บทที่ 8 ทำได้ดีมาก
ภายในห้องเงียบลงเพราะคำพูดของเซียวฝาน ซูซีหัวระงับความอยากกลอกตา นางไม่เชื่อว่าเซียวฝานมาเพราะเื่การถอนหมั้น
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในขณะนี้ นางก็ควรจะใช้โอกาสนี้ให้เป็ประโยชน์ ซูซีหัวผินสายตาแล้วเอื้อมมือไปตบบ่าเซียวฝานสองที
“แม่ทัพเซียว เื่ราวในสกุลซูค่อนข้างคึกคักเสมอมา วันนี้ท่านมาเองจึงได้ัับรรยากาศเช่นนี้แล้ว”
ลับหลังสายตาผู้อื่น ซูซีหัวเหลือบตามองเซียวฝานสองสามที
หลังจากนั้น
แววตาของเซียวฝานเป็ประกาย แล้วเอนตัวเข้ามาใกล้ โดยไม่ทันได้ตั้งตัว ซูซีหัวตื่นใเนื่องจากระยะห่างที่ย่นเข้ามาใกล้ของทั้งสอง จึงหดตัวถอยหลังด้วยสัญชาตญาณ แต่กลับมีแรงบางอย่างมาคล้องรอบเอวของนาง ใบหน้าของเซียวฝานยิ่งเข้าใกล้นางยิ่งขึ้น
“...”
ไม่รู้ว่าทำไม นางถึงอยากตบหน้าเซียวฝานเสียเหลือเกิน
ความคิดที่เกิดขึ้นฉับพลัน ทำให้ความไม่สบายใจของซูซีหัวหายไป จนกระทั่งฮูหยินใหญ่ได้กระแอมหลายครั้ง จึงเพิ่งรู้สึกตัว
“แม่ทัพเซียว ระวังกิริยาด้วยเถิด”
ซูซีหัวผลักมือของเซียวฝานออก แล้วเหยียบบนสันเท้าของเขา พลางยิ้มแย้มและเหยียบซ้ำอีกสองสามครั้ง
ให้ตายเถอะ พอพบหน้าก็กอดนางเสียแล้ว นางอนุญาตหรือไร?
เซียวฝานก้มหน้าลง แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ข้ากับแม่นางซีหัวคุ้นเคยกันดี หากมีตรงใดที่ผิดพลั้งไป ขอฮูหยินใหญ่โปรดเมตตายกโทษด้วยเถิด”
ฮูหยินใหญ่เม้มริมฝีปาก “แม่… แม่ทัพเซียวเกรงใจเกินไปแล้ว”
ชายหญิงไม่ได้รับอนุญาตให้สนิทสนมกัน เซียวฝานผู้นี้กำลังทำลายชื่อเสียงของสตรีในสกุลนาง นอกจากนี้ นางจะล่วงรู้ได้อย่างไรว่าหญิงสาวในสกุลกับเซียวฝานนั้นคุ้นเคยกันเช่นนี้?
ซูชิ่งเฉิงและซูชิ่งฮุยสบตากัน พวกเขาเห็นความประหลาดใจในดวงตาของกันและกัน เหตุใดสาวน้อยตัวแสบถึงได้สนิทสนมกับเซียวฝานเช่นนี้?
ท่ามกลางความสงสัยนานับประการ มีเพียงซูซีหัวที่ยังคงมีท่าทีนิ่งสงบ แน่นอนว่าไม่นับรวมสายตาที่นางมองเซียวฝานด้วยความโกรธเคือง
“เอ่อ แม่ทัพเซียว เราไปนั่งในห้องโถงกันดีหรือไม่”
ลานข้างหลังมิใช่สถานที่สำหรับการหารือ ฮูหยินใหญ่จึงเชิญไปที่ลานข้างหน้า
เซียวฝานมิขัดข้อง เพียงหันไปมองซูซีหัว “ซีหัว ไปกันเถิด”
ซูซีหัวจ้องเขาอย่างดุดัน “ฮูหยินใหญ่ไปก่อนเถิด”
ท่ามกลางบรรยากาศที่อึดอัด ฮูหยินใหญ่ฝืนใจเดินนำหน้า ส่วนซูชิ่งเฉิงและซูชิ่งฮุยเล่านั้น…
ขออภัยด้วย พวกเขาเผลอลืม คนทั้งคู่ไปแล้ว!
เมื่อมาถึงห้องโถง เซียวฝานเชิญฮูหยินใหญ่นั่งบนตำแหน่งหลัก ส่วนตัวเขานั่งลงข้าง ๆ ซูซีหัว มองไปยังพี่น้องสกุลซูตรงข้าม แล้วเอ่ยปากขึ้น
“ข้าคิดว่าที่นี่ค่อนข้างดี”
เพียงประโยคสั้น ๆ ไม่มีใครกล้าโต้แย้งแม้แต่น้อย
ซูซีหัวเหลือบมองเซียวฝานด้วยหางตา ในใจนางรู้สึกคลื่นไส้ เขาคิดจะทำอะไรกันแน่
ซูชิ่งเฉิงและซูชิ่งฮุยก็มีคำถามเดียวกัน ทว่าซูชิ่งเฉิงยิ่งรู้สึกตื่นตระหนกมากกว่า เพิ่งยกเลิกการหมั้นหมาย แล้วเซียวฝานก็มาถึงทันที ไม่ต้องพูดก็รู้ว่ามาเพื่อสนับสนุนซูซีหัว
หวนนึกถึงคำพูดที่เพิ่งกล่าวไป ซูชิ่งเฉิงอดไม่ได้ที่จะจ้องมองซูซีหัวอย่างต่อเนื่อง หากนางกล่าวออกไปแม้เพียงประโยคเดียว เซียวฝานก็คงจะปลิดชีพตนได้ทันที
ซูซีหัวถูกจ้องมองอยู่หลายครั้ง “...”
นางรู้สึกไม่พอใจเป็อย่างยิ่ง แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกสงสารด้วย
ที่จริงพวกเขาเป็ครอบครัวเดียวกัน ก็ควรจะร่วมมือกัน ทว่าการเยาะเย้ยกันและกันกลับทำได้ดีกว่า แม้ว่าเซียวฝานจะเป็แม่ทัพ เป็ผู้ครองอำนาจของกรมอาญา แต่ปฏิกิริยาของซูชิ่งเฉิงก็ดูเหมือนจะ...
ฮูหยินใหญ่ก็สังเกตเห็นปัญหานี้ แต่ไม่สามารถกล่าวอะไรต่อหน้าเซียวฝานได้ จึงทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นและสนทนากับเซียวฝานต่อไป
ยามนั้น ซูซีหัวกลับกลายเป็คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องมากที่สุด เพียงแค่สังเกตการณ์บทสนทนาของทุกคนอย่างเฉยชา
ราวครึ่งชั่วยาม*[1] ต่อมาเซียวฝานก็ลุกขึ้น “ข้ามีภารกิจสำคัญที่ต้องจัดการ วันนี้ก็คงเพียงเท่านี้ ขอตัวก่อน”
ฮูหยินใหญ่รีบลุกขึ้นเพื่อจะส่ง แต่ถูกเซียวฝานปฏิเสธด้วยการโบกมือ
ในเวลานั้น ซูซีหัวกำลังนับนิ้วมืออย่างเบื่อหน่าย จนบังเอิญเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเซียวฝาน
“...”
เอาล่ะ นางเข้าใจแล้ว
“ฮูหยินใหญ่ ข้าจะไปส่งเอง”
คำพูดของซูซีหัวทำให้ฮูหยินใหญ่ตกตะลึง ทว่านางก็ตระหนักได้ทันที “ข้าคิดผิดไปเอง เ้าไปส่งแทนข้าเถิด”
ซูซีหัวยิ้มหวานตอบรับ แล้วดึงแขนเสื้อของเซียวฝานไปข้างนอก
นางฉุดเขาอย่างไม่สุภาพ ทำให้ฮูหยินใหญ่ใหวาดหวั่น คำเตือนที่คั่งค้างอยู่ในปากก็ไม่อาจออกมาได้ว่านั่นคือเซียวฝาน!
ยามออกจากจวนสกุลซู ซูซีหัวพลันหันกลับมา “แม่ทัพเซียว อธิบายให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้”
เซียวฝานปัดแขนเสื้อที่ถูกดึงรั้งอย่างสงบนิ่ง “อธิบายอะไร?”
ห๊ะ ยังจะถามนางว่าอธิบายอะไรอีก
ซูซีหัวกอดอกตนเอง “แสร้งโง่หรือ อย่าบอกนะว่าการบุกรุกสกุลซูในวันนี้ เพียงเพื่อมาคุยกับฮูหยินใหญ่เท่านั้น”
จุดประสงค์ไม่ชัด แรงจูงใจก็ไม่ชัด แต่กลับยืนอยู่ใกล้นางมากเช่นนั้น
ซูซีหัวพินิจเซียวฝานจากหัวจรดเท้า เครื่องแต่งกายสุภาพเรียบร้อย สีหน้าสงบนิ่ง
อืม… ไม่ได้มาด้วยความรีบร้อน
นางพินิจเขาอย่างโจ่งแจ้ง เซียวฝานจึงคลายแขนออกทั้งสองข้าง หมุนตัวรอบหนึ่งตรงหน้าซูซีหัว “สังเกตเห็นอะไรบ้างหรือไม่?”
ซูซีหัวเลิกคิ้ว “เห็นว่าบางคนมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า”
“โอ้” เซียวฝานเผยรอยยิ้มในดวงตา ก้าวเข้ามาใกล้ซูซีหัว แล้วถามแ่เบา “เช่นนั้นขอถามว่า ข้ามีแผนการอะไร?”
“แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไร?” ซูซีหัวถอยหลังพร้อมแสร้งยิ้ม “ข้ามิใช่พยาธิในท้องของแม่ทัพเซียว และโปรดรักษาระยะห่างด้วย ชายหญิงไม่ควรสนิทสนมกัน ข้ายัง้าชื่อเสียงอยู่”
เซียวฝานหัวเราะเบา ๆ ถอยห่างออกไปสองก้าว “ในเมืองหลวงนี้ ปวงชนล้วนรู้ดีว่าเ้ากับว่านเจิ้นเหยียนถอนหมั้นกันแล้ว ชื่อเสียงของคุณหนูซู…”
เขาส่ายหน้า ทิ้งท้ายประโยคไว้แล้วจากไป
ซูซีหัวจ้องมองแผ่นหลังกว้าง ทันใดนั้นก็หันกลับมาเตะกำแพง แม่ทัพใหญ่ช่างน่าทึ่งจริง ๆ ยังกล้าแหย่นางเสียด้วย
“ซี๊ด–”
เจ็บ!
ขณะที่ซูซีหัวกำลังะโไปมา เซียวฝานหันกลับมาพลางพูด “แต่เ้าก็ทำได้ดีแล้ว”
ซูซีหัวแข็งค้าง เขาคงเห็นภาพที่นางเตะกำแพงแน่นอน!
นางหันกลับมาอย่างเคอะเขิน สบตาเซียวฝานที่เดินจากไปแล้ว นิ่งไปชั่วครู่ แม่ทัพช่างยิ่งใหญ่จริง ๆ อย่างน้อยซูชิ่งเฉิงและซูชิ่งฮุยก็ไม่กล้าทำเช่นนั้น
“จริง ๆ เลย…” เจ็บ
ซูซีหัวกลั้นความรู้สึกแล้วเดินกลับไปยังห้องโถง
ภายในห้องโถงยังมีทั้งสามคนอยู่ เมื่อเห็นซูซีหัวกลับมา ฮูหยินใหญ่จึงรีบให้นางนั่งข้างตน
“ซีหัว แม่ทัพเซียวเป็อะไรไป”
ซูชิ่งเฉิงพึมพำ “นางคงหลอกล่อชายอื่นเป็แน่ ไร้ยางอาย”
ซูซีหัวจ้องมองอย่างเ็า “ท่านอารอง ท่านอาสาม ข้าจะถามสองคำถาม ข้าเคยตีพวกท่านหรือไม่ หรือข้าเคยเป็หนี้พวกท่าน?”
ซูชิ่งเฉิงงุนงงชั่วครู่ “เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“อย่าถามว่าหมายถึงอะไร แล้วตอบก่อนเถิด”
ซูชิ่งเฉิงสงสัยแต่ก็ส่ายหน้า “ไม่มี”
ซูชิ่งฮุยพยักหน้ารับตาม
ซูซีหัวจึงถามต่อ “เราเป็ครอบครัวเดียวกันใช่หรือไม่?”
“… ใช่”
ซูชิ่งเฉิงและซูชิ่งฮุยพยักหน้ารับ ในสายตาผู้อื่น พวกเขาล้วนเป็คนในครอบครัวเดียวกัน
ซูซีหัวหัวเราะออกมา พลางกล่าวตรงประเด็น “หากเป็คนในครอบครัวเดียวกัน แล้วเหตุใดท่านทั้งสองต้องมาประณามชื่อเสียงของข้าเล่า”
“ใครประณามชื่อเสียงของเ้ากัน?” ซูชิ่งเฉิงปฏิเสธโดยไม่รู้ตัว “นี่เป็ความจริง”
“ความจริงหรือ?”
ซูซีหัวมีสีหน้าราวได้ยินเื่ขบขัน แววตาเปี่ยมด้วยคำเยาะเย้ย
“แม้แต่การพิพากษาคดีของราชสำนักยังต้องมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ ท่านทั้งสองเห็นข้าล่อลวงผู้ใดมา หรือเห็นข้ากระทำการอันชั่วร้าย การพูดปรักปรำนั้นง่ายนิดเดียว แต่เคยคำนึงถึงชื่อเสียงของข้าที่เป็ส่วนหนึ่งของชื่อเสียงสกุลซูหรือไม่”
[1] ครึ่งชั่วยาม : ประมาณ หนึ่งชั่วโมง