หลังจากพวกซูเฉียวสามคนออกไปได้ไม่นาน เงาของร่างสูงร่างหนึ่งก็เดินออกมาจากมุมมืด ฉากการต่อสู้อันน่าทึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในห้องนี้อยู่ในสายตาของเขาทั้งหมด ไม่มีพลาดเลยแม้แต่วินาทีเดียว
“เมืองปักกิ่งมีคนแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน ไม่ควรประเมินต่ำไปจริงๆ...” ชายหนุ่มเล่นมีดบินที่อยู่ในมือ มุมปากปรากฏรอยยิ้มชั่วร้ายเยือกเย็น
เขาจ้องมองบรรดาคนที่ยังคงนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นอย่างเ็ป แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง “แค่เด็กผู้หญิงก็ยังจัดการไม่ได้ ไร้ประโยชน์แบบนี้ จะเก็บไว้ทำไม...”
ขณะพูดก็กวัดแกว่งมีดในมืออย่างฉับไว เพียงชั่วพริบตาก็คร่าทั้งห้าชีวิตไปเสียแล้ว เมื่อเห็นว่าคนพวกนี้ตายกันหมด ชายหนุ่มจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดคราบเืจนสะอาดและหายตัวไปในความมืด
“ผู้กองฉู่ เราเพิ่งได้รับรายงานจากบุคคลนิรนามว่าเกิดเหตุฆาตกรรมที่ท่าเรือหลินเจียง” จ่าเจิ้งวางสายโทรศัพท์แล้ววิ่งไปหาฉู่เจิงอย่างกระตือรือร้นเพื่อเอาหน้า “ในที่สุดก็มีโอกาสเหยียบเข้าไปในเขตของแก๊งไห่เทียนอย่างถูกต้องเสียที!”
ฉู่เจิงที่กำลังงีบอยู่ เมื่อได้ยินข่าวนี้ก็ตื่นขึ้นทันที “ข่าวจริงใช่ไหม”
“จริงครับ มีคนถ่ายวิดีโอไว้ด้วยครับ” น้ำเสียงของจ่าเจิ้งหนักแน่น ดูตื่นเต้นเสียเหลือเกิน
“ไป ไปดูที่ท่าเรือกัน” ฉู่เจิงนวดขมับที่ปวดหนึบ หยิบเสื้อคลุมตัวนอกบนพนักเก้าอี้แล้วเดินออกไปข้างนอก
เมื่อได้ยินว่าจะไปท่าเรือหลินเจียง คนในทีมก็คึกคักขึ้นมาทันที
ในขณะเดียวกัน ลูกพี่ใหญ่แห่งแก๊งไห่เทียนที่ได้รับข่าวเช่นกันก็กำลังโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ “พวกกระจอก! ไร้ประโยชน์! คนคนเดียวยังจับตาดูไว้ไม่ได้ แล้วยังจะเสียคนไปห้าคนอีก! ยังยืนบื้อทำอะไรกันอยู่ ยังไม่รีบไปหาตัวสองพี่น้องหันเฉาซีมาให้ฉันอีก!”
ถ้าขืนมายุ่งกับลู่เหยี่ยคนอย่างเขาแล้วละก็ ไม่มีทางปล่อยไปง่ายๆ เด็ดขาด!
หลังจากะเิอารมณ์ไปแล้ว ท่านลู่จึงค่อยๆ ใจเย็นลง “ไป ไปเช็กมาให้ดี! แค่หันโยวโยวคนเดียวไม่มีทางช่วยหันเฉาซีออกไปได้แน่! เธอไม่มีฝีมือขนาดนั้น”
“ครับ ท่านลู่”
ท่านลู่นั่งอยู่บนเก้าอี้แล้วดูดบุหรี่เข้าเต็มปอด แววตาหม่นมัว “กล้ามาล้วงคองูเห่าถึงที่ วอนหาเื่เสียแล้ว!”
ทว่า พูดยังไม่ทันขาดคำก็เกิดเื่ขึ้นอีกแล้ว
“ท่านลู่ ตำรวจมาครับ!”
“ซูเฉียว วันนี้ขอบคุณเธอจริงๆ นะ” หลังจากขึ้นแท็กซี่แล้ว หันโยวโยวก็ถอนหายใจแล้วเอ่ยขอบคุณซูเฉียว
ซูเฉียวนั่งเลื้อยบนพนักพิงราวกับไร้กระดูกแล้วพูดว่า “ไม่ต้องพูดขอบคุณอะไรแล้ว ส่งพี่ชายเธอไปโรงพยาบาลก่อนเถอะ เขาเจ็บหนัก”
หันเฉาซีกุมหน้าอก ไอออกมาสองที แล้วพยักหน้าไปทางซูเฉียวนิดๆ “วันนี้เธอช่วยฉันไว้ ชีวิตฉันเป็ของเธอแล้ว ไม่ว่าจะต้องบุกน้ำลุยไฟ ฉันหันเฉาซีจะทำตามคำสั่งทุกอย่าง”
เสียงของหันเฉาซีแหบแห้ง ใบหน้าบวมเป่งจนผิดรูป แต่ก็ยังไม่สามารถปกปิดความลุ่มลึกสง่างามทว่าก็ยังคงความแข็งแกร่งทรหดของเขาเอาไว้ได้
“ฉันช่วยนาย ก็เพราะหันโยวโยวเป็เพื่อนฉัน” ซูเฉียวพูด
“ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร แต่ที่เธอช่วยฉันมันก็คือความจริง บุญคุณครั้งนี้ ฉันหันเฉาซีจะจำไว้ชั่วชีวิต” หันเฉาซีพูดอย่างหนักแน่น
“ใช่...ซูเฉียว เธอช่วยพี่ชายฉันก็เหมือนช่วยฉันนั่นแหละ! ถ้าคราวหลังมีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้ เธอบอกมาได้เลยนะ”
หันโยวโยวเห็นพ้องตาม
ซูเฉียวเอียงหัวเหลือบมองสองพี่น้อง มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย “อยากตอบแทนบุญคุณเหรอ มีชีวิตรอดให้ได้ก่อนเถอะแล้วค่อยมาพูด!”
คำพูดของเธอช่างตรงไปตรงมาและทำร้ายใจคน แต่มันก็เป็เื่จริง
เมื่อหันโยวโยวได้ฟังคำพูดของหล่อน จึงผลุบหัวต่ำลงอย่างช่วยไม่ได้ ก็จริง ขนาดที่ซุกหัวนอนพวกเขายังไม่มีเลยด้วยซ้ำ ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ทั้งวัน ถูกคนของท่านลู่เจอได้ทุกเมื่อ ไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตต่อไปได้ถึงเมื่อไหร่ จะไปตอบแทนบุญคุณอะไรได้
ซูเฉียวเห็นสีหน้าหนักใจของหล่อน จึงโพล่งออกไปว่า “ฉันมีบ้านอยู่ที่เซียงเจียงวิลล่า ถ้าพวกเธอยังไม่มีที่อยู่ ก็ย้ายไปอยู่ที่นั่นชั่วคราวก็ได้”
“เซียงเจียงวิลล่าเหรอ บ้านที่นั่นมันไม่ใช่ถูกๆ เลยนะ...” แม้ว่าหันโยวโยวจะไม่ได้เฉลียวฉลาดมากมาย แต่ก็ยังพอมีความรู้พื้นฐานอยู่บ้าง “เธอจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อบ้านของตัวเอง”
ตอนที่อยู่ในสถานพินิจ หันโยวโยวรู้สถานการณ์ความเป็อยู่ของซูเฉียวเป็อย่างดี ลูกสาวนอกสมรสที่พึ่งพาจมูกตระกูลซูหายใจ แม้แต่ค่าใช้จ่ายก็ยังถูกจำกัด ไม่ต้องพูดถึงทรัพย์สินส่วนตัวเลย
เมื่อพูดถึงบ้านหลังนั้น ซูเฉียวก็ไม่ได้ปิดบังอะไร “หนึ่งล้าน เงินที่ฉันชนะพนันครั้งก่อนฉันใช้หมดแล้วไม่เหลือสักแดง”
หันโยวโยวร้องอ๋อ เธอจำเื่คราวก่อนได้
เพราะต้องอ้อมไปส่งหันเฉาซีที่คลินิกเอกชน กว่าซูเฉียวจะมาถึงคฤหาสน์ตระกูลซูก็เลยสี่ทุ่มเข้าไปแล้ว
“แค่นาทีเดียวก็ไม่ได้เลยหรือไง!” เมื่อเห็นประตูใหญ่ล็อกสนิท ซูเฉียวก็อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำออกมา
ตั้งใจว่าจะออมแรงไว้เสียหน่อย เห็นทีคงต้องใช้แรงปีนข้ามกำแพงเข้าไปอีกแล้ว
แต่สำหรับซูเฉียว เื่เล็กน้อยแค่นี้อย่าพูดถึงเสียจะดีกว่า เธอไม่จำเป็ต้องวิ่งเร่งความเร็วก็ะโข้ามกำแพงได้อย่างสบายๆ
ภายในห้องนั่งเล่น ซูเหล่ยกำลังมาส์กหน้ากับเซี่ยชิงอวี่ เมื่อเห็นเวลาบนหน้าจอโทรทัศน์ก็รู้สึกสมน้ำหน้าขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “ตอนนี้เลยเวลาประตูปิดแล้ว ดูเหมือนซูเฉียวจะต้องค้างคืนบนถนนใหญ่นะคะ”
เซี่ยชิงอวี่ไม่ใช่คนช่างพูด ส่วนใหญ่เวลาซูเหล่ยพูดอะไร เธอก็จะขานตอบบ้างเป็ครั้งคราว เมื่อได้ยินลูกสาวพูดถึงซูเฉียวอย่างไม่สนใจไยดี เซี่ยชิงอวี่ก็หน้านิ่วคิ้วขมวดทันที
เธอมีความรู้สึกที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูกเกี่ยวกับลูกสาวนอกสมรสคนนี้มาตลอด รังเกียจเหรอ ก็อาจจะใช่ เพราะอย่างไรเสียซูเฉียวก็ไม่ได้คลานออกมาจากท้องของเธอ อีกทั้งยังเป็หลักฐานที่ชี้ชัดว่าสามีของเธอออกนอกลู่นอกทางด้วย แต่ว่าหลายปีมานี้ นอกจากท่าทีเ็าของตนที่มีต่อเด็กคนนั้นแล้ว เซี่ยชิงอวี่ก็ไม่ได้ทำเื่อะไรให้ซูเฉียวต้องเ็ปเลย บางครั้งเธอยังเคยเมินเฉยกับเด็กสาวคนนี้เสียด้วยซ้ำ ความจริงแล้วซูเหล่ยเป็ลูกสาวในไส้ของเธอ เด็กคนนี้ก็ควรจะเหมือนเธอ แต่ทว่า รูปร่างหน้าตาของซูเหล่ยก็ได้ซูอีิมาทั้งหมด ไม่คล้ายคลึงกับเธอเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเป็สายตาคู่นั้นของซูเฉียวต่างหากที่เหมือนกับเธอเป็อย่างมาก
“แม่คะ” ซูเหล่ยเห็นแม่ไม่คล้อยตามตน ในใจรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
เซี่ยชิงอวี่ได้สติกลับมาแล้วพูดเรียบๆ ว่า “ตอนนี้ก็ดึกแล้ว รีบกลับห้องไปนอนเสียเถอะ พรุ่งนี้คนตระกูลเจียงจะมา ลูกคงไม่อยากใต้ตาดำคล้ำไปพบแขกใช่ไหม”
เมื่อพูดถึงคู่หมั้นเจียงเส่าจัวขึ้นมา ความสนใจของซูเหล่ยก็เปลี่ยนไปทันที “ค่ะ รอมาส์กหน้าเสร็จก็จะขึ้นไปนอนแล้วค่ะ”
“เธอมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง!” ซูเหล่ยเห็นซูเฉียวเดินออกมาจากประตูห้องฝั่งตรงข้าม ดวงตาก็เบิกโพลงไปด้วยความใกลัว
ซูเฉียวเดินผ่านตัวหล่อนไปอย่างไม่ใส่ใจแล้วพูดว่า “ฉันอยู่ในห้องของตัวเอง มันน่าแปลกใจมากเลยเหรอ”
ซูเหล่ยเม้มปากเบาๆ ก่นด่าอยู่ในใจอย่างจงเกลียดจงชัง แต่ก็ยังโพล่งถามออกไปว่า “ฉันถามคนรับใช้แล้ว ตอนสามทุ่มห้าสิบเธอยังไม่กลับมาเลย!”
ซูเฉียวี้เีใส่ใจผู้หญิงปากหวานก้นเปรี้ยวคนนี้ จึงตรงดิ่งลงไปชั้นล่างทันที เพราะจนป่านนี้ก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเธอเลย!
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/e45e3e408ff3bd98c5a99b49817436cb