เสวี้ยเจ๋อที่เห็นความมั่นใจของอูหลินเฟิง เขาเริ่มมีลางสังหรณ์ว่าแผนการของเขาอาจจะผิดพลาดไปแล้วก็ได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรศึกนี้เขาจะต้องชนะให้ได้
"คิดว่าตนเองฉลาดนักสินะ"เสวี้ยเจ๋อกล่าวออกมาด้วยสีหน้านิ่ง ราวกับตอนนี้เขากำลังยิ้มไม่ออก
"ข้าก็ไม่ได้ฉลากนักหรอก เพียงแต่อาจมีบางคนที่ฉลาดน้อยกว่าข้าก็เท่านั้น"อูหลินเฟิงกล่าว พร้อมกับของไปยังเสวี้ยเจ๋ออย่างท้าทาย แต่ก่อนที่เสวี้ยเจ๋อจะได้กล่าวตอบอะไรกลับมา คนที่กล่าวออกมากลับเป็นจงหมิ่น
"อย่างเจ้าไม่ได้เรียกฉลาด น่าจะเรียกว่าวิตกเกินเหตุมากกว่า"จงหมิ่นที่อยู่ข้างๆ อูหลินเฟิงกล่าวออกมา จนทำให้อูหลินเฟิงต้องหันไปหาสหายของตนเอง
"หรือไม่ก็เป็นโรคจิตเวช พวกโรควิตกกังวล หรือโรคหวาดระแวงแน่ๆ เลย"ลุคพูดเสริมจงหมิ่น ในตอนนี้ลุคได้อาศัยในร่างของชิกิงามิจิ้งจอกเก้าหาง อาศัยในร่างรูปร่างของชายหนุ่มผมสีทองสวมสุดสูทสีขาว
"นี่พวกเจ้า!! เป็นสหายใครกันแน่"อูหลินเฟิงกล่าว เมื่ออยู่ๆ สหายและวิญญาณแฝดของตนเองกล่าวเหน็บเขา
"ก็สหายของเจ้าไงจำไม่ได้งั้นหรือ หรือว่าสมองเจ้ามีปัญหาจริงๆ??"จงหมิ่นกล่าวออกมาอย่างหน้าตายพร้อมกับมองไปยังอูหลินเฟิงราวกับท้าทาย
“ฉันก็น้องนายไง เป็นจิตวิญญาณแฝดของนายแม้แต่เรื่องก็ลืมแล้วหรอ ไปหาหมอหน่อยดีกว่านะ เสวี่ยหานเอ๋อร์!!มาตรวจสมองเจ้านี่หน่อยสิ” ลุคทำเป็นตะโกนเรียกเสวี่ยหานเอ๋อร์
"พวกเจ้านี่มัน!!"อูหลินเฟิงถึงกลับไปไม่เป็นเมื่อโดนสหายสนิทและจิตวิญญาณแฝดของตนเองรุม
…..
"พยายามทำให้ข้าโมโหสินะ"เสวี้ยเจ๋อกล่าวเสียงเบากับตัวเอง จากนั้นก็สงบสติของคนเองที่กำลังโมโหจากการที่แผนผิดพลาด และ การที่อีกฝ่ายพยายามทำเป็นไม่สนใจเขา นับว่าเสวี้ยเจ๋อยังเป็นที่ใจเย็นยิ่งนัก
"หือ? ไม่ได้ผลงั้นหรือ?"อูหลินเฟิงกล่าวเสียงเบาเช่นเดียวกัน ดูเหมือนอีกฝ่ายจะใจเย็นกว่าที่เขาคิดไว้ ไม่ใช้อารมณ์แล้วพุ่งมาโจมตีตามที่เขาต้องการ แต่ดูเหมือนว่าคนที่ทนไม่ไหวจะเป็นคนอื่นแทน ในจังหวะที่ทุกคนยังไม่ทันจะเคลื่อนไหว กลับมีคนผู้หนึ่งของฝ่ายแดนจันทราโลหิตที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ร่างของคนคนนั้นกลายเป็นเส้นแสงสีทองพุ่งไปหาอูหลินเฟิงด้วยความเร็วสูง คนๆ ก็คือโอวหยางไป๋หลง ดาบแห่งแสงในมือพุ่งตรงไปยังร่างของอูหลินเฟิง
แต่ในขณะเดียวกันจากทางฝั่งของกองกำลังพันธมิตรก็ได้มีเสียงคำรามจากอัสนีดังขึ้นมา พร้อมๆ กับร่างของเยว่ฟงที่เรียกปีกแสงวายุอัสนีออกมาพุ่งตัวเข้าไปปะทะกับโอวหยางไป๋หลง กรงเล็บแสงวายุอัสนีเข้าปะทะกับดาบแสงอย่างรุนแรง
"เจ้าคิดจะทำอะไรไป๋หลง คิดจะทรยศตระกูลโอวหยางงั้นหรือ"เยว่ฟงกล่าว
"ทรยศ? ตระกูลที่ไม่เคยมอบอะไรให้แก่ข้า ข้าไม่นับว่านั้นคือตระกูลของข้า หลบไปซะ เยว่ฟง ไม่อย่างนั้นข้าจะสังหารเจ้าด้วย"โอวหยางไป๋หลงกล่าว ทีแรกเขาคิดจะทำเป็นสหายของอูหลินเฟิงเพื่อหาโอกาสสังหารอีกฝ่าย แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะไม่ต้องแล้ว โอวหยางไป๋หลงโคจรลมปราณแสงของตนโจมตีและหลบหลีกการโจมตีของเยว่ฟงไปพร้อมๆกัน
"ข้าไม่หลบ หากอยากสังหารเขาก็ข้ามศพข้าไปก่อน"เยว่ฟงกล่าว จากนั้นสองคนที่มีความเร็วสูงที่สุดของทั้งสองฝั่ง ได้พุ่งตัวขึ้นเหนือฟ้าปะทะกันด้วยความเร็วที่เกินกว่าใครจะตามทัน แต่ไม่ว่าอย่างไรโอวหยางไป๋หลงก็มีความเร็วที่ด้อยกว่าเยว่ฟงที่ประสานแสงวายุอัสนีลมปราณสามสายที่โดดเด่นในเรื่องความเร็ว จังหวะที่โอวหยางไป๋หลงกำลังเสียเปรียบจากทางฝั่งของแดนจันทราโลหิตก็ได้มีเสียงคำรามของอัสนีและเส้นแสงอัสนีของฟู่อูผู้ที่โดนเยว่ฟงแย่งชิงอันดับที่สี่ของสถาบันเทพราชัน ฟู่อู ผนึกลมปราณอัสนีของตนเองลงในหอกแทงไปยังเยว่ฟง
แม้ว่าเยว่ฟงจะต้องรับมือกับฟู่อูและโอวหยางไป๋หลงพร้อมกับแต่สีหน้าเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ทั้งสามคนต่างพุ่งขึ้นไปปะทะกันบนฟากฟ้า กลายเป็นสนามรบแรกที่เกิดการต่อสู้ขึ้น
………
"ชิ! เจ้าพวกนั้นทำตามใจตัวเองเสียจริง"เสวี้ยเจ๋อกล่าวอย่างหัวเสียอีกครั้ง ที่โอวหยางไป๋หลงเคลื่อนไหวตามใจตนเอง จากนั้นหันไปหาเสวี้ยกังและกงซุนเมิ่ง
"ปล่อยพวกนั้นออกมาซะ"
กงซุนเมิ่งและเสวี้ยกังต่างพยักหน้ารับ
"เวทอัญเชิญ กองทัพอสูร"ทันทีที่กงซุนเมิ่งกล่าวจบวงแหวนเวทขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นข้างหลังของนาง พร้อมกับการ์กอยล์ทมิฬสีดำจำนวนหลายร้อยตัวพุ่งออกมาจากวงแหวน
ทางด้านเสวี้ยกังก็นำโลงศพที่มีพลังในการกักขังอสุรกายไร้ผิวจำนวนมาก แม้ว่าจะมีหลายตัวที่ใช้ในการฟื้นพลังของเทพศพโลหิต แต่เมื่อเลือดจากอสุรกายโลหิตไม่สามารถฟื้นพลังของเทพศพโลหิตได้มากกว่านี้ อสุรกายโลหิตที่เหลือจึงถูกเก็บไว้ และ มันก็ยังมีอีกหลายร้อยตัวเลยทีเดียว
"นำพวกนั้นมาให้ข้า!!"เทพศพโลหิตกล่าวหลังจากที่เห็นอสุรกายโลหิตจำนวนมากออกมาจากโลงศพ พลังของเทพศพโลหิตตอนนี้เหลือเพียงชนชั้นราชันขั้นกลาง แต่หากได้ดูดกลืนเลือดจำนวนมากย่อมสามารถฟื้นพลังได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเสวี้ยกังผู้ที่กำลังเรียกอสุรกายไร้ผิวได้ยินเขาจึงควบคุมอสุรกายไร้ผิว พุ่งตรงไปยังเทพศพโลหิต แม้ว่ากว่าที่พวกเขาจะทำให้อสุรกายโลหิตแข็งแกร่งได้มากขนาดนี้จะลงแรงไปมหาศาล แต่ว่าหากเทพศพโลหิตสามารถฟื้นความแข็งแกร่งได้ อย่างน้อยหากสามารถฟื้นพลังไปจนถึงชนชั้นจักรพรรดิได้ ทางฝั่งกองกำลังพันธมิตรย่อมไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว
อสุรกายไร้ผิวจำนวนมากถูกควบคุมไปพุ่งตรงไปหาเทพศพโลหิต แต่ในตอนนั้นเองได้มีรากไม้จำนวนมากพุ่งออกมาจากพื้นดิน และมัดไปยังร่างของอสุรกายไร้ผิวเหล่านั้น นั่นคือฝีมือของเสวี่ยหานเอ๋อร์นางใช้ปราณพฤกษาพิสุทธิ์ กุหลาบไร้ชีวา กระบวนท่าที่เคยสังหารอสุรกายโลหิตภายในตระกูลโอวหยางได้ถูกใช้ออกมาอีกครั้ง
“ฮันเตอร์ นำทีมตามหาเสวี่ยหานเอ๋อร์แล้วสังหารนางลงให้ได้” เสวี้ยเจ๋อออกคำสั่งทันที การคงอยู่ของเสวี่ยหานเอ๋อร์นอกจากจะเป็นอันตรายต่ออสุรกายโลหิตแล้ว นางยังเป็นคนที่มีความสามารถในการรักษาผู้อื่นในระดับสูง จึงเป็นคนแรกที่แดนจันทราโลหิตจะต้องสังหารให้ได้
"รับทราบ"ฮันเตอร์รับทราบภารกิจและนำคนออกมาเพื่อตามหาและสังหารเสวี่ยหานเอ๋อร์
แต่ว่าก่อนที่รากไม้เหล่านั้นจะสามารถดูดกลืนพลังชีวิตของอสุรกายไร้ผิวได้ พลังที่ยิ่งใหญ่ของเทพศพโลหิตได้ถูกส่งออกมาทำลายรากไม้จนหมดสิ้น อสุรกายโลหิตได้เป็นอิสระอีกครั้งพร้อมๆ กับที่พุ่งเข้าหาร่างของเทพศพโลหิตอีกครั้ง
"อย่าให้มันดูดกลืนเลือดจากอสุรกายพวกนั้นได้"อูหลินเฟิงที่เห็นเหตุการณ์รีบตะโกนออกไป จอมยุทธ์ห้าคนที่ยืนอยู่ใกล้กับฝั่งของแดนจันทราโลหิตต่างพุ่งตัวออกมาอย่างรวดเร็ว โจมตีเข้าขัดขวางการเคลื่อนที่ของอสุรกายไร้ผิว
"คิดจะขวางข้างั้นหรือ ได้! ข้าจะดื่มเลือดจากพวกเจ้าแทน"เทพศพโลหิตกล่าวออกมาอย่างโมโหที่โดนขัดจังหวะในการฟื้นพลังเทพศพโลหิตพลังครั้งแล้วครั้งเล่า เทพศพโลหิตทำเพียงแค่ยกมือขึ้น จอมยุทธ์ทั้งห้าคนที่กำลังพุ่งเข้ามาก็หยุดชะงักลงพร้อมกับทำสีหน้าเจ็บปวด
“อ็อค อ็ากกกก” ทันใดนั้นเองได้มีหอกโลหิตทิ่มแทงออกมาจากร่างกายของจอมยุทธทั้งห้าคน หอกโลหิตทั้งหลายที่ออกมาจากร่างของจอมยุทธ์ทั้งห้าคนต่างถูกสร้างโดยเลือดของพวกเขาทั้งนั้น เทพศพโลหิตได้บังคับโลหิตภายในร่างของจอมยุทธ์ให้ทำร้ายร่างกายของพวกเขาเอง สังหารพวกเขาลงอย่างง่ายดาย
จากนั้นเทพศพโลหิตก็ได้บังคับเลือดภายในร่างของจอมยุทธ์ห้าคนให้ลอยเข้ามาหาตนเอง แต่ในตอนนั้นเองเทพศพโลหิตก็รู้สึกแปลกๆ กับบางอย่างภายในโลหิตพวกนั้น ทันใดนั้นร่างของจอมยุทธทั้งห้า สั่นสะท้านออกมาแล้วระเบิดร่างกายตนเองปล่อยม่านควันจำนวนมากออกมา
‘ร่างปลอมงั้นหรือ??’ เทพศพโลหิตคิดในใจ
“เทพศพโลหิตระวังด้วย อีกฝ่ายมีคนที่ใช้ชิกิงามิสร้างเลือดปลอมได้” เสวี้ยเจ๋อกล่าวเตือนเทพศพโลหิต นั้นทำให้เทพศพโลหิตรู้ตัวว่าตนเองตกหลุมพรางอีกฝ่ายเสียแล้ว
“แสบนักนะ!! เร็วเข้ารีบส่งอสุรกายพวกนั้นมา” เทพศพโลหิตกล่าวออกมาอย่างหัวเสียเมื่อไม่อาจดื่มเลือดของอีกศัตรูได้ จากนั้นก็หันไปเร่งเสวี้ยกังที่กำลังปลดปล่อยอสุรกายไร้ผิว อสุรกายไร้ผิวจำนวนมากจึงพุ่งไปหาเทพศพโลหิต แต่ก่อนที่เทพศพโลหิตจะได้ดูดกลืนเลือดจำนวนมากภายในร่างของอสุรกายไร้ผิว ภายในม่านควันที่ชิกิงามิสร้างขึ้นมาได้มีร่างกายอันใหญ่โตของยักษ์สีขาวพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว และ โจมตีขัดเข้ามาขวางระหว่างเทพศพโลหิตและอสุรกายไร้ผิวจำนวนมาก
อาคมดาราสิบแฉก รูปแบบสามวงแหวน หอกทะลวงนภา
ร่างของยักษ์ขาวที่ออกมาจากม่านควันได้สร้างหอกที่ประสานจากพลังอาคมหลายธาตุแทงไปยังร่างของเทพศพโลหิต เทพศพโลหิตที่เห็นแบบนั้นก็โคจรลมปราณโลหิตสร้างดาบทับทิมโลหิต ฟาดฟันไปยังหอกที่แทงเข้ามาจากนั้นก็ได้พยายามควบคุมเลือดภายในร่างของยักษ์ขาวแต่ว่า
‘ควบคุมเลือดภายในร่างของเจ้านี่ไม่ได้ หรือว่ามันไม่มีเลือด?’ เทพศพโลหิต พยายามใช้พลังของตนเองควบคุมเลือดของยักษ์ขาวที่โจมตีเข้ามา แต่เพียงไม่นานเขาก็รู้ได้ทันทีว่าในร่างของยักษ์ขาวตัวนี้ไม่มีเลือดเลยแม้แต่หยดเดียว
‘เมื่อกี้ก็ชิกิงามิ แล้วนี่ยังมียักษ์ที่ไร้เลือด เจ้าพวกนี้รู้เกี่ยวกับพลังของข้า!!’ เทพศพโลหิตคิดอย่างหัวเสียอีกครั้งดูเหมือนว่าหลายอย่างจะไม่เป็นไปตามที่เขาต้องการเลย
“ดูทำหน้าเข้า กำลังโมโหหรือไงที่มีคนรู้เรื่องความสามารถของเจ้า ไม่เห็นจะแปลกข้อมูลอันมีค่านี้ ตระกูลโอวหยางต้องสังเวยคนไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่...กว่าจะรู้ความสามารถของเจ้า เทพ..ตก..ชั้น” เนี่ยหลุนกล่าวจากร่างยักษ์ขาว ร่างของยักษ์ขาวในตอนนี้กำลังยิ้มเยาะอีกฝ่าย ยิ่งเขาเน้นยำเสียงตอนที่กล่าวว่าเทพตกชั้น
“ไอ้เด็กเปรต!! ข้าจะสังหารเจ้าซะ” เทพศพโลหิตกล่าวอย่างโมโห หลังจากที่อีกฝ่ายกล่าวว่าเขาคือเทพตกชั้น พลังลมปราณที่รุนแรงไหลทะลักออกมาจากร่างกายของเทพศพโลหิตแม้ว่าพลังของเขาในตอนนี้จะเหลือเพียงแค่ชนชั้นราชันชั้นกลาง แต่สำนึกในอดีตที่เคยบรรลุมาย่อมต้องยังอยู่ไม่ว่าจะเป็นเจตจำนงแห่งกระบี่และเจตจำนงแห่งโลหิตต่างถูกผนึกไว้ภายในกระบี่และฟาดฟันไปยังร่างของยักษ์ขาว จนสามารถที่จะสร้างรอยแผลให้แก่ยักษ์ขาวที่แข็งแกร่งได้
“ชิ ไม่ว่ายังไงก็แข็งแกร่งจริงๆ สมกับเป็นเทพตกชั้น” เนี่ยหลุนกล่าวพร้อมกับยิ้มไปด้วย ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายสามารถทำร้ายร่างกายของยักษ์ขาวได้ แต่นั่นก็ไม่ได้สร้างความหวาดกลัวให้แก่เนี่ยหลุนเลยแม้แต่
อาคมดาราสิบแฉก รูปแบบวงหนึ่งวงแหวน ลูกศรสรรพธาตุ
เนี่ยหลุนได้สร้างวงแหวนอาคมดาราออกมาจำนวนมาก แต่ละวงแหวนต่างมีลูกศรที่มีธาตุแตกต่างกันพุ่งไปโจมตีเทพศพโลหิต
ปราณโลหิต โล่ทับทิมโลหิต
เทพศพโลหิตสร้างโล่จากเลือดของตนเองทำให้มันตกผลึกจนแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า ป้องกันการโจมตีที่มาจากลูกศรหลากหลายธาตุของเนี่ยหลุน ในจังหวะเดียวกันอสุรกายไร้ผิวต่างพุ่งตัวจนใกล้ถึงตำแหน่งที่เทพศพโลหิตและเนี่ยหลุนกำลังปะทะกัน เทพศพโลหิตที่เห็นแบบนั้นก็ได้ยกยิ้มขึ้นมาพร้อมกับโคจรลมปราณของตนเอง
ปราณโลหิต เส้นเลือดกลืนศพ
ที่แผ่นหลังของเทพศพโลหิตได้มีเส้นเลือดจำนวนมากพุ่งออกมา และตรงไป อสุรกายไร้ผิวเพื่อที่จะดูดเลือดจากในร่างกายของพวกมัน และต่อสู้ไปด้วย ทำทั้งสองอย่างในจังหวะเดียวกัน ในจังหวะชั่วพริบตาก่อนที่เส้นเลือดเหล่านั้นจะถูกตัวของอสุรกายไร้ผิว
อักขระมนตรา ปิดกั้นอาณาเขต
ได้มีกำแพงที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยอักขระจำนวนมากพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน นอกจากอักขระจำนวนมากยังค่อยๆ ร้อยเรียงและเชื่อมต่อกันจนกลายเป็นโดมขนาดใหญ่ ที่กักขังเทพศพโลหิตและเนี่ยหลุนไว้ภายใน และยังปิดกั้นไม่ให้ผู้ใดสามารถเข้าออกอาณาเขตนี้ได้ อสุรกายไร้ผิวเองก็ไม่สามารถที่จะทำลายม่านอักขระเหล่านี้ได้ไม่อาจเข้าไปเพื่อให้เทพศพโลหิตกลืนกินได้
“มันจะอะไรกันนักกันหนา!!!” เทพศพโลหิตกล่าวออกมาอย่างโมโหเมื่อเห็นว่าตนเองไม่สามารถที่จะดูดกลืนเลือดจากอสุรกายไร้ผิวได้สักที เขาโดนขัดขวางถึงสี่ครั้งแล้ว เทพศพโลหิตคิดโจมตีเพื่อทำลายเขตแดนอักขระที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกักขังเขา แต่ก่อนที่เขาจะได้ตวัดกระบี่ทำลายมัน เนี่ยหลุนที่ถือหอกอาคมก็ได้พุ่งเข้าไปโจมตีอีกฝ่าย
“คิดว่าข้าจะยอมให้ทำลายเขตแดนนี้ง่ายๆ เหรอ ฝันไปเถอะ” เนี่ยหลุนกล่าว พร้อมกับควงหอกรับมือกับกระบี่ทับทิมโลหิตที่โจมตีเข้ามาอย่างเดือดดาล
“งั้นข้าก็จะฆ่าเจ้าก่อน ไอ้เด็กเวรตัวขาว!!” เทพศพโลหิตกล่าวพร้อมกับตวัดกระบี่ไปยังหอกที่โจมตีเข้ามา
“อักขระเหล่านั้น?? อักขระเวทมนตร์งั้นหรือ?” เสวี้ยเจ๋อจ้องมองอาณาเขตอักขระอย่างตกตะลึง ไม่ใช่ว่าวิชานั้นคือวิชาของโลกแห่งเวทมนตร์ และยังเป็นวิชาถนัดของตระกูลแวนแจนซ์ที่ล่มสลายไปแล้วอีกด้วย เสวี้ยเจ๋อจ้องมองไปยังม่านอักขระอย่างไม่วางตา ในตอนนั้นเองเขาก็ได้เห็นร่างร่างหนึ่งที่กำลังเดินเข้าไปภายในอาณาเขตอักขระ ม่านอักขระที่ป้องกันไม่ให้สิ่งใดเข้าออกกลับเปิดให้คนผู้นั้นเข้าไปอย่างง่ายดาย ร่างที่มีใบหน้าที่คล้ายคลึงอูหลินเฟิง
…
…
จบตอน