“ นี่แหละ เรียกว่า การสวดส่งวิญญาณ คือการนำทางวิญญาณที่หลงทางให้ไปสู่สุขคติ มีหลากหลายวิธีแตกต่างกันไปแล้วแต่ตัวนักปราบผีแต่ละคน แต่ถ้าเป็นวิธียอดฮิตเลยก็คือใช้มือหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของอาวุธสัมผัสกับวิญญาณและทำจิตให้สงบพร้อมกับอวยพรวิญญาณให้ไปสู่ภพภูมิที่ดีหรือให้เลิกยึดติดกับโลกใบนี้ ก็ประมาณนี้แหละ ” ซูซาคุอธิบายให้คนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆเขาฟังอย่างละเอียดเพราะเห็นว่าคราวก่อนที่อธิบายเรื่องนักปราบผีไปยัยนี่ตามไม่ทันเลยสักนิด ถ้าอธิบายแบบระเอียดแล้วให้เห็นภาพไปด้วยน่าจะเข้าใจได้เร็วขึ้นกว่าคราวก่อน
“ โอ้โห ซูซาคุสุดยอดไปเลยอย่างกับคุณครูแหน่ะ !” เธอพูดชื่นชมเด็กหนุ่มด้วยดวงอันเปล่งประกาย
“ ชมไปฉันก็ไม่ให้เธออู้งานหรอกนะ ยัยบื้อ ” คนโดนชมถึงจะพูดแบบนั้นออกไปแต่ลึกๆก็แอบรู้สึกดีเช่นกัน
“ ใช่ ไม่ต้องไปชมหมอนั่นหรอก ชมฉันดีกว่า” แน่นอนว่าไพลินที่เห็นเพื่อนสาวของเธอไปชมเด็กหนุ่มก็เกิดอาการน้อยใจเล็กๆ
เธอเป็นคนทำผลงานนี้เองทำไมคิมหันต์ต้องหันไปชมเจ้าคนชอบใช้ความรุนแรงด้วย คนที่ควรได้รับคำชมควรจะเป็นเธอต่างหาก
“ ทำไมชอบพูดจากวนประสาททุกทีเลยฟระ ยัยตะกละ ! ”
“ นายนั่นแหละ อยากมาแย่งความดีความชอบฉันเองนิ หึ ทำมาเป็นซึนเดเระ ที่ยัยนี่ชมจริงๆก็แอบดีใจใช่ไหมล่ะ ”
“ มะ ไม่มีทางโว้ย ! ทำไมฉันต้องดีใจที่ยัยซื่อบื้อนี่ชมด้วย บ้าบอสิ้นดี !”
ขอโทษที่ฉันมันซื่อบื้อละกันนะยะ แต่ฉันซื่อบื้อขนาดนั้นเลยหรอ ?
คิมหันต์ได้แต่เฝ้าถามตัวเองอยู่เรื่อยไปและดูเหมือนเธอจะไม่คิดด้วยว่าตัวเองซื่อบื้ออย่างที่สองคนนั้นว่าเป็นประจำ
ณ คฤหาสน์ เวลาหนึ่งทุ่ม
เนื่องจากวันนี้พวกเขาเจอวิญญาณร้ายระดับเทอร์เรอร์แค่ตัวเดียวระหว่างทางกลับบ้านพอดีจึงไม่ต้องเดินทางไปปราบผีที่อื่นเลยทำให้พวกเขาสามคนกลับบ้านเร็วกว่าปกติและก็ได้นั่งทานมื้อค่ำที่เซนเป็นคนเตรียมไว้ให้กันอย่างเอร็ดอร่อย
“ ทุกคนขึ้นไปพักเถอะ เดี๋ยววันนี้ฉันล้างจานให้เอง ” เด็กสาวเสนอตัวล้างจานให้เพื่อนทั้งสองที่กำลังนั่งรอให้อาหารย่อย
“ เฮ้ เดี๋ยวพวกฉันล้างกันเองก็ได้ คนที่ควรพักมันเธอนะ ช่วงนี้ก็ต้องไปวิ่งเป็นเหยื่อล่อเกือบทุกคืน ร่างกายจะไม่แย่เอารึไง ? ”
“ คราวนี้ฉันเห็นด้วยกับซูซี่นะ วันนี้เธอก็โดนครูเรียกไปเทศน์ไม่ใช่รึไง ? ”
“ ซูซาคุโว้ย ไม่ใช่ซูซี่ ! ” เขาพูดแก้ชื่อของตัวเองทันที
“ อารายหรา ซูซี่ ” เด็กสาวที่ยังสนุกกับการแหย่ให้ซูซาคุโกรธก็ยังคงไม่หยุดแถมยังหันไปทำหน้าตาล้อเลียนเขาอีก
“ หน๊อย ยัยนี่ !” เด็กหนุ่มท่าทางนักเลงชูกำปั้นอย่างโมโห
“ ฮะๆ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว เอาเป็นว่าขึ้นไปพักเถอะ เห็นแบบนี้ฉันแข็งแรงจะตายนะจะบอกให้ ” เธอพูดปรามไม่ให้ทั้งคู่เปิดศึกกันไปมากกว่านี้ก่อนจะชูแขนขึ้นทำเป็นเบ่งกล้ามให้พวกเขาดูแต่มันก็ไม่มีอะไรขึ้นมาทั้งนั้น
“ ตามใจเธอล่ะกัน ฉันขึ้นห้องก่อนล่ะ ”
“ ฉันด้วย ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืนนะ ”
ทั้งคู่พูดทิ้งถามไว้ถึงจะพูดแตกต่างกันแต่เขาทั้งสองคนก็มีความรู้สึกที่แอบห่วงเพื่อนตัวเล็กคนนี้เหมือนกัน ถึงจะมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายแต่เธอยังสามารถปรับตัวได้และไม่ค่อยจะบ่นหรือปรึกษาอะไรให้พวกเขาฟังเลย
คิมหันต์มักจะเป็นแบบนี้เสมอ ถ้าไม่พูดเค้นให้ยอมรับก็จะไม่ยอมพูดจนกว่าจะถึงที่สุด สรุปเป็นใครกันแน่นะที่ปากแข็ง ?
หลังจากเพื่อนของเธอสองคนเธอขึ้นห้องไปจนตอนนี้เหลือเธอที่ยืนอยู่ภายในห้องอาหารคนเดียว เจ้าตัวเดินไปหยิบจานอาหารที่ว่างเปล่าที่อยู่บนโต๊ะก่อนจะเริ่มลงมือล้างจาน
จริงๆแล้ว สำหรับเธอถึงมันจะมีเหนื่อยบ้างที่ต้องไปวิ่งหนีพวกเทอร์เรอร์แต่นี่มันก็เป็นอย่างเดียวที่เธอทำได้ คิมหันต์ไม่สามารถไปกระโดดฟันพวกมันแบบซูซาคุได้หรือใช้พลังแปลกๆแบบไพลิน สิ่งที่เธอทำได้ดีที่สุดก็มีแต่เรื่องที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของเพื่อนทั้งสองคนนี้แค่นั้นเอง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ ฉันมารบกวนเธอรึเปล่า ” สิ้นเสียงเคาะประตูห้องเป็นเชิงขออนุญาตก็ตามด้วยเสียงของชายหนุ่ม
เด็กสาวที่มัวแต่ยุ่งกับการล้างจานและใจลอยคิดนู่นนี่สะดุ้งเล็กน้อยพอหันไปมองตามเสียงว่าเป็นใครเธอก็รีบจัดการจานตรงหน้าให้เสร็จพร้อมกับเช็ดมือให้แห้ง
“ ไม่รบกวนเลยค่ะ เอ่อ คุณเซนมีอะไรรึเปล่าคะ ? ” พอเขาพิจารณาบุคคลตรงหน้าสักแปปก็พอจะเดาได้ว่าเป็นใคร เจ้าตัวเลยถามชายหนุ่มตรงหน้าอย่างสงสัย
“ นั่งก่อนสิ ” เขาพูดสั้นๆแล้วเดินมานั่งที่โต๊ะ คิมหันต์เดินมานั่งตามที่คนตรงหน้าเอ่ย
“ ช่วงนี้เริ่มไปปราบผีกับพวกนั้นบ่อยขึ้นแล้วสินะ เป็นยังไงบ้าง ” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุขุม
“ ก็ดีค่ะ ถึงจะเหนื่อยบ้างที่ต้องเป็นเหยื่อล่อก็เถอะค่ะ ฮะๆ ” เธอหัวเราะแห้งๆเมื่อนึกถึงคืนก่อนที่ไปวิ่งไล่กับเทอร์เรอร์จนเธอคิดว่าอีกไม่นานคงจะได้ไปคัดตัวทีมชาติแล้วล่ะ
“ อย่างงั้นหรอ ” เขาทำท่าทางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามเด็กสาวตรงหน้าว่า “ แล้วสนใจอยากจะมาเป็นนักปราบผีไหม ? ”
คำถามของเซนทำเอาเด็กสาวถึงกับอึ้งอ้าปากค้าง ใครจะไปคิดไปฝันล่ะว่าชีวิตนี้จะมีคนถามเธอด้วยคำถามแบบนี้น่ะ
“ คะ คนอย่างฉันเนี่ยนะคะ ? จะเป็นได้หรอคะ ? ” เธอถามด้วยความไม่มั่นใจ
“ ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้หรอกนะ เอาเป็นว่าเธอ สนใจ หรือ ไม่สนใจมากกว่า ”
“ สนใจค่ะ .. ” เธอหยุดพูดไปครู่หนึ่งเหมือนจะแอบลังเลอยู่นิดหน่อยก่อนจะพูดต่อว่า “ ถึงจะกลัวไปบ้าง แต่ก็อยากจะลองดูน่ะค่ะ เผื่อว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของทั้งสองได้บ้าง เล็กน้อยก็ยังดีค่ะ ”
ชายหนุ่มพอได้เห็นแววตาอันมุ่งมั่นของเด็กสาวก็แอบแปลกใจนิดหน่อยที่คิมหันต์ผู้ขี้กลัวไปเกือบทุกเรื่องกลับอยากจะเป็นนักปราบผีด้วยความตั้งใจของตัวเองแบบนี้
โตขึ้นมาอีกหน่อยแล้วสินะ เขาคิดในใจก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆที่มุมปาก
“ เข้าใจแล้ว ฉันจะไปจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ให้ ถ้าเสร็จเรียบร้อยแล้วจะมาบอกอีกที ” เซนพอคุยธุระเสร็จเขาก็ลุกยืนเตรียมจะออกจากห้องนี้
“ ขะ ขอบคุณนะคะ โอ้ย ! ” คิมหันต์พอเห็นว่าเซนกำลังจะไปเธอเลยรีบลุกตามหวังว่าจะกล่าวคำขอบคุณแก่เขาแต่ดันพลาดท่าเท้าเตะเข้ากับโต๊ะอาหาร จนเธอได้แต่ลงไปนั่งกุมเท้าด้วยความเจ็บปวด
น่าขายหน้าชะมัดเลยตัวฉันเนี่ย !
“ ระวังหน่อยสิ ” เซนที่เห็นเด็กสาวเจ็บตัวเพราะความซุ่มซ่ามของตัวเธอเองได้แต่ส่ายหัวเบาๆก่อนจะช่วยให้เธอลุกขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ดังเดิม
ถึงจะโตขึ้นยังไง คิมหันต์ก็ยังคงเป็นคิมหันต์ผู้ซุ่มซ่ามคนเดิมสิน่า พอคิดแบบนี้ก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้เลยสิ