บทที่148
การตัดสินใจที่ยากเย็น
ทหารผู้ที่มาส่งจดหมายทำการเดินทางออกไปจากเรือนของลู่หยางเมื่อเขาทำการเดินทางออกไปเรียบร้อยแล้วลู่หยางกลับมาอยู่ในท่าทางนางแล้วก็ต้องมองจดหมายภายในมือของตนเองพร้อมกับแสดงท่าทางครุ่นคิดอย่างหนัก
ดวงตาของเขามองต่ำลงที่มันใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความคิดมากมายที่มันปรากฏขึ้นมา
แต่ในขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าหนึ่งย่างกายเข้ามาบริเวณด้านหลังของเขาอย่างรวดเร็วมันทำให้เขาต้องหันหลังไปมองมองเห็นพบเจอเข้ากับบุตรสาวของตนเองที่ยืนมองด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย
หนิงหนิงกำลังยืนอยู่ใช้ดวงตาที่เปล่งประกายของตนเองจ้องมองมาที่ท่านพ่อของนางแล้วก็พูดขึ้น“ ท่านพ่อท่านต้องเดินทางไปเมืองหลวงอย่างนั้นหรือเจ้าคะ!! ”
ดังกล่าวออกมาอย่างสนอกสนใจไม่ต้องถามเลยว่าเหตุใดนางถึงทำการกล่าวออกมาด้วยท่าทางที่สนอกสนใจเช่นนี้
มันเป็นเพราะว่าคำสัญญาที่เขาเคยให้เอาไว้กับนางในครั้งก่อนที่เขาเดินทางไปที่เมืองหลวงเขาบอกว่าในครั้งหน้าถ้าเขาเดินทางไปที่เมืองหลวงเขานั้นจะนำพานางไปด้วย
เพราะแบบนั้นในตอนนี้นางเลยแสดงท่าทางที่ดูสนอกสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวที่นางได้ยินมาระหว่างที่เขาสนทนากับแขกผู้นั้น
ลู่หยางมองเห็นดวงตาที่เปล่งประกายของลูกสาวเขาได้แต่ถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจ“ เฮ้อ~ ”
“ ยังไม่แน่ว่าจะเดินทางไปหรือไม่ให้คำตอบวันพรุ่งนี้ ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นมันเองก็เหมือนกับว่ามีความหวังขึ้นมาใช้มือของตนเองยื่นออกไปสัมผัสเข้ากับแขนเสื้อของบิดาแล้วขาวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน“ ท่านพ่อเจ้าขา~ ท่านอย่าลืมนะเจ้าคะครั้งที่แล้วท่านเคยสัญญาเอาไว้ว่าจะให้ค่าเดินทางไปด้วย…”
เมื่อได้ยินนางกล่าวออกมาเช่นนั้นลู่หยางเขาเองก็ไม่ใช่คนที่จะกลืนน้ำลายตัวเอง
เขาพยักหน้าของตนเองตอบรับนางกลับไป“ แต่ว่าเกี่ยวกับเรื่องที่เดินทางไปยังไม่แน่นอนนะว่าจะเดินทางไปหรือไม่?”
“ อืม~ ” นางพยัคหน้าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข
หลังจากนั้นทั้งราตรีลู่หยางก็เอาแต่นอนคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ทหารผู้นั้นนำจดหมายฉบับนั้นมาให้กับเขาเรื่องนี้ตัดสินใจได้ยากจริงๆมันเหมือนกับว่าตัวของเขาโดนกดดันจากในหลายๆด้านทำให้เขาตัดสินใจได้ยากลำบาก
…
เช้าวันถัดมาความหนาวเย็นในยามเช้าไม่ได้เบาบางลงจากในยามราตรีเลยแสงแดดอุ่นส่องผ่านม่านเมฆลงมาแต่มันก็ยังไม่พอที่จะปัดเป่าความหนาวเย็นในยามฤดูเหมันต์ได้
ภายในตัวเมืองตี้หนานที่เต็มไปด้วยหิมะสีขาวปกคลุมลู่หยางเดินทางมาที่สวนตระกูลเว่ยอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่นอนคิดมาทั้งคืนเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเขาเองก็ยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนั้นตัวของเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองนั้นควรจะทำอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้
สุดท้ายแล้วเขาเองก็เลยตัดสินใจเดินทางมุ่งตรงมาที่ตระกูลเว่ยหน้าที่ว่าตัวของเขานั้นอยากจะได้คำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวในครั้งนี้
ตัวของเขาเดินทางตรงมาที่ตระกูลเว่ยตั้งแต่ในยามเช้าหากพบเจอกับผู้คุ้มกันที่อยู่บริเวณหน้าจวนแล้วก็ทำการกล่าวว่ามีเรื่องสำคัญจะสนทนากับคุณชายเว่ย
เกี่ยวกับผู้คนภายในช
เกี่ยวกับผู้คนภายในจวนแห่งนี้รู้ดีเกี่ยวกับตัวของเขาอยู่แล้วเพราะแบบนั้นเขาเลยได้รับอภิสิทธิ์ในการเดินผ่านเข้าไปอย่างง่ายดายไปนั่งรอที่ห้องรับแขก
ภายในห้องรับแขกของชนตะกูลเว่ยลู่หยางในวันนี้สวมใส่ชุดคลุมขนสัตว์หนาปกคลุมร่างกายฉันนอกนั่งอยู่ภายในห้องรับแขกในตำแหน่งแขกพร้อมกับดื่มชาร้อนๆภายในมือของตนเองเพื่อบรรเทาความหนาว
ตอนนี้ความหนาวเย็นภายนอกมิสามารถดับความร้อนรุ่มภายในจิตใจของเขาเกี่ยวกับเรื่องราวที่เขานั้นต้องเผชิญได้เลยแม้สักนิด
นั่งรออยู่สักพักคุณชายเว่ยได้เดินทางผ่านเข้ามาภายในห้องรับแขกอย่างรวดเร็วด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ลู่หยางลุกขึ้นตามมารยาทพร้อมกับกล่าวคารวะผู้ที่อยู่ด้านหน้า“ คารวะพี่ใหญ่!!! ”
“ ไม่ต้องมากพิธีน้องลู่ ”เว่ยเจ๋อจงเดินทางตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วแล้วก็มานั่งลงบริเวณข้างๆ
“ ช่วงนี้เกี่ยวกับเรื่องการค้าขายของตระกูลคงจะยุ่งมากสินะขอรับ ”ลู่หยางเริ่มจากการไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ
“ ก็นะตอนนี้เกี่ยวกับเรื่องการค้าขายมันใหญ่โตมากขึ้นจนข้าคิดไม่ถึงเลยทีเดียวหลายๆอย่างมันเลยจำเป็นต้องใช้เวลาจัดการอีกสักพักใหญ่ๆถึงจะมีเวลาว่าง ”
“ ช่วงนี้ข้าเองก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเจ้าเลย มันเป็นเพราะว่าเกี่ยวกับกิจการที่มันขยายใหญ่โตมากขึ้นจนข้าไม่คาดคิดนี่แหละเลยต้องเสียเวลาจัดการกับมัน”
“ โชคดียิ่งนักวันนี้เจ้าเดินทางมาพบตัวข้าเองเลยมีโอกาสได้พบเจอกัน ”เว่ยเจ๋อจงทำการกล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
พวกเขานั้นไม่ได้พบเจอกันมาหลายอาทิตย์แล้วเป็นเพราะว่ากิจการการค้าขายที่ใหญ่โตขึ้นของตระกูลเว่ยเลยทำให้ตอนนี้เว่ยเจ๋อจงที่เป็นผู้นำตระกูลจำเป็นจะต้องใช้เวลาจำนวนมากในการจัดการเกี่ยวกับเรื่องกิจการที่ขยายใหญ่โตมากขึ้นเลยไม่มีเวลาพบปะหน้ากัน
แม้ว่าทั้งสองจะไม่ได้พบหน้ากันมาเป็นเวลานานหลายอาทิตย์แต่ว่าความสัมพันธ์ของพวกเราทั้งสองก็ยังคงสนิทสนมกันเช่นเดิม
เว่ยเจ๋อจงแม้ว่าจะไม่ได้เดินทางไปพบด้วยตนเองแต่ว่าตัวของเขาไม่ลืมน้องร่วมสาบานมักจะส่งของดีที่ได้มาจากการค้าขายที่เมืองต่างๆมาให้กับลู่หยางอยู่บ่อยครั้ง
“ แต่ตัวของเจ้าเถอะวันนี้เดินทางมาพบข้าดูเหมือนว่าจะมีเรื่องบางอย่างที่ไม่สบายใจสินะ” เขาทำการเอ่ยออกมาอย่างรวดเร็วมองเห็นใบหน้าของน้องร่วมสาบานที่ตอนนี้กำลังแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหนักใจ
เว่ยเจ๋อจงไม่ใช่คนโง่ของเขามองเห็นใบหน้าของน้องร่วมสาบานพรุ่งนี้ก็รู้ได้ในทันทีว่ากำลังมีเรื่องหนักใจอยู่
“ เฮ้อ~ ” ลู่หยางได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างไม่ปกปิดความหนักใจภายในใจของตนเองตอนนี้
“ เอ้า!!! อย่าเพิ่งแสดงท่าทางเช่นนั้นมีเรื่องอันใดก็บอกพี่ใหญ่มา ”
ลู่หยางเขาทำการใช้มือของตนเองล้วงเข้าไปภายในเสื้อแล้วก็นำจดหมายที่ตัวของเขาได้รับจากทหารผู้นั้นออกมาก่อนที่จะส่งให้กับพี่ใหญ่ของเขาที่อยู่ข้างกาย
เว่ยเจ๋อจงยื่นมือของตนเองไปรับจดหมายนั้นเอาไว้นำมันมาไว้ภายในมือใช้ดวงตาอ่านมันอย่างจริงจัง
ทำการใช้ดวงตาของตนเองอ่านสิ่งที่อยู่ภายในมืออยู่สักพักทุกอย่างมันก็บอกเรื่องราวที่เกิดขึ้น
เมื่อยิ่งอ่านใบหน้าของเขายิ่งแปรเปลี่ยนไปบนใบหน้านั้นยิ่งแสดงความตึงเครียดและความจริงจังออกมามากขึ้นตามลำดับ
เมื่อได้อ่านจดหมายภายในมือจนจบเขาได้พับจดหมายนั้นปิดไปแล้วก็แสดงใบหน้าที่ตึงเครียดออกมารู้ได้ในทันทีว่าเหตุใดน้องร่วมสาบานของตัวเองผู้นี้ถึงแสดงใบหน้าเช่นนั้น“ เข้าใจแล้ว~ เพราะแบบนี้เจ้าเลยแสดงท่าทางที่หนักใจอยู่ก็ไม่แปลกขุนนางไห่ถึงกับส่งจดหมายมาถึงสถานที่แห่งนี้เพื่อให้เจ้าเดินทางไปที่เมืองหลวง ”
“ ท่านรู้จักขุนนางผู้นั้นอย่างนั้นหรือขอรับถ้าไม่รู้จักเกี่ยวกับขุนนางภายในราชสำนักสักเท่าไหร่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนผู้นั้นเป็นผู้ใดแต่มองดูแล้วท่าทางจะมีอำนาจมากพอสมควร”
“ แน่นอนต้องรู้จักสิเป็นขุนนางขั้นที่ 2 ถือว่าเป็นขุนนางผู้หนึ่งที่มีอำนาจภายในราชสำนักเลยทีเดียวรู้สึกว่าจะเป็นขุนนางที่รับใช้สนิทอยู่กับเสนาบดีไป๋ด้วย ”
“ ในครั้งนี้เรื่องที่เกิดขึ้นต้องทำการไตร่ตรองให้ละเอียดถี่ถ้วนเกี่ยวกับเรื่องนี้การรักษาราชนิกูลไม่ใช่เรื่องธรรมดาถ้าเจ้าผิดพลาดไปเกิดเรื่องใหญ่แน่นอนโดยเฉพาะฮองเฮา ” เว่ยเจ๋อจงเองก็รู้ดีเกี่ยวกับความลำบากในเรื่องนี้
“ นั่นสิขอรับข้าเองก็คิดเช่นนั้น ”
“ แต่ว่าถ้าเจ้าไม่ทำการเดินทางไปเจ้าเองก็ลำบากเช่นเดียวกันเพราะว่าบางทีอำนาจของราชสำนักอาจจะทำอันใดเจ้าก็ได้โดยเฉพาะในครั้งนี้เป็นคำสั่งของฝ่าบาท”
ลู่หยางได้ยินเช่นนั้นเขาเงยหน้าของตนเองขึ้นไปแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหนักใจในตอนนี้มันไม่ใส่ใจการจากเขานั้นยืนอยู่ใจกลางหุบเขาที่เดินหน้าไปหนึ่งก้าวมันก็เป็นหุบเหวหรือว่าเดินถอยหลังไปหนึ่งก้าวมันเองก็เป็นหุบเหวเช่นเดียวกัน
ไม่ว่าจะทางไหนก็สร้างความกดดันให้กับเขาทั้งสิ้นตอนนี้เขาแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหนักใจออกมา
“ แล้วข้าควรจะทำเช่นไรดีขอรับในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ว่าจะเลือกทางใดก็ดูเหมือนว่าข้าจะย่ำแย่ทั้งสิ้น ”
เว่ยเจ๋อจงกลับมาแสดงท่าทางครุ่นคิดอย่างหนักก่อนที่จะหันใบหน้าของตัวเองไปหาน้องร่วมสาบานแล้วก็ทำการกล่าวขึ้นมา“ ในเมื่อไม่สามารถเลือกได้ก็เลือกเส้นทางที่มีทางรอดที่สุดถ้าเจ้าไม่เดินทางไปเจ้าไม่มีทางรอดอย่างแน่นอนแต่ถ้าเช่าเดินทางไปและรักษาได้อย่างน้อยเจ้าเองก็อาจจะได้รับรางวัลใหญ่โตเลยทีเดียว”
นี่คือทางเลือกที่น่าจะเป็นผลดีที่สุดสำหรับน้องร่วมสาบานผู้นี้แล้วตัวของเขาผ่านเรื่องราวมามากมายในตอนนี้มองเห็นสถานการณ์ที่ตึงเครียดเช่นนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าถ้าไม่ใช่ทางนี้ก็คงจะไม่มีทางรอดอื่นแล้ว
ลู่หยางได้ยินเช่นนั้นเขาเองก็คิดเหมือนกันดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนี้แล้ว
ถ้าเขาไม่เดินทางไปตามจดหมายที่เขียนเขาจะเป็นคนที่ได้รับผลกระทบที่ตามมาอย่างแน่นอนแต่อย่างน้อยก็เดินทางไปก็อาจจะมีวิธีการแก้ไขสถานการณ์
“ ก็ได้ขอรับดูเหมือนว่าคงจะมีเพียงแค่วิธีนั้นเพียงอย่างเดียว ”เขาทำการตอบกลับไปพร้อมกับข้อตกลงด้วยท่าทางที่เหนื่อยหน่าย
“ ข้าจัดเตรียมขบวนรถม้าให้เจ้าจะได้เดินทางไปยังไม่ต้องลำบากนัก ”
“ ขอบคุณพี่ใหญ่มากขอรับ!!! ”
สุดท้ายแล้วสถานการณ์ทุกอย่างมันก็บีบบังคับให้เขาจำเป็นจะต้องเดินทางไปที่สถานที่แห่งนั้นอยู่ดี
หลังจากให้คำตอบในช่วงเย็นลู่หยางเริ่มออกเดินทางในวันถัดมา
จบบท