คืนนั้น โม่เจิ้งตงและโม่เจิ้งหนานแทบไม่ได้นอน เพราะเด็กทั้งสองรู้สึกตื่นเต้นดีใจมากเกินไป
แม้แต่โม่เจิ้งตงที่ปกติจะสงบเสงี่ยมก็ยังรู้สึกเหมือนหัวใจของเขากำลังจะะโออกมานอกอก
ความรู้สึกนี้มันวิเศษมาก…เขาชอบมันจริง ๆ
ก็เหมือนเมื่อก่อน ถึงแม้ว่าบิดามารดาของพวกเขาจะยุ่งจนไม่ค่อยอยู่บ้าน แต่เมื่อไรก็ตามที่กลับมา พวกเขาก็จะนำขนมหรือของเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝากเขากับน้องชายเสมอ
นี่แหละคือความรู้สึกของคำว่า ‘บ้าน’
แม้ว่าเมื่อคืนพวกเขาจะนอนไม่ค่อยหลับ แต่เด็กชายทั้งสองก็ตื่นแต่เช้าด้วยความกระตือรือร้น รีบซักผ้า เก็บกวาด ทำงานบ้านอย่างขยันขันแข็ง
เมื่อซ่งจินเหยาตื่นขึ้นมาและจัดการกับโม่ซีซีเสร็จ นางก็พบว่าเด็ก ๆ เกือบจะทำงานบ้านเสร็จหมดแล้ว
นางมองดูพวกเขาแล้วเอ่ยถาม “เหตุใดถึงไม่ใส่เสื้อผ้าใหม่ล่ะ?”
โม่เจิ้งตงเอ่ยตอบ “วันนี้อากาศดี ข้ากับเจิ้งหนานต้องทำความสะอาดบ้าน พวกเราไม่อยากให้เสื้อผ้าใหม่สกปรกขอรับ”
“อากาศเริ่มเย็นแล้ว อย่าลืมทำให้ร่างกายอบอุ่นไว้ล่ะ” ซ่งจินเหยากล่าว
นางไม่ได้พูดอะไรอีก แต่ยังคงจ้องมองใบหน้าของโม่เจิ้งตงพลางขมวดคิ้ว “ทำไมหน้าเ้ายังไม่หายดีล่ะ ไม่ได้ทายาหรือ?”
โม่เจิ้งตงสะดุ้งเล็กน้อย มือก็เผลอกำแน่นโดยไม่รู้ตัว “ข้าทานะ…ขอรับ”
ซ่งจินเหยาไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร เพียงกำชับเขาเล็กน้อย “บางทียาอาจจะไม่ได้ผลเร็วนัก ลองทาซ้ำ ๆ อีกสักสองสามครั้งก็แล้วกัน”
เด็กชายโดนตบเมื่อวานนี้ และมีรอยฝ่ามือบวมแดงอยู่บนใบหน้า วันนี้อาการบวมไม่ลดลงเลย กลับดูแย่ลงด้วยซ้ำ
บางทีอาจต้องใช้เวลารักษา หรือบางที...ยาที่ทาอาจไม่เหมาะกับอาการ เลยทำให้หายช้า
ซ่งจินเหยาไม่ได้พูดอะไรกับพวกเขาอีก นางส่งโม่ซีซีให้กับโม่เจิ้งตง แล้วหันกลับไปเตรียมตัวทำอาหาร
วันนี้โม่เจิ้งหนานกล้าหาญขึ้นเล็กน้อย หรือบางทีอาจเป็เพราะความหิว เขาเดินตามนางเข้าไปในครัว ช่วยก่อไฟ พร้อมกับเฝ้ามองนางทำอาหารอย่างกระตือรือร้น
ของหลักมีเพียงข้าวกล้อง นางจึงทำโจ๊กข้าวกล้อง ไข่ดาว และผัดเนื้อสับหนึ่งจาน
มันเป็เพียงมื้ออาหารที่เรียบง่าย ทว่าโม่เจิ้งหนานก็มองตาไม่กะพริบ น้ำลายแทบไหล
เมื่อเขาสังเกตเห็นว่าซ่งจินเหยาหันมามอง เขาก็รีบกลืนน้ำลายแล้วหัวเราะแห้ง ๆ อย่างเขินอาย
“คือว่า...ท่านน้า เสื้อผ้าของท่านกับซีซี ให้พวกเราเป็คนซักเถอะ วันนี้พวกเราว่าง”
ซ่งจินเหยาไม่ปฏิเสธ หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ นางก็พาโม่ซีซีออกไปข้างนอก วันนี้นางพอมีเวลา ตั้งใจว่าจะซื้อของที่จำเป็ให้ครบ แล้วก็จะเริ่มจัดการแปลงผักเสียที
เด็กชายทั้งสองไม่ได้นิ่งเฉยเช่นกัน หลังจากล้างจานเสร็จ พวกเขาก็หอบผ้าไปที่บ่อน้ำเพื่อซักล้าง
วันนี้อากาศดี ริมบ่อน้ำมีหญิงชาวบ้านหลายคนมาซักผ้า พร้อมกับนั่งคุยสัพเพเหระไปด้วย
เมื่อสองพี่น้องตระกูลโม่มาถึง พวกนางก็พร้อมใจกันเงียบเสียงลง แล้วแอบส่งสายตาให้กันไปมา เพราะคำกล่าวหาของอาสะใภ้ห้าเมื่อวันก่อน พวกนางล้วนได้ยินเต็มสองหู
แม้ว่าสุดท้ายแล้วเื่ราวจะจบลงอย่างคลุมเครือ แต่ความจริงแล้ว ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่นี่ก็ยังเอนเอียงไปทางอาสะใภ้ห้ากันทั้งนั้น
ตอนนี้ เมื่อเห็นเด็กชายทั้งสองถือตะกร้าใหญ่ที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้า ดวงตาของพวกนางก็เผยแววเข้าใจขึ้นมาทันที
อาสะใภ้ห้าพูดถูก ผู้หญิงที่แต่งงานกับอาเชินไม่ใช่คนดีเลย นางเอาแต่ี้เีและปล่อยให้เด็กสองคนต้องมาซักผ้าเยอะขนาดนี้กันเอง
ความจริงแล้วเนื่องจากอากาศหนาวจึงไม่มีเสื้อผ้าสกปรกมากนัก ซ่งจินเหยาเองก็ไม่ได้ให้เด็กชายซักชุดชั้นในของนาง แต่เด็กทั้งสองคิดว่าตัวเองควรขยันให้มากกว่านี้ จึงถอดเอาเครื่องนอนเก่า ๆ ออกทั้งหมดและนำมาซักรวมด้วยเอง
เมื่อก่อนไม่เคยมีใครทำความสะอาดผ้าปูที่นอน ต่อมาเมื่อโม่ซีซีเป็เหา โม่เจิ้งตงจึงได้เรียนรู้ว่านั่นเป็เพราะที่นอนไม่สะอาด
ดังนั้นเมื่อพวกเขามีเวลา พวกเขาจะพยายามซักเครื่องนอนเ่าั้ แต่ก็ไม่กล้าซักบ่อย กลัวว่าถ้าซักมากไปจะทำให้เนื้อผ้าจะเก่าเร็ว
แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว เพราะซ่งจินเหยาเข้ามาอยู่ด้วย นางเป็ผู้หญิงที่งดงามต่างจากหญิงชาวบ้านคนอื่น ๆ ของทุกสิ่งอย่างในบ้านก็หยาบกระด้างมากพออยู่แล้ว ถ้ายังไม่สะอาดอีก นางก็คงนอนหลับไม่สบายเป็แน่
หากนางดีกับพวกเขา พวกเขาก็จะดีกับนางเช่นกัน
โม่เจิ้งตงสังเกตเห็นท่าทางแปลก ๆ ของคนอื่น แต่ก็ไม่ได้สนใจ เขาและน้องชายคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ขณะที่เขากำลังขัดเสื้อผ้าอย่างแรงไปพลาง ในใจก็ครุ่นคิดเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้น —ซ่งจินเหยา ไปพลาง
แน่นอนว่า เขายังไม่ไว้ใจผู้หญิงคนนั้นทั้งหมด นางเพิ่งมาอยู่ที่นี่แค่สองวันเท่านั้น ความมีน้ำใจของนางอาจไม่ได้มาจากใจจริง บางทีนางอาจพยายามทำดีเพื่อเอาชนะใจท่านพ่อของพวกเขาก็เป็ได้ จากนั้นธาตุแท้ก็จะค่อย ๆ เผยออกมา
ยิ่งไปกว่านั้น เงินที่นางใช้ซื้อของให้พวกเขาก็มาจากท่านพ่อของพวกเขา
ดังนั้นพวกเขาจะวางใจไม่ได้ จะต้องระมัดระวังและตื่นตัวเตรียมรับมืออยู่ตลอดเวลา
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ นางเป็ญาติสายตรงของตระกูลโม่ ตามลำดับญาติแล้ว เด็กทั้งสองคนต้องเรียกนางว่า ‘ป้าสอง’
ป้าสองเดินเข้ามามองสำรวจพวกเขาั้แ่หัวจรดเท้า พร้อมกับเดาะลิ้นพูดเสียงเหน็บแนม “ตายจริง เสื้อผ้าเยอะขนาดนี้เชียวหรือ ดูแขนเล็ก ๆ ของพวกเ้าสิ จะทำไหวหรือ?”
โม่เจิ้งหนานเงยหน้าขึ้นมองนางแวบหนึ่ง จากนั้นก็หันหน้าหนีด้วยท่าทีไม่พอใจ ไม่อยากจะพูดอะไรกับนางทั้งนั้น
ป้าสองมีลูกชายคนเล็กอายุแปดขวบ ซึ่งไล่เลี่ยกับโม่เจิ้งตง แต่เด็กคนนั้นรูปร่างอ้วนกลม หัวโตหูใหญ่ ตัวสูงกว่าสองพี่น้องมาก และยังได้ไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาเดียวกันกับพวกเขาด้วย
เขามักจะรังแกสองพี่น้องอยู่บ่อย ๆ
ใน่ฤดูร้อนที่ผ่านมา เขายังพาเด็กคนอื่นมารุมล้อเลียนพวกเขา โดยกล่าวหาว่าพวกเขาถูกสาปและนำความตายมาสู่บิดามารดา เป็ ‘ดวงดาวแห่งความโชคร้าย’ ทำให้โม่เจิ้งตงโกรธจนลงไม้ลงมือชกต่อยกับเขาไปหนึ่งยก
หลังจากนั้นพวกเขากลับถูกท่านย่าห้าลากตัวไปขอโทษครอบครัวของเด็กอ้วน
ป้าสองยังเรียกเงินจากท่านพ่อสองตำลึงเป็ ‘ค่ารักษา’ ทั้งที่เด็กชายอ้วนคนนั้นไม่ได้าเ็หนักเท่าโม่เจิ้งตงเลยด้วยซ้ำ
โม่เจิ้งตงได้แต่อดทนต่อความเ็ปเงียบ ๆ
เด็กทั้งสองไม่ตอบสนองอะไร ทำให้ป้าสองรู้สึกว่านางคงจะพูดแทงใจดำของพวกเขาเข้าให้แล้ว พวกเขาคงกำลังฝืนใจทำงานบ้านอย่างไม่เต็มใจ
“แม่เลี้ยงของพวกเ้าอยู่ไหนล่ะ? ทำไมไม่มาซักผ้าเอง นางให้พวกเ้าสองคนซักผ้าแทนหรือ?”
โม่เจิ้งตงไม่พอใจจึงตอบกลับไปสั้น ๆ "เรา ‘อยาก’ ซักผ้าเอง”
คำพูดแบบนี้ ป้าสองจะเชื่อได้อย่างไร? ลูกชายของนาง เสี่ยวเกิน ไม่เห็นจะช่วยหยิบจับอะไรสักอย่าง อย่าว่าแต่งานบ้านเลย แค่ให้ช่วยถือของสักชิ้นยังแทบจะเป็ไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
แม้ว่าแท้จริงแล้วป้าสองจะไม่อยากให้ลูกชายตัวเองต้องทำอะไรเลยก็ตาม
แต่ถึงอย่างนั้น นางก็เชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่า ไม่มีเด็กคนไหนจะยอมทำงานบ้านด้วยความเต็มใจ เว้นเสียแต่ผู้ใหญ่จะบีบบังคับจนต้องฝืนใจทำ
นางเดาะลิ้นอีกครั้ง “โธ่เอ๋ย...พวกเ้าสองคนช่างน่าสงสารจริง ๆ ดูเสี่ยวเกินของข้าสิ เขาไม่เคยต้องทำงานอะไรแบบนี้เลย อีกอย่าง เด็กผู้ชายน่ะ ไม่ควรทำงานบ้านเช่นนี้หรอก”
“เื่ในครอบครัวข้าไม่เกี่ยวอะไรกับท่าน”
โม่เจิ้งหนานที่มีอารมณ์ร้อนกว่าโยนเสื้อผ้าที่กำลังซักอยู่ลง และลุกขึ้นยืนจ้องมองป้าสองอย่างไม่พอใจ
“เจิ้งหนาน!” โม่เจิ้งตงรีบยืนขึ้นเช่นกัน ไม่สนใจว่ามือจะเปียกอยู่หรือไม่ รีบเอื้อมมือออกไปและดึงโม่เจิ้งหนานกลับมา “อย่าก่อเื่นะ กลับไปซักผ้าต่อเถอะ”
โม่เจิ้งหนานอดทนเก็บความโกรธไว้ ก่อนนั่งลงซักผ้าต่อ
ในตอนนั้นเอง ป้าสองก็ได้เห็นใบหน้าของโม่เจิ้งตงและรู้สึกใอย่างแรง ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขาบวมแดง มีรอยฟกช้ำชัดเจน เห็นได้ชัดว่าโดนคนอื่นทำร้ายมา
ดวงตาของนางเป็ประกายขึ้นโดยไม่รู้ตัว คิดในใจว่าคงเป็ผู้หญิงคนนั้นที่ทำให้ใบหน้าของโม่เจิ้งตงเป็แบบนี้
“ไอ้หยา! เจิ้งตง เกิดอะไรขึ้นกับหน้าของเ้าน่ะ?!”
เสียงของป้าสองดังมาก จึงดึงดูดให้คนรอบข้างต้องเงยหน้าขึ้นมามอง พวกเขาจ้องไปที่ใบหน้าของโม่เจิ้งตงอย่างตั้งใจ
สิ่งที่โม่เจิ้งตงเกลียดที่สุดก็คือการถูกจ้องมองแบบนี้…ั้แ่เด็กจนโตก็เป็แบบนี้มาตลอด
คนเ่าั้มองเขาด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม โดยกล่าวหาว่าครอบครัวของเขายากจน ไม่มีญาติมิตรคอยช่วยเหลือ ต่อมาก็กล่าวหาว่าเขาและน้องชายเป็ดาวแห่งความโชคร้ายที่ทำให้บิดามารดาของตัวเองต้องตาย เป็ภาระที่ไร้ประโยชน์
เขารู้สึกเหมือนเืในร่างกายสูบฉีดขึ้นศีรษะ ราวกับว่าเขาถูกเปลื้องผ้าจนหมด
“ไม่ใช่…เื่…ของ…ท่าน…”
.
.
.