“อาจารย์ ๆ รอก่อนครับ”
เสียงร้องของนักเรียนชายชั้นมัธยมปลายคนหนึ่งดังขึ้น ทำให้ขาของปารมีที่กำลังจะเดินไปที่ลานจอดรถ พร้อมกับเอกสารกองโตที่เธอหอบมาด้วยอย่างพะรุงพะรัง
“อ้าวโกมินทร์ มีอะไรงั้นเหรอ”
เธอหันไปถามนักเรียนชายที่ตอนนี้กำลังยืนหอบแฮก ๆ ตรงหน้าเธอ
“ผมเอาอันนี้มาส่งครับ”
เมื่อลมหายใจเริ่มเป็ปกติแล้ว นักเรียนชายคนนั้นก็ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ยับยู่ยี่ อีกทั้งยังมีรอยเปียกชื้นจากเหงื่อของผู้เป็เ้าของ
“หืม— แบบสำรวจการเรียนต่อ...อ๋อ— โอเค เอามาวางบนนี้เลยครูมือไม่ว่าง”
ปารมีพยักพเยิดหน้ามาที่กองเอกสารที่อยู่ในมือ
“โห— อาจารย์...เดี๋ยวผมช่วยครับ”
พูดจบนักเรียนคนนั้นก็ถือวิสาสะแบ่งเอกสารในมือของเธอไปถือไว้เอง พร้อมกับยิ้มตาหยีให้เธอ
“ขอบใจ...”
จากนั้นทั้งคู่ก็เดินไปที่รถเต่าของเธอ หลังจากที่ปารมีจัดการยัดเอกสารกองเบ้อเร่อไว้ที่เบาะหลังรถแล้ว เธอก็เอ่ยลาพร้อมกับตักเตือนเื่เครื่องแต่งกายของนักเรียนชายคนนั้นอย่างไม่จริงจังนัก และขับรถออกไป
--------------------------
ฟุ่บ—
เสียงเอกสารกองใหญ่ของปารมีกระแทกลงบนโต๊ะทำงานเล็ก ๆ ของเธอที่เธอเพิ่งซื้อมาเมื่อไม่นานมานี้ พร้อมกับเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าหยิบผ้าขนหนู และมุ่งตรงไปที่ห้องอาบน้ำอย่างเหนื่อยอ่อน
“ฟู่— สบายจัง...ให้ตายเถอะ เ้าพวกนั้นเล่นสูบพลังไปจนเกือบหมดเลยนะเนี่ย”
ปารมีเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมเปลี่ยนชุดเสร็จสรรพ เธอเช็ดผมที่เปียกหมาด ๆ ของเธอเบา ๆ
“อืม— ดูเหมือนจะยาวขึ้นมาหน่อยนึงแฮะ”
เธอจับผมของเธอขึ้นมาดูพร้อมกับพิจารณาพร้อมกับเดินไปส่องกระจกที่โต๊ะเครื่องแป้ง เงาที่สะท้อนเป็ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่มีผมยาวเลยบ่าลงมาเล็กน้อย ใบหน้ากลมขาวหมวยสไตล์จีน แต่ทว่าเธอนั้นคือไทยแท้ร้อยเปอร์เซนต์ รูปร่างผอมแต่มีกล้ามเนื้อที่ได้จากการออกกำลังกายเนื่องจากงานเก่า และงานอดิเรกของเธอ
“ไม่เอาดีกว่า— ไว้ยาวก็ดี จะได้ทำได้หลาย ๆ ทรง...โอ๊ย— เก็บกดมานาน ขอปารมีคนนี้สวยบ้างเถอะเ้าค่า”
ปารมียิ้มให้กับตัวเองพร้อมกับเดินไปที่ห้องครัวที่ถูกแบ่งออกเป็สัดส่วนชัดเจนด้วยผนังและประตูกระจก เธอเดินไปเปิดฝาหม้อหุงข้าวดู เมื่อเห็นว่ามีข้าวเหลืออยู่ครึ่งนึงเธอก็จัดการอุ่นมันทันที และเดินไปหยิบผ้ากันเปื้อน กระทะและตะหลิว จากนั้นก็ลงมือทำกับข้าวพร้อมกับฮัมเพลงอย่างมีความสุข
แม้โบราณจะบอกว่าร้องเพลงในครัวจะได้สามีแก่ แต่ปารมีก็หาได้สนใจ นั่นก็เพราะตลอด 29 ปีของเธอนั้นเธอหาได้มีแฟนเป็ตัวเป็ตนไม่ !! และเธอก็ไม่ได้สนใจด้วย
หลังจากที่เธอลาออกจากงานราชการที่พ่อแม่บังคับให้สอบ เธอก็รู้สึกว่ามันมีความสุขมากกว่าเมื่อตอนที่เธอเข้ารับราชการเสียอีก แม้ว่าจะต้องทะเลาะกับพ่อและแม่ก็ตาม แต่ในสุดท้ายเธอก็อธิบายให้พวกท่านได้เข้าใจ
เธอคิดว่าการเลือกอาชีพหรือเส้นทางชีวิต มันน่าจะเป็กรรมสิทธิ์ของผู้เป็ลูกมากกว่า เพราะสิ่งสิ่งนี้มันคือเส้นทางชีวิตของลูก หากลูกนั้นเดินทางไปตามความ้าของพ่อและแม่เพื่อความสุขของพ่อแม่ แล้วความสุขของลูกล่ะ อยู่ตรงไหน
คนเป็ลูกจะไม่มีสิทธิ์มีความสุขเลยหรือ—
ดังนั้นปารมีจึงตัดสินใจ อาศัยความกล้าที่จะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเธอจากเส้นทางที่พ่อแม่เลือกให้ เป็เส้นทางชีวิตของเธอเอง
แต่ก็นั่นแหละ บางครั้งบางที มันก็อาจจะเป็เพราะจังหวะชีวิตของคนเราก็เป็ได้ หากย้อนเวลากลับไป เธอก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะมีความกล้าพอที่จะทำเหมือนอย่างปัจจุบันนี้หรือเปล่า
หลังจากที่ลาออกจากราชการมา เธอก็ย้ายที่อยู่จากบ้านพักสวัสดิการข้าราชการ มาเช่าคอนโดอยู่แทน และตัดสินใจหางานใหม่ทำ
ด้วยวุฒิปริญญาที่เธอเคยเรียนมานั้นเป็วุฒิการศึกษาบัณฑิต แต่ตอนนั้นพ่อของเธออยากให้เธอเป็ทหารเจริญรอยตามเธอจึงจำเป็ต้องสอบและบังเอิญว่าเธอสอบติดเสียด้วย ดังนั้นเธอจึงต้องเป็ทหารอย่างช่วยไม่ได้
ดังนั้นหลังจากที่เธอลาออกจากราชการทหาร เธอจึงมาสมัครเป็ครูแนะแนวของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในเมือง ซึ่งมันเป็อะไรที่เธอชอบ
อีกอย่างหนึ่งที่เธอชอบคือการวาดรูป เธอชอบวาดรูปเป็อย่างมาก จนอยากจะเรียนคณะที่เกี่ยวกับศิลปะไม่ว่าจะแขนงไหนก็ตาม แต่ทว่าพ่อของเธอก็คัดค้าน เพราะอยากให้เธอนั้นรับราชการเหมือนกับพวกเขา
ปารมีออกจากบ้านมาใช้ชีวิตอยู่คนเดียวั้แ่เรียนมหาวิทยาลัย เธอคอยถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า ทางที่เธอกำลังเดินนี่มันคือทางที่เธอ้าจริง ๆ เหรอ จนกระทั่งมารู้เมื่อไม่นานมานี้ว่าทั้งหมดมันไม่ได้มาจากความ้าของเธอเลยสักนิดเดียว ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจที่จะเดินตามทางที่ตัวเองเลือกบ้าง แม้ว่าอายุจะใกล้เลขสามแล้วก็ตาม แต่สำหรับปารมีแล้วเธอคิดว่าการเริ่มต้นใหม่ไม่เกี่ยวกับอายุ
หลังจากที่เธอกินข้าวเย็นเสร็จ เธอก็เดินมาตรวจแบบสอบสำรวจการเรียนต่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีสุดท้ายของโรงเรียนแห่งนี้ เวลาที่เธอเห็นตัวอักษรที่นักเรียนเขียนวาดฝันถึงอนาคตของตัวเองด้วยตัวเองนั้น เธอรู้สึกมีความสุขมาก ๆ รู้สึกว่าเด็กพวกนี้นั้นน่าอิจฉาที่สามารถค้นพบตัวเองได้ั้แ่อายุยังน้อย แม้ว่าบางความฝันมันอาจจะดูเว่อร์แต่ใครจะไปรู้มันอาจจะเป็จริงก็ได้ ทุกสิ่งเป็ไปได้เสมอ ถ้าเราคิดจะทำ
เธอไม่อยากให้เด็ก ๆ พวกนี้เป็เหมือนเธอ เธออยากจะให้พวกเขาได้เดินเส้นทางของตัวเองจริง ๆ
ปารมีอ่านไปเรื่อย ๆ นั่งยิ้มไปอ่านไปจนมาถึงกระดาษใบหนึ่ง เป็แบบสอบถามเรียนต่อที่สะอาดสะอ้านไร้การเขียนใด ๆ มีเพียงรอยปากกาที่เขียนชื่อของผู้เป็เ้าของแบบสอบถามนี้ตรงหัวมุมกระดาษก็เท่านั้น
‘จอมทัพ ธนาภูมินทร์’
เธอขมวดคิ้วครุ่นคิด เนื่องจากเธอนั้นรู้สึกเหมือนว่าจะคุ้น ๆ กับนามสกุลนี้ เมื่อคิดไปคิดมาเธอก็ต้องเบิกตาด้วยความตกตะลึง พร้อมกับหยิบกระดาษนั้นขึ้นมาดูอีกรอบ ซึ่งสายตานั้นจ้องไปที่นามสกุลเขม็ง
“นี่มัน!!!....”
หลังจากตกตะลึงอยู่ครู่ใหญ่ ความอยากรู้อยากเห็นของเธอก็เริ่มจะผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด ว่าทำไมนักเรียนผู้มีนามสกุลดังขนาดนี้ถึงไม่เขียนอะไรเลยลงในแบบสอบถามการเรียนต่อ
“หรือว่า— คิดว่าเป็ลูกหลานนักธุรกิจใหญ่ ก็เลยจะกวนประสาทกันเหรอ พรุ่งนี้คงคุยกันหน่อยแล้ว”
ปารมีเอ่ยอย่างเข่นเขี้ยว พร้อมกับหรี่ตามองกระดาษใบนั้นราวกับนักเรียนคนนั้นมาอยู่ตรงหน้า
------------------------
ร่างสูงโปร่งของชายวัยรุ่นในชุดนักเรียนในสภาพที่ชายเสื้อปล่อยหลุดลุ่ย เดินถือกระเป๋าพาดไหล่เข้าไปในบ้านหลังใหญ่สไตล์โมเดิร์นตั้งอยู่ในโครงการบ้านจัดสรรระดับลักซัวรี ซึ่งคนในหมู่บ้านนี้ต่างก็เป็มหาเศรษฐีกันทั้งนั้น
เมื่อเขาเปิดประตูบ้าน ไฟที่อยู่ตรงห้องโถงนั้นก็ติดขึ้นอัตโนมัติราวกับเสกได้ ซึ่งเวทมนต์ที่ว่าคือระบบเซนเซอร์นั่นเอง เขากวาดตามองรอบ ๆ ห้องนั่งเล่นที่ล้วนแต่ประดับไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง แต่ทว่ากลับเงียบสงัด ไร้สิ่งมีชีวิตใด ๆ นอกจากเขาที่ยืนอยู่กลางห้อง
เขายิ้มเยาะด้วยสีหน้าคล้ายกับดูถูกคนทั้งโลกใบนี้ จากนั้นเขาก็เหวี่ยงกระเป๋านักเรียนไปที่โซฟาอย่างไม่ใส่ใจ พร้อมกับล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมากดเบอร์เบอร์หนึ่งแล้วโทรออก
“ฮัลโหล— ไอ้ต้าเหรอ คืนนี้เบลอเบลอกันมั้ย”
เบลอเบลอเป็ชื่อของผับแห่งหนึ่งใจกลางเมือง ซึ่งเป็ที่นิยมสำหรับวัยรุ่นและหนุ่มสาววัยทำงานที่จะออกมาคลายเคลียดโดยการมานั่งดริงก์ฟังเพลง และใน่ดึก ๆ ก็จะมีเพลงอีดีเอ็มให้ได้เต้นกันสนุกสนาน
[หืม— หวอยละสิเอ็ง]
หวอยเป็คำศัพท์เฉพาะที่มักจะพูดกันในกลุ่ม ซึ่งหมายความว่าเหงา ต้นเหตุของคำนี้มาจากเพื่อนของเขาคนหนึ่งที่ชื่อ กีต้าร์ ที่มักจะเห็นเขานั้นชอบนั่งเหม่อเวลาอยู่คนเดียว ซึ่งเพื่อนเขาคนนี้เข้าใจว่าเขานั้นคงรู้สึกเหงาหงอยจึงเอ่ยแซวด้วยคำว่า หวอย ซึ่งมาจาก หงอย แต่เปลี่ยน ง เป็ ว เพื่อไม่ให้ดูสมเพชไปมากกว่านี้สำหรับนักเรียนนักเลงอย่างเขา
“ไม่ต้องพูดมาก— จะไปรึเปล่า”
[ไม่ไป...]
เสียงตอบกลับมาทำเอาเขาหน้ามุ่ยไม่พอใจ
[ก็โง่แล้ว]
ก่อนจะได้ยินอีกประโยคที่ตามมา ทำเอาเขานั้นอยากจะะโถีบเ้าเพื่อนคนนี้ที่ชอบกวนตีนเขาอยู่เรื่อย
“งั้นเจอกันอีกครึ่งชั่วโมง ที่เดิม อย่าลืมโทรชวนไอแทนมันด้วยละกัน”
[เยสเซอร์!!!]
หลังจากวางสายเขาก็เดินไปหยิบกระเป๋านักเรียนแล้วเดินขึ้นชั้นสอง ไปยังห้องนอนของเขา เมื่อเปิดประตูห้องก็จะเจอกับเตียงนอนขนาดคิงไซส์วางอยู่กลางห้อง ผนังหัวเตียงประดับด้วยภาพวาดศิลปะแนวแอบสแตรค เฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งห้องจะเป็สไตล์เรียบ ๆ ออกแนวสีดำ เทา และขาว
เขาเหวี่ยงกระเป๋านักเรียนที่น่าสงสารลงบนโซฟาปลายเตียงอย่างไม่สนใจ ซึ่งถ้ากระเป๋าใบนั้นมีชีวิตจิตใจมันคงจะต้องน้อยใจเป็แน่ที่เ้านายของมันเมินมันถึงสองครั้งสองครา
จากนั้นก็ถอดเสื้อนักเรียนเหวี่ยงลงบนเตียง เผยให้เห็นหุ่นกำยำของผู้เป็เ้าของร่าง ทั้งกล้ามเนื้อหน้าอก ไหล่ และซิกแพ็คนั้นถือว่าสมบูรณ์แบบเลยทีเดียวเนื่องจากเขาเป็นักกีฬารักบี้ของโรงเรียน นอกจากนั้นยังเล่นบาสเก็ตบอลอีกด้วย กอปรกับใบหน้าหล่อเหลาของเ้าของร่าง ทำให้เขานั้นเป็ที่ป๊อบปูล่ามากในหมู่นักเรียนหญิง และยิ่งภาพลักษณ์ที่ดูนักเลง ๆ อีกก็ยิ่งป๊อบมากในหมู่นักเรียนหญิงที่ชอบความท้าทาย
และนั่นคือชีวิตบางส่วนของชายหนุ่มวัย 18 คนนี้ที่ชื่อ ‘จอมทัพ ธนาภูมินทร์’
-------------------
โปรดติดตามตอนต่อไป