ถ้าจะหาเงินจากน้ำตาลอ้อย เราต้องทำหีบอ้อยก่อน ผมเคยดูยูทูปเครื่องหีบอ้อยแบบโบราณ เป็คลิปที่ถ่ายจาก วัดสามพวง หมู่ 3 ต.สามพวง อ.คีรีมาศ ที่นั่นมีหีบอ้อยทำจากไม้ ผมเคยไปดูของจริงครั้งหนึ่งตอนไปเที่ยว มันทำไม่ยาก ใช้แรงวัวในการหมุน กลไกจากไม้เนื้อแข็งทำง่ายๆ ไม่ซับซ้อน
“ผาไปเอามีดแกะสลักกับไม้รังจากลุงแสงให้หน่อยสิ”ผมวาดสิ่งที่คิดอยู่ในหัวคร่าวๆ แยกองค์ประกอบของหีบอ้อยออกมาเป็ส่วนๆ วางแผนการทำงานไปทีละขั้น ทีละตอน
“ขอรับ” ผาลุกขึ้นเดินออกไป ลุงแสงคุมงานสร้างอยู่ ทั้งสองคุยกันพักหนึ่งแล้วเดินออกไปด้วยกัน ผมจะลองทำแบบจำลองเล็กๆ ดูก่อน ที่นี่ไม่มีกระดาษ ไม่มีดินสอ ยากทำอะไรก็ต้องทำตัวอย่างเล็กๆ ออกมาก่อน
ผมใช้เวลาทั้งวันในการตัดๆ เฉือนๆ ไม้เนื้ออ่อนในมือ งานไม่ละเอียดนัก แต่ทำออกไม่ได้รูปทรง ทุกชิ้นส่วนทำออกมาแล้วประกอบเข้าด้วยกัน ทำงานได้ไม่มีขัดตัว
หีบอ้อยจำลองวางอยู่ตรงหน้าผมกับผา ผมลองหมุนดูสองสามรอบเห็นว่าไม่มีปัญหาก็ถอนหายใจออกมา ผานั่งมองดูผมทำั้แ่เช้า ไม่มีคำถามออกมาจากปากเด็กหนุ่มสักคำ พาทำอะไรก็ทำ ให้ช่วยอะไรก็ช่วย เป็ลูกมือที่ดีมาก
“ไม่สงสัยเหรอ ว่านี่คืออะไร”
“อะไรหรือขอรับ”
“มันเรียกว่าหีบอ้อย ใช้รีดน้ำอ้อยนะ”
“อันเล็กๆ นี่หรือขอรับ”
“ไม่อันนี้แค่ตัวอย่าง ของจริงใหญ่กว่านี้มาก รอลุงแสงทำส้วมเสร็จ จะให้แกทำหีบอ้อยให้” ผาพยักหน้า ไม่รู้ว่าเข้าใจหรือไม่ ผมก็ไม่ได้สนใจเื่นี้นัก คนที่ต้องเข้าใจไม่ใช่ผา แต่เป็ลุงแสงต่างหาก
วันนี้ผมลงอาบน้ำตรงท่าน้ำหน้าเรือนเหมือนเดิม มีผาคอยช่วยยื่นขันยื่นผ้าขาวม้าให้ อาบน้ำเสร็จจัดแจงสวมผ้าโสร่งด้วยความเคยชิน ใช่เป็ความเคยชินของร่างกาย ข้ามภพข้ามชาติมาแล้วอะไรที่เคยทำอยู่ประจำ ผมก็ทำได้หมด โดยไม่ติดขัดอะไร อาหารพื้นถิ่นก็กินได้เพราะความเคยชินของร่างกาย
“เป็ไงบ้าง ถั่วเขียวต้มน้ำตาลอร่อยไหม” ผมถาม
“อร่อยมากขอรับ หวานชื่นใจไม่ผิดหวังเลยขอรับ”ผา ตอบออกมาด้วยรอยยิ้ม
“อืมดีแล้ว ในอนาคตจะมีให้กินจนเบื่อ”
“จริงหรือขอรับ”
“จริงสิ” ผมยิ้ม
“ขอคุณนายน้อยขอรับ”
“อืม ติดตามฉันไม่อดตายแน่ๆ ไปนอนเถิด”
“ขอรับ” ผาเดินลงเรือนไป ไม่นานบ่าวหญิงประจำเรือนก็ขึ้นมา พี่หม่อน อายุ 15 ปี อายุมากกว่าผม 1 ปี เป็บ่าวหญิงประจำเรือนของผม นางคอยจัดแจงที่นอนหมอนมุ้งให้ คอยรับใช้เวลาเรียกหา สิบกว่าวันแล้วที่มีนางเป็เพื่อนคุย พระยาเกิดบิดาเป็คนคัดมากับมือ เื่หน้าตาผิวพรรณไม่มีที่ติ สมกับเป็บิดาที่แสนดีจริงๆ
ผมนั่งจิบชาอยู่ในเรือน แสงไฟจากตะเกียงน้ำมัน วูบไหวไปมาเพราะลมพัด คืนนี้อากาศร้อน ผมเลยไม่ได้สวมเสื้อตัวบน ใต้เรือน ภูผาสุมไฟไล่ยุงเอาไว้ให้ ควันไฟทำให้ผมหายใจไม่สะดวกนัก แต่จะทำอะไรได้ ไม่สุมไฟก็โดนยุงรุมหาม บ้านป่าแบบนี้ ยุงเยอะเป็ธรรมดา นอกจากยุง ยังมีงู ตะขาบ แมลงมีพิษสารพัด หากไม่ระวังมีต้องเจ็บตัวเข้าสักวัน
วันก่อนพี่ใบหม่อนเก็บที่นอนตอนเช้า เห็นตะขาบตัวเท่านิ้วชี้สองตัวอยู่ใต้ที่นอนนางร้องเสียงหลง ทำเอาใกันทั้งบ้าน เป็ผาวิ่งขึ้นเรือนมาจัดการกับตะขาบ เมื่อรู้ว่าตัวเองนอนกับตะขาบทั้งคืนผมอดขนลุกไม่ได้ ดีที่มันไม่กัดเอา
“นายน้อย เอาสาโทสักนิดไหมเ้าค่ะ จะได้หลับสบาย”
“เอาหน่อยก็ดี” ผมเห็นด้วย สองสามวันมานี้ผมจิบสาโทอยู่บ่อยๆ ไม่ได้กินให้เมา แต่มันช่วยให้หลับง่าย พี่ใบหม่อนลงเรือนไปพร้อมขันใบใหญ่ ไม่นานก็กลับมาพร้อมสาโทเต็มขันใหญ่ สองใบ วางสาโทลงแล้ว นางก็เดินไปเอาขันเงินใบเล็กๆ จากตู้มาอีกสองใบ
“นี่เ้าค่ะ” ขันสาโทใบเล็กๆ ถูกยื่นมาให้ ผมรับมาจิบลงไปคำเล็กๆ มันหอมหวานมาก ไม่มีกลิ่นเปรี้ยวเลยสักนิด ต้องยอมรับเลยว่าคนหมัก ฝีมือดีไม่น้อย
“พี่กินเป็เพื่อนหน่อยสิ” ผมตักยื่นให้บ้าง
“เ้าค่ะ” สาวสวยรับขันไป จิบมันเล็กน้อย
“พี่ชอบมันไหม” ผมถาม
“อร่อยดีเ้าค่ะ” พี่ใบหม่อนหน้าแดง ตอบออกมาเสียงเบา ดูน่ารักจริงๆ
“อ่า จริงสิ สาโทนี้ใครเป็คนหมัก พี่พอรู้หรือเปล่า”
“ลุงสิงห์เ้าค่ะ” ลุงสิงห์ เป็ชาวนามือดีของเรือนพระยาเกิด รับผิดชอบดูแลไร่นาทั้ง 50 ไร่ ของเรือนพระยา เป็คนเก่งมีความสามารถเื่การปลูก ไม่ว่าจะเป็ข้าว หรือพืชผักต่างๆ
“อืม ฝีมือดีมาก” ผมยกจนหมดขัน ความหอมหวานของสาโทติดอยู่ในลำคอไม่ขาด มีกลิ่นแอลกอฮอล์ ตีขึ้นจมูกเล็กน้อย มันรู้สึกดีจริงๆ เขาว่ากินสาโทจะกินมากแค่ไหนก็ได้ ถ้าไม่ลุกออกจากที่ก็จะไม่รู้สึกเมา ผมไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า
วางขันลงพักเดียว พี่ใบหม่อนก็เติมให้อีกแล้ว นี่ละหนา เขาบอกว่าในวงเหล้าคนคอแข็งสู้คนรินไม่ได้ มันท่าจะจริง รินมาบ่อยขนาดนี้คนกินไม่เมา แปลกแล้ว
“ของพี่ยังไม่หมดเลย” ผมยิ้ม ส่งสายตาให้
“เ้าค่ะ” นางรีบยก กระดกไปทีเดียวหมดขัน หน้าที่ของบ่าวคือทำตามที่เ้านายสั่ง และวันนี้หน้าที่ของพี่ใบหม่อนคือกินสาโทเป็เพื่อนผม หุ เรากินกันไปคนละ 5 ขันเล็ก สาโทขันใหญ่ใบแรกก็หมดลง ผมยังไม่เป็อะไร แต่พี่ใบหม่อน หน้าแดงหูแดงไปแล้ว
ใต้แสงไฟจากตะเกียงน้ำมัน สาวสวยตรงหน้า ดวงตาหยาดเยิ้มเพราะความเมา ดูสวยไปอีกแบบ ทีแรกก็นั่งพับเพียบ ตอนนี้นั่งชันเข่าขึ้นมาเสียแล้ว ท่าจะเมาจริงๆ เสื้อคอกระเช้าลายลูกไม้สีน้ำตาลกับผ้าถุงสีดำ ดูไม่เข้ากัน แต่มันบดบังความสวยของนางไม่ได้ ใบหน้าเรียวรูปไข่ ผิวสีน้ำผึ้ง ฟันขาวเรียงกันสวย ผมสั้นไถข้างแสกกลางทรงเดียวกันกับผมเลย ดูขัดตาเล็กน้อย แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ตัดทรงนี้กันหมด
“ฮ้าๆๆ พี่ไหวหรือเปล่า” ผมหัวเราะเบาๆ
“ยังเหลืออีก ขันสุดท้ายนี้ของนายน้อยนะเ้าค่ะ” นางรินสาโทจากขันใหญ่ ลงขันใบเล็กของผมจนหมด ได้ครึ่งขันเล็ก มีเม็ดข้าวสีขาวปนมาด้วย ข้าวพวกนี้เรียกว่าขี้เหล้า ดีที่มีไม่มาก
“ฮ้าๆๆ ฉันเมายกแขนไม่ขึ้นเลย ขันนี้พี่ต้องป้อนฉันแล้วละ” ผมหัวเราะพูดหยอกนางเล็กน้อย กำลังจะยืนมือหยิบเอาขันขึ้นมาเอง แต่ก็ต้องหยุดมือไว
“ได้เ้าค่ะ” นางเอาจริงเฉย พูดจบก็ลุกขึ้นหยิบเอาขันสาโท เดินมานั่งข้างผม ยื่นขันขึ้นมาจ่อปากให้ กลิ่นหอมของดอกมะลิ ฟุ้งกระจายไปทั่ว ผมเพิ่งสังเกต ว่าตัวนางมีกลิ่นแบบนี้ สาวยุคโบราณไม่มีน้ำหอมแต่มีน้ำอบ น่าจะเป็แบบนั้น
“หน้าก็แดง หูก็แดง นี่พี่เมาแล้วจริงๆ กินคนละครึ่งตกลงไหม” ดูหน้าซนๆ ของนาง หน้ามันเขี้ยวจริงๆ
“ได้เ้าค่ะ คนละครึ่ง..” ใบหน้าสาวหยักยิ้มขึ้น
“ดี” ผมจับขันมากระดกเข้าปากไปจนหมด วางขันลงก็กอดคอนางเ้ามาประกบปาก แบ่งสาโทให้นางทางปากครึ่งหนึ่ง สาวสวยใ เบิกตากว้างขึ้นสองมือดันหน้าอกผมไว้เล็กน้อย
“แค๊กๆ” เธอสำลักสาโท
“ฮ้าๆๆ” ผมหัวเราะขึ้น ส่วนพี่ใบหม่อนนางยังสำลักตัวโยนอยู่ ผมต้องตบหลังให้เบาๆ อาการสำลักถึงดีขึ้น นางหน้าแดง มองค้อนผมเล็กน้อย ปกติบ่าวจะไม่ออกอาการแบบนี้ นางน่าจะเมาถึงใจกล้าขึ้นมาแบบนี้
“บ่าวเก็บของก่อนเ้าค่ะ” นางจะลุกขึ้น แต่ผมรวยเอวเธอเอาไว้ ร่างน้อยๆ ถลาเข้ามาในอ้อมแขนของผมอย่างง่ายดาย
“เดียวค่อยเก็บ นั่งก่อนสักเดี๋ยว เมาแบบนี้เดินตกบันไดไปจะเจ็บตัวเอา” ผมอ้าง ยิ้มกว้างออกมา สาวน้อยหน้าแดงขึ้นกว่าเดิม ทีแรกนั่งข้างๆ ตอนนี้นั่งอยู่บนตักเสียแล้ว
“แบบนี้มันไม่งามนะเ้าค่ะ”
“หืม ไม่งามตรงไหน พี่ก็เป็ว่าที่เมียบ่าวของฉันอยู่แล้ว จะเป็ไรไป”
“แต่นายน้อยอายุยังไม่ถึง 15 นะเ้าค่ะ” ใช่ผมอายุยังไม่ถึง 15 ในยุคนี้ผู้ชายแต่งงานได้ตอนอายุ 15 ผู้หญิงอายุ 12 ขึ้นไป เป็ค่านิยมที่แปลกดี แต่ผมไม่สนใจอะไรนัก
“ถ้าไม่ผิดผีกันก่อน ก็ไม่เป็ไรหรอก” ผมยิ้ม ผิดผี คือการร่วมรักก่อนวัยอันควรหรือก่อนแต่งงาน นิยมใช้ผ้าขาวปูในวันเข้าหอ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้หญิง ว่าไม่เคยผิดผีกับชายใดมาก่อน
“เ้าค่ะ” นางตอบเสียงเบา แต่ยังนั่งตัวเกร็งอยู่เหมือนเดิม
“ตักสาโทให้หน่อยสิ” ผมกระซิบข้างหู สาวน้อยหดคอ ขนลุก
“เ้าค่ะ” นางตอบเสียงแ่ ยื่นมือออกไปตักสาโทขึ้นมา ผมรับมาจิบ คลี่ยิ้มออกมาด้วยความสนุก นี่แหละสีสันของชีวิต ถึงจะยังไม่รู้อนาคต แต่ได้กินสุรา นั่งหยอกล้อสาวงามแบบนี้ก็ไม่เลวนัก
“กินด้วยกัน”
“เ้าค่ะ” นางพยักหน้า ผมยื่นขันสาโทในมือ จ่อริมฝีปากบางๆ ของสาวน้อย ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อไม่รู้ว่าเพราะอายหรือว่าเพราะเมากันแน่ ว่าที่เมียบ่าวนี่ว่าง่ายจริงๆ บอกอะไรก็ไม่เคยขัด
“อ๊ะ เอาแบบนี้ดีกว่าเดี๋ยวฉันป้อนพี่เอง” ว่าแล้วก็จิบสาโทไปคำหนึ่ง ยื่นหน้ายื่นหน้าเข้าไปหา นางไม่ได้หนี แต่หลับตาพริ้ม ไม่ปฏิเสธ ผมประกบปากจูบ เหล้าในปากก็กลืนลงไปเองจนหมด ดูดปากบางๆ ของเธออยู่ชั่วครู่ สาวน้อยเม้มปากแน่น ตัวเกร็งไปหมด
“อ้าปาก” ผมกระซิบ นางทำตามอย่างว่าง่าย ลิ้นของผมบุกรุกเข้าไปในปากของเธออย่างแ่เบา กลิ่นสาโทหอมหวานอบอวลอยู่ในปาก ลิ้นของผมซุกไซด์ตามหาลิ้นของนางอยู่ภายใน
หาอยู่ไม่นานก็เจอลิ้นของเราพัวพันกันไปมา นางเริ่มทำตามผม เริ่มดูลิ้นดูดริมฝีปากกันไปมา มือผมที่เคยอยู่ที่เอวก็เริ่มอยู่ไม่สุข ผมสอดมือเข้าใต้เสื้อคอกระเช้า ลูบสำรวจสิ่งที่อยู่ภายใน ไม่มีบรา แน่ละผู้หญิงยุคนี้จะเอาบรามาจากไหน ูเาสองลูกของสาววัยแรกแย้ม แน่นสู้มือดีมาก ด้านล่างผมแข็งจนปวด แต่ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้เลยหยุดมือ ผมจ้องหน้าสาวสวยในอ้อมแขน ริมฝีปากนางบวมแดง ดูน่ารัก นางนอนพิงแผงอกผมอย่างอ่อนแรง ถึงจะไม่จูบแล้ว แต่มือผมยังอยู่ที่เดิม กำลังนวดูเาเล่นด้วยความมันมือ