บทที่ 47 ในสายตาของโจวจื้อหย่วนมีแค่กู้หนิงเพียงคนเดียวเท่านั้น
กู้หนิงจะปฏิเสธได้อย่างไร เธอรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก่อนจะเดินกุมมือน้องชายกลับบ้าน
กว่าจะกลับถึงบ้านก็เป็นเวลามืดค่ำแล้ว เลยเวลาทานมื้อเย็นไปเรียบร้อยแล้ว
โชคดีที่หลิวซูเจินเหลือบะหมี่ชามใหญ่เอาไว้ให้สองพี่น้อง
เมื่อเห็นสองพี่น้องกลับมาถึงบ้าน คนเป็นแม่ก็ไม่ถามสักคำว่าพวกเขาหายไปไหนมา หลิวซูเจินหยุดมือที่ให้อาหารไก่ แล้วเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อเติมฟืนเพิ่มความร้อนเตรียมอุ่นอาหาร
ลูก ๆ ของเธอต้องได้กินอาหารร้อน ๆ
หลิวชุนฮวากำลังนั่งเย็บรองเท้าคู่ใหม่อยู่แถวนั้นพอดี เธอตั้งใจจะใส่มันต้อนรับแม่ของว่าที่ลูกเขยในวันพรุ่งนี้
เมื่อเห็นภาพนั้น หลิวชุนฮวาก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมา เธอก้มหน้าลงพลางสอดด้ายเข้าไปในรูเข็มขณะพูดลอย ๆ ว่า "นึกว่าตัวเองเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่หรือไง? คนอื่น ๆ ถึงต้องคอยมาอุ่นอาหารให้เนี่ย นึกจะกลับบ้านตอนไหนก็กลับ ทั้ง ๆ ที่เลยเวลาอาหารค่ำไปนานแล้ว แถมยังมาใช้เตาไฟอีก แบบนี้มันเปลืองฟืนโดยใช่เหตุไหม?”
หลิวชุนฮวาคงไม่กล้าพูดออกมาแบบนี้ถ้าสถานการณ์ไม่เข้าข้างเธอ
ตอนนี้คุณแม่เห็นด้วยกับการแต่งงานระหว่างกู้เหยากับโจวเหวินเยี่ยน นั่นหมายความว่า หลิวชุนฮวากำลังจะมีลูกเขยที่ร่ำรวยและเป็นถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยประจำเมือง
ในที่สุด เธอก็สามารถภาคภูมิใจได้สักที!
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หลิวซูเจินก็หยุดมือที่กำลังเติมฟืนเข้าไปในเตาไฟ แต่สุดท้าย เธอก็เติมฟืนเข้าไปอยู่ดี ต่อให้เธอจะถูกเหน็บแนม แต่ลูก ๆ ของเธอต้องได้กินอาหารอุ่น
กู้หนิงพยายามสะกดกลั้นอารมณ์อยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อเห็นหลิวชุนฮวาเหน็บแนมกันอย่างซึ่ง ๆ หน้า เธอก็พูดออกไปด้วยความเย็นชาทันที "ป้าเป็นคนออกไปเก็บฟืนมาเองเหรอคะ? หรือว่าแม่ของหนูเป็นคนใช้ให้ป้าออกไปเก็บฟืน?”
หญิงสาวหัวเราะเยาะโดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบคำถาม "ในเมื่อป้าตอบไม่ได้ งั้นเดี๋ยวหนูจะตอบให้เอง หนูเนี่ยแหละที่เป็นคนออกไปเก็บฟืน อาหารที่ป้ากินไปเมื่อตอนค่ำก็ทำขึ้นมาด้วยฟืนที่หนูไปเก็บมาเองกับมือ ถ้าป้าไม่พอใจ ไม่อยากให้มีอะไรเกี่ยวข้องกับหนู งั้นหนูแนะนำว่าครั้งหน้าป้าก็ออกไปเก็บฟืนมาทำอาหารเองนะคะ ไม่ต้องมาใช้ฟืนที่หนูไปเก็บมาอีก…”
กู้หนิงพูดจบก็เลิกมองหลิวชุนฮวาและหมุนตัวเดินไปที่ห้องฝั่งตะวันตก
"ให้ตายสิ เป็นเด็กพูดกับผู้ใหญ่แบบนี้ได้ยังไง?" หลิวชุนฮวากำลังจะเอื้อมมือออกไปคว้าตัวกู้หนิงไว้
แต่กู้หนิงเบี่ยงตัวหลบได้อย่างรวดเร็ว หลิวชุนฮวาจึงขว้างรองเท้าในมือออกไปด้วยความโมโห ทว่ารองเท้าของเธอไม่ได้โดนตัวหญิงสาว มันกลับลอยไปตกอยู่ในกองขี้ไก่…
หลิวชุนฮวากรีดร้องออกมาทันที "รองเท้าฉัน!…" นี่เป็นรองเท้าคู่ใหม่ แต่ตอนนี้กลับเปื้อนขี้ไก่หมดแล้ว
...
รุ่งเช้า ตระกูลกู้ลุกขึ้นมาเตรียมตัวกันตั้งแต่เช้า
พวกเขาไม่คิดถึงเรื่องอื่นใดอีก งานสำคัญในวันนี้คือการต้อนรับตระกูลโจว จากข้อตกลงก่อนหน้านี้ วันนี้ตระกูลโจวจะมาที่บ้านตระกูลกู้เพื่อทำการหมั้นหมายอย่างเป็นทางการระหว่างโจวเหวินเยี่ยนกับกู้เหยา
จ้าวกุ้ยฮวาไม่ยินดียินร้ายกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่ เพราะเธอไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้มาตั้งแต่ต้น
แต่หญิงชราก็ทนการรบเร้าจากกู้เจี้ยนเป่าและหลิวชุนฮวาไม่ไหว! พวกเขาอยากจะมีลูกเขยเป็นคนรวย เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปะจากในตัวเมือง เรื่องเหล่านี้ทำให้กู้เจี้ยนเป่ากับหลิวชุนฮวารู้สึกภาคภูมิใจ จนเกือบจะลืมแซ่เดิมของตัวเองไปแล้ว
ทั้งสองคนตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ หลิวชุนฮวาที่ไม่เคยขยันก็ขยันผิดปกติ
เธอยกถังน้ำและผ้าขี้ริ้วมาเช็ดถูทำความสะอาด "คนเมืองรักความสะอาด เราจะปล่อยให้พวกเขาคิดว่าพวกเราเป็นคนบ้านนอกสกปรกไม่ได้ เธอไม่กลัวว่าพวกเขาจะรังเกียจเราขึ้นมาจนอยากยกเลิกงานแต่งบ้างเหรอ?”
เธอหันไปถามเรื่องนี้กับหลิวซูเจิน
หลิวซูเจินรู้สึกอึดอัดใจ เพราะคู่หมั้นของลูกสาวที่หลิวชุนฮวากำลังภูมิใจนักหนาอยู่ในตอนนี้เป็นอดีตคู่หมั้นของลูกสาวเธอมาก่อน ไม่ว่ามองจากแง่มุมใด นี่ก็ไม่ใช่คำถามบริสุทธิ์ใจ หลิวซูเจินจึงหมุนตัวคิดจะเดินหนีไป
แต่หลิวชุนฮวารีบยื่นมือมาจับแขนของหลิวซูเจินเอาไว้ทันที ก่อนจะอวดเสื้อผ้าชุดใหม่ด้วยความรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง "นักศึกษามหาวิทยาลัยในตัวเมืองนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ ได้ข่าวว่าเขาจะเอาของขวัญวันหมั้นมามากมายเลย ครอบครัวเธอก็เคยได้เหมือนกันนี่นา”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ หลิวชุนฮวาก็นึกถึงภาพงานหมั้นครั้งที่แล้วที่โจวเหวินเยี่ยนนำของขวัญมาให้ แล้วครอบครัวของหลิวซูเจินก็เก็บของขวัญพวกนั้นเอาไว้เพียงผู้เดียว นั่นทำให้หลิวชุนฮวารู้สึกโกรธแค้นจนนอนไม่หลับ แต่ในวันนี้สถานการณ์ไม่เหมือนเดิมแล้ว เธอหัวเราะออกมาด้วยความยินดี "แต่วันนี้ของขวัญทั้งหมดนั่นจะเป็นของฉันคนเดียวเท่านั้น”
หลิวชุนฮวาเผยความชั่วร้ายออกมาโดยไม่ปิดบัง
หลิวซูเจินเกือบจะตะโกนด่าอีกฝ่ายแล้วว่าช่างหน้าด้านไร้ยางอายเหลือเกิน ทว่าครู่หนึ่งหลังจากนั้น เธอก็พูดออกมาว่า "พี่สะใภ้ ฉันคิดว่าที่กู้เหยาไม่มียางอายแบบนี้ สงสัยจะเป็นเพราะพี่สอนมาดีจริง ๆ”
"คนเป็นแม่เคยแย่งคู่หมั้นคนอื่นมายังไง คนเป็นลูกก็แย่งคู่หมั้นของคนอื่นไปอย่างนั้น แถมเธอยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าคนนอกรู้เรื่องนี้เข้า พวกเขาคงพะอืดพะอมจนต้องอ้วกออกมาแน่ ๆ…”
ประโยคนี้ทำให้หลิวชุนฮวาต้องเบิกตากว้างด้วยความเหลือเชื่อ เธอไม่คิดเลยว่าน้องสะใภ้ซึ่งไม่เคยมีปากเสียงกับใครมาก่อนจะโต้กลับมาด้วยวาจาที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้
กู้หนิงกับกู้เหยาเห็นเหตุการณ์นี้พอดีตอนที่เดินออกมาจากห้อง
กู้หนิงอดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งชื่นชมคนเป็นแม่ "แม่คะ เยี่ยมมากเลยค่ะ" หลังจากที่เธอแสดงตัวอย่างให้แม่ได้เห็นมาตลอดเวลาว่าควรจะตอบโต้ผู้อื่นอย่างไรบ้าง วันนี้ ก็นับว่าแม่ของเธอได้เรียนรู้แล้วจริง ๆ
หลิวซูเจินยิ้มออกมาด้วยความเขินอาย "แม่ก็เรียนรู้มาจากลูกนี่แหละ หนิงหนิง" เธอกลัวว่าตนเองอาจจะเรียนรู้ได้ไม่ดีพอด้วยซ้ำ
การได้เห็นสายสัมพันธ์แม่ลูกผูกพันต่อหน้าต่อตาแบบนี้ ย่อมทำให้ลูกอีกคนอย่างกู้เหยารู้สึกเจ็บปวดใจ เมื่อวานนี้คุณย่าก็ดุด่าว่าเธอไม่มียางอายไปแล้วคนหนึ่ง วันนี้แม่ผู้ให้กำเนิดยังมาพูดในทำนองเดียวกันอีก
คำพูดของแม่ทำร้ายจิตใจได้มากกว่าคำพูดของคุณย่า กู้เหยารู้สึกเหมือนหัวใจถูกกรีดแทงด้วยคมมีด จึงร้องถามออกไปด้วยความเจ็บปวดทนไม่ไหวว่า "อาสะใภ้สามคะ หนูมันหน้าด้านไร้ยางอายในสายตาของอาขนาดนั้นเลยเหรอ?”
กู้เหยาวิตกกังวลจนถึงขั้นหวาดระแวงอยู่เสมอว่ากู้เจี้ยนเซ่อและหลิวซูเจินจะมองเธอเป็นคนอย่างไร
หลิวซูเจินรู้สึกดีจริง ๆ อย่างนั้นหรือที่ได้พูดเหน็บแนมออกไปอย่างนั้น?
แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่กู้เหยาทำลงไป เธอก็รู้สึกโกรธขึ้นมา "เรื่องนั้นเธอยังจะต้องมาถามอีกเหรอ?”
ใบหน้าของกู้เหยาซีดขาวทันที
...
เพียงพริบตาเดียวก็ย่างเข้าช่วงบ่าย ตระกูลโจวขับรถมาที่บ้านตระกูลกู้พร้อมของหมั้น เพื่อพูดคุยถึงเรื่องงานแต่ง
ผู้นำย่อมต้องเป็นโจวจื้อหย่วน ตามมาด้วยเหยาฮุ่ยหรูและโจวเหวินเยี่ยน เหยาฮุ่ยหรูมีท่าทีไม่เต็มใจ สีหน้าไม่ค่อยมีความสุขสักเท่าไหร่
เมื่อพวกเขาลงมาจากรถ กู้พ่านเหวินก็รีบหันไปบอกสมาชิกตระกูลกู้ด้วยสีหน้ามีความสุขว่า "ตระกูลโจวมากันแล้ว”
จ้าวกุ้ยฮวายังคงไม่เคลื่อนไหว
กู้เจี้ยนเป่าและหลิวชุนฮวาออกไปรับแขก เช่นเดียวกับหม่าเถี่ยหลานผู้เป็นสะใภ้รองก็ตามออกไปปั้นหน้ายิ้มแย้มด้วยเช่นกัน แต่ระหว่างที่เดินออกไปยังไม่วายหันมาชำเลืองมองกู้หนิงพร้อมพูดว่า “เหยาเหยานี่มีความสามารถจริง ๆ”
"ไม่เหมือนคนบางคน ไม่มีความสามารถ ทำอะไรก็ไม่ได้ เก่งก็แต่ปากเท่านั้น" หม่าเถี่ยหลานเดินเชิดหน้า พูดด้วยความภาคภูมิใจและถือดี
นี่คือการหยิบยกกู้เหยาขึ้นมาเหยียบย่ำกู้หนิง!
เมื่อหม่าเถี่ยหลานพูดออกมาอย่างนี้ สมาชิกตระกูลกู้คนอื่น ๆ ก็รีบขยับถอยห่างออกจากกู้หนิงโดยเร็ว น้ำเสียงที่พวกเขาพูดกับกู้เหยาก็มีความเคารพและสุภาพมากขึ้น
ปฏิกิริยาของทุกคนทำให้กู้เหยาลืมเจตนาเดิมของเธอไปชั่วคราว และอดไม่ได้ที่จะหันไปมองกู้หนิงซึ่งยืนนิ่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่ด้านข้าง
ในที่สุดเธอก็ชนะแล้ว! สุดท้าย เธอก็ได้เป็นคนที่มีความสุขที่สุด!
กู้หนิงอ้าปากหาวด้วยความเบื่อหน่าย "ความสามารถในการปีนขึ้นเตียงผู้ชายของหนูสู้เหยาเหยาไม่ได้หรอกค่ะ”
"เธอ…" ใบหน้ากู้เหยาพลันกระตุก แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาอาละวาด เธออยากทำให้ตระกูลโจวประทับใจมากที่สุด จึงทำได้เพียงอดทนเท่านั้น!
กู้หนิงหัวเราะในลำคอ เธอไม่ได้ประจบกู้เหยาเหมือนกับสมาชิกตระกูลกู้คนอื่น ๆ หญิงสาวยังคงยืนอยู่ที่เดิมอย่างเฉยเมย
เมื่อวานนี้เกือบจะเกิดเรื่องขึ้นกับหยางหยางทำให้เมื่อคืนเธอนอนฝันร้าย กู้หนิงรู้สึกหมดแรง จึงขยับไปยืนพิงหน้าต่างและเฝ้าฟังเสียงการประจบประแจงต่อไป
เธอเงยหน้าขึ้นและหันไปมองกลุ่มคน จึงได้เห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ หัวไหล่กว้าง เอวสอบ ขายาว สวมใส่ชุดเครื่องแบบทหาร กระดุมติดขึ้นมาถึงลูกกระเดือก ดูเป็นคนปกติที่เย็นชา สันโดษ และจริงจังกับทุกสิ่งอย่าง
กู้หนิงยืนตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เธอรู้ว่าโจวจื้อหย่วนเป็นคนหล่อเหลา แต่ก็ไม่เคยมองอย่างจริง ๆ จัง ๆ มาก่อนว่าเขาจะดูดีได้ถึงเพียงนี้
ผู้ชายคนนี้มีใบหน้าคมคาย คิ้วคมเข้ม แววตาเย็นชาเป็นประกายคมปลาบราวกับกระบี่ที่หลุดออกจากฝัก ข่มรัศมีว่าที่เจ้าบ่าวอย่างโจวเหวินเยี่ยนได้อย่างราบคาบ
ไม่แปลกใจเลยว่า…ทำไมชาติที่แล้ว กู้เหยาถึงได้ยินดีรอเขาเป็นสิบปี
จ้าวกุ้ยฮวาดูไม่สนใจเรื่องอะไรอีกแล้ว กู้เจี้ยนเป่ารับหน้าที่เป็นหัวหน้าตระกูลชั่วคราว เขาเดินออกไปรับแขกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ยื่นมือไปหาโจวจื้อหย่วนและยิ้มอย่างประจบเอาใจว่า "พวกเรากำลังรออยู่เลยครับ" ท่าทางของชายวัยกลางคนค่อนข้างนอบน้อม แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งที่คนตระกูลโจวมาแต่งงานกับลูกสาวของเขา
หลิวชุนฮวากับหม่าเถี่ยหลานที่ยืนอยู่ด้านข้างก็เข้ามาต้อนรับอย่างอบอุ่นเช่นกัน กู้เหยามองนายทหารหนุ่มแล้วก็รู้สึกเวียนหัวตาลาย เธอถึงกับลืมเลือนโจวเหวินเยี่ยนผู้เป็นคู่หมั้นของตนเองไปเลยด้วยซ้ำ
โจวจื้อหย่วนขมวดคิ้วเล็กน้อย ท่าทางของเขายังคงนิ่งเฉย ชายหนุ่มตอบรับการต้อนรับด้วยการพึมพำในลำคอเบา ๆ ไม่มีเจตนาจะแย่งความสนใจแม้แต่น้อย
หลังจากนั้น เขามองไปทางด้านหลังกลุ่มคนด้วยความแม่นยำ สีหน้าก็พลันอ่อนโยนมากขึ้น
กู้เหยาเห็นเขาเดินมาทางตัวเอง ก็นึกว่าเขากำลังจะเดินมาหาเธอ! โจวจื้อหย่วนกำลังจะเดินมาหาเธอใช่หรือไม่? เขาคงตกหลุมรักเธอแล้วสินะ? เธอควรจะทิ้งโจวเหวินเยี่ยนไปตอนนี้เลยดีไหม?
กู้เหยาพยายามเก็บความตื่นเต้นเอาไว้ แล้วพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าแดงระเรื่อ "สหายโจว…คุณเล่นจ้องแบบนี้ ฉันเขินหมดแล้วนะคะ" มาหาฉันสิ ฉันพร้อมไปกับคุณเสมอ
แต่เธอยังพูดไม่ทันจบ โจวจื้อหย่วนก็ไม่ได้หยุดฝีเท้าเลยสักนิด…เขาแค่เดินผ่านเธอไปด้านหลัง และไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้ากู้หนิง
น้ำเสียงที่เรียบเฉยเย็นชาของเขามีความเป็นห่วงอย่างชัดเจน "ทำไมหน้าตาเหมือนคนอดนอนแบบนี้?”
หลังจากนั้น…
ความเงียบก็พลันเข้าปกคลุมบรรยากาศโดยรอบ
กู้เหยา: ???
ตระกูลกู้: ???