บทที่ 10
ฝ่ายซัปพอร์ตของสวามี
“ร้านฟาสต์ฟู้ดฟางเหม่ยเจินเปิดแล้วจ้า!”
สิ้นเสียงของแม่ค้าจำเป็เสียงปรบมือก็ดังเกรียว เหล่าชายฉกรรจ์นับพันต่างโห่ร้องแสดงความยินดีจนเสียงกึกก้องกัมปนาท
หูฟางเหมยออกแบบวิธีกระจายอาหารอย่างรวดเร็วด้วยรูปแบบร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่เธอทำงานมา โดยจัดตั้งโต๊ะไม้เรียงกันเป็หน้ากระดานยาวเหยียดให้เพียงพอสำหรับเ้าหน้าที่ยี่สิบคนเพื่อรับออร์เดอร์จำนวนสิบแถว แต่และแถวจะให้ทหารต่อคิวเรียงกันแถวละหนึ่งร้อยนาย
“ข้าให้บ่าวไพร่ที่จวนช่วยกันตัดไม้ไผ่แล้วมัดเรียงกันห้าปล้องเตรียมไว้สำหรับนำมาใส่อาหารในวันนี้ พวกเขาไม่ได้หลับได้นอนหนึ่งคืนเต็ม ๆ” เ้าความคิดเริ่มอธิบาย “นี่ ๆ ช่องนี้จะอัดข้าวเหนียวนุ่ม ๆจนแน่น ส่วนช่องนี้ก็จะมีหมูตุ๋นปรุงรสเพิ่มโปรตีน ช่องที่สามเป็ผักดองเพิ่มเกลือแร่และวิตามิน ช่องที่สี่เป็ไข่ต้มอีกสองลูก และช่องสุดท้ายเป็ซุปไก่ร้อน ๆเพื่อให้คล่องคอและรู้สึกสดชื่นขึ้น เพียงเท่านี้ก็จะง่ายต่อการแจกจ่ายและสะดวกอิ่มด้วย”
เสิ่นอี้เฉิงมองคนตรงหน้าพูดปาว ๆอย่างมีความสุขแล้วให้เกิดความรู้สึกประหลาด ไม่ใช่เพราะภาษาที่นางใช้ หากเป็บุคคลิกและพฤติกรรมของนาง
องค์หญิงผู้นี้เปลี่ยนไปราวกับคนละคน ทั้งน้ำเสียง สีหน้า แววตา และรอยยิ้ม หาใช่ฟางเหม่ยเจินผู้เย่อหยิ่งคนเดิมอีกต่อไปไม่
“ที่เ้าหายไปตอนข้าฟื้นขึ้นมา ก็เพราะมัวแต่ไปเตรียมของพวกนี้งั้นหรือ?”
“ข้าไม่คิดว่าเ้าจะฟื้นเร็วขนาดนี้ ทีแรกว่าจะขอติดรถมาด้วยซะอีก แต่พอกลับมาถึงจวนเ้าก็ออกไปก่อนซะแล้ว”
“แต่เื่นี้เ้าก็น่าจะรู้ว่าเหอชินอ๋องเป็ต้นเหตุ ไยต้องมาช่วยพวกเราด้วย?”
“ข้าช่วยเ้าั้แ่ที่ท้องพระโรงแล้วยังจะสงสัยในตัวข้าอีกหรือ ฮื้อ ไอ้ทึ่ม!”
“เอ๊ะ?”
หูฟางเหมยถอนหายใจอย่างงุ่นง่าน “หน้าตาก็ดูฉลาดแต่เื่แบบนี้เ้ากลับซื่อบื้อ”
“...!”
“คิดว่าข้าจะมีแผนตลบหลังอีกล่ะสิ? ฮี่โธ่! ก็เข้าใจได้อยู่หรอกนะว่าแม่ทัพเจนสนามรบเช่นเ้าจะขี้ระแวงก็ไม่แปลก แต่คราวนี้ก็ให้มันเบา ๆ ลงหน่อยเถอะ ข้าก็ตัวแค่นี้จะมีปัญญามาวางแผนซับซ้อนทำร้ายอะไรเ้าได้ ลำพังแค่ถ่อมาไกลสองวันครึ่งดูว่าข้าจะลงทุนไปหน่อยล่ะมั้ง”
“หากเป็เช่นนั้นก็ดี ข้าติดค้างบุญคุณองค์หญิงแล้ว” ผู้เป็สามีกล่าวพร้อมกับประสานมือไปข้างหน้าแล้วโค้งตัวคำนับ
แต่คนเป็ภรรยารีบยื่นมือไปประคองไว้แล้วดันตัวเขากลับ
“เสิ่นอี้เฉิง... เราสองคนเป็อะไรกันหรือ?”
คนถูกถามด้วยน้ำเสียงจริงจังจ้องสบกลับมาอย่างไม่สู้จะเข้าใจนัก “เป็สามีภรรยากันอย่างไรเล่า”
“ก็รู้นี่! เหตุใดจึงต้องทำให้สถานการณ์มันดูกระอักกระอ่วนเช่นนี้ ข้าเป็ภริยาเ้า... หากข้าไม่ช่วยสามีแล้วใครจะช่วยเ้า ฮื้อ?”
“คือ...”
“ไม่ต้องพูดมาก ได้ยินว่าั้แ่เ้าฟื้นขึ้นมายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนอกจากน้ำเปล่าเท่านั้น มานั่งนี่เร็วเข้าข้าจะป้อนเ้าเอง”
“เอ๊ะ?”
“ไม่ต้องมาองมาเอ๊ะหรอก ข้าจะทำหน้าที่ภริยาที่ดีให้เป็ที่ประจักษ์โดยที่ไม่ได้เป็การสร้างภาพ”
“เยี่ยงนั้น... เ้าทำเพราะสิ่งใด?”
“เพราะชอบน่ะสิ ข้าชอบเ้ามากยังต้องให้บอกอีกหรือ?”
นี่ล่ะ ๆข้อได้เปรียบจากการเป็ผู้หญิงยุคใหม่ กล้าที่จะพูดดังใจคิดไม่ต้องเหนียมอาย ก็ฉันชอบเขาจริง ๆ นี่!
เมื่อเห็นสามีดูจะเขิน นางจึงลากเขาไปนั่งที่โต๊ะแล้วเข้าไปเตรียมสำรับที่กำลังส่งกลิ่นหอมฉุยมาวางไว้ตรงหน้าเขาด้วยตัวเอง
“กินเข้าไปเยอะ ๆร่างกายของเ้าเพิ่งฟื้น ประเดี๋ยวจะต้องออกไปสู้รบอีก ต้าสุ่ยฝากความหวังไว้ที่เ้านะ” กล่าวพร้อมกับควักเอาข้าวเหนียวมาปั้นแล้วจ่อไปยังริมฝีปากอวบอิ่มที่ดูดื้อรั้นน้อยๆ
ด้วยเหตุผลที่นางยกอ้างทำให้เขายากจะปฏิเสธ ชายหนุ่มอ้าปากรับอาหารที่ภรรยาแสนชังเป็ผู้ป้อนด้วยใบหน้าร้อนผะผ่าวอย่างยากจะควบคุม โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาของอวิ๋นเฟิงและเยว่หลิงแอบมองพร้อมหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจด้วย
“ในขณะที่สวามีนั่งบัญชาการรบ ข้าจะเป็ผู้ดูแลเสบียงในกองทัพเอง แม้จะเป็เงินส่วนตัวแต่ข้าก็เต็มใจที่จะส่งเสริมให้เหล่าวีรชนในค่ายแห่งนี้ได้กินอิ่มด้วยอาหารคุณภาพและพักผ่อนอย่างไม่ต้องเป็กังวล”
“ขอองค์หญิงทรงพระเจริญ!”
หูฟางเหมยเลือกตัวแทนเข้าทีมกองเสบียงของตัวเองจำนวนสิบคนซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสามีและเริ่มถ่ายทอดวิธีดูแลคลังอาหารให้กับพวกเขา
“หลังจากนี้จะมีวัตถุดิบส่งเข้ามาทุก ๆห้าวัน พวกเ้าจะต้องรู้ระบบเฟิร์สอินเฟิร์สเอ้าต์ คือการใช้ของที่มาก่อนแล้วเก็บของใหม่ไว้ด้านหลัง จงตั้งเรียงไว้บนชั้นให้เป็หมวดหมู่เพื่อง่ายต่อการใช้สอย”
“รับทราบขอรับ!”
“เนื้อเค็มและปลาแห้งที่ตากแล้วเก็บไว้ อย่าเก็บในโกดังอับชื้น แต่ให้นำไปวางในโรงเรือนโปร่งที่มีอากาศถ่ายเทและหมุนเวียนออกตากแดดทุกสามวัน ถั่วและธัญพืชให้ห่อด้วยใบตองแห้งหรือใบไผ่แล้วจึงเก็บใส่ถุงผ้าเพื่อป้องกันแมลงและความชื้น ส่วนข้าวสารให้แบ่งออกมาใส่ถุงกระสอบ กระสอบละยี่สิบจิน[1] เวลาที่พวกมันเกิดปัญหาจะได้เสียแค่ส่วนเล็ก ๆไม่ได้เสียไปทั้งหมด และที่สำคัญพวกเ้าจะต้องหมุนเวียนสับเปลี่ยนเวรยามคอยตรวจสอบเสบียง คอยตรวจดูสี ดมกลิ่น และสอดส่องมอดแมลง สัตว์ต่าง ๆอย่าให้เข้ามาในพื้นที่ปลอดภัยของเราได้เป็อันขาด และข้าจะให้เยว่หลิงคอยมาเก็บข้อมูลจากพวกเ้าเพื่อรายงานข้าอีกที”
โดยที่ไม่ทันได้รู้ตัวเลยว่าผู้เป็สามีนั้นยืนพิงเสาไม้ค้ำกระโจมฟังสิ่งที่เธออบรมผู้ใต้บังคับบัญชามาั้แ่ต้นแล้ว
“หากปฏิบัติตามได้ทั้งหมดนี้ข้าเชื่อว่ากองเสบียงที่ค่ายชายแดนแห่งนี้ต้องมีคุณภาพกว่าครัวหลวงเป็แน่”
“ประชดประชันข้ารึ?”
“ข้าพูดความจริง หูเ้าอย่าหาเื่”
“ฟังยังไงก็จ้องจะมาเหน็บแนม”
“ข้าชื่นชมเ้าจริง ๆ นอกจากจะทำให้ทหารกลับมาอิ่มท้องแล้วเ้ายังเรียกความเชื่อมั่นและความศรัทธากลับมาได้อีกด้วย”
“ข้าจะยอมให้เ้าเสื่อมเสียได้อย่างไรเล่า”
เสิ่นอี้เฉิงเผยรอยยิ้มน้อย ๆอย่างถูกใจ
แต่กลับเป็ครั้งแรกที่หญิงสาวได้เห็นภาพนี้ สามีที่โปรยยิ้มใส่ภรรยาเป็ครั้งแรก
ค่อยหายเหนื่อยหน่อย!
“ศึกกับต้าฮุนครานี้แม้ไม่หนักหนาแต่ก็เกือบพ่ายแพ้เพราะศึกใน ข้าคิดว่าจะเอาชนะและเข้ายึดฐานที่มั่นของพวกมันได้ภายในไม่กี่วันนี้ เ้าอดทนอีกสักหน่อยนะ”
“อื้อ! เ้าสู้ข้าก็สู้! รอกลับบ้านพร้อมกัน”
ขณะนั้นเยว่หลิงก็พาคุณหนูทั้งสองเข้ามาพอดี พวกเขาเข้าไปห้อมล้อมบิดาและมารดาอย่างเริงร่า
“ดูจะมีความสุขกันจังเลยนะเด็ก ๆ”
“ที่นี่ข้ามีเพื่อนเยอะแยะเลยท่านแม่” เสิ่นฮุ่ยหรงร้องบอกตาหยี
สองสามีภรรยาจึงหันไปหัวเราะร่วมกันด้วยความเอ็นดู
ผ่านไปเพียงหนึ่งสัปดาห์ กองทัพต้าสุ่ยก็สามารถตีแตกเมืองรองติดชายแดนซึ่งเป็ที่ตั้งฐานทัพของต้าฮุนได้สำเร็จ โดยสูญเสียกำลังพลไปเพียงหลักสิบนายเท่านั้น
ทั้งสี่คนพ่อแม่ลูกจึงยกขบวนกันกลับหลิวหยางด้วยใบหน้าแช่มชื่น โดยมีผู้เป็หัวหน้าครอบครัวคอยควบคุมม้าเพื่อนำทางให้
“สารถีมีมากมายเ้าให้พวกเขาบังคับม้าเถอะ ออกศึกกลับมาเหนื่อย ๆยังต้องมาดูแลลูกเมียอีกรึ?” หญิงสาวะโออกไปขณะที่ม้ากำลังเดินเอื่อย ๆ เพื่อรักษากำลัง
“นั่นเพราะข้าเป็หัวหน้าครอบครัว หากไม่ดูแลลูกเมียแล้วใครจะดูแลพวกเ้ากันเล่า”
“งั้นก็เอาที่สบายใจ” หูฟางเหมยตอบกลับยิ้ม ๆด้วยสีหน้าจนปัญญาจะเถียง
แต่แล้วจู่ ๆระหว่างทางก็เกิดเหตุการณ์ชุลมุนขึ้น รถม้าของพวกเขาถูกล้อมไว้ด้วยชายชุดดำสวมโม่งสีเดียวกันจำนวนห้าหกคน
“เยว่หลิงดูแลเด็ก ๆ ให้ดี” เธอสั่งการเมื่อเห็นท่าไม่ดี ขณะจับจ้องไปยังสามีที่อยู่บนหลังม้า
ไม่เพียงแค่หกคนที่รายล้อมเบื้องหน้า แต่ด้านข้างยังมีอีกหนึ่งที่ลอบง้างธนูรอไว้จากหลังพุ่มไม้ หูฟางเหมยรู้ได้ทันทีว่ามันกำลังจะพุ่งมาในอีกไม่กี่วินาทีจึงะโออกจากเก๋งไปป้องกันสามีไว้
“เสิ่นอี้เฉิงระวัง!”
ก็เป็จังหวะเดียวกันกับที่ศรคมนั้นถูกปล่อยออกมาพอดี
ฉึก!
ร่างของเธอกระเด็นตกไปกองกับพื้นขณะที่ผู้เป็สามีรีบะโตามลงมาประคองอย่างทันท่วงที
โชคดีที่มันไม่พุ่งเข้าจุดสำคัญ หญิงสาวใช้แรงเฮือกสุดท้ายลุกขึ้นแล้วป่าวประกาศเสียงดังกึกก้อง
“หากพวกเ้าคือคนที่สกุลหูส่งมา จนรับรู้ว่าได้ทำร้ายองค์หญิงฟางเหม่ยเจินผู้เป็หลานสาวแท้ ๆของเหอชินอ๋องเข้าแล้ว! หากไม่อยากถูกตัดหัวเสียบประจานเจ็ดชั่วโคตรจงรีบสลายตัวไปเสียบัดนี้!”
เหล่าโจรชุดดำหันมองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนจะพยักเพยิดส่งสัญญาณแล้วพากันใช้วิชาตัวเบาหนีหายไป
พร้อม ๆกับที่ร่างขององค์หญิงก็หงายผึ่งไปในอ้อมกอดของสามีด้วยทนพิษความเ็ปไม่ไหว
“ฟางเหม่ยเจิน!”
[1] 1 จิน ราว 500 กรัม