บทที่1 จุดเริ่มต้น
“ทำไมแกถึงถามฉันแบบนี้ห่ะ..ไม่ใช่เพราะฉันเห็นแกเป็ลูก เป็คนในครอบครัว ฉันถึงอยากให้แกแต่งงานมีอนาคตที่ดี ลำพังแค่อาชีพแม่ค้าของแกรายได้ต่อเดือนมันจะสักกี่บาทกันเชียว มันไม่ทำให้แกร่ำรวยมีหน้ามีตาขึ้นมาได้หรอก”
“เรียนจบมารึก็สูง ฉันสู้อุตส่าห์ฝากฝังหางานที่ดี มีหน้ามีตาให้ทำ แกก็ไม่รักดีลาออกมาเพื่อมาทำสวน ทำไร่ ทำตัวเป็แม่ค้าขายของไปวันๆ การเป็แม่ค้าออนไลน์อะไรของแก ฉันไม่เห็นว่าชีวิตแกมันจะมีอนาคตที่ตรงไหน สู้แต่งงานกับผู้ชายมีฐานะร่ำรวย เลี้ยงดูแกได้ตลอดชีวิตเสียดีกว่า”
เสียงพูดที่เจือปนไปด้วยความกรุ่นโกรธของชายวัยกลางคน ผู้เป็พ่อดังแว่วมาจากบ้านหลังหนึ่ง
เหตุเพราะก่อนหน้านี้ บุตรสาวคนโตของบ้าน ได้เอ่ยถามพ่อของเธอออกไปว่า
ตัวเขายังคงมองเห็นเธอ เป็ลูก เป็คนในครอบครัวอยู่บ้างหรือเปล่า ทำไมจึงต้องบังคับตัวเธอ ให้แต่งงานกับเ้าบ่าวที่เป็เพื่อนสนิทรุ่นน้องของพ่อด้วย
“เงิน5ล้าน ที่คุณพ่อยืมเขามาลงทุนให้น้ามณีทำร้านอาหารญี่ปุ่นคราวก่อน ดาวนำเงินจากการขายที่ดินบ้านสวนมาให้คุณพ่อไปใช้หนี้จนครบแล้วนี้คะ ไหนคุณพ่อสัญญาว่า ถ้าดาวยอมขายที่ดินมรดกของคุณย่าที่ยกให้ดาว นำมาใช้หนี้ก้อนนี้ให้คุณพ่อ ดาวจะไม่ต้องถูกบังคับให้แต่งงานและสามารถออกไปใช้ชีวิตอิสระตามลำพังได้ไงคะ ”
2ปีก่อน เธอยอมลาออกมาจากงานประจำเนื่องจาก้าออกมาดูแลผู้มีพระคุณอย่างคุณย่าที่เป็ผู้ป่วยติดเตียง คุณย่ารับเธอมาดูแลหลังจากจบม.6 เพราะทนเห็นหลานสาวคนโตถูกแม่เลี้ยงข่มเหงรังแกไม่ไหว ส่วนคนเป็พ่อก็หลับหูหลับตาเสมือนมองไม่เห็นเื่ราวต่างๆที่เกิดภายในบ้าน
“แล้วทำไมคุณพ่อถึงพูดว่า ถ้าดาวแต่งงานไปกับเขา ทางนั้นจะยกเลิกหนี้สินที่เราค้างชำระทั้งหมดให้ด้วยล่ะคะ”
พ่อของเธอถึงกับผงะอยู่เล็กน้อย หลังจากนั้นก็ตอบออกมาอย่างอ้ำอึ้งว่า
“ก็…เอ่อ ก็น้องแกมันมาบ่นให้ฉันฟังว่า อยากได้คอนโดไว้ในเมืองสักห้อง วันไหนเลิกงานดึกๆดื่นๆจะได้ไม่ต้องขับรถกลับมาบ้านมันอันตราย แล้วเห็นว่ารถน้องก็เสีย ค่าซ่อมก็แพงมากไม่คุ้ม ฉันเลยซื้อคันใหม่ให้ใช้แทน ส่วนน้ามณีเขาก็อยากได้เงินสักก้อนไปลงหุ้นกับเพื่อน เพื่อทำร้านทอง ฉันก็ว่าดี”
“พ่อก็เลยไม่ได้เอาเงินของดาวไปใช้หนี้สินะ” เธอเอ่ยคำพูดออกมาอย่างแ่เบาเสมือนกับคนที่หมดเรี่ยวแรง
“เอาเถอะ ไหนๆแล้ว ถือเสียว่า แกแสดงความกตัญญูทำเพื่อพ่อ เพื่อครอบครัวของเราละกัน แค่การแต่งงาน แกไม่ต้องถึงกับมานั่งทำหน้าเหมือนฉันไล่แกไปตายแบบนี้หรอก ตัวแกเองก็โสดไม่ได้คบหาใครอยู่แล้ว ถ้าได้ตบแต่งไปกับอามนัส ขี้คร้านแกจะมานึกขอบคุณฉันทีหลัง ได้เป็คุณนายนั่งกินนอนกิน วันทั้งวันคงไม่ต้องหยิบจับทำอะไร เพราะในบ้านมีคนคอยรับใช้ รองมือรองเท้าอยู่ตลอดเวลา”
“ แต่อามนัสเพื่อนคุณพ่อ เขามีเมียอยู่แล้วนี่คะ จะให้ดาวแต่งไปในฐานะ……”
เธอได้แต่เก็บคำว่า เมียน้อย ไว้ในใจ ไม่กล้าพูดออกมาต่อ
“แกไม่ต้องกังวล เขากับเมียแยกบ้านกันอยู่มาหลายปีแล้ว ใช้ชีวิตต่างคนต่างอยู่ ถึงแกจะไม่ได้จดทะเบียนสมรสเป็เมียตามกฎหมาย แต่ทางนั้นเขาก็รับปากว่า จะจัดงานตบแต่งให้อย่างดี ไม่น้อยหน้าใครแน่นอน หลังจากนี้ เขาจะทำเื่หย่าขาดกับเมียเก่า แต่คงต้องรอให้จบการเลือกตั้งสมัยหน้าเสียก่อน เพราะอามนัสเขาไม่อยากมีข่าวเสียหายเื่หย่าร้างตอนนี้ กลัวจะกระทบชื่อเสียงตอนเลือกตั้ง”
“สรุปไม่ว่ายังไง แกก็ต้องแต่งงาน ไม่งั้นอย่ามาเรียกฉันว่าพ่ออีก แล้วไอ้อาชีพแม่ค้า ทำสวน ทำไร่ งานทุกอย่างที่แกทำอยู่ ก็เลิกมันไปให้หมดซะ ทุกวันนี้เวลาใครถามฉันว่าลูกสาวคนโตทำงานอะไร ฉันอับอาย ไม่กล้าบอกว่าเป็แม่ค้า แกจะทำอะไรก็หัดนึกถึงหน้าตาของครอบครัวบ้าง ไหนจะชื่อเสียงน้องแกอีก ถ้ามีข่าวว่า พี่สาวดาราดังเป็แม่ค้าตลาดนัด น้องแกจะเอาหน้าไปไว้ไหน"
“วันนี้ฉันมีเื่จะพูดกับแกแค่นี้แหล่ะ จะไปไหนก็ไปเถอะ เจอหน้าแกทีไร ฉันล่ะเหนื่อย”
เมื่อพูดจบบิดาของเธอก็เดินจากไปทันที
ตลอดเวลาที่ได้รับฟังคำพูดยืดยาวของคนที่ขึ้นชื่อว่า พ่อ ดาวทำได้แต่เพียงนิ่งเงียบและปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาแทนคำพูดมากมายในใจ เคยคิดอยากระบายความในใจหลากหลายอย่างคนเป็พ่อรับฟัง แต่มันคงเป็ไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเอ่ยอะไรไปก็ดูขัดอกขัดใจผู้เป็พ่อไปเสียทุกครั้ง
ขณะที่เธอ จมจ่อมอยู่กับความเสียใจ พลันได้ยินเสียงเปิดประตู ดาวรีบใช้สองมือปาดน้ำตาที่ไหลออกมาทิ้งอย่างลวกๆ
“อ้าว..นึกว่าใคร ที่แท้ ว่าที่เ้าสาวป้ายแดงนี่เอง แพรได้ยินว่าเ้าบ่าวของพี่ เป็เพื่อนรุ่นน้องของคุณพ่อหรือคะ
อุ๊ย!..ตายล่ะ แต่งงานทีเดียวคุ้มเลยนะคะเนี่ย เหมือนได้ทั้งสามี ได้ทั้งพ่อในคนเดียวกันเลย แต่ว่าไปแล้วก็น่าเห็นใจพี่สาวสุดที่รักของแพรอยู่นะ มีโอกาสได้แต่งงานกับเขาทั้งที แต่ไม่มีสิทธิกอดทะเบียนสมรส คงเป็ได้แค่……”
ขณะที่น้องสาวต่างแม่ของเธอพูดประโยคสุดท้ายก็เดินเข้ามาทำท่าโอบกอดเธอแล้วกระซิบเบาๆให้ได้ยินกันเพียงสองคนว่า นาง-บำ-เรอ เธอทำได้เพียงกำมือแน่นดวงตาร้อนผ่าว ความรู้สึกเสียใจ น้อยใจ ผิดหวังและโกรธเคือง มันปนเปกันไปหมด แต่ที่รู้ ตอนนี้เธออยากออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
“น้องแพรคะ แม่ว่าเราขึ้นไปข้างกันเถอะ น้องแพรเพิ่งขับรถคันใหม่พี่คุณพ่อซื้อให้พาแม่ไปช้อปปิ้งมาเหนื่อยๆ แม่ว่าเราไปลองชุด ลองเครื่องประดับ ที่ซื้อมาใหม่กันดีกว่านะ จะได้เจริญหูเจริญตา
แม่เลี้ยงของเธอปรายตามองมาที่เธอพร้อมกับยิ้มเหยียด
.....................................
มีดาว วงศ์พรประภากรณ์ หรือ ดาวหญิงสาววัย25 เธอเป็ลูกครึ่งไทย-จีน มีแม่เป็ชาวจีนฮ่องกงที่มาทำงานเป็เชฟในโรงแรมห้าดาวของประเทศไทย และได้พบรักกับพ่อ ที่ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการโรงแรม ทั้งคู่ตัดสินใจแต่งงานกัน ั้แ่เกิดและจำความได้ ครอบครัวของเธอเป็ครอบครัวที่อบอุ่นถึงพ่อของเธอจะไม่มีเวลาให้ครอบครัวมากนัก ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องทุ่มเทให้กับงานที่ทำ จนตอนที่ดาวอายุ16ปี แม่ของเธอจากไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลังจากนั้น1เดือน พ่อของเธอพาแม่เลี้ยงและลูกสาวคนใหม่เข้ามาอยู่ในบ้านทันที เธอจำได้ดี แม่เลี้ยงคนนี้ชื่อมณีเป็เลขาส่วนตัวของพ่อ เคยแวะเอาเอกสารมาให้พ่อเซ็นต์ที่บ้านอยู่2-3ครั้ง สมัยที่แม่ของเธอยังมีชีวิตอยู่ และที่น่าใมากไปอีก เห็นจะเป็น้องสาวต่างแม่ของเธอที่อายุเท่ากันกับเธอ เพียงแค่เกิดทีหลังตัวเธอแค่2เดือน นับแต่นั้นชีวิตในบ้านหลังนี้ของเธอ ก็ไม่พบเจอคำว่าความสุขอีกเลย
...........................................
ขณะขับเ้ากระป๋อง รถกระบะคู่ใจคันเก่าเพื่อไปส่งผลิตภัณฑ์ออแกนิคที่เธอทำขึ้นเอง ตามคำสั่งซื้อของลูกค้าอยู่นั้น เธอเหลือบไปเห็นกำไลหยกสีขาวที่ข้อมือ สังเกตได้ว่ามันมีรอยร้าวขนาดใหญ่ แทบจะรอบวง นี่เป็ของที่ระลึกเพียงชิ้นเดียวของแม่ที่เธอมี เธอจำได้ว่าเมื่อเช้าที่เธอหยิบมาสวม ยังไม่รอยอะไรสักนิด แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ อยู่ๆกำไลก็เปล่งแสงสีขาว สว่างวาบ จนทำให้ดวงตาเธอพร่ามัว สติของเธอเริ่มเลือนราง เสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่สติของเธอจะดับวูบลงไป ได้ยินเพียงเสียง……
เอี๊ยดดดดด…. โครม!