บทที่4
(ถ้าไม่ขึ้นกูอุ้มนะ)
(บันทึกของคริส)
เช้าวันรุ่งขึ้น
ผมตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงียรู้สึกว่าวันนี้หายใจสะดวกขึ้น ร่างกายเหมือนจะแข็งแรงขึ้นแฮะใจจริงก็ไม่ได้อยากอ่อนแอ หน่อมแน้มหรอกแต่ผมดันซวยที่เกิดมาแล้วไม่แข็งแรงเหมือนคนอื่นๆ
หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยผมก็ลงมาด้านล่างพบว่าไอ้เก้านั่งรออยู่แล้ว
“เป็นไงบ้างมึงวันนี้มีเข้าห้องเชียร์ มึงไหวหรือเปล่า”
“ไหวดิวันนี้กูโอเค ไปเหอะ” ผมเอ่ยพลางเดินนำไอ้เก้าออกมา และก็ต้องแปลกใจเมื่อรถกระบะคันใหญ่จอดรออยู่หน้าบ้าน
“รถใครวะมึง”ผมหันไปถามไอ้เก้าที่เดินตามหลังมา
“อ๋อรถพี่สิงห์อ่ะ กูเห็นเขามารอรับมึงตั้งแต่เช้าละ” ไอ้เก้าเอ่ยพลางเดินนำไปที่รถ
“สิงห์ไหนวะ”ผมเอ่ยถามพลางทำหน้างง ชีวิตนี้ผมก็รู้จักอยู่ไม่กี่คนหรอก
“ก็พี่สิงห์ที่ว๊ากมึงจนเป็นลมเมื่อวานนี้ไง”
“อ๋อ” ผมเข้าใจในทันทีพี่ขี้เก๊กคนนี้นี่เอง
“จะขึ้นรถได้ยังกูรีบ” พี่สิงห์ลดกระจกลงมาเผยให้เห็นใบหน้าที่กำลังไม่สบอารมณ์
“พี่ไปเหอะไม่ต้องรอผมหรอก ผมไปเองได้” ผมเอ่ยประชดไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องประชดพี่เขา แต่เห็นหน้าที่กำลังไม่พอใจแล้วมันรู้สึกแปลกๆ
“อ้าวไอ้นี่”
ผมไม่ฟังที่พี่เขาพูดแต่เดินหนีมาเพื่อที่จะโบกแท็กซี่
หมับ
“ไปขึ้นรถ”พี่เขาวิ่งมาคว้าแขนผมก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม
“ไม่”ผมเอ่ยพลางพยายามสะบัดมือออก แต่ดูเหมือนมันจะไม่หลุดเลยแฮะ
“พี่ผมเจ็บ”ผมเอ่ยพลางทำหน้าแหยๆเมื่อพี่เขาบีบข้อมือผมแรงขึ้นเรื่อยๆ
“มึงจะไปขึ้นรถดีๆหรือจะให้กูอุ้ม”เอ่ยด้วยน้ำเสียงดุๆ
“.........” มีหรือคนอย่างผมจะกลัวชิส์ ไม่กล้าอุ้มจริงๆหรอก
พรึบ
ร่างกายของผมลอยละลิ่วไปตามแรงยกของพี่เขา รู้ตัวอีกทีก็ถูกโยนใส่รถเสียแล้ว
“โอ๊ยพี่ผมเจ็บนะ” ผมเอ่ยร้องออกมาเมื่อหัวไปกระแทกกับเบาะรถ ไอ้บ้าเอ๊ยโยนมาได้
“เจ็บแหละดีจะได้ไม่ต้องดื้อ”พูดจบก็ขับรถออกไปโดยที่ไม่เอ่ยอะไรอกมาสักคำ