เมื่อเดินผ่านพ้นประตูเมืองเป่ยถังเข้ามา มีอาคารบ้านเรือนขนาดใหญ่เล็กรูปทรงโบราณมากมายทั้งสองฝั่งฝากถนนที่เดินอยู่ หากสังเกตดีๆจะพบว่าเมืองเป่ยถังมีการวางผังเมืองไว้อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
ถนนที่ทอดยาวมาจากทางหน้าประตูเมืองถูกจัดแบ่งเป็เขตร้านค้า ตลอดสองข้างทางมีขนมหลากหลายชนิดกับแผงขายของชั่วคราวขายสินค้าหลากหลาย มีคนที่นั่งอยู่ในร้านน้ำชาผงกหัวแย้มยิ้มเป็การทักทายท่านลุงกู่ทั้งสองอย่างสนิทสนมดูเหมือนว่าคนสกุลหลินจะเป็ที่รู้จักของคนทั่วไปอยู่ไม่น้อย
ตลอดทางมีทั้งเสียงทักทายคนสกุลหลิน เสียงะโขายสินค้า ฟังดูครึกครื้นยิ่งนักให้บรรยากาศแตกต่างกับตอนที่อยู่หมู่บ้านจิ้งซานเป็อย่างมาก แม้ว่าหลินหนิงชินจะอายุจริง20 กว่าปีไปแล้ว แต่พอได้เห็นอาหารหลากหลายชนิดส่งกลิ่นหอมยั่วยวนอยู่ตรงหน้าก็อดน้ำลายไหลไม่ไหว
“อึก..อึก..” เสียงพี่รองหลินซ่งอวี้ลอบกลืนน้ำลายแต่ยังฝืนนั่งทำหน้าตรง ส่วนพี่ใหญ่ของนางแม้จะทำหน้านิ่งแต่สายตากลับวาดผ่านไปมาแถวๆ หน้าร้านซาลาเปาลูกโต
“ฮ่า..ฮ่า.. ดูพวกเ้าสิ ตื่นเต้นใช่ไหม คนที่มาถึงเมืองเป่ยเจิ้งใหม่ๆเป็เช่นนี้ทุกคนไม่ต้องกระดากอายไป” หม่าจือหัวเราะร่า
“เ้าดูขนมแป้งย่างนั่นสิ จำหน้าคนขายให้ดีนะขนมแป้งย่างของเขาอร่อยเป็ที่สุดเลยล่ะ”
“ทางนั้น นั่นเป็ร้านขายเค้กถั่วเขียว โอ้!!... ข้าคิดถึงรสชาติของมันจริงๆ”หม่าจือชี้ไม้ขี้มือแนะนำไม่หยุด
หลินหนิงชิน."......." ท่านลุงหม่าจือท่านไม่ต้องพูดอีกแล้วได้หรือไม่ หรือท่านลืมไปแล้วว่าพวกเราไม่มีเงินนะ!!! ์ลงโทษข้าหรืออย่างไร ทะลุมิติมารับบทตัวเอกทั้งทีเงินสักเหรียญก็ไม่มีติดมือ หากรู้ว่าจะเป็เช่นนี้ ส่วนแบ่งของครอบครัวน่าจะแลกเป็เงินมาให้หมด ท่านพ่อท่านแม่นางนี่ก็กระไรห่วงคนนั้นห่วงคนนี้สุดท้ายของมีค่ากับส่วนแบ่งของตนเองก็ยกให้ญาติพี่น้องสกุลหลินในหมู่บ้านไปจนหมด
“ท่านพ่อ ข้าว่าครอบครัวเราตอนนี้ยากจนที่สุดในเมืองเป่ยถังแล้วล่ะเ้าค่ะ”เด็กหญิงทำไหล่ตกรำพันออกมาเบาๆ
นางบ่นกระปอดกระแปดไปเช่นนั้นเอง บิดามารดาของนางเป็คนมีน้ำใจ พี่ชายทั้งสองก็ไม่คัดค้าน พวกเขาเป็ผู้ฝึกปราณกันแล้วหนทางหาเงินย่อมมีมากกว่าชาวบ้านธรรมดา และรู้ว่าตระกูลหลินสายหลักจะให้การดูแลเื่ที่พักและอาหารของลูกหลานที่สามารถฝึกฝนได้เป็การตอบแทนข้าวของทั้งหมด ครอบครัวนางจึงเต็มใจยกให้ชาวบ้านไว้
‘รอก่อนเถิดผู้หลอมโอสถเช่นตนมีวิธีหาเงินไม่รู้จบ ถึงเวลานั้นข้าจะซื้อ..ซื้อ..ซื้อ!!’ เด็กหญิงคิดอยู่ในใจ
“พี่ชายหม่าจือข้าขอยืมเงินท่านก่อนได้หรือไม่ ตอนออกจากหมู่บ้านจิ้งซานมาพวกเราไม่มีเงินติดตัวมาเลยสินค้าที่แลกเปลี่ยนได้ไปก็ได้มอบให้ผู้อื่นไปจนหมดแล้ว”หลินจงเว่ยลูบจมูกเอ่ยถามบุรุษตรงหน้าด้วยความเขินอาย
“โอ้ ข้าลืมคิดเื่นี้ไปเลย ได้ๆท่านรอสักครู่” หม่าจือไปรวบรวมเงินจากเหล่าพี่น้องอีกสี่คน พักนึงก็เดินกลับมา
“นี่ 300 เหรียญทองแดงพวกข้าเองก็ไม่มีเงินติดตัวมากนัก ท่านเอาไว้เพียงเท่านี้ก่อนหวังว่าจะไม่รังเกียจที่มันจะน้อยเกินไป”
“ไม่เลย ไม่เลย เงินนี่มากพอแล้ว” หลินจงเว่ยรีบกล่าวขอบคุณ
“ท่านเก็บไว้ก่อนเถิด ไว้ท่านได้รับมอบหมายงานเรียบร้อยแล้วได้เบี้ยหวัดแล้วค่อยมาคืนพวกเรา”
เมื่อครั้งที่แม่นางน้อยสกุลหลินช่วยชีวิตหม่าซือน้องชายของเขาพวกเขาห้าคนพี่น้องซาบซึ้งบุญคุณช่วยชีวิตในครั้งนั้นมากแต่ครอบครัวหลินจงเว่ยจิตใจดี ทั้งเมื่อครั้งนั้นยังอ่อนแอไม่กล้ารับหนี้น้ำใจจากผู้ฝึกยุทธ์ที่เหนือกว่าตนเอง พวกเขาพี่น้องสกุลหม่าไม่ได้รบเร้าจะรีบตอบแทนบุญคุณเพื่อไม่ให้บ้านหลินทั้งห้าลำบากใจ แต่ในใจของพวกเขาจดจำบุญคุณช่วยชีวิตนี้ไว้แล้วตั้งใจจะปฏิบัติต่อพวกเขาเป็อย่างดี
ดูความรวดเร็วในการฝึกฝนของพวกเขาเสียก่อน อีกไม่นานก็จะนำหน้าพี่น้องหม่าทั้ง 5 ไปได้อย่างแน่นอนยิ่งตัวตนของผู้หลอมโอสถวัยเยาว์นั่นอีกความก้าวหน้าไม่มีขีดจำกัดพวกเขาเต็มใจจะรับใช้อย่างดีเลยทีเดียว
“แม่นางน้อยเ้าอยากกินอะไรลุงหม่าจะพาไปเอง ลุงหม่าของเ้ามีชื่อเสียงดีในเมืองเป่ยถังไม่น้อยเลยนาไม่มีใครกล้าหลอกลวงพวกเ้าแน่นอน”หม่าจือทำหน้าประจบประแจง เสียงเล็กเสียงน้อยนั่นไม่ได้สอดคล้องกับหน้าตาดุดันและร่างกายใหญ่โตที่เต็มไปด้วยแผลเป็เลยสักนิด เดินทางร่วมกันมาหลายวันสนิทสนมกันพอสมควรพวกเขาก็พูดคุยกับหลินหนิงชินอย่างเป็กันเอง ไม่ได้มีทีท่าระมัดระวังถึงฐานะผู้หลอมโอสถอย่างนอบน้อมเหมือน่แรกๆ
หลังจากที่ทุกคนได้ของกินติดมือกันคนละเล็กละน้อย ก็เร่งเดินเท้ามุ่งตรงไปตระกูลหลินกันต่อ
ในเมืองเป่ยถังมี"ตระกูลหลิน" และ "ตระกูลจง" เป็สองตระกูลที่ใหญ่ที่สุดที่ดินที่มีพลังปราณหลายผืน ทำการเพาะปลูกข้าวปราณและสมุนไพรปราณเหมือนกัน
ตระกูลอื่นๆก็มีที่ดินที่มีพลังปราณเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่จะเพาะปลูกข้าวปราณไว้เป็เสบียงอาหาร มีส่วนน้อยที่สามารถแบ่งมาขายทำเป็การค้าได้ ส่วนสมุนไพรปราณนั้นมีเพียงตระกูลหลินและตระกูลจงเท่านั้นที่ทำการเพาะปลูกสืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษของทั้งสองตระกูลเป็สหายที่หลบหนีการล่าสังหารผู้หลอมโอสถในอดีตมาด้วยกันแล้วมาตั้งรกรากที่เมืองเป่ยถังแห่งนี้
ปัจจุบันทั้งสองสกุลทำการค้าหลักคือการขายข้าวปราณส่วนสมุนไพรนำมาหลอมโอสถและพวกเขามีหอโอสถที่จำหน่ายยาและให้การรักษาผู้ป่วย นอกจากนี้ยังมีกิจการเล็กๆ ประเภท ร้านขายผ้า ร้านเครื่องประดับ โรงเตี๊ยมที่มีคนในสกุลเป็ผู้ดูแลอีกหลายแห่ง
“ตระกูลหลินตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองห่างจากเขตการค้านี่ไปพอสมควรพวกเรายังต้องเดินกันต่อไปอีกหน่อย” หลินจงเว่ยบอกพวกเด็กๆ
“เ้ามองเห็นอาคารหลังคากระเบื้องสีแดงตรงนั้นไหมอาหนิงนั่นคือหอโอสถสกุลหลิน เ้าเป็ผู้หลอมโอสถอีกหน่อยคงต้องมาที่นั่น”
หลินหนิงชินมองตามมือผู้เป็บิดาไปเห็นอาคารขนาดใหญ่ 2ชั้น สภาพเก่าแก่แต่ดูสะอาดตาให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม ด้านหน้ามีบุรุษผู้หนึ่งยืนให้คำแนะนำโอสถบางอย่างที่อยู่ในมือให้กับลูกค้า อีกส่วนจัดวางเป็โต๊ะเก้าอี้รับแขก ดูสะอาดตามีโถกระเบื้องเคลือบหลากหลายสีถูกจัดวางอยู่บนชั้นขนาดใหญ่ บริเวณรอบตัวอาคารเป็ลานหินสีขาวสะอาดมีต้นไม้ใหญ่ปลูกอยู่โดยรอบให้ร่มเงา ทั้งยังมีลานสำหรับให้ผูกม้าผูกเกวียนอยู่อีกด้าน
..........
ในที่สุดก็มาถึงจวนตระกูลหลินซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนกับทุกที่ที่เดินผ่านมาสภาพของอาคารบ้านเรือนล้วนมีสภาพเก่า รูปแบบการก่อสร้างเรียบง่าย โบราณ ตระกูลหลินมักจัดแต่งสถานที่และอาคารให้มีลักษณะร่มรื่น ต้นไม้สูงใหญ่ถูกปลูกและดูแลรักษาอย่างดีและเป็ระเบียบ
หน้าประตูจวนที่มีป้ายจวนขนาดใหญ่อยู่้าตัวอักษรที่สลักลงไปบนแผ่นหิน งดงาม ทรงพลัง มีกลุ่มคนยืนรออยู่ด้านหน้าหลายคน ส่วนขบวนสินค้าที่นำโดยพี่น้องหม่าทั้ง 5 ถูกทยอยลำเลียงไปทางประตูด้านข้าง
“คารวะท่านลุงสาม ท่านสบายดีหรือไม่” หลินจงเว่ยประสานมือคำนับชายชราผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด
“ดูพวกเ้าสิ จงเว่ย ลี่ชิน จากกันครั้งก่อนพวกเ้าเพิ่งแต่งงานกันไม่นานตอนนี้กลับมีบุตรโตขนาดนี้แล้ว” หลินตงหรือท่านปู่สามทักทายคนทั้งสองด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยอารมณ์
หลินจงเว่ยหน้าตาคล้ายบิดาของเขา“หลินจง” น้องชายที่เสียชีวิตไปแล้วยิ่งนักหน้าตาคมคายรูปร่างสูงใหญ่ผิวสีเข้มท่าทางสุภาพนอบน้อม
“คารวะท่านปู่/ท่านลุงสาม ขอรับ/เ้าค่ะ” ฟางลี่ชินและสามพี่น้องคำนับผู้สูงวัยพร้อมเพรียงกัน
หลินตงหรือท่านปู่สามซึ่งดำรงตำแหน่งพ่อบ้านใหญ่ตระกูลหลิน ค่อยๆกวาดสายตา มองร่างสามร่างที่อยู่เื้ัฟางลี่ชินผู้เป็หลานสะใภ้
"นี่บุตรคนโตซ่งสวิน อายุ 16 ปี"หลินจงเว่ยแนะนำ
หลินซ่งสวินรูปร่างเหมือนบิดาที่สูงใหญ่บึกบึนหน้าตาดีแต่ไม่หล่อเหลาคมเข้มเท่าบิดา ลักษณะสุขุม จริงจัง ได้ยินว่าก้าวเข้าขอบเขต “ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูง” ทัดเทียมบิดานับเป็ผู้มีพร์สูง หลินตงคิดในใจ
"คนที่สอง ซ่งอวี้ อายุ 12 ปี "
หลินซ่งอวี้หน้าตาหล่อเหล่ารูปร่างผอมสูง ลักษณะคล้ายบัณฑิตผิวขาวค่อนข้างละม้ายคล้ายทางผู้เป็มารดามากกว่า
"คนเล็กเป็บุตรสาว หลินหนิงชิน อายุ 7 ปีขอรับ"
สายตาหลินตงกลับมาหยุดที่เด็กหญิงตัวน้อยวัย 7ปี ครู่หนึ่งแล้วท่านพ่อบ้านใหญ่ก็ชะงักไปเล็กน้อย
“ช่างเป็เด็กหญิงที่หน้าตางดงามจริงๆ วาสนาพวกเ้าสองคนดียิ่งนักบุตรชายหญิง ล้วนหล่อเหลาเก่งกาจ… แม่หนูน้อยได้ยินว่าเ้าฝึกฝนเป็ผู้หลอมโอสถระดับปฐีขั้นกลาง แล้วใช่หรือไม่"ชายชราถามเด็กหญิง
“ใช่แล้วเ้าค่ะ ท่านปู่สาม”
“เด็กดี ๆ มาๆ ท่านปู่สามจะพาเข้าไปพักผ่อนก่อน”หลินตงเปลี่ยนสีหน้าท่าทางเป็ชายชราผู้ใจดีทันทีที่ได้เห็นเด็กหญิงตัวน้อย
หลินหนิงชินมั่นใจเป็อย่างยิ่งว่าหน้าตาอันเป็วาสนาของนางจะ"ตก" แฟนตัวยงมาได้แล้วอีกหนึ่งคน ส่วนกลุ่มผู้ติดตามที่อยู่ด้านหลังนั่นหรือ ต่างตกตะลึงกับรูปลักษณ์ของเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้าไปแล้วเช่นกัน