วันหนึ่งในฤดูฝนมาถึง
นรินทร์วัยสิบสามปีนั่งดูวิดีโอตอนที่เขายังเป็เด็กน้อยกำลังเล่นน้ำฝนอย่างสนุกสนานกับพ่อแม่พลางมองออกไปนอกหน้าต่าง รอคนปลายทางรับสายโทรศัพท์ด้วยความคิดถึงเพราะไม่ได้เจอกันหลายวัน
“มีอะไรลูก” เสียงของคนเป็แม่ดังขึ้น
“ไม่มีอะไรครับ ฝนตกสองสามวันแล้วก็เลยคิดถึงครับ” นรินทร์มองดูสายฝนโปรยปรายอยู่ในบ้านเพียงลำพัง หลังจากพ่อและแม่ของเขาต้องเดินทางไปร่วมงานสัมมนาที่ต่างจังหวัดหนึ่งอาทิตย์
“พ่อกับแม่กำลังจะขึ้นเครื่องแล้ว อีกสองชั่วโมงเจอกันนะลูก แม่ซื้อของฝากมาให้ด้วย นรินทร์ต้องชอบแน่ ๆ” เธอพูดกับลูกชาย สีหน้ายิ้มแย้มแล้วยื่นมือถือให้สามี
“พรุ่งนี้วันหยุด ไว้พ่อจะพาไปเที่ยวนะ” เขาไม่ลืมสัญญาว่ากลับมาจะพานรินทร์ไปสวนสนุกสุดสัปดาห์เพราะพาลูกชายมางานนี้ด้วยไม่ได้
“ครับ เดินทางปลอดภัยนะ” เขาเอ่ยปากบอกอย่างเคย รอยยิ้มบางปรากฏด้วยความดีใจ
“พ่อกับแม่รักลูกนะ นรินทร์” น้ำเสียงอ่อนโยนจากปลายสายทำให้นรินทร์รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นจากคนที่อยู่ไกล
พอวางสายไปแล้ว เขาจึงอ่านหนังสือทำการบ้านรออย่างว่าง่าย เวลานั้นสายฝนยังคงร่วงหล่นจากท้องฟ้ามืดครึ้มไม่มีท่าทีว่าจะหยุดโดยง่ายเพราะเป็่พายุมรสุมพัดผ่าน เสียงฟ้าร้องครืนดังมาเป็ระยะ
ผ่านไปไม่นานนัก หน้าจอมือถือของนรินทร์สว่างวาบขึ้นมาพร้อมข้อความแจ้งเตือนข่าวฉุกเฉิน ความรู้สึกในเวลานั้นราวกับมีสายฟ้าผ่าลงมากลางใจของเขาอย่างจัง
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าร้องดังก้องกระหึ่ม ในขณะที่ตัวของนรินทร์นิ่งงันไปชั่วครู่หลังจากได้รับข้อความ เขากำลังกรีดร้องในใจสุดเสียง ทรุดตัวลงกับพื้น น้ำตาเอ่อไหลโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะเปิดทีวีเพื่อดูให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่ข่าวลือ
ทว่า ข่าวทุกช่องกลับรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่าพายุฝนฟ้าคะนองครั้งนี้เป็สาเหตุให้เครื่องบินสายการบินชื่อดังตกก่อนลงจอดไม่ถึงครึ่งชั่วโมง สภาพเครื่องบินลุกไหม้และคาดการณ์ว่าไม่มีผู้รอดชีวิต
นรินทร์รีบกดมือถือโทรหาพ่อและแม่ของเขาด้วยมือที่สั่นเทา “พ่อครับ รับสายผมหน่อย” เสียงสะอื้นไห้น่าเวทนาของเขาพึมพำอย่างมีความหวัง
กระนั้น ไม่ว่าจะโทรไปเท่าไหร่กลับไม่มีเสียงของคนปลายดังขึ้นมาให้เขาได้โล่งใจ
“แม่ครับ รับสายผมที” น้ำตาของนรินทร์ไหลรินเหมือนสายฝนที่กระหน่ำเทลงมาราวกับฟ้ารั่ว
เขาพยายามติดต่อหาครอบครัวของตนเองอยู่อย่างนั้นเป็ชั่วโมง ร้องไห้จนตาบวมแดง เสียงเดียวที่ได้ยินเวลานั้นคือเสียงฟ้าร้องจนรู้สึกอึดอัดในใจไปหมด ไร้สิ้นเรี่ยวแรงจนเผลอหลับไปทั้งอย่างนั้น
เช้าวันต่อมา
ทนายประจำตระกูลก็เข้ามาแจ้งข่าวอย่างเป็ทางการให้บุตรชายเพียงคนเดียวของนายแพทย์ชื่อดังได้รับรู้ แต่ทันทีที่เปิดประตูเข้ามากลับเห็นนรินทร์กำลังนอนไข้ขึ้นอยู่คนเดียวจึงรีบพาไปส่งโรงพยาบาลและได้รับคำแนะนำให้พาเขาไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับมือกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต
นรินทร์ตัดสินใจใช้่เวลาสุดท้ายกับพ่อแม่ของเขาด้วยความเศร้าโศก งานศพได้รับการจัดอย่างเรียบง่ายท่ามกลางเพื่อนร่วมงานของพ่อและแม่รวมถึงญาติที่นาน ๆ ครั้งถึงได้มาพบหน้ากันบ้าง
แทนที่เขาจะได้รับคำปลอบประโลมจากคนที่มีเืเนื้อเชื้อไขเดียวกันเพื่อบรรเทาความรู้สึกสูญเสียกลับได้ยินแต่เพียงว่าพ่อและแม่ของเขาทิ้งมรดกอะไรไว้ให้บ้างและเงินที่พ่อของเขายืมไปเมื่อไหร่จะได้คืน
นรินทร์ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าฐานะทางบ้านของตนเองขัดสนจนถึงขั้นต้องหยิบยืมเงินจากคนอื่น แต่ตอนนั้นความคิดของเขาไม่อาจตามทันคำพูดของใครได้เพราะความรู้สึกและสติหยุดไปั้แ่ที่ได้ข่าวเครื่องบินตกแล้ว
เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นมาเป็ระยะ คำพูดบางคำแว่วมาจนทำให้นรินทร์รู้สึกหม่นหมองมากกว่าเดิม
หยุดสักที ผมขอร้อง ใครก็ได้ห้ามพวกเขาที ผมไม่อยากฟัง ไม่อยากได้ยิน หยุดได้แล้ว
ขณะกำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่มุมหนึ่งของงาน คณินและผู้ช่วยของพ่อเขาได้เดินเข้ามาในงานฐานะคนรู้จักกัน
เด็กชายรีบวิ่งไปหาเพื่อนที่กำลังเศร้าโดยไม่สนสายตาของใครแล้วปล่อยให้ผู้ช่วยจัดการเื่วุ่นวายที่บั่นทอนจิตใจของนรินทร์
เขากอดคนตัวเล็กกว่าพลางเอ่ยคำปลอบใจอยู่นานสองนานจนรู้สึกได้ว่าคนตรงหน้าพอจะสงบจิตใจไปได้บ้าง
“ฉันจะอยู่กับนายเอง นายยังมีฉันนะ” น้ำเสียงคณินอ่อนโยนและนุ่มนวล เขาเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของอีกฝ่าย สีหน้าเป็กังวลเพราะไม่เคยเห็นนรินทร์ร้องไห้เสียใจมากขนาดนี้มาก่อน
อีกมุมหนึ่งของงานยังคงมีญาติของนรินทร์ที่ส่งเสียงเอะอะโวยวายไม่พอใจที่กำลังจะไม่ได้ผลประโยชน์ คณินสบตากับผู้ช่วยแล้วพยักหน้าหนึ่งครั้งบอกความนัย
หลังจากนั้น คนใส่สูทกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามาเพื่อนำตัวคนที่เป็ปัญหาออกไปจากพื้นที่
“นรินทร์ นายไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะดูแลนายเอง” ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดเหล่านี้ออกมาจากปากของเด็กชายอย่างเขา
นั่นเป็เพราะไม่ว่าคณิน้าอะไร ย่อมมีคนสนองให้อย่างทันท่วงทีเพราะอำนาจของตระกูลเรืองคุณานนท์นั้นยิ่งใหญ่
แม้เมื่อครู่คนอื่นที่มาร่วมงานจะใเพราะชายชุดสูทแต่พอได้เห็นสายตาของคณินที่มองมาอย่างไม่สบอารมณ์ก็ทำให้แเื่เงียบเสียงอยู่อย่างสงบ
นรินทร์ขอบคุณที่คณินอยู่เป็เพื่อนเขาั้แ่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายของงาน ทุกครั้งที่นรินทร์ร้องไห้ เขาจะเอื้อมมือเข้ามาดึงตัวเพื่อนคนสนิทมากอดโดยไม่พูดอะไร รอจนกว่าอีกฝ่ายจะหยุดแล้วเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง
“วันนี้อย่าร้องอีกเลยนะ” คณินเอ่ยปากพึมพำแล้วใช้ฝ่ามือทาบหน้าผากของนรินทร์ “เหมือนไข้จะขึ้นอีกแล้ว เดี๋ยวฉันไปเรียกหมอมาตรวจนรินทร์นะ”
“ไม่เอา อยู่เป็เพื่อนกันก่อน” เขาดึงมือคณินเอาไว้ไม่อยากอยู่คนเดียว
ครั้นเสร็จงานแล้ว เขาก็เข้ารับคำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิดโดยมีคณินอยู่เคียงข้าง
เมื่อได้สติแล้วนรินทร์จึงได้รู้ว่าญาติเ่าั้เป็แค่ปลิงดูดเืที่คอยคิดแต่จะเอาเงินของพ่อกับแม่ไปเท่านั้น และคงต้องขอบคุณครอบครัวของเพื่อนสนิทที่ช่วยเหลือจัดการเื่ราวคาราคาซังจนหมดไปเพื่อตอบแทนที่พ่อของเขาคอยดูแลในฐานะแพทย์ประจำตระกูล
มรดกที่พ่อแม่ของเขาทิ้งไว้ให้จึงยังคงอยู่ครบทุกบาททุกสตางค์
ไม่เพียงแค่นั้น โฆษิตยังคงรับอุปถัมภ์ดูแลนรินทร์ตามคำขอร้องของลูกชายอีกด้วย คนเป็พ่อได้แต่มองดูลูกชายตัวน้อยพลางยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
นับแต่นั้นเป็ต้นมา นรินทร์จึงอยู่ในการดูแลของตระกูลเรืองคุณานนท์ราวกับเป็ลูกอีกคนของเขา
ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนรักทั้งสองจึงแน่นแฟ้นขึ้นตามกาลเวลา ไม่มีช่องว่างให้ใครได้เข้ามาแทรกระหว่างกลาง
ไม่ว่าจะเดินทางไปโรงเรียนพร้อมกัน เรียนอยู่ห้องเดียวกันอย่างน่าแปลกประหลาดทั้งที่จะต้องเปลี่ยนห้องเรียนใหม่ในทุกปี เรียนพิเศษแบบส่วนตัวที่บ้านด้วยกันหรือไปเที่ยวต่างจังหวัดตอนปิดเทอมกันสองคนตามประสาวัยรุ่น
แม้กระทั่งตอนที่ตรวจพบว่านรินทร์แสดงเพศรองเป็ครั้งแรกตอนอายุสิบห้าก็ยังคงมีคณินรอลุ้นผลอยู่ข้าง ๆ
“โอเมก้าเหรอ” คณินอ่านผลตรวจอยู่สองสามรอบพลางสบตาคนตรงหน้า
“อื้อ” นรินทร์พยักหน้ารู้สึกว่าตัวเองอยากเป็เพียงเบต้ามากกว่าเพราะพวกโอเมก้าและอัลฟ่ามักจะมีเื่วุ่นวายเข้ามากวนใจตลอดเวลา
“ไม่เป็ไรหรอกน่า ฉันเคยบอกแล้วนี่ว่าจะปกป้องนายเอง ไม่ว่าใครก็มายุ่งกับนายไม่ได้หรอก” คณินกอดเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวแล้วลูบหลังปลอบใจ
“คนเป็อัลฟ่าอย่างนายนี่ไม่กลัวอะไรเลยใช่ไหม” นรินทร์พูดเสียงอู้อี้เพราะซบใบหน้าในอ้อมกอดของอีกฝ่าย
“อยู่กับฉัน นายไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น นรินทร์” อ้อมกอดของเขาแน่นขึ้นเพราะรู้สึกอยากแกล้ง
“นี่!” เขาร้องเสียงหลงเพราะรู้ว่าเพื่อนกำลังแกล้ง “จะอวดว่าแข็งแรงกว่าเพราะเป็อัลฟ่าเหรอ”
“เปล่าสักหน่อย” เขาปฏิเสธทันควันพลางหันไปมองเสียงที่ดังมาจากอีกทางหนึ่งเบี่ยงเบนความสนใจของนรินทร์แล้วปล่อยฟีโรโมนทีเผลอ
กลิ่นยูคาลิปตัสลอยฟุ้งในอากาศจนนรินทร์หันขวับมองหน้าเด็กหนุ่มดวงตาสีทองที่กำลังยิ้มมุมปาก “จะปล่อยฟีโรโมนล่อโอเมก้าคนไหนหรือไง”
“ไม่ใช่สักหน่อย” คณินส่ายหน้าพลางกระซิบบอกนรินทร์ว่า “ฉันทำเพราะจะได้ไม่มีใครมายุ่งกับโอเมก้าอย่างนายต่างหาก”