ต้องยอมรับว่าการแสดงของเสิ่นอันอันนั้นดีมาก กอปรกับเนื้อเรื่องที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายคลาสสิกของต่างชาติ ทำให้การแสดงจากเมืองชางลั่วได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้อง
ทว่าถังหลี่คุนนายกเทศมนตรีเมืองชางลั่วกลับไร้ซึ่งรอยยิ้มบนใบหน้า มีเพียงการปรบมือสองสามครั้งพอเป็นพิธี
จนกระทั่งเมื่อการแสดงในช่วงครึ่งเช้าจบลง เขาก็เดินไปที่หลังเวทีเพื่อตามหาเสิ่นอันอัน
ทันทีที่เสิ่นอันอันเห็นเขา เธอก็รีบยิ้มกว้างแล้วกำลังจะเอ่ยทักทาย ทว่าถังหลี่คุนกลับพูดขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์
“ไม่ใช่เราคุยกันแล้วเหรอว่าฉันอยากให้เด็กๆ แสดงน่ะ”
รอยยิ้มของหญิงสาวแข็งค้างไปชั่วขณะ “แต่วันนี้การแสดงของฉันก็ดีไม่ใช่เหรอคะ”
“ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ เธอไม่เข้าใจหรือไงว่าฉันต้องการให้การแสดงของเรามีเด็กเป็นตัวหลัก!”
เสียงดุของถังหลี่คุนเริ่มดังขึ้นจนผู้คนที่อยู่ด้านหลังเวทีเริ่มหันมามองทำให้เสิ่นอันอันรู้สึกไม่สบายใจสักเท่าไร โดยเฉพาะเมื่อเธอเหลือบเห็นร่างร่างหนึ่งยืนกอดอกพิงประตูแล้วหัวเราะราวกับกำลังเยอะเย้ยเธออยู่
“นายกถังไม่ใช่ว่าฉันไม่เข้าใจ แต่งานแสดงต้องอาศัยจิตวิญญาณและการฝึกฝนอย่างหนัก สาวน้อยเถ้าถ่านในเรื่องเป็นตัวหลักที่แบกละครไว้ ผู้ที่แสดงต้องใช้ความสามารถเพื่อให้เข้าถึงบทบาท หากฝีมือไม่ถึงละครเรื่องนี้ก็จะล้มเหลว แล้วในกองผลิตจ้าวหยวนเจี๋ยจะมีใครที่เชี่ยวชาญด้านศิลปะการแสดงไปมากกว่าฉัน”
เสิ่นชิงหลัวที่ยืนดูความสนุกอยู่ไม่ไกลก็อดพยักหน้าเห็นด้วยไม่ได้
“จะไม่แสดงเก่งได้อย่างไร เสิ่นอันอันคนนี้แสดงละครอยู่ทุกวันจนไม่รู้เรื่องไหนจริงเรื่องไหนเท็จกันแล้ว”
หลี่เหิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินเสียงพึมพำของคนตัวเล็กจึงถามเสียงเบาด้วยความสงสัยว่า
“คุณรู้จักนักแสดงศิลปะคนนั้นด้วยเหรอ?”
เสิ่นชิงหลัวเหลือบมองเขาแวบหนึ่งก่อนยักไหล่ “แน่นอน นั่นคือน้องสาวสุดที่รักของฉัน เป็นเธอที่สวมชื่อฉันไปลงชื่อเข้ารับการศึกษาในชนบทเพื่อให้ตัวเองได้รับสิทธิ์ในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยคนงาน ชาวนาและทหาร”
“มีเรื่องแบบนี้ด้วย เอ แล้วทำไมสาวน้อยเถ้าถ่านถึงมาลงเอยที่ส่านซีกันล่ะ”
“ลองเดาสิคะ”
หลี่เหิงพยายามคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ แล้วเอ่ยด้วยความลังเล “ถูกจับได้?”
“คุณเดาได้ถูกเผงเลยค่ะ เธอโดนตรวจสอบแล้วถูกส่งมาหลังจากฉันไม่นาน พ่อฉันที่ร่วมมือกับเธอก็ได้รับโทษเหมือนกัน”
หลี่เหิงมองหน้าที่ดูสงบของเสิ่นชิงหลัว และน้ำเสียงของอีกฝ่ายที่พูดออกมาอย่างไม่อาทรร้อนใจ ความรู้สึกสงสารก็แน่นในอก กว่าที่เธอจะเข้มแข็งและเล่าเรื่องนี้ได้อย่างสบายๆ เธอต้องเจ็บปวดมามากเพียงใดนะ?
เสิ่นชิงหลัวสบเข้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจที่มองมาก็ตีแขนเขาเบาๆ
“คิดอะไรอยู่ ฉันดูน่าสงสารเหรอ ฮ่าๆ คุณอย่าห่วงเลย หลังจากนี้คนที่น่าสงสารจะไม่ใช่ฉันอีกแล้วล่ะ”
“มีอะไรให้ผมช่วยไหม บอกมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”
เสิ่นชิงหลัวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ส่ายหน้า “ยังไม่ใช่ตอนนี้”
เพื่อความปลอดภัยของเขา เธอไม่อยากให้หลี่เหิงเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ หากเสิ่นอันอันใช้ระบบขยะดูดโชคของเขาขึ้นมาจะทำอย่างไร
“เอาล่ะ จำไว้ว่าคุณไม่ได้ตัวคุณเดียวแต่มีผมอยู่ข้างๆ เสมอ”
“ขอบคุณนะหลี่เหิง” เสิ่นชิงหลัวตอบกลับด้วยความซาบซึ้งใจ
ฝ่ายเสิ่นอันอันเมื่อเห็นทั้งสองคนหัวร่อต่อกระซิกกันอยู่ก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก เธอจำได้ว่าผู้ชายหล่อๆ ที่ยืนข้างเสิ่นจือชิงคนนั้นเป็นถึงเลขาธิการเมืองหยานอัน
เป็นเยาวชนผู้มีการศึกษาเหมือนกัน สกุลเสิ่นเหมือนกัน แล้วเสิ่นจือชิงคนนั้นมีสิทธิ์อะไรกันที่ได้รับการปฏิบัติที่ดีเช่นนั้น เผลอๆ หล่อนอาจจับเลขาธิการเมืองหยานอันคนนั้นไว้ใต้กระโปรงได้แล้ว แต่เธอล่ะ...
ทำไมเธอที่เป็นดาวเด่นในการแสดงกลับถูกถังหลี่คุนดุต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ นี่มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด!
[โอ้โหว โฮสต์ๆ ผมจับสัญญาณได้ว่าแถวนี้มีคนที่มีโชคดีแต้มบุญสูงส่งมาก แถมความเข้ากันได้ของคนนั้นยัง เอ่อ...เหมือนจะเข้ากันได้ดีกับคุณด้วยนะ คล้ายกับของเสิ่นต้ายาเลย แต่คนคนนี้มีบุญที่สูงกว่ามาก]
เสิ่นอันอันที่กำลังก้มหน้าด้วยความน้อยใจและโกรธเคืองอยู่ถามระบบกลับไปว่า
‘คงไม่ใช่เสิ่นจือชิงคนนั้นหรอกใช่ไหม? หรือจะเป็นผู้ชายที่อยู่ข้างเธอ’
[คุณต้องเข้าใกล้หล่อนมากกว่านี้ฉันถึงจะตรวจสอบได้]
‘ไม่มีทาง ฉันไม่ชอบเธอ ฉันเห็นเธอหัวเราะเยาะฉัน’ เสิ่นอันอันปฏิเสธเสียงแข็ง
[เฮ้ อย่ารีบร้อน คุณอาจไม่รู้ว่าความเป็นไปได้ที่จะหาคนที่สองมาเข้าคู่นั้นยากมาก ในสิบล้านคนจะเจอสักคน ถ้าความเข้ากันได้ของเธอกับคุณนั้นเหมือนกับเสิ่นต้ายา คุณสามารถดูดโชคเธอได้เหมือนกัน]
‘หมายความว่าฉันจะดูดโชคของคนที่สองได้ด้วยเหรอ? แล้วเสิ่นต้ายาล่ะ’
[เลือกคนใดคนหนึ่ง แต่ฉันแนะนำให้คุณเลือกคนใหม่ดีกว่า โชคของคนนี้ยิ่งใหญ่มากมันจะทำให้คุณขึ้นไปอยู่เหนือคนทั้งแผ่นดินได้เลยด้วยซ้ำ เราไม่ได้เจอเสิ่นต้ายานานแล้ว บางทีโชคของผู้หญิงคนนั้นอาจแห้งเหือดไปแล้วก็ได้]
เสิ่นอันอันไม่ค่อยอยากปล่อยมือจากเสิ่นต้ายาผู้เป็นถังโชคสำรอง ทว่าโชคลาภของคนใหม่นั้นช่างน่าดึงดูดใจเหลือเกิน
หลังจากที่ถังหลี่คุนดุจนพอใจและจากไปแล้ว เสิ่นอันอันก็แสร้งเรียกน้ำตาสองสามหยดแล้วสะอื้นเล็กน้อยเพื่อเรียกความเห็นใจ
“ถ้าครอบครัวคุณไม่ดี คุณหาครอบครัวใหม่ได้นะ ตระกูลหลี่ของผมยินดีต้อนรับ” หลี่เหิงกระซิบข้างหูเสิ่นชิงหลัว ด้วยความที่ริมฝีปากของเขาใกล้ใบหูของเธอมาก เสิ่นชิงหลัวจึงรับรู้ได้ถึงลมที่เป่าออกมา ใบหน้าของหญิงสาวแดงก่ำ
“หูของคุณแดงแล้วหลัวหลัว”
“ฉันไปเข้าห้องน้ำก่อน คุณรอตรงนี้แหละ” เสิ่นชิงหลัวรีบผลักอกเขาออกแล้วก้าวขาฉับๆ จากไปปล่อยให้หลี่เหิงหัวเราะตามหลัง
เสิ่นอันอันมองไปที่คู่ชายหญิงที่คล้ายจะจีบกันอยู่ก็รู้สึกไม่พอใจ จนกระทั่งเมื่อเห็นว่าหลี่เหิงอยู่คนเดียวจึงได้ทีรีบเดินเข้าไปทักทาย
“ทำให้คุณต้องเห็นเรื่องน่าอายแล้ว จนต้องหัวเราะแล้วแย่จังเลยนะคะ”
หลี่เหิงที่กำลังหัวเราะเพราะได้เย้าแหย่คนที่เขาชอบรีบเก็บรอยยิ้มแล้วตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ที่ผมหัวเราะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคุณเลยสหาย”
“เห็นชัดๆ ว่าคุณหัวเราะฉัน แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะฉันชินแล้ว”
หลี่เหิงเลิกคิ้ว หากเขาไม่รู้สิ่งที่หญิงสาวตรงหน้าได้เคยกระทำไว้กับเสิ่นชิงหลัว เขาอาจมีเสี้ยวของความสงสารอยู่บ้าง ยิ่งในตอนที่ดวงตาที่รื้นไปด้วยน้ำตาจ้องมองมามันช่างทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับมีกวางตัวน้อยมาข่วนที่หัวใจ
แต่แท้จริงแล้วจะเป็นกวางหรือหมาป่า ใครเล่าจะรู้...
“โอ้ งั้นก็เยี่ยมไปเลย งั้นก็ร้องไห้ต่อไปเลยครับ”
หากน้ำตาที่กำลังหลั่งรินหยุดได้คงจะชะงักกึก เสิ่นอันอันมองหน้าเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ ทำไมผู้ชายคนนี้ไม่ทำตามกิจวัตรล่ะ! เขาไม่ควรถามว่าเกิดอะไรขึ้น หรือพูดจาห่วงใยเธอสักหน่อยเหรอ? หากเป็นผู้ชายคนอื่นจะต้องมีคนฉวยโอกาสนี้ต่อบทสนทนากับเธอแล้ว
คราวนี้เสิ่นอันอันไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี การเคลื่อนไหวของเธอจึงค่อนข้างอึดอัดขัดเขิน เธอถามระบบในใจว่า ‘ตกลงใช่ผู้ชายคนนี้หรือเปล่า?’
[ไม่ เขามีโชคลาภมากก็จริงแต่เข้าคู่กับคุณไม่ได้]
‘ถ้าอย่างนั้นคงเป็นเสิ่นจือชิงคนนั้น’
หลี่เหิงเห็นว่าคนตรงหน้านิ่งเงียบไป เขาเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรแต่ก็ไม่กล้าจะเดินไปไหน เพราะกลัวว่าหากเสิ่นชิงหลัวกลับมาจะหาเขาไม่พบ