“มีอะไรก็มาลงที่ข้านี่!”
อันเยว่วางมาดเ้าของบ้าน ยามนี้ผู้คนที่ล้อมอยู่ข้างนอกไม่ได้มีเพียงคนธรรมดา ยังมีหลายคนที่แต่งกายดี เมื่อเห็นดังนั้นนางก็รู้ทันที
“เรามาซื้อสบู่ อย่าคิดว่าเป็ของหายากแล้วจะขึ้นราคาตามอำเภอใจนะ!”
มีคนเอ่ยขึ้นจากในฝูงชน คนผู้นี้น่าขันยิ่งนัก
“แม่บ้านตระกูลชุยก็มาด้วยหรือ?”
อันเยว่ไม่รีบร้อนและไม่อืดอาด นางเข็นรถเข็นไปที่ข้างกายซูจือฉือแล้วจับมือเขา ก็พบว่ามือของเขาเย็นเฉียบ มิหนำซ้ำฝ่ามือยังชื้นไปด้วยเหงื่อ
การกระทำดังกล่าวทำให้ซูจือฉือใชั่วขณะ จิตใต้สำนึกเขาอยากชักมือกลับ ทว่าเมื่อสะบัดกลับไม่เป็ผล จึงปล่อยให้อันเยว่จับอยู่เช่นนั้น
เขาไม่ได้หวาดกลัวคนเหล่านี้ เพียงเมื่อเผชิญหน้ากับการซักถามของคนเหล่านี้ ทำให้ซูจือฉือนึกถึงเมื่อตอนอยู่ที่หอคณิกา่แรก ๆ ที่ถูกผู้คนฟื้นฝอยหาตะเข็บ จึงเกิดเป็ความขัดแย้งในใจ
“สบู่มีขั้นตอนการผลิต แน่นอนว่าราคาในตอนนี้ย่อมไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนหมายเลขที่มอบให้กับทุกคนคือหมายเลขต่อแถว วันพรุ่งนี้ให้พวกท่านนำหมายเลขมารับสบู่ มือหนึ่งจ่ายเงิน มือหนึ่งมอบสบู่”
อันเยว่อธิบายคำถามเื่หมายเลขด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ จากนั้นมองทุกคนและยิ้มให้ “วันนี้ขอเชิญพวกท่านกลับไปก่อน ค่อยกลับมาพรุ่งนี้เช้า”
เมื่อเห็นว่าคนกลุ่มหนึ่งมีความคิดจะถอยกลับแล้ว ทว่าแม่บ้านใหญ่ของตระกูลชุยไม่มีความคิดจะกลับไป อีกทั้งยังเดินมาข้างหน้าหนึ่งก้าว
“หมายเลขนี้แบ่งอย่างไร? เ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าใครมาก่อนมาหลัง?”
คำพูดนี้เป็การทำให้ผู้คนอยู่ต่อโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้นางยังพูดเสริมอีกหนึ่งประโยค “หากของตกไม่ถึงคนที่ได้หมายเลขสุดท้าย เ้าจะว่าอย่างไร?”
เห็นชัดเจนว่าความหมายในคำพูดก็คือ การค้าไม่ได้ทำกันง่ายขนาดนั้น
มีใครบ้างไม่รู้ว่าการค้าทำไม่ง่าย เพียงแต่เื่เล็กน้อยแค่นี้ทำอะไรอันเยว่ไม่ได้
อันเยว่มองไปยังหยูยวนด้วยแววตาชั่วร้าย จากนั้นนางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ทุกท่านต่างรู้กันว่ายามนี้ข้ากับตระกูลชุยมีความบาดหมางใจต่อกัน หากเ้า้าซื้อสบู่ด้วยใจจริง ก็ย่อมมีส่วนของเ้าอย่างแน่นอน ในเมื่อข้ากล้าแจกหมายเลข ย่อมรับรองได้ว่าคนที่ได้หมายเลขจะสามารถซื้อของติดมือกลับไป เ้าไม่เชื่อก็ได้ จือฉือ ไปเอาหมายเลขของแม่บ้านใหญ่ตระกูลชุยคืนมา”
กล่าวจบซูจือฉือก็เดินไปหาแม่บ้านใหญ่ตระกูลชุย ทว่านางกลับถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
ผลลัพธ์ของการขายสบู่เมื่อวานนี้กล่าวได้ว่าได้รับความนิยมไปทั่วฮวาตูในชั่วข้ามคืน
ที่ฮวาตู ใบหน้าของคนที่ซื้อสบู่กลับไปต่างมีรอยยิ้มลำพองใจ นอกจากนี้ เสื้อผ้าที่ผ่านการซักด้วยสบู่ล้วนมีสีสันสดใสและโปร่งแสงมาก เมื่ออาบน้ำด้วยสบู่ กลิ่นหอมก็ติดตัวนานถึงสองวัน และยังใช้ได้นานกว่าถั่วเ้าโต้ว
“เช่นนั้นก็คอยดูเถอะ”
แม่บ้านใหญ่ตระกูลชุยขยำหมายเลขแล้วหมุนตัวจากไป ท่าทางหนีเตลิดอย่างหมดสภาพเช่นนี้ทำให้อันเยว่เผยรอยยิ้มรื่นรมย์ออกมาให้เห็นน้อย ๆ
หลังจากที่ฝูงชนกลับไปอันเยว่ก็เห็นกู่หยางเดินออกมาจากด้านหลังฝูงชนในสภาพเงยหน้าและมือไขว้หลัง ท่าทางการเดินของเขาแสดงถึงความน่าเกรงขามที่ไม่สามารถอธิบาย
“เป็อย่างไรบ้าง?”
ขั้นตอนนี้ถือได้ว่าเป็ก้าวที่ยิ่งใหญ่ หากมีคนไม่ระวัง เงินสองร้อยตำลึงก็จะเสียเปล่า
ดวงตาของกู่หยางลดต่ำลงเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าดีใจของอันเยว่
“เ้าช่างชวนให้คนร้อนใจจริง ๆ แม้ระหว่างเราจะเข้ากันได้ไม่ดีนัก แต่นี่ก็เพื่อตระกูลอันของเรา ถูกต้องไหม?”
“ไม่จำเป็ต้องประจบข้าขนาดนั้น”
กู่หยางกล่าวจบก็เดินเข้าไปในลานกว้างหน้าเรือน เมื่อมองไปรอบ ๆ กลับไม่เห็นเงาของเซียวสิงเยี่ยน ทำให้เขาแสดงสีหน้าสงสัย
“พี่ใหญ่ไปไหน?”
“เขาไปซื้อเมล็ดละหุ่งให้ข้า ไหนเ้าลองบอกทีว่าหน้าร้านเป็อย่างไรบ้าง”
“อยู่ที่ตลาดทิศตะวันออก มีลานกว้างหน้าเรือนหนึ่งจุด เรือนด้านหลังมีสี่ห้อง”
กู่หยางกล่าวขณะเดินไปด้วย อันเยว่รีบตามไปติด ๆ เมื่อได้ยินว่าซื้อหน้าร้านสำเร็จแล้วนางย่อมรู้สึกโล่งใจเป็ธรรมดา
“แล้วค่าเช่าล่ะ?”
“สองร้อยตำลึงเงิน”
เกิดเสียงหึ่ง ๆ ในหัวของอันเยว่ สองร้อยตำลึงเงินคือค่าอะไร นั่นเท่ากับเงินสิบหมื่นเศษเชียวนะ!
ฮวาตูไม่ใช่เมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรือง เงินสองร้อยตำลึงถึงกับสามารถซื้อบ้านหลังใหญ่ได้หนึ่งหลัง
“หนึ่งปีหรือ?”
เสียงสอบถามเริ่มสั่นเครือบ้างแล้ว บรรดาบุรุษในบ้านไม่เพียง้าใช้ความรุนแรงเพื่อตัดขาดนาง ยัง้าทำให้นางโมโหจนอกแตกตาย!
กู่หยางไม่เอ่ยอะไร เขาหยิบกระดาษสองแผ่นออกมาจากในแขนเสื้อแล้วกดลงบนโต๊ะ
หรือว่ากระดาษสองแผ่นนี้ก็คือสัญญา?
อันเยว่เปิดดูด้วยนิ้วมือที่สั่นเทา ต่อมาคางของนางก็แทบร่วงลงมา
แผ่นหนึ่งคือสัญญาบ้าน ส่วนอีกแผ่นคือสัญญาที่ดิน นี่เป็หน้าร้านที่ซื้อมาด้วยเงินเพียงสองร้อยตำลึง!
“เ้าเป็สามีที่ดีของข้าจริง ๆ ไม่แพง ไม่แพงเลยสักนิด!”
นางไม่เคยคิดว่าประโยคที่ตัวเองพูดจะส่งผลอะไรมาสู่นาง ยามนี้นางเพียงนึกถึงหน้าร้านแห่งนี้และวันข้างหน้า เสียงเล็ก ๆ ที่เบิกบานนั้นทำให้หัวคิ้วของกู่หยางขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม
เพิ่งหัวเราะไปได้สองทีอันเยว่ก็หยุด เงินสองร้อยตำลึงนี้นำมาซื้อหน้าร้านแล้ว แต่ทางฝั่งเซียวสิงเยี่ยน…
“หยูยวน เกรงว่ายังมีอีกเื่ที่ต้องขอร้องเ้า”
“ไม่มีเงิน”
หยูยวนกล่าวจบก็หมุนตัวจากไป อันเยว่โน้มตัวไปเพื่อคว้าทว่ากลับได้เพียงอากาศ เมื่อเห็นว่าเขาเดินไปแล้วนางก็เอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ
“ข้าจ่ายดอกเบี้ยให้เ้าก็ไม่ได้หรือ?”
“เท่าไร?”
ช่างเป็เศรษฐีขี้เหนียวจริง ๆ!
“ใช้หนึ่งเดือน เพิ่มเป็สองเท่า"
“หากให้ยืมก็เป็สองร้อย”
หยูยวนค่อย ๆ หันกลับมา การคำนวณของเขาเขียนไว้อย่างชัดเจนในดวงตา และเขาก็ได้กำหนดท่าทางของเขาไว้แล้ว
อันเยว่กัดฟันแล้วเค้นคำพูดออกมาจากซอกฟัน “สองร้อยก็สองร้อย!”
“กระดาษกับพู่กันให้เ้าไปแล้ว เขียนหลักฐานการยืมให้ชัดแจ้งซะ”
หยูยวนหยิบตั๋วเงินสองร้อยตำลึงออกมา อันเยว่คับแค้นใจแต่ไม่สามารถทำอะไร เดิมทีเงินนี้เป็ของนาง หากมิใช่เพราะเขาฉวยโอกาสที่นางหมดสติตอนขาหัก เงินนี้จะเวียนไปถึงเขาได้อย่างไร?
หลังจากกัดฟันเขียนหลักฐานการยืมและได้ตั๋วเงินสองร้อยตำลึงมา หยูยวนก็จากไปอย่างพึงพอใจ ทว่าอันเยว่กลับขยำตั๋วเงินจนเกิดเสียง วันหน้าข้าจะทำให้เ้าต้องคุกเข่าขอร้องข้าให้ได้!
กู่หยางกลับไม่ได้รีบร้อนจากไป หลังจากที่เขาเลือกหน้าร้านแล้ว ในใจของเขาเกิดความสงสัยในตัวอันเยว่เล็กน้อย แต่ก็รู้สึกว่าคนอย่างนางก็ได้แค่นี้แหละ ต่อให้ดิ้นรนแค่ไหนก็ตาม
เขากำลังรอ รอดูว่าอันเยว่จะตกลงมาอย่างไร
อันเยว่ดูเหมือนกำลังวาดลายเส้นสองสามเส้น จากนั้นส่งกระดาษให้กับซูจือฉือพร้อมทั้งสั่งการ “จือฉือ ในนี้มียี่สิบตำลึงเงิน เ้านำเงินไปหาช่างไม้แล้วสั่งให้เขาจัดทำตามแบบที่ข้าวาด”
“ฮูหยิน นี่จะทำอะไรหรือ?”
“ทำสินทรัพย์ของตระกูลอันของข้าอย่างไรเล่า!”
อันเยว่เงยหน้า แสงสว่างในแววตาของนางทำให้หัวใจของกู่หยางรู้สึกเหมือนถูกกระแทก สตรีผู้นี้ดูเหมือนมีความคิดบางอย่างและกำลังพยายามเพื่อความคิดของตัวเอง
“ข้าจะไปกับเ้า”
กู่หยางลุกขึ้นแล้วจากไปพร้อมกับซูจือฉือ เมื่อเห็นพวกเขาสนิทสนมกัน อันเยว่จึงเอนกายบนเก้าอี้อย่างสบายใจ นึกไม่ถึงว่าเื่ราวจะก้าวหน้าอย่างราบรื่นขนาดนี้
หมายเลขที่แจกออกไปในวันนี้มีสองร้อยหมายเลข เมื่อมองดูสบู่ที่อยู่ในอ่างเหล็กทรงกลมสองใบบนพื้น ก็พบว่างานที่ต้องทำหลังจากนี้มีไม่น้อยจริง ๆ
“หยูยวน จะเอากำไรก็ทำให้เข้มแข็งหน่อย!”
อันเยว่ตะคอกเสียงดัง ได้เงินไปแล้วก็ต้องใช้ของทุกอย่างให้คุ้มค่าที่สุด!