ทั่วบริเวณมีเสียงสูดลมหายใจเข้าลึกดังขึ้นเป็ระยะ ตามมาด้วยเสียงอุทานด้วยความตื่นตะลึง
“์ นี่มันกลิ่นของโอสถสมานแผลชั้นดีไม่ใช่หรือ หอมละมุนชวนผ่อนคลายยิ่งนัก”
“ชั้นเลิศอะไรละ ข้าว่ากลิ่นนี้มันคือโอสถสมานแผลชั้นยอดต่างหาก!”
“เ้าอย่าพูดเหลวไหลนักเลย พูดเหมือนเคยเห็นโอสถสมานแผลชั้นยอดอย่างไรอย่างนั้น พวกเ้าดูสิ กลิ่นหอมที่ลอยฟุ้งอยู่นั้นคือกลิ่นของโอสถที่คนผู้นั้นสำลักออกมา สิ่งนี้เรียกว่าโอสถน้ำสมานแผลหรือ เหตุใดไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยเล่า”
สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังรอยเปื้อนโอสถน้ำที่ซูชิงเฟิงสำลักออกมาด้วยตาลุกวาว ขณะที่เ้าตัวเองกลับเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง
แม้เขาจะสำลักไปบ้าง แต่ก็ยังมีโอสถน้ำจำนวนไม่น้อยไหลผ่านลำคอเข้าไป และเขารับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงพลังของมัน ความเ็ปรุนแรงทั่วร่างกลับถูกสายน้ำเย็นไหลผ่าน ราวกับกระแสธารบริสุทธิ์ที่ล้างความเจ็บออกไปทุกจุด ยิ่งไปกว่านั้น เขายังรู้สึกได้ว่าาแบางส่วนกำลังสมานตัวอย่างช้าๆ จนรู้สึกคันยุบยิบ
ซูชิงเฟิงไม่รอช้า รีบยกขวดขึ้นกรอกโอสถน้ำส่วนที่เหลือเข้าปากจนหมด หากปากขวดไม่แคบเกินไป เขาคงเลียยาด้านในขวดจนเกลี้ยงด้วยซ้ำ ในใจเขารู้สึกเสียดายและเจ็บใจอย่างสุดซึ้งที่ทำโอสถหก รู้เช่นนี้ยอมสำลักตายเสียดีกว่าเสียไปแม้เพียงหยดเดียว
ขณะที่ร่างกายเขาเริ่มฟื้นตัว พลังชีวิตภายในก็เริ่มไหลเวียนขึ้นอย่างชัดเจน เขาไม่กล้าเสียเวลาสักวินาที จึงนั่งลงขัดสมาธิเริ่มตั้งสมาธิฝึกปรือทันที
ผู้คนรอบด้านจ้องมองซูชิงเฟิงที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงตาไม่กะพริบ พวกเขาสงสัยใคร่รู้เื่โอสถน้ำในมือฮวาชิงเหยียนมากขึ้น
ผู้คนต่างกลั้นลมหายใจเฝ้าจับจ้องซูชิงเฟิงอย่างใจจดใจจ่อ
พวกเขากำลังรอผลลัพธ์อย่างใจจดใจจ่อ อยากรู้ว่าโอสถน้ำแปลกประหลาดที่ฮวาชิงเหยียนนำมา จะทรงพลังสมคำพูดจริงหรือไม่ หากสามารถรักษาผู้าเ็สาหัสจนลุกขึ้นได้ภายในครึ่งก้านธูปจริงๆ ละก็...
ไม่ได้ๆ! ตอนนี้ยังสรุปอะไรไม่ได้ กลิ่นโอสถน้ำที่ลอยมาเมื่อครู่นั้นหอมเย็นจับใจผิดวิสัย นั่นอาจเป็แค่กลิ่นลวงตาก็ได้
แม้จะคิดเช่นนั้น ทว่าแววตาของทุกคนกลับสะท้อนความกระหายใคร่รู้ที่ไม่อาจปิดบังได้
พอฮวาชิงมู่ที่เดิมทีดูแคลนโอสถน้ำอย่างเปิดเผยได้กลิ่นหอมประหลาดจากของสิ่งนั้น ใจเขาก็เริ่มรู้สึกไม่แน่ใจ เขาใช้ศอกสะกิดมู่เส่ว์เอ๋อร์เบาๆ แล้วพยักหน้าให้ไปหยิบขวดโอสถน้ำของซูชิงเฟิงที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา
แต่ยังไม่ทันที่มู่เส่ว์เอ๋อร์จะได้ขยับตัว ฮวาชิงเหยียนก็ชิงหยิบขวดเคลือบเงาลายครามขึ้นมาก่อนเสียแล้ว
แม้ขวดใบนี้จะมีรอยถลอกอยู่บ้าง แต่ก็เป็ของที่นางตามหาอยู่ครึ่งค่อนคืนจนเจอมาสองใบ หากไม่เช่นนั้น วันนี้คงไม่ได้นำโอสถน้ำติดตัวออกมา
ฮวาชิงมู่เห็นนางชิงหยิบขวดไปเสียก่อน แววตาวาบผ่านอย่างยากจะจับได้ ก่อนจะกล่าวเหน็บแนมด้วยเสียงเย้ยหยัน “ฮวาชิงเหยียน เ้าอย่ามาใช้คำพูดลวงโลกหลอกผู้คนเลย โอสถนั่นของเ้าจะมีผลอะไรได้ มีแต่เ้ากับคนโง่อย่างซูชิงเฟิงเท่านั้นละที่เชื่อเื่เพ้อเจ้อแบบนั้น ถึงได้โง่พอๆ กันอย่างไรเล่า!”
เขาพูดพลางหันไปะโใส่ซูชิงเฟิงที่กำลังนั่งสมาธิ
“ซูชิงเฟิง! เ้าไม่อยากประลองกับข้าหรือ มาสิ คุณชายผู้นี้มีเวลาไม่มาก หากเ้าไม่มาตอนนี้ ข้าจะพาเส่ว์เอ๋อร์ไปเดี๋ยวนี้!”
ร่างของซูชิงเฟิงขยับเล็กน้อย เขาคิ้วขมวดแน่น สีหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้น
ฮวาชิงมู่เห็นว่าวิธีนี้ได้ผลก็ยิ่งเอ่ยเร่งเร้า “คนอ่อนแอไร้ค่าอย่างเ้าหวังจะครองใจเส่ว์เอ๋อร์หรือ ฝันไปเถอะ ข้าจะพาเส่ว์เอ๋อร์ไปเอง เ้าอยู่ที่นี่กลบเกลื่อนความไร้น้ำยาของตัวเองไปก็แล้วกัน!”
สิ้นคำ ซูชิงเฟิงก็สำลักเืคำโตออกมาพร้อมเสียงคำรามด้วยความโกรธ ดวงตาแดงฉานที่ก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยเส้นเืเริ่มกลับมาเป็ปกติ แต่ในแววตากลับเปล่งประกายโทสะยิ่งนัก
“โอ้โฮ! ชายคนนั้นกระอักเืออกมาแล้ว แบบนี้แสดงว่ายานั่นคงไร้ผลจริงๆ!”
“ข้าอุตส่าห์คาดหวังแท้ๆ น่าผิดหวังจริงๆ”
“ก็ใช่น่ะสิ ฮวาชิงเหยียนก็เป็แค่ตัวไร้ค่า ใครๆ ก็รู้ว่าแม้แต่ฝึกตนยังทำไม่ได้ แล้วจะไปรู้จักการปรุงโอสถอะไรได้! คิดว่าตัวเองเป็นักหลอมโอสถหรือ”
ฝูงชนพากันถอนหายใจด้วยความผิดหวัง
แต่ในขณะเดียวกัน ซูชิงเฟิงกลับค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง แล้วก้มศีรษะคารวะฮวาชิงเหยียนด้วยท่าทีเคารพอย่างที่สุด
“ชิงเหยียน...น้องสาว วันนี้เ้ามอบชีวิตคืนแก่ข้า ข้าจะไม่มีวันลืมเป็อันขาด”
จากนั้นเขาก็หันไปประกาศกร้าวต่อหน้าฮวาชิงมู่
“ฮวาชิงมู่ เ้าไม่อยากประลองกับข้าหรือ มาเลย! หากเ้าชนะ ข้าสาบานว่าจะไม่เหลียวมองเส่ว์เอ๋อร์อีกแม้แต่ครั้งเดียว!”
คิ้วของฮวาชิงมู่ขมวดเข้าหากันทันที
“เ้าหายดีจริงๆ หรือ”
“ข้าจะเสแสร้งว่าหายดีแล้วไปเพื่ออะไรเล่า!” ซูชิงเฟิงกล่าวเสียงดังฟังชัดจนทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นตะลึงงัน
นี่ยังไม่ทันถึงครึ่งก้านธูปเลยด้วยซ้ำ!
ซูชิงเฟิงที่ดูเหมือนใกล้ตายทุกเมื่อเมื่อครู่กลับมีพลังเปี่ยมล้นดั่งพยัคฆ์ผงาด!
ฮวาชิงมู่จ้องฮวาชิงเหยียนอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง สำหรับเขา ฮวาชิงเหยียนนั้นอ่อนแอไร้ความสามารถ ข้าวของในบ้านนางก็มีแต่ของเก่าไร้ค่า เขารู้ดีทุกอย่าง แล้วนางไปเอาโอสถประหลาดนี่มาได้อย่างไรกัน
ฮวาชิงเหยียนรับรู้ถึงสายตาเขม็งของฮวาชิงมู่ นางจึงเอ่ยเสียงเ็า “ท่านมองข้าทำไม หรือว่าท่านไม่กล้าสู้? ไม่ใช่ว่าท่านมีพลังถึงระดับหลอมปราณขั้นห้าหรือไร พี่ชิงเฟิงแค่ระดับสี่เท่านั้นเองนะ”
ฮวาชิงมู่ถูกคำพูดนั้นตอกกลับเข้าจนสีหน้าหมองลงทันที เขาขมวดคิ้วตะคอกเสียงกร้าวกลบเกลื่อนความลังเลในใจ “เ้าพูดเพ้อเจ้ออะไร! คุณชายผู้นี้จะไปกลัวซูชิงเฟิงได้อย่างไร ดี! ถ้าเช่นนั้นเราไปที่เวทีประลองกันเลย!”
แต่ในใจของฮวาชิงมู่กลับยิ่งปั่นป่วน แม้เขาจะมีพลังระดับหลอมปราณขั้นหนึ่ง แต่กลับมีประสบการณ์การต่อสู้น้อยนิด แทบไม่เคยออกไปฝึกปรือภายนอกเลย ต่างจากซูชิงเฟิงที่คลุกคลีอยู่กับหุบเขาหมื่นสัตว์อสูรทุกวัน ประสบการณ์สู้จริงจึงเหนือกว่าเขานัก ยิ่งเคยได้ยินว่าซูชิงเฟิงเคยล้มคู่ต่อสู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันกับตนได้ ฮวาชิงมู่จึงยิ่งไม่มั่นใจ ทว่าเขาถอนตัวไม่ทันแล้ว ทำได้เพียงฝืนใจยอมขึ้นเวทีประลอง
ฮวาชิงเหยียนหาได้สนใจการประลองไม่ นางมองแค่ท่วงท่าและสภาพร่างกายของทั้งสองก็รู้แล้วว่าใครเหนือกว่า หากไม่มีเหตุผิดพลาดอะไร ซูชิงเฟิงย่อมชนะฮวาชิงมู่ได้อย่างแน่นอน
ซูชิงเฟิงในยามนี้มีแต่ความคิดอยากซัดฮวาชิงมู่ให้จมดินเต็มอก จนเมื่อพวกเขาก้าวขึ้นเวทีประลองไปแล้ว จึงเพิ่งรู้ตัวว่าไม่มีเงาของฮวาชิงเหยียนตามมาด้วย เขารู้สึกผิดไม่น้อยที่ในอดีตเคยหลีกเลี่ยงไม่พบเจอกับครอบครัวของนาง และเพราะความละอายนั้น เขายิ่งมุ่งมั่นจะต้องชนะให้ได้
ฮวาชิงเหยียนเห็นว่าทุกคนแยกย้ายไปยังเวทีประลองแล้ว นางก็เตรียมตัวจะกลับเช่นกัน ไม่คิดว่าในขณะนั้นจะมีบ่าวรับใช้คนหนึ่งเดินออกมาจากโรงน้ำชาแล้วกล่าวว่า “คุณหนูฮวา ข้าอยากรบกวนถามว่า...ท่านยังมีโอสถน้ำสมานแผลที่ท่านใช้ก่อนหน้านี้เหลือหรือไม่”
ฮวาชิงเหยียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เ้าจะซื้อหรือ”
เด็กหนุ่มสีหน้าแข็งทื่อไปชั่วขณะ...นางจำเขาไม่ได้หรือ เขาเป็ถึงบ่าวรับใช้ใกล้ชิดของอ๋องเก้าเชียวนะ นางน่าจะตอบว่า ‘จะมอบให้ท่านอ๋องสักขวด’ มากกว่าไม่ใช่หรือ
แต่พอเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบ ฮวาชิงเหยียนก็หันกายจะจากไปทันที
“เฮ้! พี่สะใภ้...คุณหนูฮวาชิงเหยียน! ข้าอยากซื้อโอสถนั่นสักขวด!”
น้ำเสียงเ้าเล่ห์ของอ๋องเก้าดังมาจากชั้นสองของโรงน้ำชา
ฮวาชิงเหยียนเงยหน้ามอง แม้เห็นเงาร่างชุดดำเพียงผ่านๆ แวบหนึ่ง แต่กลับรู้สึกคุ้นตาอย่างน่าประหลาด นางขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็ใคร จึงละสายตาก่อนหันไปตอบอ๋องเก้าแทน “ขวดละหนึ่งพันตำลึงทอง อ๋องเก้าจะซื้อหรือไม่”
เสียงสูดลมหายใจอย่างใดังขึ้นรอบด้าน ก่อนฮวาชิงเหยียนจะปรายตามองบ่าวรับใช้แวบหนึ่ง
เขารีบก้มหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ในใจกลับบ่นไม่หยุด โอสถนั่นยังไม่พิสูจน์ชัดเจนด้วยซ้ำว่าได้ผลจริง ก็รู้อยู่ว่าซูชิงเฟิงกับนางเป็ญาติกัน พวกนางอาจจะร่วมมือกันหลอกคนก็เป็ได้ แต่นางกลับกล้าตั้งราคากับอ๋องเก้าสูงถึงหนึ่งพันตำลึงทอง ช่างใจกล้าเสียจริง!
ฮวาชิงเหยียนเห็นอ๋องเก้าเงียบไป นึกว่าเขาไม่อยากซื้อจึงคิดในใจว่า...จะลองลดราคาให้ดีหรือไม่
แต่ก่อนที่นางจะเอ่ยปาก เสียงของอ๋องเก้าก็ดังขึ้น
“ตกลง ข้าซื้อ แต่เ้าต้องรับประกันว่าโอสถนี่จะรักษาอาการาเ็หายภายในครึ่งก้านธูปได้จริง หากไม่ได้ เ้าต้องเป็คนรับผิดชอบ”
คำพูดของอ๋องเก้ายังไม่ทันจบดี ก็รู้สึกได้ถึงสายตาเย็นเยียบของอ๋องเจ็ดที่จ้องมาอย่างเฉียบคมจากฝั่งตรงข้าม เขาหดไหล่แทบจะทันที
อะไรกัน จะหวงเกินไปแล้ว! เขายังไม่ได้พูดสักคำเลยว่าจะทำอะไรฮวาชิงเหยียน!