“แม่นางน้อยผู้นี้สร้างความลำบากให้ข้าแล้ว”มุมปากหยักรอยยิ้มขมขื่นออกมา หลันเฟิงรู้สึกจนปัญญาเป็นอย่างยิ่ง
ทว่ายามนี้เขากำลังดึงดูดความสนใจของผู้คนอยู่จึงไม่อาจพูดอันใดได้
เขาพ่นลมหายใจออกมาช้าๆแล้วค่อยๆ โคลงศีรษะท่ามกลางสายตาของทุกคน “ขอบคุณท่านอาจารย์เสี้ยวเอินทว่าข้าว่าข้าไม่ควรทดสอบ”
เขาไม่คิดว่าหากตนทดสอบแล้วจะได้เข้าเป็นศิษย์ของสำนักศึกษาเมิ่งอู่เหมือนหยางเสวี่ย
จำนวนศิษย์ที่สำนักศึกษาเมิ่งอู่จะรับเป็นการเฉพาะมีเพียงปีละสามคนก่อนจะยืนยันรับหยางเสวี่ยโดยเฉพาะก็มีอีกสองคนแล้วแน่นอนว่าย่อมไม่มีตำแหน่งเหลือให้หลันเฟิง
เมื่อเป็นเช่นนี้ไม่สู้คว้าสามลำดับแรกในการล่าประสบการณ์ก็สามารถเข้าสำนักศึกษาเมิ่งอู่ได้เช่นกัน
เมื่อได้ยินคำตอบของชายหนุ่มไม่รู้เพราะเหตุใด ทุกคนถึงได้ผ่อนคลายลง แต่ก็รู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ
ผู้ที่อิจฉาย่อมมีอยู่แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นขัดเขินสามปีก่อนยามที่ชายหนุ่มยังมีรัศมีแห่งความเป็นอัจฉริยะ พวกเขาก็พยายามเอาใจประจบประแจงแต่สามปีต่อมาชายหนุ่มก็ร่วงลงจากแท่นเทวาจึงทำให้คนจำนวนไม่น้อยเผยโฉมหน้าอันน่าเกลียดออกมาพวกเขามักพูดจาหยาบคาย และพูดจาให้ร้ายชายหนุ่มลับหลัง
แต่ยามนี้ชายหนุ่มฟื้นฟูพรสวรรค์กลับมาอีกครั้งแม้กระทั่งน่ากลัวว่าเมื่อสามปีก่อนพวกเขาจึงไม่รู้ว่าควรจะปฏิบัติกับชายหนุ่มอย่างไร
พวกเขาจึงทำได้เพียงปลอบใจตนเองบางทีชายหนุ่มอาจจะแค่โชคดี อีกไม่นานก็จะกลับสู่สภาวะเดิม
ปัจจัยต่างๆทำให้ตรรกะจิตของพวกเขาใจบิดเบี้ยวไป
ผู้ที่มีปฏิกิริยาตอบสนองไม่เหมือนกับทุกคนก็คือเสี้ยวเอินที่ยิ่งรู้สึกสนใจชายหนุ่มหน้าตาหมดจดผู้นี้มากยิ่งขึ้น
อยู่ท่ามกลางสายตาของคนจำนวนมากแต่กลบเยือกเย็นได้เพียงนี้ซ้ำยังปฏิเสธคำพูดของตนอย่างไม่ทุกข์ร้อน เกรงว่าชายหนุ่มผู้นี้คงจะไม่ธรรมดา
“ไม่จำเป็นหรือว่าไม่กล้า?”เสี้ยวเอินฉีกยิ้มบางๆ เผยท่าทีบีบคั้นอย่างผิดวิสัยออกมา
หลันเฟิงตกตะลึงไปเล็กน้อยก่อนยืดไหล่พลางยิ้มบาง “หากท่านอาจารย์เสี้ยวเอินคิดว่าข้าไม่กล้าเช่นนั้นก็ถือว่าไม่กล้าเถิดขอรับ”
ครั้งนี้ถึงตาที่เสี้ยวเอินต้องประหลาดใจแล้วคนหนุ่มล้วนเป็นคนบุ่มบ่าม ทนคำพูดยั่วยุไม่ไหวแต่ชายหนุ่มผู้กลับสงบเยือกเย็นดังเก่าทั้งที่ถูกดูถูกและสงสัย
ช่างเป็นชายหนุ่มที่น่าสนใจ!
“พี่หลันเฟิงไม่ได้ไม่กล้าหรอก”ชั่วขณะนั้นหยางเสวี่ยที่อยู่ในชุดสีเขียวก็ออกหน้าช่วยหลันเฟิงทันทีนางเอ่ยโต้แย้งว่า “เขาแค่รักความสันโดษเท่านั้น”
ทันทีที่เปล่งคำพูดออกไปก็ทำให้ท่านผู้นำตระกูลหยางเซียวและเหล่าอาวุโสตกใจจนสะดุ้งโหยง
“เสวี่ยเอ๋อร์หยุดเดี๋ยวนี้” หยางเซียวตำหนิด้วยเสียงต่ำๆ แล้วถึงได้เอ่ยขอโทษเสี้ยวเอิน“ขออภัยพี่เสี้ยว บุตรสาวของข้าถูกตามใจจนเคยตัว หวังว่าพี่เสี้ยวจะไม่ถือสานาง”
“ไม่หรอกๆข้าชื่นชมความจริงใจของคุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์” เสี้ยวเอินโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า“แต่เจตนาของคุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์ก็คือจะบอกว่าคุณชายหลันผู้นี้เป็นอัจฉริยะที่แท้จริงคนหนึ่งสินะ?”
หยางเซียวพลันเงียบขรึมไปเล็กน้อยแล้วเปิดเผยสถานการณ์ในอดีตของหลันเฟิงอย่างช้าๆ “สามปีก่อน...”
ฝูงชนที่อยู่ด้านล่างฟังหยางเซียวอธิบายอย่างเงียบเชียบความคิดราวกับย้อนกลับไปในอดีตตามคำพูดของหยางเซียว
แต่ชายหนุ่มหน้าตาหมดจดที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนผู้นั้นกลับยิ่งจนปัญญาเขาแม้กระทั่งสงสัยว่าฉากในวันนี้เป็นฉากที่พ่อลูกสองคนจัดขึ้นหรือไม่เป็นการทดสอบของหยางเสวี่ยแท้ๆ เหตุใดถึงมาพูดเรื่องของข้าเช่นนี้
เมื่อฟังหยางเซียวอธิบายจบเสี้ยวอันก็อมยิ้มแล้วมองมาทางหลันเฟิง “คุณชายหลันดูแล้วคุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์คงจะพูดไม่ผิด เจ้าเป็นคนรักสันโดษเกินไปนี้เอง”
“ท่านอาจารย์เสี้ยวเอินให้เกียรติข้าเกินไปแล้ว”หลันเฟิงกระแอมเบาๆ ก่อนเอ่ยอย่างขัดเขิน
เสี้ยวเอินจ้องชายหนุ่มเขม็งฉีกยิ้มบาง แล้วเอ่ยคำเชิญอีกครั้ง “เห็นแก่หน้าข้าเสียหน่อย คุณชายหลันลองมาทดสอบหน่อยเถอะ”คราวนี้เป็นการบีบบังคับแล้ว
หลันเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกำลังจะตอบกลับแต่กลับชะงักไป
เพราะชายชราที่อยู่ด้านข้างเอ่ยอย่างราบเรียบว่า“ไปเถิด”
เห็นสายตาลังเลเล็กน้อยของชายหนุ่มชายชราก็อธิบายด้วยเสียงแผ่วเบา “ผ่านความทุกข์ทรมานมาสามปี แค่นี้ก็เพียงพอแล้วยามนี้เจ้าฟื้นฟูพรสวรรค์กลับมา ไม่จำเป็นระงับอารมณ์ของตนเองอีก การรักสันโดษบางครั้งจะทำให้ความกล้าหาญในตัวเหือดหายไปในเมื่อยังหนุ่มยังแน่นก็แสดงความสามารถออกมาเลย!”
คำพูดสั้นๆเพียงไม่กี่ประโยคนั้นเป็นคำพูดเตือนสติอันล้ำค่าอย่างไม่ต้องสงสัยทำให้ความกลัดกลุ้มที่สะสมมาสามปีของชายหนุ่มมลายหายไป
เขารู้สึกโล่งใจความรู้สึกกลัดกลุ้มที่เก็บเอาไว้มลายสิ้นชั่วขณะนั้นชายหนุ่มพลันรู้สึกผ่อนคลายสบายตัวอย่างบอกไม่ถูกราวกับความขุ่นมัวรอบด้านถูกกำจัดทิ้งไป
ครู่ต่อมาหลันเฟิงก็พบด้วยความประหลาดใจว่าไอปราณที่แข็งตัวในจุดตันเถียนพิษผ่อนคลายลงอีกครั้งเขาควบคุมการโคจรของไอปราณได้มากขึ้นไม่น้อย
ระดับไอปราณขั้นสี่!
แสงสีขาวไหลเวียนวนอยู่ในแววตาผ่านไปชั่วสองสามลมหายใจถึงได้สลายหายไป
ดวงตาสีดำสนิทฉายแววดีใจหลันเฟิงคิดไม่ถึงว่าตนจะทะลวงระดับขั้นพลังยุทธ์เดิมได้ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ เรียกได้ว่าดีใจและประหลาดใจยิ่ง
หลันเฟิงเงยหน้าขึ้นอย่างแช่มช้าใบหน้าเผยรอยยิ้มจางๆ แม้ว่าจะยังคงเป็นสีหน้าสุขุมเยือกเย็นแต่ความรู้สึกที่ถ่ายทอดให้ผู้อื่นกลับไม่เหมือนเดิมแล้ว
หลันเฟิงในอดีตเป็นคนหนุ่มที่ขาดความมีชีวิตชีวานิสัยค่อนข้างเก็บกด แต่หลันเฟิงในยามนี้กลับเผยความสามารถออกมากล้าหาญและยากจะต้านทาน
ทว่าหลันเฟิงยังไม่ได้ทันได้เอ่ยปากตอบรับอาวุโสรองหยางเจิ้นที่อยู่ข้างกายหยางเซียวกลับชิงเอ่ยปากเสียก่อน
“ข้าว่าในเมื่อหลันเฟิงไม่อยากทดสอบทุกคนก็อย่าบีบบังคับเขาเลย” คำพูดของหยางเจิ้นราวกับคิดเผื่อหลันเฟิง“ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีอันใดปิดบังอยู่ก็เป็นได้”
พอเห็นทุกคนกำลังถูกตนดึงดูดความสนใจหยางเจิ้นถึงได้เอ่ยต่อว่า “ถึงอย่างไรเสียเขาก็เคยไร้ชีวิตชีวามาสามปีแม้ว่ายามนี้จะฟื้นฟูพรสวรรค์กลับมาแล้วแต่ผู้ใดจะรู้ว่าพรสวรรค์นี้จะคงอยู่ได้นานเท่าไหร่กันล่ะ หากทุกคนคาดหวังเกินไปถึงยามสุดท้ายเกรงว่าจะผิดหวังเอานะ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ผู้นำตระกูลหยางเซียวและอาวุโสใหญ่หยางเอ้าก็ขมวดคิ้ว
สำหรับเจตนาทิ่มแทงในคำพูดของหยางเจิ้นพวกเขาย่อมฟังออกการวิจารณ์อย่างเปิดเผยเช่นนี้ไม่นับว่าปราดเปรื่องนัก
บุตรชายของอาวุโสรองหยางเจิ้นมีเรื่องบาดหมางใจกับหลันเฟิงพวกเขาย่อมรู้เรื่องนี้ดี แต่ความขัดแย้งระหว่างเด็กๆไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อันใด ทว่าหากผู้ใหญ่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเรื่องมันจะไม่ง่ายดายเช่นนั้น
หากเป็นยามปกติหยางเซียวคงไม่ได้สนใจอะไรแต่ยามนี้เสี้ยวเอินอยู่ที่นี่การรังแกคนรุ่นเยาว์ในตระกูลต่อหน้าคนนอกออกจะเกินไปหน่อยจริงๆ
หยางเซียวหรี่ตาลงพลางเอ่ยกับตนเองในใจ“ดูท่าคงถึงเวลาจัดระเบียบผู้อยู่ใต้ล่างเสียหน่อยแล้ว”
เสี้ยวเอินมองหยางเจิ้นแวบหนึ่งทว่าเขาก็ยังคงจ้องมองหลันเฟิงเขม็ง รอฝ่ายหลังให้คำตอบ
คำพูดของหยางเจิ้นทำให้หลันเฟิงรู้สึกไม่พอใจเล็กๆตาเฒ่านี่มีเจตนาร้ายชัดๆ !
หลันเฟิงสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกหนึ่งก่อนตอบกลับไปว่า “ในเมื่อท่านอาจารย์เสี้ยวเอินเอ่ยปากแล้วหากชนรุ่นหลังปฏิเสธอีกจะเป็นการไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเช่นนี้ชนรุ่นหลังขอบังอาจทดสอบตามคำพูดของท่านอาจารย์เสี้ยวเอินก็แล้วกันขอรับ”
พอสิ้นเสียง ชายหนุ่มก็เดินออกมาจากฝูงชนอย่างแช่มช้าสีหน้าเรียบเฉย ท่าทางสุขุมมั่นคง
คำตอบนี้ทำให้ผู้คนส่งเสียงเกรียวกราวสายตามาจับจ้องที่ตัวของชายหนุ่มอีกครั้ง
ชั่วขณะนั้นหยางเจิ้นที่กำลังรู้สึกพึงพอใจรอยยิ้มบนใบหน้าพลันแข็งค้าง ท่าทางราวกับรู้สึกขยะแขยงเพราะกินแมลงวันเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น
“พี่หลันเฟิงในที่สุดท่านก็ยอมทดสอบแล้ว” หยางเสวี่ยหัวเราะคิกคัก ก้าวมาข้างหน้าสองก้าว แล้วกุมมือของหลันเฟิงเอาไว้โดยไม่สนใจสายตาของผู้คนรอบข้าง
“แค่กๆ ...” หลันเฟิงรีบชักมือกลับแล้วเอ่ยอย่างขมขื่นมา“แม่นางน้อย เจ้าจงใจอยากให้เป็นเช่นนี้แต่แรกแล้วใช่ไหม”
หยางเสวี่ยสายตาล่อกแล่กแสร้งเอ่ยเหมือนไม่รู้เรื่องใดๆ “จงใจอะไรหรือ”
“เอาล่ะๆพวกเจ้าสองคนอย่าเพิ่งจีบกันต่อหน้าคนมากมายได้หรือไม่ ทุกคนกำลังรออยู่นะ”หยางเซียวส่ายหัวอย่างจนปัญญาแล้วเอ่ยเร่งเร้า
หยางเสวี่ยใบหน้าแดงก่ำแต่ก็ไม่ได้ผละออก นางเดินตามหลันเฟิงไปที่แผ่นศิลาทดสอบปราณทีละก้าวๆ
รอจนหลันเฟิงมาอยู่ตรงหน้าแผ่นศิลาทดสอบปราณก็พบด้วยความประหลาดใจว่าสายตาที่ลูกศิษย์หนุ่มซึ่งอยู่ทั้งสองฝั่งของเสี้ยวเอินมองมาที่ตนด้วยแววตาที่แฝงไว้ด้วยความเป็นศัตรูแน่นอนว่าในนั้นมีความอิจฉายิ่งกว่า หรืออาจเรียกได้ว่าริษยา
แม้ว่าพวกเขาจะเก็บซ่อนมันไว้เป็นอย่างดีแต่ประสบการณ์ความทุกข์ทรมานตลอดสามปีของหลันเฟิงกลับทำให้เขาสัมผัสมันได้อย่างง่ายดาย
“ข้าดูเหมือนจะไม่เคยล่วงเกินพวกเขาไม่ใช่หรือ”หลันเฟิงโคลงศีรษะอย่างสงสัย แล้วไม่ได้สนใจพวกเขาอีก
เสี้ยวเอินหัวเราะหึๆพลางจ้องมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า เขาประคองแผ่นศิลาทดสอบปราณเอาไว้ พลางเอ่ยอย่างรอคอยเล็กๆ“ใช้มือของเจ้าสัมผัสแผ่นศิลาทดสอบปราณ แค่สิบชั่วลมหายใจก็พอแล้ว”
หลันเฟิงพยักหน้าแล้วยื่นฝ่ามือออกไปสัมผัสกับแผ่นศิลาทดสอบปราณอย่างแช่มช้า
สายตาของทุกคนต่างทยอยมองไปที่แผ่นศิลาสีขาวเกลี้ยงเกล้าแผ่นนั้นจ้องเขม็งตาไม่กะพริบ ราวกับกลัวว่าจะพลาดฉากอันยอดเยี่ยมไป
“ระดับไอปราณขั้นหนึ่งหรือเปล่านะ?”
ทุกคนต่างคาดเดาอยู่ในใจเงียบๆ
“ต้องเป็นระดับไอปราณขั้นหนึ่งแน่”
หยางเจิ้นและหยางกวงสองพ่อลูกสีหน้าสลับซับซ้อน
ผู้นำตระกูลหยางเซียวและอาวุโสใหญ่หยางเอ้าที่มีสีหน้ารอคอยเล็กๆ“ไม่แน่ว่าอาจจะไปถึงระดับไอปราณขั้นสองแล้วก็ได้!”
ภายในระยะเวลาสั้นๆเพียงสิบชั่วลมหายใจกลับเหมือนเนิ่นนานเป็นศตวรรษเมื่อไม่ได้กะพริบตาเป็นเวลานานย่อมทำให้รู้สึกเคืองตายิบๆ
แต่พวกเขาไม่กล้าหลับตากลัวว่าวินาทีที่ตนหลับตา จะพลาดฉากที่น่าอัศจรรย์ที่สุดไป
ในสิบชั่วลมหายใจที่เงียบสงัดหลันเฟิงชักมือกลับมาอย่างแช่มช้าสายตาเองก็มองไปที่แผ่นศิลาทดสอบปราณด้วยความประหลาดใจเขาอยากเห็นว่าของเล่นชิ้นนี้มหัศจรรย์ตามที่เล่าลือกันจริงหรือไม่แค่ใช้ฝ่ามือสัมผัสก็สามารถทดสอบอายุและพลังยุทธ์ได้แล้วหรือ
แผ่นศิลานิ่งไปสองสามชั่วลมหายใจหลังจากผ่านไปชั่วครู่ก็เปล่งแสงสีดำสนิทออกมา!
บนแผ่นศิลามีตัวอักษรสีดำที่ไม่นับว่าใหญ่นักแต่กลับทำให้ผู้คนโดยรอบกั้นหายใจ รูม่านตาหดเล็กลงทันที หัวใจเหมือนถูกรถไฟชนเข้าอย่างจังสั่นเทาอย่างรุนแรง
“อายุสิบหกปีระดับไอปราณขั้นสี่ ระดับดารา...”