ทันใดนั้น เปลวไฟที่โหมกระหน่ำรอบตัวบาปแห่งความโกรธก็พลุ่งพล่านขึ้นอีกครั้ง ราวกับตอบสนองต่อความโกรธแค้นที่ไม่มีที่สิ้นสุดของมัน สิงโตั์คำรามด้วยเสียงที่สะท้านไปทั่วทั้งวิหาร เปลวเพลิงที่แผงคอและดาบในมือของมันลุกโชนรุนแรงขึ้นจนทำให้บรรยากาศรอบตัวร้อนระอุยิ่งกว่าเดิม
“ความโกรธของข้าคือพลังแห่งการทำลายล้าง!” เสียงของมันดังก้องราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงบนแผ่นดิน ดาบเพลิงในมือของมันชูขึ้นสูง ก่อนที่มันจะฟาดลงมาด้วยพลังอันเกรี้ยวกราด เกิดเป็คลื่นพลังเพลิงที่พุ่งไปยังทีมของอาคิระ
“ระวัง!” อาคิระร้องเสียงดัง พยายามพุ่งเข้ามาขวาง แต่คลื่นเพลิงรุนแรงเกินกว่าจะรับมือได้ บาเรียของยูเอะที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องทีมแตกสลายไปในทันที ทั้งสามคนถูกคลื่นพลังเพลิงซัดกระเด็นออกไปคนละทิศคนละทาง
ดราโก้พยายามลุกขึ้น มือข้างหนึ่งจับาแที่ไหล่ของเขา “มันรุนแรงเกินไป! เราไม่มีทางสู้มันได้ตรงๆ แบบนี้!” เขาเค้นเสียงพูด ขณะสายตามองไปยังสิงโตที่ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง
ยูเอะยืนขึ้นช้าๆ แม้จะดูอ่อนล้าจากการใช้พลังป้องกันก่อนหน้า แต่สายตาของเธอยังคงมุ่งมั่น “เราต้องหาทางหยุดมัน ไม่อย่างนั้นพี่…เราอาจไม่มีทางรอด!”
สิงโตคำรามอีกครั้ง ดวงตาข้างขวาที่เปล่งแสงเพลิงเรืองรองมองลงมาด้วยความโกรธจัด “พวกเ้าคิดจะสู้กับความโกรธของข้า? มันไม่มีทางสิ้นสุด!”
มันก้าวเข้ามาใกล้อีกครั้ง ร่างของมันสั่นะเืด้วยพลังที่ปลดปล่อยออกมา ดาบในมือถูกเงื้อขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เปลวไฟที่ปลดปล่อยออกมาดูเหมือนจะรวบรวมพลังทั้งหมดของมันเข้าไว้ด้วยกัน
อาคิระกัดฟันแน่น ขณะที่ยืนขึ้นอีกครั้ง แม้ร่างกายจะเ็ป แต่เขายังคงยึดดาบคู่ไว้ในมือ “เราจะไม่ยอมแพ้! ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ เราจะไม่ถอยหลัง!”
ยูเอะขยับเข้ามาใกล้พี่ชายของเธอ พยายามรวมพลังแสงอีกครั้งเพื่อสร้างเกราะป้องกัน แต่พลังของเธอดูเหมือนจะไม่เพียงพอสำหรับรับมือกับสิ่งที่กำลังจะมาถึง “พี่…หนูจะปกป้องพี่เอง!”
ดราโก้ยืนขึ้นอีกครั้ง แม้าแจะหนัก แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่น “เราจะต้องหาทางเอาชนะมันให้ได้!”
ทันใดนั้น สิงโตก็เงื้อดาบขึ้นสูง เปลวไฟที่ปลดปล่อยออกมารอบตัวของมันกลายเป็เสาหลักที่พุ่งทะลุเพดานของวิหาร พลังอันมหาศาลนั้นสร้างแรงกดดันจนพื้นหินสั่นะเื
“จงมอดไหม้ไปในเพลิงแห่งความโกรธของข้า!” สิงโตคำรามเสียงดัง ก่อนจะเตรียมปลดปล่อยพลังครั้งสุดท้ายที่ดูเหมือนจะไม่มีใครสามารถต้านทานได้…
ใน่เวลาที่ทุกอย่างดูเหมือนจะสิ้นหวัง เปลวไฟที่รุนแรงนั้นก็พลันชะงักไปชั่วขณะ เหมือนกับพลังบางอย่างได้ขัดขวางสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปทันที แสงสีทองอันเจิดจ้าปรากฏขึ้นกลางอากาศ เสียงที่สงบนิ่งแต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจดังก้องทั่วทั้งวิหาร “จงหยุดความโกรธของเ้าไว้ตรงนี้…”
ทุกสายตาหันไปมอง ร่างของวัลคีรีย์ปรากฏขึ้นกลางแสงสีทอง เธอยืนสง่าด้วยหอกศักดิ์สิทธิ์ในมือ ดวงตาสีทองของเธอจับจ้องไปยังสิงโตเพลิงที่ยังคงลุกโชนด้วยพลังแห่งความโกรธ แสงที่เปล่งออกมาจากตัวเธอทำให้เปลวไฟของสิงโตลดลงอย่างชัดเจน สิงโตเพลิงชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นแต่แฝงไว้ด้วยความสับสน
“จงปล่อยวาง…และฟังเสียงของหัวใจเ้าอีกครั้ง” วัลคีรีย์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่แฝงไปด้วยพลังที่สามารถสะกดดวงิญญาให้หยุดนิ่ง
“เ้าเป็ใคร! อย่ามายุ่งกับข้า!” สิงโตคำราม
“ข้าคือผู้เฝ้าดูดวงิญญา และข้าจะไม่ยอมให้ความโกรธที่ไร้สิ้นสุดนี้ครอบงำเ้าอีกต่อไป” วัลคีรีพูด น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความหนักแน่นและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน
เธอชี้หอกไปยังร่างของสิงโต เปลวไฟบนแผงคอเริ่มมอดลงเล็กน้อย ขณะที่แสงสีทองจากหอกสาดส่องไปยังดวงตาที่เต็มไปด้วยความแค้นของสิงโต
“จงดูเหตุแห่งความทุกข์อันร้อนรนในจิตใจของเ้า” วัลคีรีกล่าว
สิงโตเพลิงชะงัก ดวงตาข้างเดียวที่เหลืออยู่ของมันสั่นไหวเหมือนกำลังถูกปลุกให้ตื่นจากบางสิ่ง ทันใดนั้น เปลวไฟที่ลุกโชนบนแผงคอของมันเปลี่ยนเป็ภาพของอดีตที่สะท้อนออกมา
ในแสงแห่งความทรงจำที่ลอยวนรอบตัวสิงโต ภาพแรกปรากฏขึ้น เป็ภาพของชายผู้หนึ่งในชุดนักรบที่สง่างาม เขายืนอยู่ท่ามกลางสนามหญ้าเขียวขจี ข้างกายเขาคือหญิงสาวที่งดงาม ใบหน้าของเธอเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
เสียงหัวเราะของพวกเขาดังก้องในความทรงจำ ร่างทั้งสองยิ้มให้กันภายใต้แสงแดดอ่อนๆ ความสงบสุขนี้ช่างแสนไกลจากความเคียดแค้นที่สิงโตรู้สึกในตอนนี้
“ข้า…ข้าจำได้…” สิงโตพึมพำเบาๆ ดวงตาที่เคยลุกโชนด้วยความโกรธเริ่มอ่อนลง แต่ทันใดนั้น ภาพเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
ภาพของาที่ดุเดือด ชายคนเดิมถือดาบคู่ที่เปล่งประกายด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่น เขาต่อสู้กับศัตรูนับไม่ถ้วนเพื่อปกป้องบางสิ่งที่สำคัญ แต่ใบหน้าของเขาเริ่มเต็มไปด้วยาแและความเหนื่อยล้า
“เ้าสละทุกสิ่งเพื่อปกป้อง… แต่เหตุใดเ้ากลับสูญเสียทุกอย่างไป?” น้ำเสียงของวัลคีรีย์ดังขึ้นอย่างแ่เบาก่อนที่ร่างของเธอจะค่อยๆเลือนหายไป
ภาพเปลี่ยนอีกครั้ง หญิงสาวที่เคยยิ้มแย้มถูกจับมัด ปีกของเธอถูกพรากออกไปทีละข้าง เสียงกรีดร้องของเธอดังก้องในความทรงจำ เสียงของชายคนนั้นะโเรียกเธอด้วยความสิ้นหวัง
“เอเลนาร์! ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันทำร้ายเ้า!” เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความโกรธ แต่กลับไร้ซึ่งพลังที่จะช่วยเหลือ
ดวงตาของสิงโตเบิกกว้าง มันก้มหน้าลง น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความเ็ป “เอเลนาร์…ใครกัน? ข้าจำไม่ได้…”
เสียงคำรามของสิงโตดังสะท้อนก้องไปทั่ววิหาร เปลวไฟบนแผงคอที่เคยมอดลงกลับลุกโชนขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันมีความรุนแรงและเข้มข้นจนเกินจะต้านทานได้
“ข้า…จะไม่ปล่อยให้พวกเ้าหยุดข้า!” สิงโตเพลิงะโด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเ็ปและความแค้น ดวงตาข้างเดียวของมันลุกวาว แผงคอเพลิงลุกไหม้รุนแรงจนพื้นหินลาวาเริ่มละลาย
อาคิระสังเกตการเคลื่อนไหวของสิงโตที่กำลังสงบนิ่งผิดปกติ ร่างของมันก้มต่ำ มือขวากำดาบซามูไรแน่น ใบดาบลุกเป็เปลวเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นราวกับเปลวไฟที่ไม่อาจควบคุมได้
“นี่มัน…ท่าอิไอ!” อาคิระเบิกตากว้าง ความทรงจำเกี่ยวกับซายากะ โฮชิคาวะ ครูสอนดาบของอาคิระผุดขึ้นในหัวของเขา ภาพของเธอที่เคยใช้ท่านี้ในการต่อสู้กลับมาชัดเจน เขารู้ดีว่าท่านี้ทรงพลังแค่ไหน และในมือของศัตรูระดับนี้ มันเป็อันตรายถึงชีวิตแน่นอน
“ทุกคน หลบให้เร็วที่สุด!” อาคิระะโสุดเสียง
ยูเอะและดราโก้หันมองเขาด้วยความใ “เกิดอะไรขึ้น พี่อาคิระ?” ยูเอะถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“มันกำลังจะปล่อยท่าไม้ตาย!” อาคิระะโอีกครั้ง “เราไม่มีทางป้องกันมันได้ รีบหลบไปให้ไกลที่สุด!”
สิงโตชาร์จพลังของมันในท่าที่นิ่งสนิท เปลวไฟลุกโชนรอบตัวจนกลายเป็พายุเพลิง เสียงคำรามของมันสะท้อนถึงความเ็ปที่สะสมไว้ในจิตใจ และมันระบายทุกอย่างออกมาในการฟันเพียงครั้งเดียว
“อิไอ…เพลิงพิโรธ!” สิงโตคำราม พร้อมกับพุ่งตัวไปข้างหน้าในเสี้ยววินาที ใบดาบของมันเปล่งแสงเพลิงสีแดงเข้ม ฟาดฟันออกไปด้วยพลังทำลายล้างที่รุนแรงที่สุด
แรงฟันนั้นสร้างคลื่นพลังทำลายล้างที่มหาศาลจนพื้นวิหารแยกออก เสาหินรอบตัวถูกตัดขาด และูเาไฟสุริยะคำรามบางส่วนพังทลาย เปลวไฟพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับูเาไฟะเิ เสียงดังสนั่นจนแม้แต่ผู้ที่อยู่ไกลออกไปหลายกิโลเมตรยังได้ยิน
ทีมของอาคิระะโหลบกันอย่างหวุดหวิด ยูเอะใช้พลังแสงสร้างบาเรียป้องกันตัวเองและพี่ชาย ดราโก้ะโถอยหลังก่อนจะใช้พลังโน้มถ่วงช่วยลดแรงกระแทกจากคลื่นพลังที่พุ่งเข้าหาเขา
โชคดีที่ พรแห่งอัคคีสุริยะ ของอิกนิสยังคงปกป้องพวกเขาจากเปลวไฟที่ร้อนแรง ไม่เช่นนั้น พวกเขาคงไม่รอดจากการโจมตีครั้งนี้
หลังจากปล่อยอัลติเมทออกมา สิงโตก็หยุดนิ่งราวกับหมดเรี่ยวแรง มันหอบหายใจหนัก แผงคอเพลิงที่เคยลุกโชนเริ่มมอดลง ดวงตาข้างเดียวที่เหลืออยู่เริ่มสั่นไหว เปลวไฟรอบตัวเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“นี่แหละโอกาสของเรา!” ดราโก้พูดพร้อมกับกำหมัดแน่น
อาคิระมองสภาพของสิงโตด้วยความลังเล ก่อนจะตัดสินใจตั้งท่าอีกครั้ง “ทุกคน! รวมพลังกัน เราจะต้องจบเื่นี้ให้ได้!”
ยูเอะพยักหน้า แม้จะเหนื่อยล้า แต่เธอเรียกพลังแห่งแสงขึ้นมาอีกครั้ง “พี่คะ หนูพร้อมแล้ว!”
ทั้งสามประสานพลังกันอีกครั้ง ดราโก้พุ่งเข้าโจมตีด้วยหมัดที่เสริมด้วยพลังโน้มถ่วง ลดสมดุลของสิงโตลงจนมันเสียหลัก อาคิระะโขึ้นเหนือหัวของสิงโต พร้อมกับใช้ดาบดำดูดซับพลังคาออสที่หลงเหลืออยู่ และดาบขาวปล่อยพลังศักดิ์สิทธิ์ลงไปที่แผงคอของมัน
“ข้าจะไม่ยอมให้ความโกรธครอบงำเ้าอีกต่อไป!” อาคิระะโ พร้อมปล่อยพลังสุดท้ายจากดาบทั้งสอง
เสียงคำรามสุดท้ายของสิงโตดังลั่น ก่อนที่ร่างของมันจะค่อยๆ โปร่งแสง เปลวไฟรอบตัวมันมอดดับ น้ำเสียงสุดท้ายของมันแ่เบาแต่เต็มไปด้วยความเศร้า
“ขอบคุณ…พวกเ้าได้ปลดปล่อยข้าจากความโกรธอันไร้สิ้นสุด…”
ในขณะที่ร่างของสิงโตเริ่มสลาย ภาพแห่งความทรงจำของมันกลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าครั้งก่อน เป็ภาพชายหญิงคู่หนึ่งที่เคยยิ้มแย้มและมีความสุข ภาพของชายผู้หนึ่งที่ยืนต่อสู้กับศัตรูมากมายเพื่อปกป้องสิ่งที่สำคัญ และภาพสุดท้าย หญิงสาวถูกพรากปีกและชายคนนั้นกรีดร้องด้วยความโกรธแค้น
“ข้า…ข้าเคยมีสิ่งสำคัญ แต่ข้า…ข้าลืมไปแล้ว…” น้ำเสียงสุดท้ายของสิงโตดังก้องในความเงียบ
เมื่อร่างของสิงโตสลายไป ทิ้งไว้เพียงเกราะสีเงินที่เปล่งแสงเรืองรองกลางวิหาร ยูเอะเข้ามาประคองพี่ชายของเธอ ขณะที่ดราโก้ยืนหอบหายใจอยู่ไม่ไกล
“พี่…เราทำได้แล้วใช่ไหมคะ?” ยูเอะถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโล่งใจ
อาคิระมองไปที่เกราะด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม “เราอาจชนะครั้งนี้… แต่สิ่งที่เราเห็นยังมีคำตอบที่เรายังไม่รู้”
ดราโก้พยักหน้า “ไปกันต่อเถอะ สิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้าคงยิ่งใหญ่กว่านี้”
ทั้งสามหันไปมองเกราะที่ส่องแสงอยู่ พร้อมรู้ว่าภารกิจของพวกเขายังไม่จบสิ้น…