บทที่ 16
จิ๊บๆๆ
เสียงวิหคคู่รังกู่ร้องในยามอรุณรุ่งได้กระชากเด็กหนุ่มขี้เซาให้ฟื้นขึ้นจากนิทราร่างเจ้าของเรือนผมสีดำสนิทค่อยๆโงหัวขึ้นด้วยความยากลำบากเปลือกตาอันหนักอึ้งถูกยกขึ้นเพียงครึ่งเดียวก่อนจะหลับลงอีกครั้งพร้อมมมกับที่เจ้าตัวหาวออกมาหวอดใหญ่
“นกบ้านี่วันนี้ร้องดังกว่าปกติอีกแฮะ”
เด็กหนุ่มบ่นอุบอิบด้วยน้ำเสียงแฝงไปด้วยอารมณ์ขุ่นๆก่อนจะกอดแขนตัวเองแน่นเมื่อลมเย็นๆพัดผ่านแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ร่างสูงลุกจากเตียงไปพลางเดินโซซัดโซเซไปพลางกว่าจะจัดแจงธุระส่วนตัวในห้องน้ำเสร็จก็ปาไปครึ่งชั่วโมงกว่าๆเนื่องจากน้ำประปาไหลน้อยผิดปกติ
“อะไรกันนักหนาเนี่ย”
เอเลนบ่นอีกครั้งขณะที่กำลังแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยชุดสีเข้มตามปกติ เขาตบหน้าตัวเองด้วยสองมือทีหนึ่งเพื่อเป็นการเรียกสติก่อนจะหยิบนาฬิกาพกขึ้นมาดูเวลาตาปกติโดยที่ไม่ทันสังเกตเลยว่าเทพธิดาทั้งสองบนฝานาฬิกากำลังยิ้มแฝงไปด้วยความเห็นใจอย่างเปี่ยมล้น
“อย่างน้อยเจ้านกบ้าพวกนั้นก็ยังปลุกเราตรงเวลา”
เอเลนยิ้มน้อยๆก่อนจะเก็บกาลอนันต์เอาไว้ที่เดิม ลมเย็นพัดผ่านเขาอีกครั้งจนเขาอดไม่ได้ที่จะจามหนึ่งทีในหัวพลางคิดเรื่องลมเปลี่ยนฤดูที่กำลังจะมาถึงพร้อมกับหยิบเสื้อกันหนาวมาใส่ทับลวกๆชั้นหนึ่ง
“รีบลงไปหาอะไรกินจะได้มาเตรียม....”
เอเลนทบทนสิ่งที่ต้องทำขณะที่กำลังก้าวลงบันไดน้ำเสียงของเขาก็ต้องชะงักไปเมื่อพบว่าบันไดที่เขาเดินลงมาได้ครึ่งทางนั้นขาดครึ่ง ไม่ใช่แค่นั้นเพราะพื้นที่บริเวณหน้าร้านของเขาทั้งหมดเรียกได้ว่าถูกลบออกไปเลยก็ว่าได้นอกจากกลิ่นของสายลมเย็นๆแล้วยังมีกลิ่นของเขม่าควันลอยเตะจมูกเอเลนยืนเหม่ออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพึมพำขึ้น
“นี่เรากำลังฝัน?”
เอเลนพูดลอยๆขณะยืนมองซากความพินาศขอร้านค้อนเพลิงเขาก็ยังคงไม่ยอมรับว่าเรื่องทั้งหมดนั้นได้เกิดขึ้นจริงจึงได้หลับตาลงเบาๆเพื่อหวังว่าเมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วเรื่องบ้าๆที่เห็นนั้นจจะเป็นเพียงภาพลวงตา
โครม
เสียงของหนักๆปลุกเขาออกจากภวังค์ร่างสูงหันไปมองตามเสียงโดยอัตโนมัติพลันสะดุ้งเฮือกเมื่อพบว่าเตียงที่เขาใช้นอนดิ้นไปดิ้นมาทุกกวันนั้นได้เปลี่ยนสถานที่จากห้องนอนลงมายังพื้นตอตะโกชั้นล่าง ถ้าความทรงจำของเขาไม่ผิดพลาดห้องนอนของเขาสมควรที่จะอยู่ที่ชั้นสาม
เมื่อเงยหน้ามองย้อนขึ้นไปแด็กหนุ่มก็ต้องเบิกตากว้าง เพราะพื้นที่ที่เคยเป็นห้องนอนของเขาตอนนี้มีพื้นที่หายไปครึ่งหนึ่ง ตรงที่เคยเป็นพื้นที่ที่วางเตียงนั้นมีสภาพราวกับชะง่อนผาที่พร้อมจะพังทลายได้ทุกเมื่อโชคดีเหลือเกินที่เขาไม่นอนดิ้นไม่งั้นเขาคงดิ่งผสุธาลงมาจากทั้งสามแล้วหลับไม่ได้ตื่นอีกเลย
“ช ช่วยด้วย”
เอเลนสะดุ้งเฮือกเมื่อมีเสียงของแขกไม่ได้รับเชิญดังขึ้นใกล้ๆทีแรกเขาไม่ทันสังเกตแต่เมื่อมองลึกเข้าไปในซากปรักหักพังแล้วก็พบก้อนดำๆสามก้อนซึ่งแท้จริงแล้วคือคนสามคนที่ร่างกายอาบเขม่าไฟจนตัวดำปี๋เหนือพวกมันสามคนมีร่างของโนมและสลามันเดอร์กำลังลอยตัวราวกับผู้คุม เอเลนพลันสั่นสะท้านก่อนจะค่อยๆมองไปรอบๆความพินาศของบ้านที่เขาอาศัยมา 15 ปีก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ร เรื่องจริงเหรอเนี่ย นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น!”
“สรุปสลามันเดอร์กับโนมช่วยกันจับหัวขโมยจนร้านของคุณเอเลนพังไปครึ่งหนึ่งถูกต้องมั้ยคะ?”
ลูน่ามาเรียถามย้ำขึ้นในขณะที่สองมือกำลังกอดร่างเล็กของโนมที่นั่งซึมไม่ต่างจากคนป่วยแถมเนื้อตัวยังสั่นเทาราวกับกำลังร่ำไห้ เอเลนที่มีสภาพไม่ต่างจากเจ้าภูติจอมซนก็พยักหน้าทีหนึ่ง
“หลังจากนั้นพวกผู้พิทักษ์ก็มาถึง คนก่อเรื่องวางเพลิงก็คือเจ้าสามคนนั้น?”
เซลีนถามย้ำอีกครั้งก่อนที่มือหนึ่งจะชี้ไปยังนักผจญภัยสามคนที่ทำท่าราวกับเห็นผีกำลังถูกผู้พิทักษ์ลำเลียงขึ้นไปยังรถม้าสำหรับผู้ต้องหา ส่วนอีกมือนั้นกำลังถูกสลามันเดอร์กอดเอาไว้แน่นใบหน้าเจือไปด้วยน้ำตาไม่ต่างอะไรกับโนมเลยซักนิด เอเลนพยักหน้าตอบอีกครั้งอย่างไร้เรี่ยวแรง
เมื่อคืนโนมและสลามันเดอร์สัมผัสได้ถึงจิตใจประสงค์ร้ายของทั้งสามพวกเขาจึงตั้งใจจะกลั่นแกล้งนิดหน่อยเพื่อเป็นการดัดนิสัยอีกฝ่าย ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนไฟของสลามันเดอร์ดันปลิวไปโดนเชื้อเพลิง อย่างที่รู้กันว่าเปลวเพลิงของภูตินั้นรุนแรงและทรงพลังกว่าไฟปกติเมื่อผนวกเข้ากับน้ำมันเชื้อเพลิงแทนที่จะเกิดการเผาไหม้ธรรมดาๆกลับกลายเป็นเกิดระเบิดแทนซะได้
โชคดีที่ความเสียหายนั้นเกิดขึ้นเพียงบริเวณหน้าร้านเท่านั้นเอเลนไม่ได้โกรธพวกภูติเลยซักนิดแต่ที่ทำเขาหงุดหงิดก็คือยัยสองคุณหนูที่เป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องราวทั้งหมดต่างหาก หลังจากการสอบสวนเบื้องต้นทั้งสามสารภาพออกมาจนหมดเปลือกทั้งเรื่องที่คิดจะวางเพลิงร้านรวมสาวไส้ได้ไปจนถึงเรื่องที่พวกเธอเป็นคนจ้างวางนักผจญภัยห้าคนหมายจะสร้างชื่อเสียงแย่ๆให้แก่เซลีนเนื่องจากความหมันไส้ที่อีกฝ่ายโดดเด่นกว่า
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้เอเลนก็สติขาดผึงกับความไร้สาระของทั้งสองปรี่เขาไปหมายจะทำร้ายร่างกายของคุณหนูทั้งสองแต่คนรับใช้ของพวกเธอเอาร่างมารับเอาไว้แทนส่งผลให้เขากลายเป็นกระสอบทรายระบายอารมณ์ให้แก่เอเลนร้อนถึงผู้พิทักษ์ที่ต้องมาช่วยกันแกะมือของเอเลนออกจากตัวผู้ต้องหาก่อนที่จะถูกซ้อมจนตาย
หลังจากสงบสติอารมณ์ได้การทำแผนคดีจึงดำเนินการต่อโชคดีที่พวกมันไม่เห็นตัวสลามันเดอร์และเข้าใจว่าการระเบิดครั้งนี้เกิดจากฝีมือพวกมันเองทำให้เอเลนมีสิทธิทางกฎหมายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากตระกูลบารอน ไม่นานหลังจากนั้นบารอนก็ต้องเดือดร้อนมาที่เกิดเหตุด้วยตนเอง
บารอนมองคาดโทษไปที่ลูกสาวทั้งสองก่อนจะพยายามหาทางไกล่เกลี่ยด้วยข้ออ้างสารพัด ถึงจะโกรธแต่เอเลนก็ไม่โง่ด้วยความที่อาศัยอยู่คนเดียวทำให้เขาขวนขวายความรู้รอบตัวมาพอสมควร แน่นอนว่ากฎหมายของจักรวรรดิก็เป็นสิ่งที่เขาสนใจอยู่บ้าง
จักรวรรดิโนว่าที่เป็นจักรวรรดิเอกของมนุษย์มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าสามพันปีทำให้มีกฏหมายที่กว้างขวางครอบคลุมในทุกกรณี ประจวบกับที่จักรวรรดิได้ให้ความสนใจกระดูกสันหลังของชาติอย่างประชาชนเทียบเท่ากับผู้ขับเคลื่อนความเป็นไปของจักรวรรดิอย่างขุนนางทำให้กฏหมายไม่เอนเอียงให้ประโยชน์แก่ฝ่ายใดมากเป็นพิเศษเอเลนจึงได้รับความเป็นธรรมอยู่เต็มร้อยส่วนโดยมีผู้พิทักษ์ทำหน้าที่เป็นคนกลาง
แม้จะสามารถคาดโทษและข่มขู่แต่บารอนผู้นั้นก็ไม่โง่พอจะทำที่จะกระทำเรื่องราวเหล่านั้นต่อหน้าเหล่าผู้พิทักษ์ผู้ได้รับอำนาจเต็มในการจัดการเรื่องราว ลงท้ายด้วยการที่มันต้องยอมประทับตราสีเหลืองเป็นการยินยอมรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตอนนั้นเองผู้พิทักษ์ก็ได้ไปอัญเชิญคู่กรณีอีกรายอย่างเซลีนมาที่นี่
ทีแรกเซลีนกับลูน่าจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่านี่คือบ้านของเอเลนแต่เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวราวกับคนป่วยของเอเลนกับเจ้าภูติตัวแสบทั้งสองพวกเธอก็คาดเดาได้ทันทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ในส่วนคดีของเซลีนนั้นทำให้ทั้งสามจากที่ต้องติดคุกเยาวชนสิบปีกลายเป็นยี่สิบปีในทันทีส่วนหนึ่งเพราะคดีที่เกิดกับเซลีน ผู้เป็นต้นคิดต้องโหดเหี้ยมและอำมหิตแค่ไหนที่คิดจะทำลายคนอื่นทั้งร่างกายและจิตใจ ส่งผลให้โทษที่ได้รับทวีความรุนแรงขึ้นทั้งยังไม่สามารถยื่นอุธรณ์ได้จนกว่าทั้งสามจะผ่านเวลาในคุกเป็นเวลาห้าปี
บารอนได้แต่โทษตนเองที่เลี้ยงลูกมาแบบตามใจเกินไปก่อนที่จะไปรับฟังการพิพากษาอีกครั้งที่ศาลตพิจารณาคดี เซลีนที่ไม่คิดจะไปฟังให้เสียเวลาเล่นจึงยกเรื่องนี้ให้กับพ่อบ้านธอมัสจัดการอย่างลับๆเพื่อที่เธอจะได้อยู่ปลอบใจเอเลนที่ตอนนี้ราวกับคนที่ไม่มีวิญญาณยังไงยังงั้น
เป็นโชคดีของเซลีนมากที่เธอแทบไม่ต้องทำอะไรเรื่องราวก็จบลงโดยไม่ต้องลงแรงในขณะที่เอเลนเสียบ้านไปถึงครึ่งหลังเพราะต้องมากลายเป็นที่รองรับอารรมณ์ของคนที่ในหัวมีแต่เรื่องไร้สาระเป็นเธอถ้าเจอแบบนี้ก็คงรับไม่ได้เหมือนกัน ยังดีที่ผู้พิทักษ์นั้นค่อนข้างเห็นอกเห็นใจเด็กหนุ่มในกรณีที่คนธรรมดาถูกลูกหลานขุนนางรังแกนั้นไม่ใช่เรื่องที่เคยเกิดขึ้นครั้งแรกขุนนางพวกนี้นับว่าเป็นขุนนางหัวเก่าที่คิดว่าตัวเองอยู่สูงกว่าประชาชนทั้งๆที่พวกมันมีวันนี้ได้ก็เพราะภาษีของประชาชน
ผู้พิทักษ์แนะนำช่างก่อสร้างที่คิดค่าแรงราคาถูกเอาไว้ก่อนที่จะขอตัวจากไปโดยสัญญาว่าจะแวะมาดูทุกๆสี่ชั่วโมงเผื่อขุนนางบารอนคนนั้นยังไม่คิดจะจบเรื่อง หลังจากใช้ผลึกสื่สารทางไกลเพื่อติดต่อกับช่างก่อสร้างก็ได้รับคำตอบมาว่าจะรีบส่งกลุ่มที่อยู่ใกล้ที่สุดมาแต่ก็ต้องรออีกหนึ่งชั่วโมง
“ระหว่างนั้นพวกเธอช่วยผมตามหาของมีค่าที่อยู่ซากปรักหักพังทีได้ไหม”
หลังจากหายจิตตกเอเลนก็ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาเป็นกองส่วนสองภูติก็ลอยมาเกาะที่หัวไหล่ขอเขาไม่ยอมจากไหน ทั้งสามช่วยกันรื้อซากเพื่อรวบรวมของมีค่าทั้งหมด เครื่องเก็บเงินที่ใช้มาหลายปีเสียหายยับเยินแต่นับว่ายังดีที่เงินทที่เก็บอยู่ภายในนั้นยังมีสภาพที่ดีที่เอเลนต้องทำก็คือซื้อเครื่องเก็บเงินอันใหม่มาวางก็เท่านั้น
ระหว่างช่วยกันรรื้อซากเอเลนก็คิดที่จะตกแต่งร้านใหม่ไปในตัวทั้งยังฝึกใช้พลังของโนมในการบังคับควบคุมดินในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นเสกของพื้นๆอย่างเนินดิน หนามศิลา โล่ธรณีโดยทุกครั้งที่เขาต้องการโนมจะเป็นผู้ลงมือแทนทั้งหมดแรกๆโนมไม่เข้าใจคำสั่งที่ละเอียดอ่อนอย่างสร้างเนินดินรูปสี่เหลี่ยมแต่เมื่อเขาอธิบายและวาดภาพประกอบโนมก็สามารถเรียนรู้ได้ในเวลาอันสั้น
[ท่านได้รับทักษะ คำบัญชาแห่งมหาภูติ ระดับ 1]
คำบัญชาแห่งมหาภูติ
ระดับ 1 / 10
ประเภท ทักษะติดตัว
- พลังชีวิตพื้นฐานของภูติในอาณัติเพิ่มขึ้น 5000 หน่วยต่อหนึ่งระดับ
- เพิ่มพลังโจมตี ป้องกัน เมื่อใช้พลังผ่านภูติเพิ่มขึ้น 20% ต่อหนึ่งระดับ
- ภูติที่ทำสัญญากับคนอื่นค่าสถานะจะลดลงอย่างมากโดยไร้เงื่อนไข
- ทักษะคุกคามที่มาจากภูติจะลดประสิทธิภาพลง 5 %
หลังจากลองผิดลองถูกอยู่นานในที่สุดเอเลนก็ได้รับทักษะใหม่ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานเพื่อต่อยอดไปในทักษะระดับสูงของผู้ใช้ภูติหากใช้จนชำนาญเมื่อผนวกรวมเข้ากับการที่เขาจะสามารถมีภูติในบัญชากี่ตนก็ได้ในอนาคตเอเลนจะถูกเรียกขานในชื่อกองทัพเดี่ยว
“โนมสร้างเนินดินสูงสามเมตรจำนวนสี่จุด”
เอเลนออกคำสั่งโนมก็พลันสร้างเนินดินสี่จุดค่อยผุดขึ้นดันซากที่ทับกันมากๆขึ้นก่อนที่เขาจะออกคำสั่งต่อไป เมื่อได้ลองอะไรใหม่ๆเอเลนก็นึกสนุกเลยสั่งให้โนมสร้างเตาขนาดใหญ่ขึ้นก่อนจะลำเลียงซากไม้ที่ไหม้เกรียมเข้าไปในเตาเผาโดยใช้ไฟของสลามันเดอร์ค่อยๆเผาอย่างช้าๆเพื่อไม่ให้เพื่อนบ้านแตกตื่น ใช้เวลาชั่วโมงหน่อยๆซากบ้านที่ไม้เกรียมก็ถูกทำลายจนหมดเหลือแต่บ้านครึ่งหลังที่เหลือกับพื้นโล่งๆที่ดูขัดกันแบบสุดๆ
หลังจากนั้นพวกช่างก่อสร้างก็เดินทางมาถึงแม้จะเห็นว่าทำไมบ้านมีสภาพแปลกแต่พวกเขาก็ไม่ถามให้เสียเวลาเพราะเขาเคยเห็นสภาพหน้างานที่ประหลาดกว่านี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ผู้เป็นหัวหน้าคนงานพร้อมกับสถาปนิกเรื่องปรึกษางานกับเอเลนอย่างจริงจัง
เอเลนสมกับที่เป็นช่างฝีมือเพียงอธิบายไม่กี่คำรวมถึงใช้ทักษะวาดเขียนที่ตนมือและค่าความชำนาญระดับสัตว์ประหลาดร่างแบบ้านคร่าวๆที่แม้แต่เด็กสามขวบยังเข้าใจขึ้นมาพวกช่างก่อสร้างสามารถเริ่มงานได้ไวขึ้นส่วนค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทั้งหมดเอเลนได้มอบม้วนกระดาษปิดผนึกที่ได้รับจากผู้พิทักษ์พวกช่างก่อสร้างก็เข้าใจได้ในทันทีว่าต้องไปเก็บค่าจ้างจากบารอน หลังจากประเมินสภาพแล้วจะต้องใช้เวลาทั้งสิ้นหนึ่งสัปดาห์ในการซ่อมแซมระหว่างนั้นเอเลนคงต้องพักโรมแรมในเมืองไปก่อน
“พอเห็นบ้านเป็นแบบนั้นแล้วทำเอาไม่อยากไปไหนเลย”
เอเลนบ่นพลางถอนหายใจรอบที่หนึ่งร้อยเซลีนและลูน่าที่ทนฟังมาร่วมชั่วโมงก็ได้แต่ส่ายหัว
“นายจะบ่นไปถึงเมื่อไหร่กัน พูดแบบนั้นมันเป็นการเสียมารยาทกับช่างก่อสร้างนะ”
เซลีนเอ็ดไปทีหนึ่งก่อนจะชี้มาที่เขา
“บ้านก็กำลังซ่อม ส่วนคนกระทำผิดก็ถูกโยนเข้าห้องขังไปแล้วดังนั้นก็ช่วยเลิกบ่นแล้วใช้ชีวิตต่อไปซะที”
จริงๆแล้วเธอก็อดสงสารเอเลนไม่ได้หากเป็นเธอเห็นคฤหาสน์คริฟมอนด์ที่อาศัยมาทั้งชีวิตถูกเผาต่อหน้าต่อตาก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าเธอจะยังสามารถรักษาสติไว้ได้แบบเอเลนหรือไม่
“ว่าแต่เรากำลังจะไปไหนกัน?”
หลังจากจิตหลุดมาครึ่งค่อนวันเอเลนก็ถูกสองสาวลากมายังสถานที่ที่ค่อนข้างแปลกตา สถาปัตยกรรมราวกับหลุดมาจากยุคโบราณแตกต่างจากชุมชนอุตสาหกรรมที่เขาอยู่โดยสิ้นเชิงคลับคล้ายคลับคลากับว่าเขาเคยให้ตึกรามแบบเดียวกันมาก่อนเพราะมันเหมือนกับวิหารเทพีเซเลสเทียร์
แต่สถานที่แห่งนี้ให้กลิ่นอายเหมือนห้องสมุดขนาดมหึมาชนิดที่ว่าหอสมุดประชาชนนั้นดูราวกับเพิงผุๆ ที่นี่นั้นใหญ่โตโอ่อ่าทั้งยังมีพวกคนดูแก่เรียนแบกหนังสือทีสิบยี่สิบเล่มเดินผ่านไปมาดูปวดเศียรเวียนเกล้า ขณะที่กำลังรับชมทัศนีย์ภาพอยู่นั้นเอลฟ์สาวลูน่ามาเรียที่ไม่รู้เจ้าหล่อนเอาแว่นจากไหนมาสวมก็เป็นคนเอ่ยขึ้น
“ขอต้อนรับสู่หอสมุดแห่งปัญญา ที่ที่มอบอนาคตอันไร้ขีดจำกัดให้แก่ทุกคน”
เอลฟ์สาวยิ้มร่า
“พวกเราสองคนสังเกตว่าทักษะพลังเวทมนต์พื้นฐานของคุณเอเลนนั้นมาถึงทางตันแล้ว หากคุณเอเลนอยากจะบินให้สูงกว่านี้หอสมุดแห่งภูมิปัญญานั้นคือคำตอบ”
ไม่ใช่แค่เอเลนเท่านั้นหนทางในการพัฒนาฝีมือของเซลีนและลูน่าเองก็มีถึงทางตันไม่ต่างกัน พลังเวทมนต์พื้นฐานเป็นทักษะที่ติดตัวสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมาแต่กำเนิดไม่ว่าจะสูงต่ำดำขาวมาจากไหนทุกๆคนต่างก็มีสิ่งที่เรียกว่า มานา ไหลเสียนอยู่ในร่างกายไม่ต่างจากเส้นเลือด
คนที่ดึงมานามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่ทักษะพลังเวทมนต์พื้นฐานก็จะยิ่งพัฒนามากขึ้นเท่านั้น ในโลกที่แสนอิสระใบนี้ทุกๆคนสามารถพัฒนาได้ขอเพียงมีใจมานะมุ่งมั่นแต่ใช่ว่าจะไร้ขีดจำกัด ถึงจะรวดเร็วแค่ไหนแต่ก็ไม่มีใครหน้าไหนสามารถพัฒนาทักษะพลังเวทมนต์พื้นฐานให้มีระดับเกิน 100 ได้หากไม่ใช้บริการหอสมุดแห่งปัญญา
หอสมุดก่อตั้งขึ้นโดยเทพเจ้าแห่งเวทมนต์ไกอัสมีสาขาอยู่ทั่วทุกเมืองของทุกๆเผ่าพันธุ์ เป็นองค์กรณ์ที่ก่อตั้งโยเทพเจ้าที่สามารถจับต้องและเข้าถึงได้ง่ายที่สุด ขอเพียงมีขาคุณก็สามารถเดินทางมายังหอสมุดได้โดยที่นี่จะต้อนรับทุกคนอย่างเท่าเทียม
วูบ....
เมื่อร่างทะลุผ่านประตูทางเข้าพวกเขาก็เปรียบเสมือนหลุดมายังโลกอีกใบหนึ่ง กลิ่นของต้นไม้และสายน้ำลอยกระแทกจมูกอากาศบริสุทธิ์ที่หาจากโลกภายนอกไม่ได้ทำให้ทั้งสามสดชื่นโดยเฉพาะลูน่าที่ราวกับว่าตนได้กลับไปยังป่าบ้านเกิดของตนก็ไม่ปาน
ภาพที่ปรากฏต่อหน้าทั้งสามจะเรียกว่าป่าแห่งหนังสือก็คงไม่ผิดนัก ต้นไม้ลำต้นเท่าสิบคนโอบถูกใช้ต่างชั้นหนังสือ โขดหินถูกใช้ต่างโต๊ะภาพในหอสมุดนี้หนังสือทุกเล่มราวกับมีชีวิตเป็นของตนเองพวกมันไม่เคยถูกวางทิ้งข้างเพราะเมื่อใดที่พวกมันรู้ตัวว่าจะไม่ถูกใช้งาน พวกมันก็จะพาตัวเองบินกลับไปยังชั้นหนังสือของพวกมันเอง
หลังจากยืนเหรอหรากันได้ไม่นานก็ได้มีเด็กชายสวมชุดยาวรุ่มร่ามคนหนึ่งกระโดดลงมาจากต้นไม้ใกล้ๆเจ้าของเส้นผมสีดำใบหน้าขาวผ่อง แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือดวงตาที่สลับสีสันไปมาไม่มีที่สิ้นสุด แม้ดวงหน้าจะเป็นเด็กแต่บรรยากาศที่แผ่ออกมารอบตัวนั้นทำให้เด็กชายราวกับว่าไม่ใช่มนุษย์
“ยินดีต้อนรับสู่หอสมุดแห่งปัญญาสาขาลูมินัส ข้าเทพเจ้าแห่งเวทมนต์ไกอัสยินดีที่ได้รู้จัก”
คำแนะนำตัวที่ไม่คาดคิดหลุดออกมาจากปากของเด็กชายทำเอาสามหนุ่มสาวต้องมองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพเพราะหากพวกเขาไม่อ่านกระแสพลังรอบตัวของเด็กชายอยู่ก่อนแล้วเขาคงตีค่าเด็กคนนี้ไม่ต่างจากเด็กธรรมดาคนหนึ่ง
“เอ่อ คุณคือท่านไกอสจริงๆเหรอ”
เด็กชายที่เรียกตัวเองว่าไกอัสมองทั้งสามตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะกล่าวชม
“นับว่าพวกเจ้าสามคนนั้นไม่เลวเลยทีเดียว รู้จักอ่านกระแสเวทมนต์ก่อนที่จะตัดสินคนอื่นจากภายนอกโดยเฉพาะเจ้าที่ดูจะทำจนติดเป็นนิสัยไปแล้ว นึกว่าคนที่ที่เจ้าโง่ทราฟาก้ากลัวจนหัวหดจะดูเป็นพวกไม่ได้เรื่องกว่านี้เสียอีก”
ไกอัสกล่าวพร้อมเหลือบสายตามองเอเลนท่ามกลางสายตาสงสัยของสองสาว ไกอัสก็ไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเพราะเขาไม่ได้มีหน้าที่ในการแพร่งพรายความลับของคนอื่น
“ว่าแต่ท่านดูและที่นี่คนเดียว?”
เอเลนถามขึ้นกลบเกลื่อนเรื่องของตนเองแม้จะยังสงสัยแต่ทั้งสองสาวก็ถูกดึงความสนใจออกจากประเด็นเมื่อครู่ได้อย่างแนบเนียน
“...ก็เปล่านี่ ที่มีมีคนดูและตั้งเยอะแยะก็คือตัวข้า อ้อแล้วก็ข้า ข้า ข้า แล้วตรงนู้นก็ข้าอีกคน”
เทพเจ้าแห่งเวทมนต์กล่าวพลางชี้พลางแต่ละจุดที่เขาชี้ออกไปมักจะมีเด็กชายที่หน้าตาเหมือนเขาทุกกระเบียดนิ้วยืนอยู่คอยต้อนรับผู้มาเยือนคนอื่นๆเหมือนกับที่ไกอัสคนนี้กำลังทำอยู่
“หรือจะพูดให้เห็นภาพหอสมุดแห่งภูมิปัญญาถูกดูแลโดยข้าซึงเป็นหนึ่งในบรรดาร่างแยกจำนวนแก่แสนตนก็ไม่แน่ใจ”
“มีทักษะที่สามารถทำให้แยกร่างได้ด้วยเหรอคะ เท่าที่เคยได้ยินมามันคือศาสตร์ชั้นสูงมากๆคนที่เก่งทักษะประเภทนี้อย่างมาก็สามารถแยกได้มากที่สุดเพียงสามร่างเท่านั้นเองนี่คะ”
ลูน่ามาเรียเอ่ยขึ้นด้วยความสนใจเพราะในชนเผ่าเอลฟ์ที่มีประวัติศาสตร์และชีวิตที่ยืนยาวนั้นก็มีพลธนูบางคนที่บรรลุศาสตร์การแยกร่างในระดับสูงจนสามารถออกล่ามอนสเตอร์ได้ด้วยตัวคนเดียวแต่แล้วเทพเจ้าแห่งเวทมนต์อย่างไกอัสเพียงแค่แค่นเสียงอย่างดูแคลน
“เหอะ แค่สามจะมาเทียบกับข้าที่แยกร่างได้เป็นแสนได้ยังไงกัน”
“ก็ท่านเป็นเทพนี่คะ”
เซลีนตอบอย่างซื่อตรง
“เทพแล้วยังไง เทพเองกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ต้องผ่านการฝึกฝนแทบกระอักเลือดเหมือนกันไม่ว่าจะเทพหรือมนุษย์ล้วนไม่มีใครทรงพลังมาตั้งแต่ถือกำเนิดหรอกนะ”
ไกอัสเอ่ยพลางส่ายหน้าเพราะหนึ่งในความเข้าใจผิดที่ทุกเผ่าพันธุ์มักรู้กันนั่นก็คือเทพเจ้านั้นล้วนถือกำเนิดมาด้วยพลังมหาศาล ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ไม่จริงเลยสักนิดแต่ก่อนไกอัสเองก็เป็นเทพไร้นามตนหนึ่งเท่านั้น
“เลิกไร้สาระได้แล้ว พวกเจ้ามาที่นี่ก็เพราะพวกเจ้ามาถึงขีดจำกัดตัวเองแวไม่ใช่หรือ? ในฐานะผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนข้าจะชี้ทางสว่างให้พวกเจ้าเอง”
“หมายความว่าท่านจะสอนพวกเรากับมืองั้นเหรอครับ”
เอเลนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแฝงความตื่นเต้นการถูกสั่งสอนโดยเทพนั้นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกันบ่อยๆแต่ดูเหมือนเอเลนจะเข้าใจผิดไปมากมายนัก
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียว แทนที่จะเรียกว่าสอนเรียกว่าชี้ช่องทางน่าจะเหมาะสมกว่า”
ไกอัสทำท่าครุ่นคิด
“อีกอย่างข้ามีร่างแยกเป็นแสนทุกๆตนล้วนมีหน้าที่คอยชี้แนะให้กับผู้ที่มาถึงขีดจำกัดอยู่แล้ว ตามข้ามา”
พูดจบทั้งสามก็ถูกนำมายังริมน้ำตกสายหนึ่งที่มีผู้คนจำนวนมากกำลังนั่งขัดสมาธิบริเวณแอ่งน้ำตื้นๆที่ก้นน้ำตกในสภาพหลับตา รอบตัวคนเหล่านั้นปรากฏม่านพลังสีใสครอบเอาไว้ชั้นหนึ่งสีหน้าแต่ละคนล้วนแตกต่างกันไปบางคนมีสีหน้าสงบนิ่งบางคนมีเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นมา
โผละ!
เสียงแตกระเบิดดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างของชายคนหนึ่งลืมตาขึ้นในสภาพที่เหงื่อเต็มตัวใบหน้าเหนื่อยหอบราวกับเพิ่งวิ่งมาราธอนมายังไงยังงั้นก่อนที่จะมีร่างแยกของไกอัสอีกคนปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าแล้วพาเขาออกไปที่อื่น
“ยอดสังหาร...สามคน นี่เจ้าเป็นคลาสสายต่อสู้แน่เหรอ? แค่ปราศจากอาวุธในมือการเคลื่อนไหวถึงได้ห่วยแตกลงขนาดนี้”
ไกอัสคนนั้นตำหนิอย่างไม่เกรงใจส่งผลให้ชายหนุ่มบังเกิดสีหน้าดำมืด
“ชั้นเป็นนักดาบถ้าไม่มีดาบแล้วจะสู้ยังไงวะ การทดสอบโรคจิตนี่ไม่มีอะไรเลยนอกจากความบันเทิงของแกใช่มั้ย”
ไม่พูดเปล่าชายหนุ่มพุ่งเข้ามาคว้าคอเสื้อของไกอัสและกระชากขึ้นหมายจะฝากรอยแผลไว้บนใบหน้ากวนๆนั่นซักทีหนึ่ง แต่มันลืมนึกไปเรื่องหนึ่งว่าไกอัสไม่ใช่คนธรรมดาดังรูปลักษณ์ที่แสดงออก ยังไม่ทันที่มือหยาบหนาจะสัมผัสชายเสื้อมือเล็กๆของไกอัสก็คว้าที่ข้อมือของอีกฝ่ายลงมือทีหลังบรรลุถึงก่อนและไม่จบเพียงเท่านั้นไกอัสยังอาศัยข้อได้เปรียบที่ร่างกายเล็กกว่ายืมแรงจากคนตัวโตเพียงเหวี่ยงร่างอีกฝ่านกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
โครม
“....ดูท่าข้าจะต้องเคี่ยวเจ้าทั้งเรื่องฝีมือและมารยาท น่าเสียดายฝีมือในการควบคุมมานาอยู่ในระดับพอใช้ได้แท้ๆแต่การตัดสินใจดังอยู่ในระดับย่ำแย่”
ไกอัสคนนั้นส่ายหน้าก่อนจะลากชายคนนั้นจากไปโยไม่แสดงสีหน้าโกรธเคืองทั้งที่กำลังจะถูกปองร้ายราวกับว่าเขาเคยชินกับการกระทำแนวๆนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนจนเป็นเรื่องปกติท่ามกลางสายตาของใครๆหลายคนรวมถึงพวกเอเลนด้วย
“ที่นี่คือน้ำพุแห่งการทดสอบ ไม่ต้องสนใจว่าทำไมมันถึงเรียกว่าน้ำพุแทนที่จะเป็นน้ำตกแต่รู้เอาไว้ว่าข้าจะทำการทดสอบความสามารถของเจ้าภายในที่แห่งนี้อย่างเท่าเทียมกันทุกคน”
ไกอัสเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบโยไม่สนใจสายตาหวาดกลัวของทั้งสาม
“เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการแล้วข้าจะพาเจ้าแยกไปยังห้องส่วนตัวซึ่งข้าจะเป็นคนชี้แนะการทะลวงผ่านขีดจำกัดให้แก่พวกเจ้าเองดังนั้นตอนนี้พวกเจ้าทั้งสามจงนั่งละซะ ไม่ต้องห่วงผลของการทดสอบมีผลในการประเมินแนวทางการชี้แนะเท่านั้น”
แม้จะไม่เข้าใจมากนักแต่พวกเขาก้นั่งลงแต่โดยดี ม่านพลังสีใสยังไม่ทันก่อตัวจนเสร็จดีสติของทั้งสามก็ถูกดึงด้วยพลังอำนาจที่มองไม่เห็น
[ท่านได้เดินทางเข้าสู่โลกจินตภาพ]
[อุปกรณ์ทั้งหมดที่นำติดตัวมาจะไม่ได้รับอนุญาติให้เข้ามาในโลกจินตภาพ]
[กาลอนันต์(Ex) ไม่ยินยอมที่จะอยู่ห่างผู้เป็นนายแม้แต่ในโลกจินตภาพ]
ให้ตายสิดันครอบครองของยุ่งยากซะได้...แต่เอาเถอะตราบได้ที่พลังส่วนใหญ่ของมันถูกผนึกเอาไว้ละก็...
[เทพเจ้าแห่งเวทมนต์ไกอัสอนุญาตให้กาลอนันต์เดินทางเข้ามาในโลกจินภาพ]
ในโลกแห่งความเป็นจริงสร้อยคอสีเงินเรือนสวยได้เลือนหายไปจากคอของเด็กหนุ่มชั่วคราว
เอเลนกำลังยืนอยู่บนทุ่งหญ้าที่กว้างสุดลูกหูลูกตาภายใต้ท้องฟ้าสีครามสดใสร่างกายเขาสวมใส่เพียงเสื้อผ้าธรรมดาไม่ใช่ชุดเกราะนอกจากนี้มีเพียงกาลอนันต์ที่ตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริงเท่านั้นที่สวมอยู่กับตัวของเขา เด็กหนุ่มยังไม่มั่นใจว่าเขาจะต้องทำอะไร
[ยินดีต้อนรับเข้าสู่สนามต่อสู้ของเทพเจ้าแห่งเวทมนต์]
[การทดสอบที่ 1 กำลังจะเริ่มต้นขึ้น]
[จงสู้ด้วยพลังทั้งหมดที่มี]
“สวัสดี ได้ยินข้ารึเปล่า...ไม่ต้องตอบหรอกเพราะข้ารู้ว่าเจ้าได้ยิน”
เสียงของไกอัสดังขึ้นในโลกจินตภาพ
“แล้วผมต้องทำยังไงต่อ?”
เอเลนตะโกนถามขึ้น
“ก็ไม่มีอะไรมาก แค่จัดการเจ้านั่นก็พอ”
สิ้นคำกล่าวก็ปรากฏวงแหวนเวทมนต์ขึ้นเหนือวงแหวนเวทย์นั้นมีชายหนุ่มร่างผอมสูงท่าทางราวกับกำลังป่วยเดินออกมาจากวงเวทย์เมื่อมันเห็นเอเลนก็ไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าใส่โดยทันที
แฮ่กๆ
...
แต่อนิจจาท่าทีราวกับกำลังป่วยนั้นไม่ใช่การแสดงชายคนนั้นหลังจากวิ่งได้สามก้าวก็พลันล้มลงหอบหายใจประหนึ่งเพิ่งออกกำลังกายอย่างหนักมาในขณะนั้นเองเสียงของโลกก็ดังขึ้นข้างหูเอเลน
[บุรุษขี้โรคแถมยังแรงน้อย ปรากฏตัว]
“มอนสเตอร์ไม่มีระดับ?”
เอเลนถามขึ้นด้วยความสงสัยหากมีเสียงของโลกแจ้งเตือนขนาดนี้แสดงว่าชายตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์ แถมนี่ยังเป็นกรณีพิเศษที่มอนสเตอร์ไม่มีเลเวลไม่นานนักผู้ให้คำตอบอย่างไกอัสก็ไขความกระจ่าง
“อย่างที่เจ้าได้ยินนั่นแหละ มอนสเตอร์นั่นถูกออกแบบมาเพื่อการทดสอบนี้เท่านั้นเลเวลจึงไม่จำเป็นดังนั้นเรื่องพลังชีวิตยิ่งไม่ต้องพูดถึงของแบบนั้นข้าไม่ได้ใส่เอาไว้”
ไกอัสอธิบาย
“กฎก็ง่ายแสนง่ายไม่เจ้ากับไอ้ขี้แห้งนั่นตายการทดสอบเป็นอันจบมีคำถามมั้ย?”
ยังไม่ทันคิดคำถามเจ้าบุรุษขี้โรคก็โงหัวขึ้นแล้วกระโจนเข้าใส่เด็กหนุ่มอย่างบ้าคลั่ง เอเลนมองเจ้านสเตอร์ด้วยสายตาเคลือบแคลงใจก่อนจะย่อตัวเล็กน้อยแล้วกระโดดสั้นๆใช้วงแขนของตัวเองเกี่ยวพันรอบคอของบุรุษขี้โรคก่อนจะทุ่มใส่พื้นสุดแรง
โครม กร็อบ
เสียงกระดูกแตกดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างของบุรุษขี้โรคแถมแรงยังน้อยจะกลายเป็นละอองฝุ่นในพริบตา เสียงดนตรีแสดงความยินดีดังขึ้น
[บุรุษขี้โรคแถมยังแรงน้อย เสียชีวิต]
[ท่านได้รับแต้มสังหาร หนึ่งแต้ม]
[การทดสอบที่ 1 เสร็จสิ้น]
[การทดสอบที่ 2 กำลังจะเริ่มต้นขึ้น]
[จงกำจัดศัตรู]