : ศาสตร์แห่งการควบคุม

            อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสนใจ เจ้าหนอนอ้วนคลานขึ้นไปบนโต๊ะหิน จมูกเล็ก ๆ ของมันสูดดมไปมา

            "ฟุด... ฟุด..." ไม่นานนัก มันก็พบผลไม้สีแดงลูกหนึ่งวางอยู่มุมโต๊ะ "อึ๊บ!"

            เจ้าหนอนอ้วนไม่รอช้ารีบงับเข้าปาก "กรุบ... กรุบ..."

            เหวินซานหน้าเปลี่ยนสีทันทีที่เห็น "ต้วนต้วน!" เขารีบเอื้อมมือไปห้าม แต่ช้าไปเสียแล้ว ผลไม้ทั้งลูกได้หายเข้าไปในท้องของต้วนต้วนเรียบร้อย เหวินซานรีบประสานมือกล่าวด้วยความละอาย "ผู้อาวุโส ขออภัยด้วย"

            ชายชราเพียงเหลือบมองแล้วจึงหัวเราะเสียงดัง "ฮ่า ๆ ๆ! ปล่อยมันเถอะ ผลไม้วิญญาณลูกนั้น ข้าวางไว้หลายสิบปีแล้ว แต่ไม่มีสัตว์อสูรตัวใดกล้าเข้าใกล้ นึกไม่ถึงว่าจะถูกเจ้าหนอนของเจ้ากินเสียได้"

            ต้วนต้วนเงยหน้าขึ้น "อึ๊บ?" ชายชรายิ่งหัวเราะหนักกว่าเดิม "เจ้าหนอนนี่ ตาถึงไม่น้อย"

            ผ่านไปครู่หนึ่ง ต้วนต้วนปล่อยลมในท้องออกมาดัง "เอิ้ก..." ลำตัวอ้วนกลมของมันมีประกายสีเขียวอ่อนวูบผ่านเพียงชั่วขณะ ก่อนจะกลับเป็นปกติ

            ชายชรามองต้วนต้วนที่กำลังเลียริมฝีปากอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนหัวเราะแล้วจึงหันสายตามาทางเหวินซาน "เจ้าหนอนของเจ้าไม่ธรรมดา ส่วนเจ้าก็ดูไม่เลวเหมือนกัน"

            ชายชรายื่นมือมาเก็บเม็ดหมากสีดำและสีขาวลงจากกระดาน ก่อนจัดเรียงใหม่อย่างเป็นระเบียบ "เด็กน้อย เจ้าบอกว่าเล่นหมากไม่เป็นใช่หรือไม่"

            "ขอรับ"

            ชายชรายิ้มบาง "เช่นนั้น... วันนี้ข้าจะสอน"

            เหวินซานโน้มตัวให้ชายชราก่อนนั่งลง ชายชราหยิบหมากสีดำขึ้นมาอธิบายกติกาพื้นฐานของหมากล้อมแบบคร่าว ๆ แล้วจึงวางหมากลงกลางกระดาน "เป้าหมายของหมาก ไม่ใช่การกินหมากฝ่ายตรงข้าม แต่คือการสร้างพื้นที่ของตนเอง และยึดครองทั้งกระดาน"

            เมื่ออธิบายจบ ชายชรายิ้ม "ลองดู" เหวินซานหยิบหมากดำขึ้นมาวางลงอย่างลังเล กระดานแรกเด็กหนุ่่มแพ้แบบราบคาบ ชายชราใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งก้านธูปก็ล้อมหมากของเขาจนหมด "แพ้แล้ว" เหวินซานพยักหน้า ไม่ได้แสดงสีหน้าผิดหวังแต่กลับหยิบสมุดออกมาเขียน

            กระดานที่ 1 เปิดกลางกระดานเร็วเกินไป ละเลยมุมทั้งสี่ หมากขาดการเชื่อมต่อ

            ชายชรามองอยู่เงียบ ๆ แล้วเอ่ย "อีกกระดาน"

            กระดานที่สองก็เหมือนเคยแพ้อีกรอบ กระดานถัด ๆ ไปทุกกระดานเด็กหนุ่มแพ้ทั้งหมด แต่ทุกครั้งเหวินซานจะใช้เวลาคิดนานขึ้นและถามเพียงคำถามสั้น ๆ "เหตุใดหมากเม็ดนี้จึงไม่ควรวาง" ชายชราตอบกลับว่า "เจ้าเอาแต่คิดว่าจะวางหมากเม็ดนี้อย่างไร แต่กลับลืมไปว่า เมื่อหมากหนึ่งเม็ดขยับ ทั้งกระดานก็เปลี่ยนตาม"

            เหวินซานนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตากวาดมองกระดานหมากตรงหน้าอีกครั้ง จากเดิมที่เขาจดจ่ออยู่กับหมากเพียงเม็ดเดียว บัดนี้กลับลองมองทั้งกระดานพร้อมกัน

            ทันใดนั้นเอง เขาก็สังเกตเห็นว่า เพียงหมากเม็ดหนึ่งถูกย้ายตำแหน่ง เส้นทางเชื่อมต่อ พื้นที่ครอบครองของหมากอีกหลายสิบเม็ดกลับเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน

            ดวงตาของเขาเป็นประกายราวกับเข้าใจบางสิ่ง

            ชายชรายิ้มอย่างพึงพอใจ "ในที่สุดเจ้าก็เริ่มมองเห็นแล้ว"

            เมื่อถึงกระดานที่สิบ แม้สุดท้ายเขาจะยังแพ้อยู่ แต่ชายชรากลับไม่สามารถชนะได้ง่ายเหมือนเดิม หลายครั้งต้องใช้เวลาคิดอยู่นาน ต้วนต้วนที่นั่งดูอยู่ข้าง ๆ ถึงกับหลับไปแล้วหลายตื่น ส่วนเหวินซานยังคงจ้องกระดานไม่กะพริบ ชายชราวางหมากเม็ดสุดท้ายลงก่อนถอนหายใจ "เจ้ายังแพ้"

            ชายชราจ้องเด็กหนุ่มตรงหน้า สายตาเริ่มเปลี่ยนไป "เด็กน้อย... เหตุใดเจ้าจึงจดรายละเอียดทุกกระดาน"

            เหวินซานเขาค่อย ๆ ปิดสมุดลง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ผู้คนมักจดจำสิ่งที่ทำสำเร็จ แต่สำหรับข้า..." เขาหยุดเล็กน้อยก่อนยิ้มบาง ๆ "สิ่งที่ควรจดจำที่สุด กลับเป็นเหตุผลที่ทำให้ล้มเหลว เมื่อรู้ว่าผิดเพราะเหตุใด ครั้งต่อไปก็ย่อมหาทางที่ถูกได้"

            ชายชราเงียบไปนาน สายตากวาดผ่านสมุดที่เต็มไปด้วยตัวอักษรละเอียด จากนั้นจึงมองกลับมายังเหวินซาน ภายในใจของเขาเกิดความคิด สายตาที่มองเห็นรายละเอียดซึ่งคนทั่วไปมองข้าม มุมปากของชายชรายกขึ้น "น่าสนใจ... น่าสนใจยิ่งนัก..."

            สายลมยามบ่ายพัดผ่านหน้าผาเบา ๆ หมอกสีขาวลอยอ้อยอิ่งอยู่ระหว่างยอดเขา ชายชรายังคงนั่งอยู่หน้ากระดานหมาก นิ้วที่เหี่ยวย่นคีบหมากสีดำเม็ดหนึ่งขึ้นมา แต่ครั้งนี้กลับไม่วางลง เขาเงยหน้ามองเหวินซานแล้วเอ่ยถาม "เด็กน้อย... เจ้ารู้หรือไม่ เหตุใดคนโบราณจึงคิดหมากล้อมขึ้นมา"

            เหวินซานส่ายหน้า "ข้าไม่ทราบขอรับ"

            ชายชรายิ้มบางก่อนจะลุกขึ้นช้า ๆ "ตามข้ามา" ทั้งสองเดินออกจากลานหินโดยมีต้วนต้วนคลานตามหลัง ไม่นานนักทั้งคู่ก็เดินมาถึงหน้าผาแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าคือภูเขาสูงสลับซับซ้อนนับไม่ถ้วน ลำธารหลายสายไหลคดเคี้ยวผ่านหุบเขา ก้อนหินมหึมาตั้งกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ หมอกพิษลอยวนเป็นสาย ชายชรายกมือชี้ออกไป "เห็นภูเขาหรือไม่"

            "เห็นขอรับ"

            "เห็นสายน้ำหรือไม่"

            "เห็นขอรับ"

            "เห็นก้อนหิน หมอก ต้นไม้เหล่านั้นหรือไม่" เหวินซานพยักหน้าทีละข้อ ชายชรายิ้มกว้าง "ทั้งหมดนี้... ก็คือกระดานหมาก"

            "กระดานหมากหรือขอรับ?"

            ชายชราพยักหน้า "ภูเขาเปรียบดั่งหมากที่ไม่มีวันเคลื่อน สายน้ำคือเส้นทาง หมอกคือสิ่งบดบังสายตา ส่วนมนุษย์..."

            เขาหยิบหมากสีดำเม็ดหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนปล่อยลงบนพื้นหิน กึก…

            "ก็เป็นเพียงหมากเม็ดหนึ่งเท่านั้น"

            เหวินซานทอดสายตามองภูเขา สายน้ำ และหมอกเบื้องหน้าอีกครั้ง แม้จะพยายามมองตามคำอธิบายของชายชรา แต่ในสายตาของเขา สิ่งเหล่านั้นก็ยังเป็นเพียงภูเขา สายน้ำ และหมอกดังเดิม

            เขาขมวดคิ้วน้อย ๆ ก่อนเอ่ยถาม "ผู้อาวุโส... ขออภัยที่ศิษย์โง่เขลา แต่ข้ายังไม่เห็นว่าฟ้าดินผืนนี้จะเป็นกระดานหมากได้อย่างไร"

            "มองให้ดี" สิ้นคำของชายชราดวงตาของเด็กหนุ่มพลันสั่นไหว

            ลมหุบเขาที่เคยพัดไร้ทิศทางพลันไหลเวียนเป็นสาย หมอกสีขาวค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปตามกระแสลม สายน้ำ ภูเขา ก้อนหิน และต้นไม้ ไม่ได้แยกขาดจากกันอีกต่อไป แต่เชื่อมโยงกันด้วยจังหวะราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังขับเคลื่อนทุกสรรพสิ่ง

            เหวินซานเบิกตากว้าง ในสายตาของเขาตอนนี้ ฟ้าดินคล้ายแปรเปลี่ยนเป็นกระดานหมากอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต

            ภาพนั้นคงอยู่เพียงชั่วลมหายใจเดียว เมื่อเหวินซานกะพริบตา ทุกสิ่งก็กลับคืนสู่สภาพเดิม ราวกับสิ่งที่เห็นเมื่อครู่เป็นเพียงความฝัน

            เขาหันไปมองชายชราด้วยความตื่นตะลึง "เมื่อครู่นี้..."

            ชายชรายิ้มเพียงบางเบา ก่อนกล่าวอย่างเรียบเฉย "สิ่งที่เจ้าเห็น เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของฟ้าดินเท่านั้น"

            เขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ "วันหน้า เจ้าจะมองเห็นได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง"

            เหวินซานประสานมือคำนับ ก่อนเก็บคำพูดทุกประโยคลงในสมุดและเดินจากไป

            เช้าวันรุ่งขึ้น หมอกสีขาวยังคงปกคลุมยอดเขา เหวินซานลืมตาตื่นขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เด็กหนุ่มนึกถึงคำพูดของชายชราเมื่อวาน

            ตลอดทั้งคืน เขาพยายามคิดถึงความหมายของคำว่า "ฟ้าดินคือกระดานหมาก" และภาพที่เห็นเพียงชั่วพริบตานั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            แม้จะพอจับเค้าลางได้บ้าง แต่ยิ่งคิด เขาก็ยิ่งรู้ว่าตนเองเข้าใจเพียงผิวเผินเท่านั้น

            เหวินซานเงยหน้ามองไปยังลานหินบนยอดเขา ในเมื่อยังมีเวลาอยู่บ้าง... เขาอยากใช้โอกาสอันน้อยนิดนี้เรียนรู้จากชายชราอีกสักครั้ง

            ไม่นานนัก เหวินซานก็มาถึงลานหินแห่งเดิม ชายชรายังคงนั่งอยู่หน้ากระดานหมากเช่นเคย เพียงแต่วันนี้ บนกระดานไม่มีหมากดำ ไม่มีหมากขาว มีเพียงกระดานเปล่าที่วางอยู่

            เหวินซานนั่งลงบนเก้าอี้หิน ชายชราหยิบหมากขึ้นมาห้าเม็ดวางกระจายบนกระดานอย่างไร้แบบแผน "หากเจ้าจะเอาชนะ เจ้าจะเดินอย่างไร" เหวินซานไม่ได้รีบตอบ แต่กลับหยิบสมุดออกมา 

            ชายชราเลิกคิ้ว "จะจดอีกแล้วหรือ"

            เหวินซานยิ้มบาง "ข้าคิดได้ง่ายกว่าหากเขียนออกมา" เขาเริ่มวาดกระดานหมากลงบนสมุด จากนั้นแบ่งหมากทั้งห้าเม็ดออกเป็นกลุ่มแล้วเขียนกำกับไว้ว่า กลุ่มที่หนึ่ง มีพื้นที่มาก แต่เชื่อมต่อกันยาก กลุ่มที่สอง ป้องกันง่าย แต่ขยายพื้นที่ไม่ได้ จากนั้นจึงลองวาดหมากเพิ่มทีละเม็ด ลบ แล้ววาดใหม่ แก้ไขอีกครั้ง ทำซ้ำอยู่หลายรอบ ชายชรานั่งมองเงียบ ๆ เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม เหวินซานจึงเงยหน้าขึ้น "ผู้อาวุโส ข้าคิดว่าหากเชื่อมสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน น่าจะดีกว่าไล่โจมตีขอรับ"

            ชายชราไม่ตอบเพียงแต่วางหมากตามที่เหวินซานบอก ผลปรากฏว่ากระดานทั้งกระดานเปลี่ยนไปทันที หมากที่เคยกระจัดกระจายกลับกลายเป็นตำแหน่งที่แข็งแกร่ง ชายชรามองเหวินซาน "เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนี้"

            เหวินซานตอบอย่างเรียบง่าย "เวลาข้าปรุงโอสถ... ข้าไม่เคยมองสมุนไพรเป็นต้น ๆ แต่จะมองสรรพคุณของมัน ต้นใดเป็นหยาง ต้นใดเป็นหยิน ต้นใดเกื้อหนุน ต้นใดหักล้าง เมื่อเข้าใจธรรมชาติของแต่ละชนิดแล้ว จึงค่อยนำมาหลอมรวมเป็นหนึ่ง" เขาเงยหน้ามองกระดานหมากก่อนเอ่ยต่อ "หมากก็ไม่ต่างกัน แต่ละเม็ดมีตำแหน่ง มีหน้าที่ มีจังหวะของมันเอง ข้าเพียงแยกดูทีละส่วน ทดลองเดิน บันทึกสิ่งที่ผิด แล้วค่อยเริ่มใหม่"

            ดวงตาที่เคยสงบนิ่งของชายชรากลับมีประกายชื่นชม "น่าสนใจ..."

            ลานหินเงียบสงบ มีเพียงเสียงเม็ดหมากกระทบกระดานดังเป็นจังหวะ "กึก... กึก..."

            ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง "สหายเหวิน!" เหวินซานหันกลับไปพบลุงเฉินกับนักล่าสมุนไพรอีกสามคนกำลังรีบเดินเข้ามา เมื่อเห็นชายชรานั่งอยู่ทุกคนกลับหยุดชะงัก สีหน้าของแต่ละคนเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ชายวัยกลางคนคนหนึ่งถึงกับก้มหน้าลงโดยไม่รู้ตัว อีกคนรีบถอยหลังไปครึ่งก้าว ลุงเฉินรีบประสานมือคำนับ "ผู้อาวุโส... ขออภัยที่รบกวน"

            ชายชราเพียงโบกมือ สายตายังไม่ละจากกระดานหมาก "มีเรื่องใด"

            ลุงเฉินประสานมือคำนับแล้วกล่าวออกมา "พวกเราจะออกเดินทางต่อแล้ว จึงมาตามสหายเหวิน"

            ชายชราพยักหน้าเพียงเล็กน้อย "เช่นนั้นก็ไปเถิด"

            ไม่มีผู้ใดกล้าพูดต่อ บรรยากาศรอบลานหินเงียบเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจ เหวินซานเองยังแปลกใจ เมื่อครู่ทุกคนยังพูดคุยหัวเราะกันตามปกติ แต่ทันทีที่เห็นชายชรากลับเงียบลงเสียได้

            ก่อนเด็กหนุ่มจะลุกออกไปชายชราพลันเอ่ยขึ้น "เด็กน้อย ก่อนเจ้าจะไป สมุดของเจ้าให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่"

            เหวินซานชะงักเล็กน้อยก่อนยื่นสมุดออกไปทั้งสองมือ ชายชรารับมาเปิดเพียงไม่กี่หน้าสีหน้าสงบนิ่งของเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป ทุกหน้ามีตัวอักษรแน่นเต็มไปหมด

            เเขาพลิกอ่านเร็วขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายชายชราปิดสมุดลงส่งคืนให้เด็กหนุ่มแล้วจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม "เมื่อเจ้าทำสิ่งที่ตั้งใจสำเร็จแล้ว จงกลับมาหาข้า วันนั้นข้าจะสอนสิ่งที่ข้ารู้ให้แก่เจ้า"

            เหวินซานรีบประสานมือคำนับ "ข้าจะจดจำไว้" ชายชราเพียงพยักหน้า พลางหยิบหมากเม็ดหนึ่งขึ้นมา

            ลุงเฉินรีบพาเหวินซานออกจากลานหิน

            เมื่อเดินห่างออกมาหลายร้อยจั้ง ชายวัยกลางคนคนหนึ่งจึงถอนหายใจยาว "โชคดี... ผู้อาวุโสอารมณ์ดี"

            เหวินซานหันไปถาม "ลุงเฉิน... พวกท่านรู้จักเขาหรือ"

            ลุงเฉินส่ายหน้า "ไม่ ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร พวกเราเพียงรู้ว่าอย่าได้เสียมารยาทต่อเขา"

            นักล่าสมุนไพรอีกคนถอนหายใจ ก่อนเอ่ยเสริม "เมื่อหลายสิบปีก่อน มีผู้ฝึกตนผู้หนึ่งผ่านมาที่นี่ เห็นผลไม้วิญญาณบนโต๊ะหิน จึงคิดจะยึดไปเป็นของตน"

            "ในคืนนั้นไม่ได้มีอะไรผิดปกติแต่รุ่งเช้า ชายผู้นั้นก็หายสาบสูญไปจากหุบเขา ตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่มีผู้ใดพบเขาอีกเลย"

            ลมรอบตัวเย็นลงหลายส่วน เหวินซานหันกลับไปมองลานหินอีกครั้ง แต่กลับเห็นเพียงสายหมอกสีขาว โต๊ะหินกระดานหมากรวมถึงชายชรา หายไปหมดแล้ว ราวกับไม่เคยมีอยู่ตั้งแต่แรก