แสงสว่างนวลส่องกระทบห้องสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาดตาแม้จะไม่มีหน้าต่างเลยสักบาน อากาศกลับไหลเวียนถ่ายเทได้อย่างน่าประหลาด ประชาคงหายใจได้ทั่วท้องกว่านี้หากไม่มีชายชุดสูทสีดำสนิทที่นั่งตรงข้าม ใบหน้าทรงสี่เหลี่ยมที่ดูผิดแผกไปจากมนุษย์ทั่วไปยิ่งทำให้ความเรียบเฉยนั้นเป็เหมือนหินแกะสลักดวงตาสีน้ำตาลเข้มหลังกรอบแว่นไร้เลนส์จับจ้องมาที่ประชาอย่างไม่ลดละราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงแก่นความคิด จิติญญา และความลับทุกอย่างที่ซุกซ่อนอยู่
ประชานั่งอยู่บนเก้าอี้โลหะเย็นเฉียบจนรู้สึกไปถึงกระดูกสันหลังเขาก้มลงมองข้อเท้าสองข้างที่ถูกสายรัดพลาสติกพันธนาการหลวม ๆ อย่างน้อยตำรวจก็ไม่โหดร้ายพอที่จะมัดตรึงเขาให้นิ่งจนกระดุกกระดิกไม่ได้น่าจะสักสามสี่ชั่วโมงแล้วที่เขาต้องมานั่งตอบคำถามซ้ำซากอยู่ในห้องแห่งนี้เวลาดูเหมือนจะขยายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดมีเพียงเสียงราบเรียบของชายตรงหน้าที่ดังแทรกในความเงียบ
“ท่านคิดว่าระบบการปกครองของท่านเป็ประชาธิปไตยหรือยัง” ชายชุดดำเอ่ยถามเป็ครั้งที่สี่สิบหรือห้าสิบประชาเลิกนับไปนานแล้ว ยังไม่ปักใจเชื่อว่าชายผู้นี้้ารู้เพียงทัศนคติทางการเมืองของตนเขาอาจมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอีก แต่คนตัวเปล่าอย่างเขาไม่มีอำนาจที่จะต่อรองใด ๆได้ ได้แต่หวังว่าตำรวจจะปล่อยเขาไปหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการทุกอย่างตามที่สัญญา
“ก็เป็สิครับ ประชาชนเลือกตั้ง สส. เข้าไปโหวตเลือกนายกฯ”ประชาตอบอย่างเหนื่อยหน่าย
“ประชาธิปไตยคือการปกครองโดยประชาชน แต่ตัวแทนไม่เท่ากับประชาชนไม่มีทางที่ตัวแทนที่เราเลือกจะตัดสินใจได้ตรงกับเราทุก ๆ ครั้ง แค่จำนวนตัวแทนก็แตกต่างกันแล้วสมมุติมีคนหนึ่งร้อยคน เลือกตัวแทนมาหนึ่งคนให้ตัดสินใจกับอีกกรณีเลือกตัวแทนในรูปคณะกรรมการมาสิบคน แล้วให้ตัดสินกันตามเสียงส่วนใหญ่ท่านว่าแบบไหนจะเป็ประชาธิปไตยมากกว่ากัน”
ประชาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ แม้จะหงุดหงิดกับคำถามอันพิลึกพิลั่นนั้นแต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินตามเกมอีกฝ่ายไปก่อน “ก็ต้องแบบคณะกรรมการสิบคน เพราะมีโอกาสที่ตัวแทนหนึ่งคนจะโหวตตรงกับใจของคนที่เลือกมาทุกคนได้มากกว่า”
“ใช่ สมกับเป็นักกิจกรรม” ชายชุดดำกล่าวชื่นชม “ประชาธิปไตยไม่ใช่ขาวกับดำแต่เป็เฉดสีเทา ถึงได้สร้างดัชนีประชาธิปไตยขึ้นมา เพื่อบอกว่าประเทศไหนเป็ประชาธิปไตยมากกว่าอีกประเทศ”
“คุณกำลังจะบอกว่าของผมมันล้าหลัง เมื่อเทียบกับประชาธิปไตยลื่นไหลของคุณใช่ไหม”
เมื่อครู่นี้ชายชุดดำเพิ่งบรรยายสรรพคุณระบบการปกครองที่แสนภาคภูมิใจว่าสามารถเปลี่ยนไปมาได้ระหว่างทางตรงและผู้แทนประชาชนทุกคนมีอำนาจตัดสินใจได้ทุกเื่ ไม่ว่าจะเป็นิติบัญญัติ บริหารหรือตุลาการ แต่หากเขาไม่มีเวลาศึกษาเพียงพอก็สามารถมอบอำนาจให้ตัวแทนไปตัดสินใจจะตั้งเป็ระบบอัตโนมัติก็ยังได้ แต่เมื่อใดก็ตามตัวแทนคนนั้นตระบัดสัตย์ประชาชนก็สามารถถอนโหวตเพื่อดึงอำนาจกลับมาเป็ของตนแต่ระบบนี้จะต้องพึ่งพาทักษะการไตร่ตรองของประชาชนอย่างสูงมิฉะนั้นจะถูกชักจูงด้วยข่าวปลอมได้ง่ายเขายังไม่ค่อยเชื่อคำพูดชายชุดดำที่บอกว่าโรงเรียนเขาสอนทักษะการคิดวิพากษ์ั้แ่สมัยประถม
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ผิด ในขณะที่ประชาธิปไตยของท่านยังติดอยู่ที่ขั้นที่สองแต่ของเราวิวัฒนาการถึงขั้นที่สี่แล้ว” ชายแปลกหน้าอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ทุกนโยบายที่สำคัญจะต้องผ่านการดีเบตประชามติไม่ว่าจะเป็การออกพระราชบัญญัติหรืออนุมัติโครงการขนาดใหญ่ หลังจากที่ประชาชนรับทราบข้อดีข้อเสียแล้วก็ต้องตอบคำถามคัดกรอง ถ้าผ่านจึงจะมีสิทธิโหวตอนุมัติโดยตรงผ่านแอปพลิเคชันของรัฐแต่ถ้าไม่ผ่านจะไปศึกษามาใหม่ หรือมอบอำนาจให้คนที่ไว้ใจก็ได้”
ประชาแค่นหัวเราะในลำคอสิ่งที่ชายชุดดำพล่ามมาเหมือนโลกในอุดมคติที่ไม่มีวันเป็จริงเป็แค่ทฤษฎีสวยหรูในตำรา สิ่งประชาสนใจตอนนี้มีเพียงความเหนื่อยล้าที่เกาะกุมจิตใจความคิดวกวนอยู่กับการหนีจากสถานที่แห่งนี้
ชายชุดดำยังจ้องประชาไม่วางตา “คำถามต่อไป คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าทำดีต้องได้ดีในเมื่อไม่มีระบบรองรับ”
ความอดทนของประชาขาดผึง เขาทุบโต๊ะดังปัง ตะคอกเสียงก้องไปทั่วห้อง “พอได้แล้ว! เมื่อไหร่คุณจะเลิกถามคำถามบ้า ๆ พวกนี้เสียที”
ชายชุดดำยังคงนิ่งสงบ ดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับความพลุ่งพล่านของอีกฝ่าย“ท่านมีสิทธิพัก แต่ยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการนะ”
ประชาตะคอกเสียงกร้าว “ผมเล่าทุกเื่ให้พวกคุณฟังไปหมดแล้ว! ผมสลบไปตอนสลายการชุมนุมปี ๖๓ ตำรวจคนก่อนยังซักไม่ละเอียดพออีกเหรอผมเคยเป็นักกิจกรรมแล้วไง ทำไมต้องมาชวนคุยเื่การเมืองไร้สาระพวกนี้ด้วยผมรู้ว่าพวกคุณรวมหัวกันแกล้งผมอยู่ใช่ไหม เลิกอำเื่โลกอนาคตบ้าบอนี่เสียที!”
ประชาไม่มีทางเชื่อสิ่งที่เขาเล่า ผ่านมายี่สิบกว่าปีั้แ่เขาจำความได้โครงสร้างของการเมืองในประเทศไทยไม่เคยเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ แววตาที่จ้องมองคนตรงหน้าไม่มีร่องรอยของการล้อเล่นแม้แต่น้อย
“พวกเราไม่ได้โกหกท่านเลยแม้แต่คำเดียว”เสียงเขายังคงราบเรียบแต่กลับก้องกังวานในความเงียบของห้อง
“เหมือนที่เราบอกคุณไปั้แ่แรก... ที่นี่คือ นวไทย ปีสากลศักราช ๒๐๙๐”
ชีวิตของประชาไม่เคยคิดฝันว่าจะมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองเขาเป็เพียงเด็กยากจนในชุมชนแออัดที่ครอบครัวต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำแต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อมรสุมชีวิตถาโถม น้องชายที่ป่วยเป็โรคสมองพิการเสียชีวิตบ้านของเขาถูกรัฐบาลไล่ที่เพื่อขยายเส้นทางขนส่งสาธารณะโดยไม่ได้รับการเหลียวแลความอยุติธรรมนั้นผลักดันให้เขาเริ่มตั้งคำถามกับสังคม
ประชากลายเป็นักกิจกรรมตัวยงั้แ่มัธยม เคยไปพูดในเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ถูกจับด้วยข้อหายุยงปลุกปั่น ในตอนนั้นพ่อโกรธมากและยื่นคำขาดให้ทิ้งความฝันที่จะเรียนต่อคณะรัฐศาสตร์แล้วทุ่มเทให้กับงานเกษตรกรรมที่บ้าน
ทว่าความหวังว่าสังคมจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นไม่ได้หายไปจากชีวิตเขาประชาเข้าร่วมการชุมนุม ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ภาพสุดท้ายที่หลงเหลือในความทรงจำคือความโกลาหลท่ามกลางสายน้ำสีฟ้าแรงดันสูงและกลิ่นแก๊สน้ำตาก่อนที่ความเ็ปรุนแรงบริเวณท้ายทอยจะกระชากทุกสิ่งให้ดับวูบลง
เขารู้สึกตัวอีกครั้งเพราะได้ยินเสียงเกลียวคลื่นกระทบฝั่งและััได้ถึงไอเกลือที่กระทบใบหน้า เขาพยายามยันกายลุกขึ้น นึกแปลกใจที่ตนเองนอนทอดร่างอยู่บนหาดทรายขาวละเอียดเนื้อตัวเหนียวเหนอะไปด้วยน้ำทะเล ภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้เขาสับสนงุนงง แทนที่จะเป็การจลาจลวุ่นวายกลับเป็ท้องฟ้าสีครามสดใส และชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ท่านเป็อะไรรึเปล่า” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งถามขึ้นเขาสวมอุปกรณ์คล้ายแว่นตาไฮเทคที่คาดบนศีรษะซึ่งมีแสงสีเขียวกะพริบเป็จังหวะ
“ผมอยู่ที่ไหน แล้วคุณเป็ใคร” ประชาถามเสียงแหบพร่า พูดจบก็กระแอมไอติด ๆกัน รู้สึกคอแห้งผาก
ชายคนนั้นแนะนำว่าตนเองชื่อธรณี เขายื่นกระติกน้ำให้ประชาดื่มดับกระหาย แถมยังล้วงผ้าขนหนูผืนใหญ่ในกระเป๋าเป้ให้อีกฝ่ายห่มคลุมกาย“เราจะแจ้งตำรวจให้มารับท่าน”
“เดี๋ยวก่อน! ไม่ต้อง” ประชาร้องห้ามแต่ไม่ทันเสียแล้วธรณีสั่งการโดยใช้ความคิดผ่านอุปกรณ์ที่เขาสวมไปั้แ่ห้านาทีก่อน
ครู่ต่อมา ประชาถูกพาตัวขึ้นยานพาหนะรูปทรงคล้ายรถยนต์ขนาบข้างด้วยเ้าหน้าที่ในเครื่องแบบสองคน เครื่องแต่งกายแตกต่างจากที่เขาเคยเห็นระหว่างทางไปยังสถานีตำรวจ ประชาสำรวจสิ่งที่เห็นนอกหน้าต่างด้วยความตกตะลึงจนอ้าปากค้างตึกรามบ้านช่องที่เขาเห็นนั้นสูงเสียดฟ้า มีรูปทรงแปลกตาล้ำยุคยวดยานพาหนะที่สัญจรไปมาบนท้องถนนมีทั้งแบบที่วิ่งบนพื้นและแบบที่บินได้ เหนือขึ้นไปบนท้องฟ้ามีรถไฟที่พุ่งทะยานผ่านท่อแก้วใสไปด้วยความรวดเร็วราวกับลูกะุ
ประชาปฏิเสธสิ่งที่เห็นมาโดยตลอดทั้งที่เ้าหน้าที่ต่างยืนยันคำเดิมหลายครั้งหลายคราอุบัติเหตุจากการสลายการชุมนุมทำให้เขาเดินทางข้ามเวลามาโลกในอีกเจ็ดสิบปีข้างหน้าเหมือนเป็หนังเื่คนเหล็ก แต่เดินทางสู่โลกอนาคตแทน แน่นอนว่าเขาไม่เชื่อทุกอย่างที่เห็นบางทีนี่อาจเป็การถ่ายหนังหรือรายการแกล้งคนเสียมากกว่า
เมื่อถึงสถานีตำรวจประชาก็ไม่เห็นธรณีอีกเขาถูกนำตัวเข้าไปในห้องสอบสวนที่สะอาดและทันสมัย ต้องตอบคำถามละเอียดยิบั้แ่เื่ที่เขาไปปรากฏตัวบนชายหาดได้อย่างไร ไปจนถึงประวัติส่วนตัวเวทีที่เคยขึ้นปราศรัย หัวข้อที่เคยรณรงค์ อาชีพการงาน และครอบครัวในวัยเด็ก แม้ว่าเ้าหน้าที่จะซักไซ้ไล่เลียงราวกับประชาเป็อาชญากรตัวร้ายแต่ประชาก็ตอบตามจริงโดยไม่ปิดบัง เริ่มจับจุดได้ว่าสาเหตุที่คนยุคนี้เลือกใช้สรรพนาม‘เรา-ท่าน’ เป็เื่เท่าเทียมทางภาษาแิเดียวกับยุคจอมพล ป. พิบูลา
หลังจากผ่านไปเป็ชั่วโมง ตำรวจคนหนึ่งบอกว่าเขาได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบทัศนคติประชาโดยเฉพาะ
“เราต้องแน่ใจว่าคุณไม่ใช่สายลับที่ถูกส่งมาเพื่อสร้างความวุ่นวาย”ตำรวจบอกเหตุผลเพียงเท่านี้ ฟังดูงี่เง่าในความคิดของประชา แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้เขามาถึงโลกใบนี้ในสภาพตัวเปล่า
ประตูห้องเลื่อนเปิดออก ชายในชุดสูทสีดำสนิทก้าวเข้ามานั่งตรงหน้าเขาออกตัวว่าไม่ใช่นักจิตวิทยาเป็เพียงผู้ที่คลุกคลีอยู่กับวงการการเมืองเท่านั้น เขาชวนสนทนาเข้าเื่โดยไม่พูดพร่ำทำเพลงข้อมูลมากมายพรั่งพรูเข้าใส่ประชาจนสมองของเขาแทบจะะเิทุกอย่างที่ชายคนนี้พูดล้วนเป็สิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนมันทั้งซับซ้อนและดูเหมือนจะเป็ไปไม่ได้ในโลกที่เขารู้จัก
“เรายังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงยอมรับรัฐธรรมนูญที่มาจากคณะรัฐปะา”ชายชุดดำพูดด้วยแววตาที่เ็า
“ก็มันไม่มีทางเลือกครับ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ได้เลือกตั้งสักที”
“มันมีทางเลือกอยู่เสมอ รัฐธรรมนูญที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนสุดท้ายก็จะส่งปัญหาตามมาอยู่ดี”ชายชุดดำกล่าวดูจะภาคภูมิใจที่รัฐธรรมนูญของตนเองมีที่มาจากผลประชามติของคนทั้งประเทศทีละมาตราหลังจากฉบับนี้ก็ไม่มีรัฐธรรมนูญใหม่อีกเลยจนมาถึงปัจจุบันเขาเล่าว่าจุดตั้งต้นมาจากคำถามพ่วงตอนการเลือกตั้งสักรอบที่ว่า ‘เพื่อความเป็ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเห็นสมควรให้เสียงส่วนใหญ่ของคนในประเทศอย่างน้อยสองในสามในขณะนั้นสามารถออกกฎหมายหรือเปลี่ยนแปลงกฎหมายใด ๆ ก็ได้ รวมทั้งรัฐธรรมนูญ’
“คุณกำลังจะบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญในยุคนี้ก็ไม่มีอำนาจตัดสิทธินักการเมืองหรือยุบพรรคการเมืองอย่างนั้นใช่ไหม” ประชาได้โอกาสถามกลับ
“ด้วยข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรมหรือกฎหมายเลือกตั้งหยุมหยิมอย่างที่ท่านบอกมาเหรอ...ไม่มีหรอก ทำได้แค่ตัดสินกฎหมายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ และก็จัดการข้อพิพาทเื่อำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญเท่านั้นศาลไม่ว่าระดับไหนก็ต้องโปร่งใสและยุติธรรมน่าแปลกที่การพิจารณาคดีในยุคของท่านไม่ได้ถ่ายทอดสดให้ประชาชนเข้าไปดูได้ตลอดเวลาระบบผู้พิพากษาสมทบที่ประชาชนมีส่วนร่วมก็ไม่มี”
ความรู้สึกจุกแล่นริ้วขึ้นมากลางอกของประชาตอนเป็นักกิจกรรมเขาก็เรียกร้องการปฏิรูประบบยุติธรรมทำนองนี้มาโดยตลอดทว่าเหล่าผู้มีอำนาจกลับไม่เคยเหลียวแล
“เรามีเอไอดอกเตอร์ลอว์ที่ช่วยตีความกฎหมายให้ชาวบ้านเข้าใจได้เท่าเทียมกันเอไอไม่มีอคติ ไม่มีการตีความเข้าข้างพรรคพวกตัวเองอีกไม่นานคงใช้เอไอแทนผู้พิพากษา”
“แต่ศาลก็ต้องมีความเป็มนุษย์สิ ต้องมีความเห็นอกเห็นใจ” ประชาแย้ง
“ดุลพินิจต้องแลกมาด้วยอคติเสมอ ในเมื่อเจตนารมณ์กฎหมายมีหนึ่งเดียวถ้ายังตีความได้หลายแบบก็แสดงว่าเขียนไม่ดีพอ ควรต้องนำเข้าสู่สภาแก้ไขโดยด่วนอีกอย่าง ถ้าไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลฎีกา ก็ยังอุทธรณ์โดยใช้ประชาพิพากษ์ได้อยู่ดี”
“อะไรนะ” ประชายื่นหน้าเข้ามาใกล้ เขาไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน
“ระบบจะสุ่มตัวแทนนักกฎหมายมารื้อคดี สุ่มเลือกจากคลังของผู้พิพากษา ทนายและนักวิชาการด้านกฎหมายทั่วประเทศมาหนึ่งร้อยห้าสิบเอ็ดคนพวกเขาต้องเข้าสู่โลกเสมือนเพื่อดูบันทึกในห้องพิจารณาคดีั้แ่ต้นแล้วพิพากษาใหม่ ใช้ได้กับทุกศาล รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ากลับคำพิพากษารัฐสภาจะเหนื่อยหน่อย ที่ต้องไปทบทวนแก้ไขกฎหมายเป็วาระเร่งด่วน”
“บ้าไปแล้ว!” ประชาพึมพำสิ่งที่ได้ยินมามันเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการถึง ทว่าจู่ ๆชายชุดดำก็ก้มหน้านิ่งไปพักหนึ่งราวกับเผลอหลับใน
“คุณเป็อะไรรึเปล่าครับ” ประชาเอ่ยถาม
“ไม่เป็ไรหรอก แค่ติดธุระในนี้นิดหน่อย” ชายชุดดำชี้ไปที่ศีรษะตนเองเหมือนบอกว่าเมื่อครู่นี้ตนแค่นั่งจัดระบบความคิดที่พันกันยุ่งเหยิงเฉย ๆไม่ได้หลับ “เรามาต่อกันดีกว่าครับ... ในยุคของท่าน จะเลือกใครมาเป็รัฐบาลมีหลักเกณฑ์อย่างไร”
“ก็... รวม ๆ เป็คนดี มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล อุดมการณ์ตรงกับที่ผมคิดและดูจากผลงานที่ผ่านมา”
“แล้วถ้าสิ่งที่ท่านอยากได้มันไม่ได้มีพร้อมกันทั้งหมดล่ะพอเลือกคนอุดมการณ์ตรงก็ดันมีประวัติคดีติดตัว มีวิสัยทัศน์ดีแต่บริหารงานไม่เก่ง ลูกมือแย่ถ้าจะดูแค่ผลงานที่ผ่านมา ก็เท่ากับตัดโอกาสคนหน้าใหม่สุดท้ายก็ทำตามนโยบายที่หาเสียงไม่ได้ อ้างว่ากำลังตั้งคณะกรรมการศึกษาบ้างหรือบ่นต่อหน้าสื่อว่าทำงานหนักบ้าง ทั้งที่ชั่วโมงการทำงานตนน้อยกว่าหลายคนด้วยซ้ำ...ท่านจะทำยังไง”
“ก็ปกติรึเปล่า ก็ต้องรอหมดวาระสี่ปี แล้วเลือกใหม่ไง” ประชาตอบ“หรือว่าที่นี่มีวิธีที่ดีกว่านี้”
“ใช่ ทุกปัจจัยที่ท่านพูดมายังไม่สำคัญเท่ากับนโยบายที่การันตี ผลลัพธ์สำคัญกว่ากระบวนการถ้ารัฐบาลวางตัวชี้วัดผลลัพธ์ว่าจะไม่ให้น้ำท่วมพื้นที่นี้เลยตลอดสี่ปี แต่ผ่านไปปีเดียวน้ำท่วมพวกเขาก็หมดความชอบธรรมและต้องพ้นจากตำแหน่งทันที ข้อมูลทุกอย่างโปร่งใสทุจริตไม่ได้อยู่แล้ว”
ประชาหลุดขำออกมา “จะเป็ไปได้ยังไง แบบนี้นายกฯ ไม่ออกกันเป็ว่าเล่นเหรอเผลอ ๆ เร็วกว่าโดนศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิเสียอีก”
"ใช่ ่แรกก็เปลี่ยนรัฐบาลกันเป็ว่าเล่น"ชายชุดดำยอมรับหน้าตาเฉย "แต่พอผ่านไปสองสามปี พรรคการเมืองเริ่มรู้ว่าขายฝันไม่ได้พวกเขาต้องวางแผนจะทำให้นโยบายเป็จริงมาั้แ่ก่อนเลือกตั้ง ต้องคำนวณงบประมาณและอาจต้องไปคุยกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องไว้ล่วงหน้าดูอย่างพรรควรวัฒน์เป็ตัวอย่างตั้งต้นจากพรรคร่วมรัฐบาลที่ทำตัวชี้วัดผลลัพธ์ของกระทรวงตนเองได้สำเร็จสู่รัฐบาลพรรคเดียวในเวลาต่อมา"
ประชาไม่เชื่อสิ่งที่ชายผู้นี้พูดมาแม้แต่น้อยเหมือนเขาแต่งนิทานขึ้นมาเอง ถ้าเป็อย่างที่ว่าคนในรัฐบาลยิ่งไม่แตกคอกันหรอกหรือในเมื่อนโยบายตัวชี้วัดวางกันไปคนละทิศทางพรรคการเมืองที่ไหนจะเอาชื่อคนมาตั้ง โอกาสที่ไม่มีคำยอดฮิตอย่าง ‘ประชาชน’ ‘รัฐ’ ‘ชาติ’ ‘ไทย’ ‘ก้าวหน้า’ หรือ ‘ใหม่’ น้อยมาก
“นักการเมืองในยุคนี้คงลำบากน่าดู ทำดีก็เสมอตัว คำชมสักคำก็ไม่มีบอกว่าหน้าที่ พอทำไม่ดีก็โดนด่า และโดนไล่ออก”
“อ้าว ก็ไม่เห็นแปลกอะไร ยุคของท่านไม่ใช่แบบนี้หรือพอทำดีก็ต้องอวยรัฐบาลเหมือนเป็ผู้มีพระคุณต่อชาติบ้านเมือง พอทำไม่ดีก็บอกว่าไม่เป็ไรคนเราก็ผิดพลาดกันได้ พร้อมให้อภัยเสมอ” ชายชุดดำพูดเหมือนประชดประชันความหงุดหงิดเริ่มกลับมาในใจประชาอีกครั้ง หลังจากสอบสวนไปหลายชั่วโมงสมองประชาเริ่มตื้อตันชายผู้นี้เอาแต่สนทนาเื่การเมืองโดยจงใจบ่ายเบี่ยงเื่การปล่อยตัวเขาในที่สุดความอดทนของชายหนุ่มก็ขาดผึง เขาตะคอกเสียงก้องไปทั่วห้องแต่อีกฝ่ายกลับดูนิ่งเฉย ไร้ความเห็นอกเห็นใจ
“ทำไมต้องมาชวนคุยเื่การเมืองไร้สาระพวกนี้ด้วยผมรู้ว่าพวกคุณรวมหัวกันแกล้งผมอยู่ใช่ไหม เลิกอำเื่โลกอนาคตบ้าบอนี่เสียที!”
“พวกเราไม่ได้โกหกท่านเลยแม้แต่คำเดียว เหมือนที่เราบอกคุณไปั้แ่แรก...ที่นี่คือ นวไทย ปีสากลศักราช ๒๐๙๐”
“โกหก! พวกคุณกุเื่ทั้งหมดขึ้นมาเหมือนที่คุณบอกว่าการข้ามเวลามีจริงที่ไหน พวกคุณลักพาตัวผมใช่ไหมผมจะแจ้งตำรวจจับพวกคุณทุกคนเลย”เสียงของประชาสั่นเครือด้วยอารมณ์ที่ผสมปนเประหว่างความหวาดกลัวและไม่เชื่อ
ชายชุดดำถอนหายใจเบา ๆ เหมือนเอือมระอา เขาชี้นิ้วไปที่ผนังรอบห้อง “บางทีกำแพงสีขาวพวกนี้อาจทำให้ท่านเครียด”
ผนังสีขาวแปรสภาพเป็โลกใต้มหาสมุทรสีครามในชั่วพริบตา วาฬขนาดมหึมาแหวกว่ายผ่านหน้าไปอย่างสง่างามประชาผงะถอยหลังก้าวหนึ่งด้วยความใเมื่อส่วนหัวของมันดูเหมือนจะทะลุกำแพงออกมาััใบหน้าเขาจริงๆ ภาพสามมิตินี้สมจริงเสียจนเขาเริ่มหวาดหวั่นว่าสิ่งที่ชายตรงหน้าพูดอาจไม่ใช่เื่โกหก
“ถ้าท่านยังไม่เชื่อ... ก็ลองดูด้วยตาตัวเองสิ” ชายชุดดำเอามือจับอุปกรณ์ไฮเทคที่สวมศีรษะของตนเองภาพฮอโลแกรมทั้งหมดหายวับไปกับตา จากนั้นผนังสีขาวด้านหนึ่งของห้องก็เลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นช่องว่างที่เหมือนเป็หน้าต่าง
ประชาลังเลครู่หนึ่ง แต่ก็อดใจในความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้เขาลุกจากเก้าอี้ ก้าวไปยังหน้าต่างด้วยขาที่สั่นเทา ภาพที่เห็นทำให้หัวใจเขาเหมือนหยุดนิ่งมันคือภาพเดียวกับที่เห็นขณะอยู่ในรถตำรวจ แต่คราวนี้มันชัดเจนและกว้างใหญ่จนไม่มีทางจำลองได้เขาจ้องตึกสูงระฟ้ารูปทรงล้ำยุค สลับไปยังยานยนต์ที่บินว่อนไปมาบนท้องฟ้าเอื้อมมือไปััสายลมที่พัดผ่านตามหลังรถบินได้คันหนึ่งเขามั่นใจแล้วว่าไม่ใช่ภาพฮอโลแกรมอย่างแน่นอน ภาพสามมิติของชายวัยกลางคนฉายวาบอยู่บนพื้นผิวของตึกกระจกฝั่งตรงข้ามตัวอักษรสีฟ้าลอยเด่นเบื้องล่างเขียนว่า
ข่าวด่วน! ประชาชนแห่ถอนโหวต สส. อัศเจรีย์หลังให้สัมภาษณ์แก้น้ำท่วมล้มเหลว
ถัดลงมาคือกราฟแท่งสามมิติที่กำลังลดฮวบลงโดยไม่มีท่าทีจะหยุดเมื่อตัวเลขลดลงต่ำกว่ากราฟแท่งสีเขียวที่อยู่ถัดไป ก็เกิดการสลับตำแหน่ง ภาพของสส. ชายคนดังกล่าวก็แตกสลายเป็ละอองแสงสีแดงจากนั้นก็ประกอบรวมกันใหม่กลายเป็ภาพของหญิงสาววัยยี่สิบเศษข้อความด้านใต้เปลี่ยนอย่างฉับพลัน
ยินดีกับ สส. เขต ๒ พฤฒธานีคนใหม่ สส. ปัญวารี โอวาน จากพรรคนกเงือก
ประชายืนตาเบิกกว้าง อำนาจ สส. เพิ่งถูกประชาชนผู้สนับสนุนถอนโหวตริบคืนผ่านปลายนิ้วััเมื่อเห็นว่าอัศเจรีย์ไม่อาจเป็ตัวแทนของพวกเขาได้อีกต่อไปนี่ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าไม่ใช่การจัดฉาก สิ่งที่ชายชุดดำพล่ามมาทั้งหมดการเมืองที่รวดเร็วฉับไวจนน่าขนลุก ประชาชนที่ไร้ความปรานีต่อนักการเมืองที่คดโกงนี่คือความจริงของโลกใบนี้ ความคิดชั่ววูบสั่งให้เขาเตรียมกระโจนข้ามหน้าต่างเพื่อหนีออกไปให้พ้นจากความตลกร้ายที่ไม่อาจทำความเข้าใจได้ทว่าแรงฉุดกระชากที่ข้อเท้าก็กระตุกร่างของเขาจนเกือบล้มหงายหลังประชาไม่มีทางเลือกนอกจากพาร่างของตนเองกลับมาประจำที่
“ท่านยังไปไหนไม่ได้ตอนนี้” ชายชุดดำพูด “เชิญกลับมานั่งที่ก่อนครับ”
ทันใดนั้นประตูห้องสอบสวนก็เลื่อนเปิดขึ้นเ้าหน้าที่ตำรวจคนที่เคยสัมภาษณ์รอบก่อนหน้าเข้ามาสมทบ ก่อนเอ่ยปากบอกให้พอแค่นี้เพราะได้คำตอบเพียงพอแล้วทว่าเขายังไม่ปักใจเชื่อสิ่งที่ประชาเล่าว่าข้ามเวลามาจากอดีตอยู่ดีพร้อมทั้งอธิบายเหตุผลสารพัดยาวเหยียด สมาธิประชาไม่สามารถจดจ่อฟังได้ทัน สรุปใจความได้เพียงว่าผู้บังคับบัญชายังไม่อนุมัติปล่อยตัวเขา
“ถึงโลกนี้จะเป็อนาคตจริง ๆผมก็ยังไม่เชื่อว่าการเมืองที่คุณเล่ามาคืออนาคตของประเทศไทยผมไม่เห็นหนทางด้วยซ้ำว่าจะพัฒนามาถึงจุดนี้ได้ยังไง”
ชายชุดดำสวนทันควัน “แล้วท่านคาดฝันว่าการเมืองในอีกเจ็ดสิบปีข้างหน้าจะเป็ยังไงเป็เผด็จการกดขี่เต็มรูปแบบหลังโลกล่มสลายด้วยาแบบนี้หรือ คนยุคท่านไม่ใช่เหรอที่จินตนาการถึงการปกครองที่ดีขึ้นถึงมีวันนี้ขึ้นได้”
“ไม่ต้องเถียงกัน การทดสอบสุดท้ายจะพิสูจน์เองว่าอดีตของท่านเป็จริงหรือไม่”นายตำรวจพูดตัดบทพลางกดปุ่มหนึ่งบนรีโมทขนาดจิ๋ว ผนังห้องด้านตรงข้ามเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นเครื่องจักรหน้าตาประหลาดที่ตั้งอยู่ในห้องถัดไป มันมีลักษณะคล้ายเก้าอี้ทำฟันแต่มีหมวกโลหะขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยสายไฟระโยงรยางค์เชื่อมต่ออยู่
“นั่นคือเครื่องอ่านใจ” ตำรวจอธิบาย“แม้ว่าความทรงจำจะไม่ใช่สิ่งที่น่าเชื่อถือร้อยเปอร์เซ็นต์แต่มันก็คงพอจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับพวกเราได้บ้างอย่างน้อยก็ทำให้มั่นใจได้ว่าท่านไม่ใช่สายลับจากประเทศนอกยูเอ็นดีที่คิดร้ายต่อเรา”
เมื่อครู่นี้เหมือนชายชุดดำพูดถึงคำนี้หนหนึ่ง ยูเอ็นดีคือสหประชาชาติที่รวมประเทศที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยไว้ด้วยกัน
ประชาจ้องลึกเข้าไปในอุโมงค์ของเครื่องอ่านใจ แสงไฟสีเขียวสลัวอาบไล้ให้ความรู้สึกเยือกเย็นชวนขนลุกราวกับเครื่องจักรกลนั้นกำลังเชื้อเชิญให้เขาก้าวเข้าไปทดสอบห้วงความคิดวูบหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว บางทีเ้าเครื่องนี้อาจเป็สิ่งที่ปลุกเขาให้ตื่นจากความฝันแล้วกลับสู่โลกความเป็จริงซึ่งประชาธิปไตยทางตรงเป็เพียงเื่เพ้อฝันเสียงของประชาชนถูกบดขยี้ง่าย ๆ ด้วยคนเพียงหยิบมือที่กุมอำนาจพิพากษาเขาชักไม่แน่ใจแล้วว่าตนเองอยากตื่นจริง ๆ หรืออยากปล่อยให้จิติญญาล่องลอยอยู่ในโลกประชาธิปไตยแห่งอุดมคตินี้ตลอดกาล
“ถ้าผมผ่านเครื่องนี้ได้ พวกคุณจะปล่อยผมไปใช่ไหม?” ประชาถามอย่างมีความหวังริบหรี่
“ไม่” นายตำรวจตอบเสียงเรียบ ความหวังประชาพังทลายจนหมดสิ้น “ด้วยความสัตย์จริงท่านจะได้รับสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ รวมถึงสิทธิในการประกันตัวก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็‘มนุษย์’ แล้วเท่านั้น เราจะไม่เสี่ยงปล่อยท่านไปเพ่นพ่านในสังคม นอกจากว่ามีประชามติเื่นี้เสียก่อน”
“มนุษย์? พวกคุณคิดว่าผมเป็มนุษย์ต่างดาวรึไง!”ประชาอุทานอย่างไม่อยากจะเชื่อหู
“ก็ต้องยอมรับว่าสมมุติฐานข้อนี้เป็ไปได้” ชายชุดดำพูดด้วยสีหน้าจริงจัง“ในกาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวเคราะห์ที่คล้ายโลกมากกว่าสิบล้านดวง แม้ว่าสมการของเดรกจะบอกว่าความเป็ไปได้น้อยมากแต่ก็ไม่ใช่ศูนย์”
ประชาไม่ได้สนใจความรู้วิทยาศาสตร์ที่เขาพูดด้วยซ้ำ เขาคิดทบทวนอย่างหนักจนเพิ่งเข้าใจแจ่มแจ้งในตอนนี้ที่ผ่านมาเขาสงสัยมาตลอดว่าทำไมจึงมีการคุ้มกันแ่าผิดปกติทั้งที่ตัวเขาปราศจากอาวุธใด ๆ ติดตัว ไม่ว่าจะเป็กล้องวงจรปิดถี่ยิบปืนไฟฟ้าที่เหน็บข้างตัวเ้าหน้าที่ทุกคน หรือหุ่นยนต์ตรวจตราที่เขาเห็นก็อาจซ่อนอาวุธเช่นกันชายหนุ่มเพ่งมองใบหน้าของชายชุดดำและตำรวจอย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง ใบหน้าพวกเขามีเหลี่ยมมุมดูไม่เป็ธรรมชาติในขณะที่การขยับของกล้ามเนื้อก็ดูแข็งกระด้าง
“พวกคุณบังคับหุ่นยนต์จากระยะไกลอยู่ใช่ไหม” ประชาถาม
“ใช่ เราจำเป็ต้องใช้อวตารการเข้าใกล้สิ่งที่ไม่รู้จักเสี่ยงเกินไป” ชายชุดดำบอก กลับกลายเป็ว่าเขาเองก็หวาดกลัวประชาไม่ต่างจากที่ประชาพรั่นพรึงพวกเขา ชายหนุ่มพูดอะไรไม่ออก ได้แต่จ้องมองร่างหุ่นยนต์ในชุดสูทสีดำที่ขยับกายรุกคืบเข้ามาอย่างช้าๆ
“ไหน ๆ ท่านก็รู้ตัวแล้ว สาเหตุที่เรามาช่วยเพราะตำรวจที่รู้จักกันขอร้องมา”สิ้นเสียงสังเคราะห์นั้น ใบหน้าที่เคยเป็เหลี่ยมมุมพลันเกิดริ้วรอยของคลื่นสัญญาณรบกวนภาพสั่นไหวพร่ามัว ก่อนจะสลายและหลอมรวมขึ้นใหม่ กลายเป็ใบหน้าคุ้นตาของชายหนุ่มที่เขาเจอที่ชายหาด...ชายคนที่ยื่นกระติกน้ำและผ้าขนหนูมาให้เขาในตอนนั้น
แววตาของธรณีที่เคยนิ่งสนิท บัดนี้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันเ็า “ยินดีที่ได้รู้จักเราน่าจะเป็เพื่อนกันได้นะ... ประชา”