น้ำตกหลังโม่เหอแข็งเป็ม่านครึ่งหนึ่งแต่เสียงน้ำใต้แผ่นน้ำแข็งกลับดังเหมือนมีผู้ทุบประตูจากอีกด้าน
เยี่ยซิงเหอยืนบนโขดหินเปียกมองผู้เฒ่าโม่สอดมือเข้าไปใต้รากสนซึ่งเกาะหน้าผา ชายชรากดก้อนหินสามก้อนตามลำดับเสียงครืดต่ำดังจากหลังม่านน้ำ รอยแยกแคบ ๆเปิดขึ้นตรงผนังซึ่งเขาเคยคิดว่าเป็หินตันมาตลอดชีวิต
“ถ้ำอยู่ใกล้หมู่บ้านเพียงนี้หรือ”
“ของที่ต้องซ่อนให้มิด มักอยู่ใกล้กว่าที่คนอยากค้น”
“รวมถึงความจริงของข้า?”
ผู้เฒ่าโม่เหลือบมองเขา “ความจริงของเ้าซ่อนลึกกว่าถ้ำนี้และดื้อกว่าคนถามมาก”
หนึ่งชั่วยามก่อน เยี่ยซิงเหอยังกินข้าวอยู่ในเรือนขณะเดียวกันนกขนดำซึ่งผูกกระบอกสารคงพ้นช่องเขาไปแล้วทุกคำตอบที่ล่าช้าจึงมิใช่เพียงความเงียบอีกต่อไปมันคือเวลาที่ศัตรูใช้เตรียมมือถัดไป
เขาก้าวผ่านรอยแยก ผู้เฒ่าโม่ตามเข้ามาแล้วดึงคันหิน ประตูปิดเสียงน้ำตกด้านนอกกลายเป็ความครางห่างไกล
กลิ่นหินชื้นกับน้ำมันเก่าคละอยู่ในอากาศทางเดินลาดลงใตู้เาราวยี่สิบจั้ง ตะเกียงดินเผาถูกวางตามช่องผนังแต่ผู้เฒ่าโม่จุดเพียงดวงเว้นดวง แสงจึงขาดเป็่ ๆ
เยี่ยซิงเหอเห็นรอยขีดบนพื้น มีทั้งรอยลากหีบ รอยรองเท้าเก่าและร่องเส้นตรงซึ่งถูกฝุ่นปิดครึ่งหนึ่งบางรอยใหม่กว่าที่ควรเป็สำหรับสถานที่ต้องห้าม
“ท่านเข้ามาที่นี่บ่อยเพียงใด”
“ทุกครั้งที่เ้านอนหลับสนิทพอจะไม่เดินตาม”
“ข้านึกว่าท่านออกไปดื่ม”
“ข้าทำสองอย่างพร้อมกันได้”
ทางเดินสิ้นสุดที่ห้องหินทรงกลม กว้างกว่าลานหน้าเรือนเล็กน้อยกลางห้องเป็แท่นเตี้ยสลักวงซ้อนกันเจ็ดชั้น รอบแท่นมีเสาหินห้าต้นแต่ละต้นฝังแผ่นทองแดงหม่น รูเล็กบนเพดานทอดตรงลงมายังใจกลางแท่นแสงกลางวันลอดผ่านเป็เส้นบางจนมองเห็นฝุ่นลอย
สิ่งแรกที่เยี่ยซิงเหอสังเกตมิใช่ลายสลักหากเป็ตะไคร่แห้งตามรอยต่อ เสาหินเหล่านี้มิได้ถูกใช้มานาน
สิ่งที่สองคือแผ่นทองแดงทุกแผ่นหันด้านสลักเข้าหาแท่นเหมือนดวงตาห้าดวงกำลังรอผู้ใดขึ้นไปยืนตรงกลาง
“นี่คือสิ่งที่ท่านจะใช้เปิดผนึก?”
“ตรวจ มิใช่เปิด” ผู้เฒ่าโม่วางกล่องเข็มลงบนพื้น“หากพบว่าประตูด้านในถูกขังด้วยโซ่ เราจะนับโซ่ก่อน มิใช่ถีบประตู”
“หากคนพวกนั้นกลับมาก่อนเรานับเสร็จ?”
“เช่นนั้นเราจะหนีพร้อมความรู้ครึ่งหนึ่งดีกว่านอนตายพร้อมคำตอบครบถ้วน”
เยี่ยซิงเหอมองวงค่ายกล“ข้าไม่อยากหนีโดยไม่รู้ว่าพวกมันตามอะไร”
ผู้เฒ่าโม่หยิบเข็มทองแดงออกมาห้าเล่ม“วันนี้เ้าจะรู้เพียงว่าร่างเ้ารับอะไรได้ และสิ่งใดจะทำให้เ้าตายเื่อื่นต้องรอ”
“ข้าจะเป็ผู้ตัดสินว่าเพียงพอหรือไม่”
“ได้” ชายชราตอบง่ายเกินคาด “แต่เมื่อข้าบอกให้ถอนมือเ้าต้องถอน”
“เหตุใดเงื่อนไขจึงเป็ของท่านฝ่ายเดียว”
“เพราะคนหนึ่งกำลังถูกตรวจส่วนอีกคนต้องลากศพออกจากถ้ำหากเื่ผิดพลาด”
คำประชดนั้นมิได้ทำให้เยี่ยซิงเหอขำ เขาปลดเสื้อคลุมวางไว้ข้างแท่น แล้วขึ้นไปนั่งขัดสมาธิความเจ็บชายโครงจากคืนก่อนยังตึงทุกครั้งที่หายใจลึกฝ่ามือขวาซึ่งถูกผ้าพันไว้เต้นตุบตามชีพจร
ผู้เฒ่าโม่จัดให้เขาหันหน้าไปทางรูแสงจากนั้นปักเข็มทองแดงสี่เล่มลงในร่องรอบแท่นเล่มสุดท้ายวางไว้ตรงหน้าซิงเหอโดยยังไม่ปัก
“เริ่มตามวิธีที่ผู้ดูแลลานสอน”
เยี่ยซิงเหอหลับตา หายใจเข้าช้า กลั้น แล้วผ่อนออกเขาจินตนาการว่าปราณจากอากาศไหลเข้าท้องน้อย ผ่านจุดกลางอกแล้วกระจายไปแขนขาตามตำรา
ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เขาทำซ้ำสามรอบ
เข็มทั้งสี่เล่มไม่สั่น แผ่นทองแดงไม่ส่งเสียงเส้นแสงบนแท่นยังคงขาวเย็น
“อีกครั้ง” เขากล่าว
“พอสำหรับวิธีนั้นแล้ว”
“ตอนทดสอบ ศิลาตอบช้ากว่าคนอื่น”
“ศิลาไม่ได้ตอบช้า มันตอบผิดทาง”
เยี่ยซิงเหอลืมตา “ท่านรู้ได้อย่างไร”
“เพราะสิ่งที่แตกร้าวอยู่ข้างใน ขณะที่ผิวนอกยังสมบูรณ์พลังของเ้ามิได้ผลักออก มันไหลเข้าไปหาส่วนที่ศิลาซ่อนไว้”
ผู้เฒ่าโม่เลื่อนเข็มเล่มสุดท้ายมาแตะผ้าพันมือ“คราวนี้อย่าดึงสิ่งใดจากภายนอก ฟังเพียงสิ่งที่มีอยู่ในร่าง”
เยี่ยซิงเหอหลับตาอีกครั้ง
เสียงน้ำใตู้เาดังผ่านพื้นหิน เสียงเปลวตะเกียงแตกเบา ๆเสียงแขนเสื้อผู้เฒ่าโม่เสียดสีกับเข่า ลึกลงไปกว่านั้นคือเสียงหัวใจตนเอง
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
ระหว่างครั้งที่สองกับสามเขารู้สึกถึงความเย็นเส้นหนึ่งตรงชายโครง มิใช่ลม มิใช่ความเจ็บมันเคลื่อนจากแผลเก่าเข้ากลางอก แล้วหายไปหลังเสี้ยวดาวใต้สะบัก
“มีบางอย่างไหลย้อน” เขากล่าว
“จากไหนไปไหน”
“จากแขนขาเข้ากลางร่าง”
“อย่าตามมันด้วยกำลัง เพียงบอกตำแหน่ง”
เยี่ยซิงเหอไล่รับรู้ทีละส่วนความว่างในเส้นปราณซึ่งเขาคุ้นเคยมาหลายปีมิได้ว่างจริง มันคล้ายร่องน้ำในฤดูหนาวน้ำทั้งหมดถูกดึงลงหลุมที่มองไม่เห็นก่อนจะไหลถึงปลายทาง
“ทุกเส้นหยุดหลังหัวใจ”
ผู้เฒ่าโม่ปักเข็มเล่มที่ห้าลงบนแท่น
เสียงกังวานสั้นดังขึ้น เข็มสี่เล่มรอบกายสั่นพร้อมกันแผ่นทองแดงบนเสาหินสะท้อนแสงทีละแผ่นลายบนพื้นค่ายกลเรืองขาวแล้วไหลเข้าหาเยี่ยซิงเหอ
ความเย็นแทงผ่านฝ่าเท้า
เขารู้สึกเหมือนถูกเปิดอกด้วยมีดที่มองไม่เห็นทุกเส้นทางในร่างถูกแสงเย็นไล่ตรวจ มันเดินตามเส้นปราณทั่วไปจนถึงกลางอกแล้วชนกำแพง
ตึง!
เสาหินต้นแรกสั่น
แสงเปลี่ยนทาง พยายามอ้อมขึ้นบ่า ลงท้องน้อยผ่านแนวกระดูกสันหลัง ทุกทางสิ้นสุดที่จุดเดียวกัน
ตึง! ตึง!
เสาหินต้นที่สองและสามสั่นตาม
“กำแพงนั้นมีรูปร่างหรือไม่” ผู้เฒ่าโม่ถามน้ำเสียงหมดแววประชด
เยี่ยซิงเหอกัดฟัน “เหมือนประตูซ้อนกัน”
“กี่ชั้น”
“นับไม่ได้”
“อย่าฝืนมอง แค่แตะชั้นนอกสุด”
เขาปล่อยความคิดแตะความมืดหลังหัวใจ
ประกายทองวาบขึ้น
มิได้สว่างในถ้ำ หากสว่างอยู่หลังเปลือกตาจุดเล็กเท่าเมล็ดข้าวขยายเป็เส้นห้าแฉก แล้วหายวับ ความร้อนแล่นจากอกขึ้นคอเข็มทองแดงทั้งห้าดีดตัวสูงหนึ่งชุ่น
แผ่นทองแดงบนเสาหินเปลี่ยนจากขาวเป็สีทองซีด
“ถอนมือ!” ผู้เฒ่าโม่ตวาด
เยี่ยซิงเหอเพิ่งรู้ว่าฝ่ามือของตนกดลงบนวงกลางแท่นั้แ่เมื่อใดเขาพยายามยก แต่ิัเหมือนถูกหินดูดไว้
ค่ายกลมิได้กำลังส่งพลังเข้าร่างอีกต่อไปมันกำลังถูกบางสิ่งในร่างเขาดึงกลับ
ร่องสลักชั้นแรกดับ
ชั้นที่สองสว่างทอง
รอยเสี้ยวดาวใต้สะบักร้อนจนผ้าพันแผลชื้นด้วยเหงื่อเยี่ยซิงเหอเห็นภาพเพียงชั่วครู่—ประตูจำนวนมากเรียงอยู่ในความมืด แต่ละบานปิดสนิทหลังบานสุดท้ายมีเสียงคล้ายคลื่นดาวกระทบกัน
เขาไม่รู้ว่าภาพนั้นเป็ความจริงหรือความเ็ปสร้างขึ้น
“ซิงเหอ ถอนมือเดี๋ยวนี้!”
“อีกหนึ่งลมหายใจ”
“ค่ายกลรับไม่ไหว”
“ข้าต้องรู้ว่ามันอยู่ที่ใด”
“เ้ารู้แล้วว่ามีประตู นั่นเพียงพอ!”
ไม่เพียงพอสำหรับเด็กผู้ถูกเรียกว่าไร้ค่าไม่เพียงพอเมื่อศัตรูส่งคนมาถึงประตูบ้านไม่เพียงพอเมื่อทุกคนต้องโกหกชื่อของเขาเพื่อมีชีวิตรอด
เยี่ยซิงเหอกลั้นลมหายใจ เขาไม่ผลักกำแพงแต่พยายามจำเสียงหลังบานประตู
เสียงนั้นหยุด
จากนั้นมีเสียงหนึ่งดังขึ้นในห้วงจิต มิใช่คำพูดชัดเจนเป็เพียงความหมายสั้น ๆ ซึ่งหนักดุจตราประทับ
กลับมา
หัวใจเขากระตุก
วงค่ายกลชั้นที่สามเปลี่ยนเป็สีทองในคราวเดียว
ผู้เฒ่าโม่คว้าข้อมือเขา มืออีกข้างถอนเข็มกลางแท่นแสงทั้งหมดพุ่งย้อนสู่เสาหิน เสียงแตกดังรอบห้อง
แกร็ก!
เสาต้นแรกเกิดรอยร้าวจากฐานถึงแผ่นทองแดง
ผู้เฒ่าโม่ใช้ไหล่กระแทกเยี่ยซิงเหอออกจากวงกลางทั้งสองกลิ้งลงจากแท่น ตะเกียงสามดวงดับ ลมหายใจของเด็กหนุ่มขาดเป็่เือุ่นไหลจากจมูกลงริมฝีปาก
ค่ายกลยังไม่หยุด
ร่องสีทองบนพื้นเลื้อยไปหาเสาต้นที่สองผู้เฒ่าโม่โยนเข็มทองแดงลงขวาง เส้นแสงชนโลหะแล้วแตกออกเป็ประกายกลิ่นไหม้ฉุนเต็มห้อง
“ไปที่ผนัง!” ชายชราสั่ง
เยี่ยซิงเหอใช้แขนยันพื้น แต่ขาขวาชาเขาจึงคว้าเสื้อคลุมแล้วลากตัวออกจากแท่น ผู้เฒ่าโม่เตะตะเกียงที่เหลือให้ล้มน้ำมันไหลเข้าร่องสลัก ไฟติดพรึบเป็วงสีส้ม ความร้อนตัดการไหลของแสงทองชั่วขณะ
ชายชราใช้ปลายไม้เท้ากระแทกแผ่นทองแดงทีละแผ่น
แผ่นแรกหลุด
แผ่นที่สองบิด
แผ่นที่สามะเิเป็เศษเล็ก
เมื่อแผ่นสุดท้ายตกพื้น ค่ายกลจึงดับเหลือเพียงเสียงหินร้าวต่อเนื่องเหมือนน้ำแข็งบนสระกำลังแตกใต้เท้า
ความมืดกลับเข้ายึดห้อง
ผู้เฒ่าโม่จุดตะเกียงดวงหนึ่งใหม่มือซึ่งถือหินจุดไฟสั่นเพียงเล็กน้อย
เยี่ยซิงเหอเห็นแล้ว แต่ไม่กล่าว
ชายชราเดินมาตรวจชีพจรเขา กดนิ้วที่คอ ข้อมือ และกลางอกสีหน้าหนักขึ้นทุกครั้ง
“ข้าบอกให้ถอนมือ”
“มันไม่ยอมปล่อย”
“ก่อนมันไม่ยอมปล่อย เ้าเลือกไม่ถอน”
เยี่ยซิงเหอเช็ดเืใต้จมูก “ข้าได้ยินบางอย่าง”
“อะไร”
“มันบอกให้กลับมา”
ผู้เฒ่าโม่หยุดนิ้วเหนือรอยเสี้ยวดาว
“ท่านเคยได้ยินหรือ”
“ไม่”
“ท่านตอบช้า”
“เพราะข้ากำลังคิดว่าควรตีเ้าตรงใดจึงไม่กระทบแผลเดิม”
คำหลบเลี่ยงกลับมาแล้ว เยี่ยซิงเหอหัวเราะแห้ง ๆ ครั้งหนึ่งก่อนความเจ็บชายโครงบังคับให้หยุด
เขามองแท่นกลางห้อง วงค่ายกลเจ็ดชั้นเหลือรอยดำสามชั้นเสาหินต้นหนึ่งแตกจนเอน อีกสองต้นมีรอยร้าวแผ่นทองแดงซึ่งคงรักษามานานถูกทำลายในชั่วลมหายใจ
“ซ่อมได้หรือไม่”
“ได้ หากมีช่างค่ายกล วัตถุดิบจากเมืองใหญ่ และเวลาหลายเดือน”
“ที่โม่เหอไม่มีสิ่งใดสักอย่าง”
“เ้าฉลาดขึ้นหลังทำของพังเสมอ”
ราคาของคำตอบอยู่รอบตัวค่ายกลนี้อาจเป็เครื่องมือเดียวที่ตรวจร่างเขาได้โดยไม่ต้องพึ่งศิลาของเมืองบัดนี้มันอ่านได้เพียงสามชั้น และคงใช้ซ้ำไม่ได้
“เราได้รู้อะไร” เยี่ยซิงเหอถาม
ผู้เฒ่าโม่เก็บเข็มที่ยังสมบูรณ์สองเล่ม“เส้นปราณของเ้ามิได้ขาด”
“แต่พลังไหลไม่ถึงปลายทาง”
“เพราะถูกดึงเข้ากลางร่าง สิ่งที่คนทั่วไปใช้หมุนเวียนเ้ากลับกักไว้หลังผนึก”
“ใครผนึก”
“ค่ายกลตอบไม่ได้”
“ท่านตอบได้หรือไม่”
“ยังไม่ใช่วันนี้”
เยี่ยซิงเหอจ้องชายชรา “คนพวกนั้นรู้ว่าข้ายังมีชีวิตท่านยังคิดว่าการไม่บอกคือการปกป้องหรือ”
ผู้เฒ่าโม่นั่งลงตรงเศษเสาหิน ถอนหายใจยาว “บางคำตอบเป็ประตูเมื่อเ้าเปิด คนอีกฝั่งย่อมรู้ว่ามีผู้แตะกลอนข้าปกป้องเ้าได้ด้วยการไม่เรียกชื่อประตูนั้น”
“แต่ประตูอยู่ในร่างข้า”
“ข้ารู้”
“เช่นนั้นผู้เลือกควรเป็ข้า”
ชายชราเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า “เมื่อเ้าลุกไหวเราจะลองอีกวิธี ไม่ใช้ค่ายกล”
“ท่านเพิ่งบอกว่าควรหยุด”
“ข้าเพิ่งเห็นด้วยว่าผู้เลือกควรเป็เ้ามิได้เห็นด้วยว่าเ้าควรเลือกอย่างโง่เขลา”
เยี่ยซิงเหอพิงผนัง ความหนาวจากหินซึมผ่านเสื้อชั้นในแต่กลางอกยังร้อน เขากางฝ่ามือ รอยเส้นทองจาง ๆ ค้างอยู่ตรงกลางแล้วค่อยเลือน
สิ่งที่ชาวบ้านเรียกความว่างแท้จริงอาจเป็ห้องซึ่งปิดแน่นเกินกว่าผู้ใดจะมองเข้าไป
สิ่งที่ศิลาทดสอบอ่านไม่ได้ มิได้หมายความว่าไม่มีอยู่
ผู้เฒ่าโม่หยิบเศษแผ่นทองแดงขึ้นพื้นโลหะมีรอยไหม้รูปดาวห้าแฉก เขาใช้ผ้าห่อมันอย่างระมัดระวัง
“เ้ามิได้ไร้ปราณ” ชายชรากล่าว
เยี่ยซิงเหอรอคำถัดไป
้าูเา น้ำใต้ม่านน้ำแข็งกระแทกผนังดังขึ้นอีกครั้งฝุ่นละเอียดร่วงจากเพดาน รอยร้าวบนเสาหินขยายหนึ่งชุ่น
ผู้เฒ่าโม่มองรอยนั้น สีหน้ามิได้ผ่อนคลาย
“แต่ปราณของเ้า” เขากล่าวช้า ๆ “ไม่ใช่ปราณมนุษย์ทั่วไป”