ตอนที่ 24 :เสื้อที่ไม่มีเด็กคนไหนได้ใส่
เสื้อเด็กถูกวางบนโต๊ะในเช้าวันถัดมา
หลินซูเหยาต้องออกไปทำงานอีกไม่นานแต่ยังมีเวลาพอ
เธอหยิบเสื้อขึ้นมาดูเต็มๆ เป็ครั้งแรก
เล็กมาก
รอยเย็บตรงคอเรียบร้อยกว่าชุดที่เธอใส่อยู่เสียอีก
ไม่มีคราบ
ไม่มีสีซีด
ไม่มีรอยซ่อม
ไม่เคยถูกใช้
ปลายนิ้วแตะขอบแขนเสื้อ
ภาพหนึ่งแทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เสิ่นชิงหลันนั่งริมหน้าต่างมือกำลังเย็บผ้า ท้องนูนขึ้นเล็กน้อย
เด็กหญิงนั่งคางเกยโต๊ะ
“น้องจะใส่ตัวนี้เหรอคะ”
“ถ้าแม่เย็บเสร็จทันนะ”
“น้องจะเป็ผู้หญิงหรือผู้ชายคะ”
เสิ่นชิงหลันยิ้ม
“แม่ก็ยังไม่รู้”
“ถ้าเป็น้องชายหนูจะให้ของเล่นเขาครึ่งหนึ่งค่ะ”
“แค่ครึ่งเดียวหรือ”
เด็กหญิงเงียบไปนิดหนึ่ง
“งั้น...มากกว่าครึ่งนิดหนึ่งก็ได้ค่ะ”
เสียงหัวเราะของแม่ดังขึ้น
ภาพดับ
หลินซูเหยายังคงถือเสื้ออยู่ในมือ
ริมฝีปากยกขึ้นน้อยๆ ก่อนรอยยิ้มจะค่อย ๆ หายไป
เพราะเธอรู้แล้วว่าเด็กคนนั้นไม่เคยได้ใส่มัน
ด้านนอกมีเสียงคนเรียกกันไปทำงาน
หลินซูเหยาพับเสื้ออย่างเดิมแล้ววางกลับลงในหีบ
ไม่ควรอ่านต่อในตอนเช้า
หากมัวอยู่กับความทรงจำจนไปทำงานสายชีวิตคนเป็คงไม่ดีขึ้นเพราะรู้เื่คนตายมากขึ้น
เธอเปิดตู้ไม้หยิบมันเทศต้มครึ่งหัวออกมา ก่อนชะงัก
นึกถึงอาหารเมื่อคืน
จากนั้นหลับตาเข้าไปในห้างหยิบไข่ต้มหนึ่งฟองออกมา แกะเปลือกแล้วใส่ลงในชามของบ้าน
“เพิ่มโปรตีนวันละนิด”
เธอบอกตัวเอง
ไม่มากจนร่างกายเปลี่ยนผิดตา
แต่ก็ไม่จำเป็ต้องทรมานตัวเองต่อไปเพียงเพราะเคยอยู่ในที่ที่ไม่ปลอดภัย
หลังได้บ้านแล้วเธอต้องใช้ข้อได้เปรียบที่มีให้คุ้ม
ไม่ใช่เพื่อฟุ่มเฟือย
เพื่อให้ร่างนี้แข็งแรงพอจะทำทุกอย่างที่คิดไว้
่สายงานที่ลานผลิตหนักกว่าปกติ
มีของต้องจัดส่งก่อนเที่ยงทุกคนเร่งมือจนแทบไม่มีเวลาพูด
หลินซูเหยายกมัดพืชไปวางตรงกองแห้งดี
หญิงที่ทำงานข้างกันเรียก
“ซูเหยาอันนี้ล่ะ”
เธอรับมาบีบก้าน
“แยกไว้ก่อนค่ะยังชื้น”
“สองวันมานี้ฉันเริ่มดูเป็แล้วนะ”
“อย่างนั้นต่อไปฉันคงไม่ต้องช่วยแล้วค่ะ”
“พูดเหมือนจะหนีงาน”
คนใกล้ๆ หัวเราะ
หลินซูเหยาหัวเราะตาม
ชีวิตในหมู่บ้านเดินต่ออย่างนั้น
จนพักเที่ยงป้าเจิ้งมานั่งข้างเธอ
“เมื่อคืนได้นอนบ้านเต็มคืนแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ”
“คั่งอุ่นดีหรือ”
“เกือบดับกลางคืน”
ป้าเจิ้งหัวเราะทันที
“แม่เธอก็เคยเป็”
หลินซูเหยาหันไปมอง
“แม่หรือคะ”
“ตอนมาอยู่ใหม่ๆ จุดไฟไม่เป็ ควันเต็มครัว จิ้นกั๋วโดนไล่ให้ขึ้นหลังคาไปดูปล่องตั้งครึ่งวัน”
ผู้หญิงอีกคนได้ยินก็หัวเราะ
“จำได้วันนั้นชิงหลันออกมายืนไอตรงลาน ยังเถียงว่าตัวเองทำตามที่คนสอนทุกอย่าง”
คนสองสามคนเริ่มพูดถึงเื่เก่า
เสิ่นชิงหลันทำอาหารเค็ม
ปลูกผักตาย
เย็บเสื้อสวยกว่าคนอื่น
เรียนรู้งานเร็ว
หลินซูเหยาฟังมากกว่าพูด
จนป้าเจิ้งเอ่ยขึ้นมาว่า
“ตอนมีท้องครั้งที่สองบ้านเธอคึกคักมาก จิ้นกั๋วพูดถึงลูกทุกวัน”
เสียงคุยรอบวงเบาลง
หญิงอีกคนถอนหายใจ
“เสียดาย”
ป้าเจิ้งพยักหน้า
“หลังวันนั้นชิงหลันก็ไม่แข็งแรงเหมือนเดิม”
หลินซูเหยากำชามแน่นขึ้นเล็กน้อย
เธอไม่ได้ถามต่อ
เื่แบบนี้หากต้องถามจริง ก็ไม่ควรถามกลางวงที่มีคนสิบกว่าคน
เสียงฆ้องดังขึ้น
ทุกคนลุกกลับไปทำงาน
่บ่ายคนรับของจากสหกรณ์มาถึง
เขาหยิบของในกระสอบขึ้นมาดูแล้วทำหน้าไม่พอใจ
“ชื้นอีกแล้ว”
หัวหน้าหน่วยผลิตถอนหายใจ
“อากาศ่นี้เป็แบบนี้”
“ถ้าชื้นก็ต้องลดราคา”
คนทำงานรอบข้างเริ่มบ่น
“ของก็เท่าเดิมทำไมลดอีก”
คนรับของยกตัวอย่างขึ้นมาหนึ่งกำ
“ดูเองสิก้านยังไม่แห้ง ดินก็เต็ม ต่อให้ครึ่งกระสอบดี ฉันก็ต้องเอากลับไปคัดใหม่”
หลินซูเหยาฟังอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนถาม
“ถ้าแยกของดีออกก่อนราคาต่างกันไหมคะ”
คนรับของหันมา
“อะไร”
“ถ้ากองหนึ่งแห้งสะอาด ขนาดใกล้กัน อีกกองเป็ของทั่วไป ราคาจะเหมือนกันหรือเปล่า”
ชายคนนั้นหัวเราะ
“ของดีกว่าก็ต้องดูอีกทีแต่ใครจะมานั่งแยกให้เสียเวลา”
“ถ้าแยกแล้วคุ้มเวลาล่ะคะ”
คราวนี้อีกฝ่ายมองเธอจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“ทำได้ค่อยว่ากัน”
แล้วหันไปคุยกับหัวหน้าหน่วยผลิตต่อ
หลินซูเหยาไม่ได้พูดอีก
แค่จำคำตอบไว้
ทำได้ค่อยว่ากัน
เพียงพอแล้ว
ก่อนเลิกงานหัวหน้าหน่วยผลิตเรียกให้ทุกคนช่วยยกกระสอบเข้าที่เก็บ
เมื่อก่อนงานแบบนี้ทำให้หลินซูเหยาหน้ามืดง่ายเธอต้องแอบหยุดหายใจหรือพิงกำแพงไม่ให้ใครเห็น
วันนี้เธอยกได้หนึ่งเที่ยวเต็มๆ โดยไม่ต้องหยุดกลางทาง
พอวางกระสอบลงเธอยังเหนื่อย แต่ไม่ถึงกับมือสั่น
ความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจนคนอื่นไม่ทันสังเกต
เธอกลับสังเกตตัวเองชัดเจน
อาหารที่เพิ่มขึ้นทีละนิดการนอนในบ้านที่อุ่นกว่าและการไม่ต้องคอยหวาดระแวงตลอดคืนกำลังคืนแรงให้ร่างนี้จริง ๆ
หญิงที่ทำงานข้างกันส่งน้ำมาให้
“่นี้หน้าตาเธอดีขึ้นนะ”
หลินซูเหยารับถ้วย
“เพราะได้บ้านคืนหรือคะ”
“คงทั้งบ้านทั้งกินข้าวเป็เวลาเมื่อก่อนหน้าเธอซีดเหมือนคนจะล้มทุกเมื่อ”
เธอยกน้ำดื่มไม่ตอบมาก
คำพูดธรรมดากลับทำให้ใจเบา
อย่างน้อยการเปลี่ยนแปลงยังอยู่ในระดับที่คนอื่นอธิบายได้ด้วยการกินดีและนอนดีขึ้นไม่ใช่ดีขึ้นรวดเร็วจนน่าสงสัย
นี่เป็จังหวะที่พอดี
เย็นวันนั้นหลังกลับบ้าน หลินซูเหยาไม่ได้เปิดสมุดทันที
เธอเข้าไปในห้างอาบน้ำอุ่น ล้างฝุ่นจากงานทั้งวัน แล้วหยิบครีมทามือแบบไม่มีกลิ่นแรงออกมาแตะเพียงเล็กน้อย ตรงรอยแตกที่นิ้ว
เมื่อก่อนมือคู่นี้มีแต่แผล
ตอนนี้แผลใหญ่หายแล้วเหลือเพียงความหยาบจากงานกับอากาศเย็น
เธอมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง
สองคืนที่ได้นอนบ้านอุ่นไม่ได้เปลี่ยนคนในกระจกทันที
แต่สีหน้าดูผ่อนคลายกว่าเดิม
เมื่อไม่ต้องคอยสะดุ้งกับเสียงฝีเท้านอกกระท่อมทั้งคืนร่างกายก็เหมือนได้พักจริง ๆ เป็ครั้งแรก
หลินซูเหยาหวีผมช้าๆ
ผมยาวของร่างนี้ถ้าบำรุงดีคงสวย
ดวงตาก็สวย
เพียงตอนนี้แก้มยังตอบเกินไป
“ต้องกินอีกเยอะ”
เธอพูดกับกระจกแล้วหัวเราะเบา ๆ
จากนั้นจึงกลับออกมาทำข้าวต้มธรรมดาไว้ด้านนอก แล้วเพิ่มเนื้อปลานึ่งจากห้างเล็กน้อย
จำนวนอาหารไม่มาก
แต่พอกินแล้วรู้สึกว่ามื้อเย็นเป็มื้ออาหารจริงๆ
หลังอิ่มเธอเปิดสมุดตรง่การตั้งครรภ์ครั้งที่สอง
พ่อเขียนเื่ซื้อผ้า
เื่เตรียมที่นอนเล็ก
เื่ซูเหยาวัยเด็กถามว่าน้องจะนอนตรงไหน
แล้วข้อความหยุดไปหลายวัน
หน้าถัดมามีเพียงประโยคเดียว
“ลูกไม่อยู่แล้ว”
หลินซูเหยานิ่ง
มือที่เคยพลิกหน้ากระดาษอย่างคล่องชะงักอยู่ตรงมุม
อีกสองหน้าต่อมา
“ชิงหลันยังอ่อนแรง”
อีกหน้า
“กินได้น้อย”
จากนั้น
“วันนี้หมอมา”
ไม่มีรายละเอียดมากกว่านั้น
เธออ่านอีกสองสามหน้าก่อนหยุด
ยังไม่ใช่คืนนี้
คืนนี้สิ่งที่ชัดเจนพอมีเพียงว่าครอบครัวนี้เคยรอเด็กอีกคนจริง ๆ
หลินซูเหยาหยิบเสื้อเด็กขึ้นมาอีกครั้งวางมันลงบนฝ่ามือ
เสื้อยังใหม่
เด็กคนนั้นไม่เคยได้ใส่
เธอพับมันอย่างช้าๆ แล้ววางกลับในหีบ
ความเศร้าไม่ได้ถาโถมจนหายใจไม่ออก
กลับเป็ความอุ่นเจ็บๆ ที่บอกว่า เด็กคนนั้นเคยมีที่อยู่ในบ้านนี้ั้แ่ก่อนเกิด
เคยมีพ่อเตรียมที่นอน
มีแม่เย็บเสื้อ
มีพี่สาวต่อรองว่าจะยกของเล่นให้มากกว่าครึ่งนิดหนึ่ง
หลินซูเหยาปิดฝาหีบ
ลุกไปเติมฟืนตั้งหม้อน้ำไว้สำหรับตอนเช้า
ชีวิตยังต้องเดินเหมือนเดิม
แต่หลังจากคืนนี้คนในหีบไม่ได้มีเพียงพ่อกับแม่อีกแล้ว
ยังมีเด็กอีกคน
คนที่ไม่เคยได้ลืมตาดูโลก
แต่เคยถูกครอบครัวนี้รออยู่จริงๆ
ก่อนดับตะเกียงหลินซูเหยามองสมุดของพ่ออีกครั้ง
เธอไม่ได้เปิดอ่านต่อ
แต่บรรทัดที่เห็นไปแล้วกลับไม่ยอมจางจากความคิด
“ชิงหลันยังอ่อนแรง”
เด็กไม่อยู่แล้ว
แต่หลังจากวันนั้น—
แม่ของเธอก็ไม่ได้ดีขึ้นทันที