ร้านขายของเก่าหมายเลข 10

    ตอนที ่44 ปะจระเข้

    “ข้าเอง” อ้ายเจียงยี่กล่าวเสียงเศร้าเพราะรู้สึกผิดที่ทำร้ายเพื่อนสมัยเด็ก

    “เจ้ามาทำไมไม่ทราบ” หลินจื้อผิงกล่าวอย่างเอาเรื่อง

    “ข้าขอโทษกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าทำไว้กับเจ้า” อ้ายเจียงยี่กล่าว

    “เจ้าจะมาไม้ไหนอีก” หลินจื้อผิงไม่ยอมยกโทษให้

    “หากเจ้าโกรธข้ามาก เจ้าจะตบจะตีข้าสักกี่ครั้งก็ได้ ขอเพียงให้เจ้ายอมอภัยให้ข้า และยอมแต่งงานกับข้า” อ้ายเจียงยี่อยากรับผิดชอบ

    “คงจะหลอกข้าไปทรมานอีกสินะ แค่นี้เจ้ายังแก้แค้นข้ายังไม่พออีกอย่างนั้นหรือ จะเอาอะไรกับข้าอีก หรือว่าจะให้ตายกันไปเลยข้างหนึ่ง เจ้าถึงจะพอใจน่ะ” หลินจื้อผิงไม่เชื่อใจชายตรงหน้าอีกต่อไป

    “ข้ารักเจ้านะปานทมิฬ ข้าจะดูแลเจ้าและลูกเป็นอย่างดี ข้าเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าคือคนที่รังแกข้าตอนเด็กๆ ข้าก็เลยแก้แค้นผิดคน” อ้ายเจียงยี่อธิบาย

    “เจ้าคิดว่าข้าคือหลินจื้อหมิง เพราะข้าไม่มีปานดำแล้วสินะ แต่ถึงเจ้าแก้แค้นน้องสาวข้า เจ้าก็ไม่ควรทำ เจ้าจำได้มั้ย ว่าข้าและเจ้าต่างตกเป็นเหยื่อของการถูกคนพาลรังแก พวกเราต่างเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันและให้คำมั่นว่าจะไม่รังแกผู้ใดเหมือนคนพาลเหล่านั้น และดูเจ้าตอนนี้สิ เจ้าได้กลายเป็นคนพาลที่ทำร้ายผู้หญิงที่มีสภาวะทางจิตอย่างข้าไปแล้ว ข้าไม่อยากให้ลูกมีพ่อที่กลายเป็นคนพาลอย่างเจ้า” หลินจื้อผิงปฏิเสธ

    “เจ้าให้โอกาสข้าไม่ได้เลยงั้นหรือ” อ้ายเจียงยี่พยายามมองตาหญิงสาว

    “ขอโทษด้วย เจ้าทำให้ข้าใจสลายไปแล้ว แก้วที่แตกไปแล้ว มันประสานกันใหม่ไม่ได้หรอกนะ” หลินจื้อผิงไม่ยอมให้โอกาส

    “ข้าจะทำให้เจ้ายกโทษให้ข้าให้จงได้” อ้ายเจียงยี่ไม่ยอมแพ้แค่นี้แน่

    “อย่าเสียเวลาเลย คุณชายอ้ายเจียงยี่ เจ้ากลับไปหาคู่หมั้นของเจ้าที่เมืองสุ่ยเจี้ยนเถอะ ข้าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคู่หมั้นของใคร” หลินจื้อผิงไม่อยากเป็นมือที่สาม

    “ข้าจะกลับไปถอนหมั้น แล้วข้าจะทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เจ้ายอมอภัยให้ข้า” อ้ายเจียงยี่กล่าวคำมั่น

    “ไร้ประโยชน์น่า! ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่มีวันอภัยให้เจ้า เลิกยุ่งเกี่ยวกับข้าได้แล้ว ข้าไม่ต้องการให้เจ้าทำเพียงเพื่อรับผิดชอบลูกในท้องของข้าและข้าก็ไม่ต้องการความสงสารจากเจ้าด้วย” หลินจื้อผิงกล่าวเสียงแข็ง

    “ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าดูเอง” อ้ายเจียงยี่ไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจ

    “เชิญกลับไปได้แล้วเจ้าค่ะ โปรดอย่ามาเหยียบที่นี่อีก” หลินจื้อผิงผายมือเชิญให้ฝ่ายชายออกไปจากบ้านท่านลุงท่านป้าของนาง

    อ้ายเจียงยี่จึงเดินคอตกกลับไปเพราะผิดหวังที่ฝ่ายหญิงใจแข็งยิ่งนัก

    หลินจื้อผิงปาดน้ำตาและคลำไปที่ท้องของตนเบาๆ จากนั้นก็พึมพำว่า “แม่จะเป็นทั้งพ่อและแม่ให้ลูกเองนะ”

    ********************************************

    หลินจื้อผิงเบื่อกับการที่ต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านของท่านลุงและท่านป้า ดังนั้นนางจึงขอออกไปจ่ายตลาดพร้อมกับแม่ครัว

    ระหว่างที่หลินจื้อผิงไปเลือกซื้อผัก นางก็เหลือบไปเห็นสหายหลังค่อมที่เรียนในเรือนบัณฑิตด้วยกันสมัยตั้งแต่ยังเด็ก

    “อึ้งชาง! นั่นเจ้างั้นหรือ” หลินจื้อผิงกล่าวด้วยความดีใจ

    “เจ้าคือ…..” อึ้งชางหรือชายหลังค่อม เขายังคงนึกไม่ออก

    “อ้อใช่ ข้าคือหลินจื้อผิงไงล่ะ” หลินจื้อผิงแนะนำตัว

    “ปานดำบนใบหน้าของเจ้าล่ะ” อึ้งชางสงสัย

    “หมอเทวดาลบปานดำให้ข้า เป็นไง ข้าสวยขึ้นมั้ย” หลินจื้อผิงอวด

    “สวยมากเลยล่ะ ว่าแต่เจ้ามาทำอะไรที่เมืองฉายลู่ล่ะ” อึ้งชางสงสัยเพราะปกติหญิงสาวนั้นอาศัยอยู่ที่เมืองหนานโจว

    “อ๋อ ข้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้างน่ะ แล้วเจ้ากำลังจะไปที่ไหนล่ะ” หลินจื้อผิงไม่อยากกล่าวถึงเรื่องที่นางถูกผู้ชายหลอกจนท้องไม่มีพ่อ

    “ข้าเป็นอาจารย์อยู่ที่เรือนบัณฑิตในเมืองฉายลู่” อึ้งชางกล่าว

    “ดีจังเลย! ข้าเองก็อยากสอนเด็กๆ บ้าง” หลินจื้อผิงอยากเป็นอาจารย์

    “ไปสอนด้วยกันมั้ยล่ะ เจ้าจะได้ไม่เบื่อไงล่ะ” อึ้งชางชวน

    “ได้งั้นหรือ” หลินจื้อผิงดีใจที่ตนจะได้ไม่ต้องอยู่เฉยๆ

    “ที่เรือนบัณฑิตกำลังขาดอาจารย์สอนอยู่พอดี ไปเถอะ ข้าจะแนะนำเจ้าให้เจ้าของเรือนบัณฑิตรู้จักเอง” อึ้งชางกล่าว

    “งั้นไปสิ” หลินจื้อผิงรู้สึกตื่นเต้นที่ตนจะได้เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่เรือนบัณฑิต การไปสมัครเป็นอาจารย์ครั้งนี้ทำให้นางสามารถลืมเรื่องราวความผิดหวังในความรักลงได้

    ********************************************

    ณ เรือนบัณฑิต

    “ไอ้ลูกไม่มีพ่อ! ตอนนี้เจ้ามีน้องชายที่เกิดกับแม่และพ่อเลี้ยงแล้วสินะ ต่อไปก็จะไม่มีใครสนใจเจ้า แล้วเจ้าก็จะกลายเป็นหมาหัวเน่า คอยดู” เด็กเกเรวัย 7 ขวบคนหนึ่งกำลังล้อเพื่อน

    “ฮือฮือ ไม่จริง! ท่านแม่รักข้า ข้าไม่ได้เป็นหมาหัวเน่า” เด็กชายวัย 5 ขวบร้องไห้

    “หยุดเดี๋ยวนี้นะ! เลิกล้อเพื่อนได้แล้ว เจ้ารู้มั้ยว่าการล้อเพื่อนแบบนี้เป็นสิ่งไม่ดี” อึ้งชางรีบเข้าไปห้าม

    หลินจื้อผิงเดินเข้าไปโอ๋เด็กวัย 5 ขวบที่กำลังร้องไห้

    อึ้งชางจึงทำโทษพวกเด็กๆ โดยใช้ไม้เรียวตีกลุ่มเด็กๆ ที่ล้อเลียนเพื่อนคนละสองที ซึ่งกลุ่มเด็กเกเรนั้นมีอยู่ด้วยกัน 5 คน เด็กพวกนั้นต่างมีอายุ 7 ขวบทั้งสิ้น

    “ต่อไปอย่าล้อเลียนใครอีก พวกเจ้าไม่ควรข่มเหงรังแกใครแบบนี้ คนเราควรเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน พวกเราไม่ควรหาข้อด้อยของผู้อื่น แล้วล้อเลียนคนๆ นั้นจนสนุกปาก มันไม่ดีรู้มั้ย” อึ้งชางพยายามอบรมเด็ก

    “ขอรับอาจารย์” เด็กๆ กล่าวพร้อมกัน

    หลังจากหลินจื้อผิงปลอบเด็กน้อยวัย 5 ขวบและพาเด็กคนนั้นไปส่งที่บ้านของเขาเสร็จ นางก็เลยกลับมาที่เรือนบัณฑิต พอเห็นว่าอึ้งชางกำลังยืนเหม่อมองไปที่บึงสระบัวที่อยู่ภายในอาณาเขตเรือนบัณฑิต นางก็เลยแตะไปที่ไหล่เพื่อให้กำลังใจ

    “เจ้าทำดีแล้ว อย่าคิดมากเลยนะ” หลินจื้อผิงกล่าว

    “การข่มเหงรังแกผู้อื่น มีทุกยุคทุกสมัยจริงๆ นะ” อึ้งชางนึกถึงความหลัง

    “พวกเราคงทำได้เพียงปกป้องเด็กๆ และอบรมพวกเขาให้เติบโตอย่างสมบูรณ์และมีจิตใจที่แข็งแกร่งเหมือนเจ้ากับข้าที่ผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาด้วยกันไงล่ะ” หลินจื้อผิงกล่าว

    “ขอบคุณที่เจ้าไม่รังเกียจข้านะ” อึ้งชางมีเพื่อนแค่ไม่กี่คน และหนึ่งในนั้นก็คือหลินจื้อผิง

    “ข้าเองก็ต้องขอบคุณเจ้าเช่นกัน” หลินจื้อผิงกล่าว

    “ปานทมิฬ เอ้ย ไม่ใช่สิ หลินจื้อผิง ข้ารักเจ้านะ เจ้าให้โอกาสข้าดูแลเจ้าจะได้มั้ย” อึ้งชางสารภาพรัก

    “เอ่อ ข้าขอโทษจริงๆ ข้าไม่คู่ควรกับเจ้าหรอก” หลินจื้อผิงไม่ใช่หญิงสาวบริสุทธิ์

    “เป็นเพราะเจ้ารังเกียจข้ามากกว่า ข้าเป็นคนหลังค่อม ข้าคงไม่มีโอกาสสมหวังในความรักสินะ” อึ้งชางนึกโทษในรูปลักษณ์ของตัวเอง

    “ไม่ใช่อย่างนั้นนะ เป็นเพราะข้า….” หลินจื้อผิงกล่าวไม่จบเพราะมีคนกล่าวแทรก

    “เป็นเพราะนางมีสามีแล้วไงล่ะ” อ้ายเจียงยี่ปรากฏตัว

    “อ้ายเจียงยี่! เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร” หลินจื้อผิงตกใจ

    “เจ้าที่เคยเป็นเด็กอ้วนคนนั้นสินะ อย่าบอกนะว่าเจ้าคือสามีของหลินจื้อผิง” อึ้งชางรู้สึกไม่พอใจ

    “ใช่แล้ว! และนางก็กำลังตั้งครรภ์ลูกของข้าอยู่” อ้ายเจียงยี่อวด

    “เป็นความจริงอย่างนั้นหรือ” อึ้งชางหันไปเค้นถามหญิงสาว

    “คะ คือ ว่า มันเป็นความจริง” หลินจื้อผิงพยักหน้า

    “ต่อไปอย่ายุ่งเกี่ยวกับฮูหยินของข้าอีก จำไว้” อ้ายเจียงยี่แสดงความเป็นเจ้าของ เขาดึงมือหญิงสาวไปที่อื่น

    “ปล่อยข้านะ อ้ายเจียงยี่! ข้าบอกให้ปล่อยไง” หลินจื้อผิงพยายามบิดข้อมือและปัดมือของฝ่ายชายออก แต่ทำยังไงอ้ายเจียงยี่ก็ไม่ยอมปล่อย

    หลินจื้อผิงถูกลากจูงไปที่หลังเรือนบัณฑิต

    “เจ้ากำลังคิดนอกใจข้าอยู่ใช่มั้ย” อ้ายเจียงยี่กล่าวอย่างเอาเรื่อง

    “ข้าไม่ได้เป็นอะไรกับเจ้า ข้าจะนอกใจเจ้าได้ยังไง” หลินจื้อผิงกล่าวอย่างไม่ใยดี

    “ไม่เป็นได้ยังไง พยานรักของพวกเราก็อยู่ในท้องของเจ้าอยู่นี่ไง” อ้ายเจียงยี่ชี้ไปที่ท้องของหญิงสาวตรงหน้า

    “นั่นเพราะข้าพลาดพลั้งต่างหาก” หลินจื้อผิงกล่าวอ้าง

    “ข้าไม่ยอมให้เจ้าทิ้งข้าไปมีคนอื่นหรอกนะ” อ้ายเจียงยี่หวงหญิงสาวมาก

    “มีสิทธิ์อะไรไม่ทราบ” หลินจื้อผิงกล่าวเสียงแข็ง

    “จะไม่มีสิทธิ์ได้ยังไง ข้าได้ไปสารภาพเรื่องราวทุกอย่างให้ท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าฟังแล้ว อีกไม่นานพวกเราก็ต้องแต่งงานกัน” อ้ายเจียงยี่พร้อมที่จะรับผิดชอบหญิงสาว

    “ข้าไม่ต้องการความรับผิดชอบจากเจ้า” หลินจื้อผิงรีบปฏิเสธ

    “ข้าจะรีบเดินทางไปถอนหมั้นก่อน ข้าขอร้องเถอะนะ เจ้าอย่าตอบรับรักไอ้หลังค่อมจะได้มั้ย” อ้ายเจียงยี่กล่าว

    “เขาคืออาจารย์อึ้งชาง จงพูดจาให้เกียรติเขาด้วย” หลินจื้อผิงไม่ชอบ เพราะมันเป็นการดูถูกดูหมิ่น

    “ช่างปกป้องกันดีจริงๆ เลยนะ ก็ได้ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับอึ้งชางอีก” อ้ายเจียงยี่ยอมพูดใหม่

    “ข้ากับอึ้งชางเป็นเพียงเพื่อนร่วมงานกัน ข้าไม่ได้รักเขา ดังนั้นข้าจะไม่มีวันหลอกใช้เขาเหมือนที่เจ้าทำกับข้าหรอก” หลินจื้อผิงกล่าว

    “ก็ยังดี! จงรอข้ากลับมา อีกไม่นาน ข้าจะมารับตัวเจ้ากลับไปเมืองหนานโจวด้วยกัน” อ้ายเจียงยี่กล่าว

    “ใครจะรอเจ้ามิทราบ” หลินจื้อผิงหันหน้าหนี

    “เจ้าอย่าถือทิฐิจะได้มั้ย เจ้าอยากให้ลูกของพวกเราเป็นเหมือนเด็กชายที่ถูกล้อว่าไม่มีพ่อคนนั้นอย่างนั้นหรือ” อ้ายเจียงยี่ยกตัวอย่างเด็กที่เพิ่งถูกรังแกเมื่อสักครู่

    “ก็ได้! ข้าจะลองให้โอกาสเจ้าดูสักครั้ง แต่ถ้าครั้งนี้เจ้าหลอกลวงข้าอีก ข้าจะไม่มีวันให้อภัยเจ้าอีกเลย” หลินจื้อผิงยอมใจอ่อน

    อ้ายเจียงยี่กอดหลินจื้อผิงด้วยความดีใจ “ขอบคุณที่ยอมให้โอกาสข้า แล้วข้าจะรีบไปรีบมานะ”

    อึ้งชางที่แอบมองดูอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ เขากำหมัดไว้แน่น และกัดฟันด้วยความเจ็บใจ สักพักเขาก็พึมพำว่า “เจ้าแย่งผู้หญิงของข้า อ้ายเจียงยี่”

    ********************************************

    แต่ทว่าเจ็ดวันผ่านไป หลินจื้อผิงก็ไม่ได้ยินข่าวคราวของอ้ายเจียงยี่อีกเลย นางได้ยืนพึมพำอยู่ริมสระบัวว่า “เจ้าหลอกข้าอีกแล้ว สนุกมากเลยใช่มั้ยกับการหลอกลวงด้วยการให้ความหวังผู้อื่นแบบนี้”

    “เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า คิดถึงว่าที่สามีอยู่อย่างนั้นหรือ” อึ้งชางทัก

    “ข้าไม่คิดถึงคนร้ายพันธุ์นั้นหรอก ว่าแต่ข้ามาลองสังเกตดู ข้ารู้สึกว่าเด็กๆ ไม่มีการล้อเลียนกันในเรือนบัณฑิตอีกแล้ว” หลินจื้อผิงรีบเปลี่ยนเรื่อง

    “เด็กที่นี่ว่านอนสอนง่ายน่ะ” อึ้งชางกล่าวอ้าง

    “เอ่อ แต่ข้าว่า ดูเด็กๆ จะกลัวเจ้านะ” หลินจื้อผิงสังเกตได้

    “ข้าอาจดูอัปลักษณ์แถมหลังค่อมอีกต่างหาก เด็กกลัวข้าก็ไม่แปลกหรอก” อึ้งชางกล่าว

    “ข้าว่า เด็กๆ ไม่ได้กลัวแบบนั้นนะ แต่ช่างมันเถอะ” หลินจื้อผิงยอมเลิกคิด

    “อาจารย์หลินจื้อผิงขอรับ มีผู้หญิงคนหนึ่งขอพบท่านขอรับ” ผู้ดูแลเรือนบัณฑิตกล่าว

    “นางเป็นใครและอยู่ที่ไหนล่ะ” หลินจื้อผิงสงสัย

    “เห็นนางบอกว่านางคือบุตรสาวของผู้ว่าเมืองสุ่ยเจี้ยน ตอนนี้นางรออยู่ที่ห้องรับรองแขกแล้วขอรับ” ผู้ดูแลเรือนบัณฑิตกล่าว

    “นางมาทำอะไรที่นี่กันนะ” หลินจื้อผิงก็เลยกล่าวขอบคุณแล้วเดินไปหาคู่หมั้นของอ้ายเจียงยี่ทันที

    ********************************************

    ณ ห้องรับรองแขก

    “เจ้าน่ะหรือ คือ หลินจื้อผิง” เซียวหลานมองอาจารย์สาวตั้งแต่หัวจรดเท้า

    “ใช่!” หลินจื้อผิงกล่าว

    “อ้ายเจียงยี่อยู่ที่ไหน เจ้าซ่อนตัวเขาไว้ใช่มั้ย” เซียวหลานเค้นถาม

    “เขาบอกข้าว่าจะไปถอนหมั้นกับเจ้านี่” หลินจื้อผิงกล่าว

    “เจ้ากุเรื่องขึ้นมาเองน่ะสิ” เซียวหลานไม่เชื่อ

    “เขาพูดกับข้าอย่างนั้นจริงๆ นะ” หลินจื้อผิงยืนยัน

    “น่าขำ! เขาไม่เห็นว่าจะมาหาข้าเลย และเมื่อข้าลองไปที่บ้านของอ้ายเจียงยี่ ท่านพ่อของเขาบอกว่าเขามาหาเจ้าที่นี่ตั้งแต่เจ็ดวันที่แล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับไปเมืองหนานโจวเลย” เซียวหลานเล่า

    “หรือว่า! จะเกิดอะไรขึ้นกับอ้ายเจียงยี่” หลินจื้อผิงกังวล

    “อย่ามาทำเสแสร้งดีกว่า เจ้าทำร้ายอ้ายเจียงยี่ใช่หรือไม่” เซียวหลานกล่าวโทษ

    “ข้าจะทำร้ายเขาไปทำไม เขาคือพ่อของเด็กในท้องข้านะ” หลินจื้อผิงหลุดปาก

    “ก็เจ้าแค้นที่เขาหลอกลวงเจ้าไงล่ะ” เซียวหลานกล่าว

    “เอาเป็นว่า พวกเราลองไปแจ้งทางการก่อนดีมั้ย อ้ายเจียงยี่จะหลอกลวงข้าหรือไม่ ก็ค่อยว่ากันทีหลัง” หลินจื้อผิงคิดว่าความปลอดภัยของอ้ายเจียงยี่สำคัญทีสุด

    “ก็ได้! หากเจ้าเป็นผู้บงการทำร้ายคู่หมั้นของข้า ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่” เซียวหลานคาดโทษ

    ดังนั้นสองสาวจึงไปแจ้งทางการว่าอ้ายเจียงยี่ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

    ********************************************

    สามวันต่อมา ทางการก็ยังหาตัวอ้ายเจียงยี่ไม่เจอ

    ณ ห้องรับรองแขก

    “ท่านเหลียงกัง! ท่านมาทำอะไรที่นี่เจ้าคะ” หลินจื้อผิงแปลกใจ

    “ข้าได้ข่าวมาว่า อ้ายเจียงยี่หายตัวไป ข้าก็เลยจะมาช่วยตามหาเขาไงล่ะ” เหลียงกังว่าธุระ

    “จะเกิดอะไรไม่ดีกับอ้ายเจียงยี่หรือเปล่าก็ไม่รู้” หลินจื้อผิงกังวล

    “เจ้ากับเขาคืนดีกันแล้วงั้นหรือ” เหลียงกังสงสัย

    “เขามาขอโอกาสจากข้า ข้าก็เลยยอมให้โอกาสเขาสักครั้ง โดยเขาบอกว่าจะไปถอนหมั้นกับคู่หมั้นเจ้าค่ะ” หลินจื้อผิงยอมเผย

    “น่าแปลก! แม่นางเซียวหลานกลับไม่เจออ้ายเจียงยี่เลย มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ” เหลียงกังสงสัย

    “มีอะไรกันอย่างนั้นหรือขอรับ แล้วผู้ชายคนนี้คือ” อึ้งชางเดินเข้ามาทัก

    “ข้าคือพ่อค้าเหลียงกัง ข้าแค่มาเยี่ยมอาจารย์หลินจื้อผิงเท่านั้น แล้วท่านล่ะ” เหลียงกังแนะนำตัว

    “ข้าคืออาจารย์อึ้งชางขอรับ” อึ้งชางกล่าว

    “ข้าต้องรีบไปแล้ว วันหลังข้าจะมาเยี่ยมใหม่นะ” เหลียงกังจะต้องรีบติดต่อทางการ

    “เจ้าค่ะ” หลินจื้อผิงพยักหน้า

    “พวกเราต้องรีบไปตรวจข้อสอบนะ” อึ้งชางเตือน

    “ข้าทราบแล้ว รีบไปกันเถอะ” หลินจื้อผิงเดินตามอึ้งชางไปที่ห้องพักอาจารย์

    ********************************************

    วันถัดมา หลินจื้อผิงก็ไปเรือนบัณฑิตตามปกติ แต่อยู่ดีๆ ก็มีเด็กน้อยแอบซุกอยู่ใต้โต๊ะทำงานของนาง

    “เจ้า…..” หลินจื้อผิงชะงักเมื่อเห็นเด็กชายใช้นิ้วจุ๊ปาก

    “ชู่!”

    หลินจื้อผิงก็เลยนั่งทำงานตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    สักพักอึ้งชางก็เดินมาที่โต๊ะทำงานของนาง

    “เจ้าเห็นซ่งจื่อมาที่นี่หรือเปล่า” อึ้งชางลองถาม

    “เจ้ามีอะไรกับเขาอย่างนั้นหรือ” หลินจื้อผิงสงสัย

    “ข้าแค่จะคุยเรื่องผลการสอบ คะแนนของเขาไม่ดีเลย ข้าก็เลยว่าจะสอบถามเขาให้รู้เรื่องว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า” อึ้งชางกล่าวอ้าง

    “ข้าไม่เห็นนะ เขาไปเล่นกันเพื่อนๆ หรือเปล่า” หลินจื้อผิงกล่าว

    “งั้นข้าไปก่อนนะ” อึ้งชางต้องรีบตามหาเด็กชายให้เจอ

    พออึ้งชางเดินออกไปจากห้องพักอาจารย์

    หลินจื้อผิงจึงพาเด็กน้อยวัย 8 ขวบนามว่าซ่งจื่อไปคุยกันในห้องพยาบาล

    “มันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ เจ้ากลัวอะไรอยู่” หลินจื้อผิงสงสัย

    “อาจารย์อึ้งชางขอรับ อาจารย์เขาน่ากลัวมากเลย” ซ่งจื่อกลัวจนตัวสั่น

    “เจ้าคงทำความผิด อาจารย์เขาก็เลยทำโทษไปบ้าง” หลินจื้อผิงแก้ตัวแทน

    “ข้าล้อเพื่อนเล่นก็จริง แต่ข้าก็เลิกล้อไปนานแล้ว อาจารย์อึ้งชางกลับจับข้าไปขังในคุกใต้ดิน และอาจารย์ก็เฆี่ยนข้าด้วย นี่ไงขอรับ รอยเฆี่ยนตีที่หลังข้า” เด็กน้อยเปิดเสื้อให้ดู

    “ตายจริง! เจ้าเจ็บมากมั้ย” หลินจื้อผิงตกใจกับบาดแผลที่เป็นรอยเฆี่ยน

    “ข้าโดนเฆี่ยนไม่กี่ที อาจารย์อึ้งชางก็ต้องรีบกลับไปสอนแล้ว ข้าก็เลยถือโอกาสหนีมาที่นี่ขอรับ” ซ่งจื่อเล่า

    “อึ้งชางทำเกินกว่าเหตุจริงๆ” หลินจื้อผิงไม่เห็นด้วยกับการอบรมเด็กด้วยความรุนแรงแบบนี้

    “มีคนโดนหนักกว่าข้าด้วยขอรับ” ซ่งจื่อมองเห็นอีกคนอยู่ในห้องใต้ดินเหมือนกัน

    “เป็นเด็กคนไหนงั้นหรือ” หลินจื้อผิงอยากรู้

    “เขาเป็นผู้ชายที่เคยมาพบท่านที่เรือนบัณฑิตขอรับ เขาโดนเฆี่ยนหนักมาก ตอนนี้เขาโดนจับมัดอยู่ในห้องใต้ดินแห่งนั้น” ซ่งจื่อกล่าว

    “อ้ายเจียงยี่งั้นหรือ ห้องใต้ดินอยู่ที่ไหน พาข้าไปเร็วเข้า” หลินจื้อผิงร้อนใจ

    “ขอรับ” เด็กชายซ่งจื่อจึงพาหลินจื้อผิงไปที่ห้องใต้ดินซึ่งเป็นสถานที่ที่เด็กน้อยถูกอาจารย์อึ้งชางลงโทษ

    ********************************************

    หลินจื้อผิงเดินตามเด็กน้อยไปจนกระทั่งถึงห้องใต้ดิน

    “อ้ายเจียงยี่! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หลินจื้อผิงมองเห็นคนรักถูกมัดตรึงแขนและขาไว้กับเสา

    “หลิน จื้อ ผิง เจ้ารีบหนีไป อึ้งชางเป็นบุคคลอันตราย” อ้ายเจียงยี่รีบไล่เพราะคนรักอาจถูกอึ้งชางทำร้าย

    “ไม่! พวกเราต้องหนีไปด้วยกัน” หลินจื้อผิงพยายามแกะเชือกออก

    “อาจารย์ขอรับ เหมือนข้าได้ยินเสียงคนเดินนะขอรับ” ซ่งจื่อกล่าวทัก

    “ข้าจะล่ออึ้งชางให้ ส่วนเจ้ารีบนำความไปบอกพ่อค้าเหลียงกังที่โรงเตี๊ยม บอกเขาให้รีบแจ้งทางการมาช่วยข้ากับอ้ายเจียงยี่นะ” หลินจื้อผิงสั่งเด็กน้อย

    “แต่ว่า…” ซ่งจื่อลังเล

    “รีบหนีเร็วเข้า ชีวิตของข้าขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วนะ” หลินจื้อผิงกล่าว

    “ขอรับ” เด็กน้อยก็เลยค่อยๆ ย่องไปหลบก่อน ส่วนหลินจื้อผิงก็ยืนรอเผชิญหน้ากับชายหลังค่อมอยู่ในห้องนั้น พอสบโอกาสตอนที่อึ้งชางจ้องไปที่หญิงสาวผู้มาใหม่ เด็กน้อยจึงรีบย่องหนีไปจากห้องใต้ดินทันที

    “เจ้าเห็นหมดแล้วสินะ” อึ้งชางกล่าวกับสตรีตรงหน้า

    “เจ้าทำร้ายอ้ายเจียงยี่ทำไมกัน เขาไปทำอะไรให้เจ้า” หลินจื้อผิงกล่าวอย่างเอาเรื่อง

    “เขาแย่งเจ้าไปจากข้าไงล่ะ” อึ้งชางรู้สึกเจ็บแค้น

    “ปล่อยเขาไปเถอะนะ ถือว่าข้าขอร้อง” หลินจื้อผิงพยายามเกลี้ยกล่อม

    “ทำไม! รักมันมากสินะ” อึ้งชางตะคอก

    “ข้า…..” หลินจื้อผิงชะงัก

    “ขนาดไม่มีมันแล้ว เจ้าก็ยังโปรยเสน่ห์ไปทั่วอีก” อึ้งชางโมโห

    “ข้าไปโปรยเสน่ห์ให้ใครกัน” หลินจื้อผิงไม่เข้าใจ

    “ก็พ่อค้าเหลียงกังนั่นไง” อึ้งชางรู้สึกหึงหวง

    “เขาเป็นเพียงสหายของข้าเท่านั้น” หลินจื้อผิงกล่าว

    “โกหก! ข้าผิดหวังในตัวเจ้าจริงๆ ข้าคิดว่าเจ้าจะเข้าใจความรู้สึกของข้าและเห็นใจข้า แต่แล้วเจ้าก็ไม่ได้แตกต่างจากคนอื่นๆ เลย เจ้านั้นหลงรูปและรักคนที่หน้าตา” อึ้งชางรู้สึกผิดหวัง

    “ข้ายอมรับว่าข้าเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่ถึงอย่างไรข้ากับอ้ายเจียงยี่ก็มีความสัมพันธ์กันไปแล้ว ข้าก็เลยไม่อาจมีใจให้ใครได้อีก” หลินจื้อผิงกล่าวอ้าง

    “เจ้าอยากช่วยมันมากสินะ งั้นเจ้าก็ยอมเป็นของข้าสิ ถ้าเจ้ายอม ข้าจะปล่อยมันไป ว่าไง” อึ้งชางกล่าวเงื่อนไข

    “อย่าเชื่อมันนะ เจ้าจงหนีไปเสียเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงข้า” อ้ายเจียงยี่ตะโกน

    “ก็ได้! แต่เจ้ายอมปล่อยอ้ายเจียงยี่ไปก่อนสิ” หลินจื้อผิงยอมตกลง

    “มันขึ้นอยู่กับเจ้า ว่าเจ้าปรนนิบัติข้าดีหรือเปล่า” อึ้งชางยิ้มมุมปาก

    “ไม่นะ! เจ้าหนีไปซะ อื้อ…” อ้ายเจียงยี่ถูกอึ้งชางใช้ผ้ารัดปากไว้

    จากนั้นอึ้งชางก็เดินเข้าไปกอดหลินจื้อผิงต่อหน้าต่อตาอ้ายเจียงยี่ที่ถูกจับตรึงแขนและขาไว้ อีกทั้งยังพูดไม่ได้

    “ร้องไห้ทำไมล่ะ ถ้าข้าเสียอารมณ์ ข้าไม่ไว้ชีวิตมันนะ” อึ้งชางขู่

    “ข้าขอโทษ” หลินจื้อผิงพยายามกลั้นไม่ให้ตนร้องไห้ออกมา

    อึ้งชางจูบไซร้ซอกคอหญิงสาวที่ยอมอยู่นิ่งๆ

    เขากำลังมัวเมาในกามารมณ์โดยมิอาจคุมได้อยู่ และเขาก็กำลังจะถอดเสื้อผ้าหญิงสาว แต่ทว่าเขากลับถูกเหลียงกังดึงตัวออกไปโดยไว

    ไม่เพียงเท่านั้นเหล่ามือปราบก็รีบคุมตัวเขาทันที

    “ปล่อยข้า! ข้าทำผิดอะไร” อึ้งชางดิ้นรนขัดขืน

    “ฮือฮือ อ้ายเจียงยี่ เจ้าเป็นอะไรมากมั้ย” หลินจื้อผิงรีบจัดสภาพให้ตนให้เรียบร้อยและวิ่งไปหาคนรักทันที

    เหลียงกังรีบใช้ดาบตัดเชือกออกให้ ทำให้อ้ายเจียงยี่เป็นอิสระ และสามารถโอบกอดหลินจื้อผิงเพื่อปลอบประโลม

    “ข้ายังไหว” อ้ายเจียงยี่กล่าวอย่างอ่อนแรง

    “ข้าจะพาเจ้าไปหาหมอนะ” หลินจื้อผิงช่วยประคองคนรัก

    “เจ้าทำร้ายอ้ายเจียงยี่ยังไม่พอ เจ้ายังทำร้ายพวกเด็กๆ เกินกว่าเหตุอีก เจ้าจับเด็กๆ ที่เกเรมาขังไว้ที่ห้องใต้ดินและเฆี่ยนตีพวกเขาอย่างโหดร้ายทารุณ เด็กๆ ที่ถูกเจ้ากระทำได้ไปฟ้องพ่อแม่ของพวกเขา ดังนั้นพ่อแม่เด็กๆ ก็เลยไปฟ้องร้องเจ้าที่ศาลในเรื่องที่เจ้าทารุณกรรมเด็กเกินกว่าเหตุ” เหลียงกังกล่าว

    “ข้าก็แค่สั่งสอนเด็กเท่านั้น” อึ้งชางกล่าวอ้าง

    “เจ้าเอาความแค้นไปลงที่เด็ก เจ้าไม่ได้สั่งสอนเด็กให้สมกับที่เจ้าเป็นอาจารย์เลย” เหลียงกังโมโห

    “เด็กที่ชอบรังแกผู้อื่น ต้องสั่งสอนเสียให้เข็ด” อึ้งชางกล่าว

    “เจ้าไม่สมควรที่จะเป็นอาจารย์จริงๆ สิ่งที่เจ้าทำ มันเป็นการแก้แค้นในสิ่งที่เจ้าเคยโดนล้อเลียนมาตั้งแต่เด็กๆ ต่างหาก ดังนั้นข้าขอไล่เจ้าออก” เจ้าของเรือนบัณฑิตกล่าว

    “ได้โปรดอย่าไล่ข้าออกเลยนะขอรับ ต่อไป ข้าจะไม่ทำร้ายเด็กๆ อีกแล้ว” อึ้งชางพยายามขอร้อง

    “เจ้าจงทำอาชีพอื่นเถิด และข้าขอบอกตรงนี้ว่า ที่เจ้าไม่ได้เป็นอาจารย์ ไม่ใช่เพราะเจ้าหลังค่อมดูอัปลักษณ์ แต่เป็นเพราะเจ้าใช้อำนาจในทางที่ผิด เจ้าถือว่าตนเป็นอาจารย์ เจ้าจะลงโทษเด็กยังไงก็ได้ หากข้ายังคงให้เจ้าเป็นอาจารย์ต่อไป บางทีเด็กที่ยังไม่ถูกขัดเกลาอาจโดนเจ้าทำร้ายจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ขอโทษด้วย ข้าต้องปกป้องเด็กๆ ข้าคงรับเจ้ามาเป็นอาจารย์ไว้ไม่ได้จริงๆ” เจ้าของเรือนบัณฑิตมองการณ์ไกล

    “ข้าขอพาตัวอึ้งชางไปสอบสวนก่อนนะขอรับ” มือปราบกล่าว

    ศาลได้ทำการไต่สวนสรุปคดี ดังนั้นอึ้งชางต้องได้รับโทษจำคุก 5 ปี ฐานทำร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว ทารุณกรรมเด็กและลงโทษเด็กเกินกว่าเหตุ

    เจ้าของเรือนบัณฑิต จึงทำการปิดตายห้องใต้ดินและห้ามไม่ให้ใครเข้าไปทำอะไรในนี้อีก

    ********************************************

    อ้ายเจียงยี่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่เมืองหนานโจว โดยมีหลินจื้อผิงคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง

    ณ ห้องนอนของอ้ายเจียงยี่

    “เจ้าหิวมั้ย ข้าจะไปยกสำรับอาหารมาให้” หลินจื้อผิงกล่าว

    “ขอบใจนะ ที่เจ้าดูแลข้าอยู่ไม่ห่าง” อ้ายเจียงยี่จับมือว่าที่ฮูหยิน

    “ข้าขอโทษนะ” หลินจื้อผิงคิดโทษตัวเอง

    “ขอโทษทำไม มันเป็นความผิดของอึ้งชางต่างหาก” อ้ายเจียงยี่กล่าว

    “เป็นเพราะข้า เจ้าก็เลยโดนลักพาตัว” หลินจื้อผิงรู้สึกผิด

    “ไม่ใช่เพราะเจ้าหรอก ข้าเปีนคนคอยติดตามดูพฤติกรรมของอึ้งชางทุกฝีก้าวเอง นั่นจึงทำให้ข้าล่วงรู้ความลับที่เขาแอบจับเด็กเกเรไปขังไว้ในคุกใต้ดิน ข้ากะว่าจะไปช่วยเด็กๆ แต่ข้าดันพลาดท่าโดนอึ้งชางตีหัวจนสลบไป และถูกจับมัดไว้ดังที่เจ้าเห็น” อ้ายเจียงยี่คิดว่าตนหาเรื่องเองต่างหาก

    “โชคดีที่เด็กชายซ่งจื่อ หนีออกมาจากห้องใต้ดิน และมาฟ้องข้า ทำให้ข้าได้เจอเจ้า และโชคดีที่เด็กน้อยคนนั้นไปขอให้เหลียงกังมาช่วยพวกเราได้ทันเวลาพอดี” หลินจื้อผิงคิดว่าตนโชคดีที่ยังไม่ถูกอึ้งชางย่ำยี

    “หลังข้าหายดีแล้ว พวกเราแต่งงานกันเถอะนะ” อ้ายเจียงยี่จับมือหญิงสาวและจูบหลังมือเบาๆ

    “แล้วคู่หมั้นของเจ้าล่ะ เจ้ายังไม่ถอนหมั้นไม่ใช่หรือ” หลินจื้อผิงไม่อยากแย่งผู้ชายจากใคร

    “ท่านพ่อของข้าเดินทางไปเจรจาถอนหมั้นให้แล้ว และเซียวหลานก็คืนของหมั้นให้ข้าแล้วด้วย” อ้ายเจียงยี่กล่าว

    “เจ้าไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบข้า หากเจ้าไม่ได้รักข้าจริงๆ ก็อย่าฝืนใจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับข้าเลย ถ้าพวกเราฝืนใจอยู่ด้วยกันไป ต้องมีสักวันที่พวกเราต้องเลิกรากันอยู่ดี” หลินจื้อผิงคิดว่าชีวิตคู่ไม่ใช่เรื่องง่าย

    “ข้ารักและหวงเจ้ามาก ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่ตามดูพฤติกรรมอึ้งชางเพื่อที่จะได้กันไม่ให้เขาเข้าใกล้เจ้าหรอก” อ้ายเจียงยี่เผย

    “เจ้ารีบทานอาหารและจิบยาเถิด จะได้หายไวๆ พวกเราจะได้แต่งงานกันเร็วๆ ไงล่ะ” หลินจื้อผิงยอมให้โอกาส

    อ้ายเจียงยี่จับจมูกหญิงสาวอย่างหมั่นเขี้ยว จากนั้นทั้งสองก็รับประทานด้วยกันอยู่ภายในห้องพักส่วนตัวนั้น

    อ้ายเจียงเล่ยที่เฝ้ามองลูกชายอยู่ เขาหันไปคุยกับเหลียงกังว่า “นึกไม่ถึงว่าข้าจะได้ลูกสะใภ้และมีหลานทันใจแบบนี้ ลูกข้านี่ช่างไฟแรงจริงๆ”

    “ไว้ได้กำหนดวันแต่งงานเมื่อไหร่ ข้าจะมาร่วมงานก็แล้วกันนะขอรับ” เหลียงกังกล่าว

    “ขอบคุณท่านมาก ที่ช่วยชีวิตลูกชายข้า” อ้ายเจียงเล่ยนึกซึ้งใจ

    “ข้าต้องรีบกลับไปหาว่าที่ฮูหยินของข้าแล้ว หวังว่าท่านจะไปร่วมงานแต่งงานของข้าเช่นกันนะ” เหลียงกังกล่าว

    “ข้าไม่พลาดอยู่แล้ว ข้าไม่ส่งนะ” อ้ายเจียงเล่ยกล่าว

    เหลียงกังคารวะผู้อาวุโสแล้วเดินทางกลับไปที่ร้านขายของเก่าทันที

    ********************************************

    ณ ร้านขายของเก่าหมายเลขอนันต์

    “ท่านเหลียงกัง! ท่านเห็นท่านหมอเหมยซูมั้ยเจ้าคะ” กว้านจู่เดินเข้ามาถามที่ร้านขายของเก่า

    “ไม่เห็นนี่ ทำไมงั้นหรือ” เหลียงกังตกใจ

    “ท่านหมอบอกว่าจะมาหาท่านที่ร้านนี้ตั้งแต่เย็น นี่ก็ค่ำมากแล้ว ท่านหมอยังไม่กลับไปที่ร้านหมออีก ข้าก็เลยมาตามเจ้าค่ะ เพราะมีคนไข้รออยู่” กว้านจู่กล่าว

    “ข้าเองก็มาถึงที่ร้านนี้ตอนเย็น แต่ข้าไม่เห็นเหมยซูเลยนะ” เหลียงกังกล่าว

    “พวกเรารีบตามหานางดีมั้ยเจ้าคะ” กว้านจู่รู้สึกเป็นห่วง

    “ได้! ข้าจะระดมพรรคพวกช่วยกันออกตามหาเดี๋ยวนี้” เหลียงกังรีบเดินทางกลับบ้านเพื่อไประดมพรรคพวกทันที

    ผ่านไปไม่นาน เหลียงกังได้นำลูกน้องนับ 20 คนเที่ยวออกตามหาท่านหมอเหมยซูจนทั่วเมืองหนานโจว แต่หายังไงก็หาไม่เจอ

    คล้ายกับเรื่องร้านขายของเก่าหมายเลข 10 ที่คุณอ่าน