ขณะพูดอยู่นั้นจู่ๆ หยวนซินก็รู้สึกว่า สายตาของคนข้างกายที่มองเธอดูผิดแปลกไป
สายตาของสวีหว่านหนิงราวกับอยากล้วงลึกเข้าไปในจิตใจของเธอ
“เธอไปเอารถเถอะฉันจะรอที่นี่”หยวนซินหันหลังให้สวีหว่านหนิงเพื่อหลบสายตาน่ากลัวคู่นั้น
ระหว่างทางกลับหน่วยจือชิงจะต้องผ่านบ้านตระกูลหลินเดิมทีสวีหว่านหนิงตั้งใจว่าหลังวางของเสร็จก็จะพาหยวนซินกลับไปส่งแต่หลังหยวนซินะโลงจากรถตอนมาถึงบ้านหลิน ก็เดินกลับไปที่หน่วยจือชิงเอง
สวีหว่านหนิงผลักประตูบ้านเข้าไปด้านในแล้วพบว่าลานบ้านที่เคยสะอาดเรียบร้อยตอนนี้สภาพเละจนดูไม่ได้ ต้าชุนกับเยาเม่ยยิ่งแล้วใหญ่เนื้อตัวและศีรษะของพวกเขาเต็มไปด้วยขนเป็ดกับขนไก่
“อาหนิงกลับมาแล้ว” แม่หลินยกกะละมังน้ำร้อน พลางลากเท้าเดินออกมานอกบ้าน “แม่อุ่นข้าวไว้ในหม้อ ไปกินอะไรรองท้องก่อนเถิด”
“แม่คะนี่มัน...”
เป็ดไก่ในเล้าหายไปกว่าครึ่งแต่พวกมันถูกวางกองเอาไว้ข้างบ่อน้ำ หลายตัวเพิ่งถูกถ่ายเืออก ยังไม่ทันถอนขน “อีกเดือนกว่ากว่าจะถึงวันตรุษจีนเริ่มทำเนื้อตากแห้งั้แ่ตอนนี้จะเร็วไปหน่อยหรือเปล่าคะ”
“แม่กำลังคิดว่าครอบครัวของลูกส่งพัสดุมาให้ทุกเดือนแต่พวกเรากลับไม่เคยส่งของอะไรให้พวกเขาเลย มันไม่ค่อยเหมาะสม” แม่หลินยิ้มพลางกล่าว “อีกอย่างไก่ในเล้าก็มีเยอะขนาดนี้หลายวันนี้ต้าชุนกับเยาเม่ยดูแลพวกมันแทบไม่ไหว แม่ก็เลยจับมาเชือดไปหลายตัวผึ่งลมจนแห้งแล้วค่อยส่งกลับไปให้พ่อแม่ของลูกนะ”
สวีหว่านหนิงรู้สึกซาบซึ้งใจ
แม้เธอเองก็วางแผนจะเอาเนื้อไก่กับเนื้อเป็ดมาตากแห้งเช่นกันแต่เธอตั้งใจจะเอาวัตถุดิบจากช่องมิติมาใช้แล้วเก็บเป็ดไก่ของที่บ้านไว้ให้พวกเด็กๆ กินนึกไม่ถึงเลยว่าแม่หลินจะช่วยทำงานนี้แทนเธอ
แม้จะเป็เป็ดไก่แค่ไม่กี่ตัวแต่สำหรับชาวบ้านชนบทในยุค 70 ที่นานทีปีหนจะได้กินเนื้อสักครั้งเป็ดไก่เหล่านี้มีมูลค่าไม่น้อย
แต่แม่หลินกลับไม่รู้สึกเสียดายสักนิด
อีกอย่างหลังสวีหว่านหนิงดูอย่างละเอียดแล้วก็พบว่าแม่หลินเลือกไก่ตัวที่อวบอ้วนที่สุดในเล้า ส่วนไก่อีกสิบกว่าตัวที่เหลืออยู่ในเล้าถ้าไม่ใช่ลูกไก่ก็เป็ไก่ที่ขาดสารอาหาร
“แม่เชือดแม่ไก่ไปสี่ตัวพ่อไก่แปดตัว แล้วก็เป็ดอีกห้าตัวจะได้เอาไปเผื่อครอบครัวของลุงใหญ่และลุงรองของลูกด้วย จริงสิแม่เอาไข่เป็ดที่ลูกแลกมาคราวก่อนมาทำไข่เค็มด้วยนะ อีกไม่กี่วันก็คงกินได้แล้ว”
แม่หลินกล่าวเสียงเบา“มณฑลเฮยอยู่ไกลจากกรุงปักกิ่ง ไม่รู้ว่าตอนขนส่งไข่เป็ดจะถูกทับจนแตกหรือเปล่า”
เธอเหลือบตาขึ้นมองสวีหว่านหนิง“อาหนิง คงไม่ได้คิดว่ามันน้อยเกินไปใช่ไหม ถ้าไม่อย่างนั้นแม่เอาของไปแลกเป็ดกับไก่มาเพิ่มดีหรือเปล่า”
“ไม่ต้องแล้วค่ะแม่” สวีหว่านหนิงยิ้ม “พอแล้วละค่ะพ่อแม่กับคุณลุงสองคนของฉัน เห็นของที่ฉันส่งกลับไปเมื่อไร พวกท่านคงดีใจมาก”
“ดีใจก็ดีดีใจก็ดีแล้ว”
สวีหว่านหนิงเห็นแม่หลินทำสีหน้าโล่งอกแล้วรู้สึกอุ่นวาบในใจ
สิ่งที่ทำให้ตระกูลสวีดีใจไม่ใช่เป็ดไก่พวกนี้แต่เป็เพราะตระกูลหลินดูแลเอาใจใส่ไข่มุกเม็ดงามของพวกเขาต่างหาก!
แม้ร่างเดิมจะทำร้ายจิตใจแม่หลินมามากแต่หญิงชราผู้นี้กลับไม่ถือสาและทำดีกับเธอเสมอมา
สวีหว่านหนิงคิดในใจทะลุมิติมาคราวนี้ทำให้เธอได้พบสมบัติล้ำค่าจริงๆ
“เอาละอย่ายืนตรงนี้อีกเลย เข้าไปกินอะไรรองท้องก่อนเถิด”
“ค่ะแม่ฉันกินข้าวเสร็จจะมาช่วยนะคะ”
แม่สามีกับลูกสะใภ้ช่วยกันทำงานจนฟ้าเริ่มมืดในที่สุดลานบ้านที่ดูแทบไม่ได้ก็กลับมาสะอาดเอี่ยมเหมือนเดิม
“ไว้คราวหน้าแม่จะไปซื้อเนื้อหมูมาจากคนขายเนื้อซุนจะได้เอาเนื้อมาหมักแล้วตากแห้งส่งกลับไปให้ที่บ้านของเธอด้วย”
“ค่ะพรุ่งนี้ฉันจะไปซื้อให้ แม่ไม่ต้องห่วงเื่นี้นะคะ”
หลังตรวจการบ้านของลูกทั้งสองคนเสร็จสวีหว่านหนิงก็กลับมาที่ห้องนอน ตอนนี้ท้องฟ้ายังไม่มืดสนิทเธอจึงถือโอกาสนี้เขียนเมนูอาหารที่ต้องใช้ในอีกสองวันข้างหน้าใต้ตะเกียงน้ำมัน
ยุค 70 คุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วไปไม่ค่อยดีมากนักหมู่บ้านต้าเจียงถือเป็หมู่บ้านยากจนชื่อดังของมณฑลเฮยเพราะฉะนั้นอาหารที่ใช้เลี้ยงต้อนรับไม่ควรดีเลิศเกินไปเพื่อป้องกันมิให้มีผู้ประสงค์ร้ายจ้องจับผิด
เ้าหน้าที่ระดับสูงเดินทางมาจากปักกิ่งพวกเขาย่อมเคยกินของดีมาไม่น้อย เพราะฉะนั้นนอกจากทำอาหารถูกปากพวกเขาหน้าตาของอาหารจะต้องโดดเด่นอีกด้วย
สวีหว่านหนิงเขียนๆลบๆ สุดท้ายก็ได้รายชื่ออาหารมาแปดอย่าง
อาหารประจำท้องถิ่นของมณฑลเฮยอย่างก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นเป็สิ่งที่ขาดไม่ได้จากนั้นค่อยตามด้วยเนื้อไก่ตุ๋นเห็ด วันนี้เธอซื้อเห็ดมาด้วยเหมาะสำหรับนำมาตุ๋นซุปไก่เป็ที่สุด หากทำได้ดีรับรองว่ารสชาติต้องกลมกล่อม
เพียงแต่ไม่รู้ว่า่นี้จะพอหาเห็ดป่าจากูเาหลังหมู่บ้านได้หรือเปล่า
นอกเหนือจากนี้เธอจะทำของทานเล่นขึ้นชื่อของมณฑลเฮยอย่างหมูทอดซอสเปรี้ยวหวานรวมถึงอาหารของปักกิ่งอย่างหมูอบหม้อดินอีกด้วย
ส่วนเมนูผักก็จะเป็ผักซอยห้าสีผัดมันฝรั่ง ผักกาดขาวผัดเปรี้ยวเผ็ด และแกงจืดสาหร่ายไข่น้ำ
เมนูมีทั้งเนื้อสัตว์และผักหลากหลายชนิดสารอาหารครบถ้วน ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของมณฑลเฮยนอกจากนี้ยังมีอาหารรสชาติที่เหล่าหัวหน้าจากกรุงปักกิ่งคุ้นเคยอีกด้วย
สวีหว่านหนิงไม่ได้ทำอาหารปักกิ่งให้มากที่สุดตามที่หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่และผู้ใหญ่บ้านร้องขอ
เธอมีความคิดของตัวเองเ้าหน้าที่ระดับสูงเ่าั้ใช้ชีวิตอยู่ที่ปักกิ่งมานานแล้ว อาหารประจำถิ่นคงกินกันจนเบื่อเธอซึ่งไม่รู้รสนิยมด้านอาหารของพวกเขาว่า ชอบอาหารรสเค็มหรือจืดชอบหวานหรือเผ็ดมากกว่า หากทำอาหารที่พวกเขาคุ้นเคยย่อมรังสรรค์อาหารที่ทำให้อีกฝ่ายตื่นตาตื่นใจได้ยากเพราะมันจะมีข้อเปรียบเทียบที่ชัดเจนเกินไป
ดังนั้นเมนูที่เธอเลือกทำต่อไปนี้จึงเป็เมนูที่ไม่ว่าจะเป็คนจากภาคไหนก็กินได้สบายๆ
หลังเขียนเมนูเสร็จสวีหว่านหนิงก็บิดี้เี แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง
เธอไม่ทันสังเกตเลยว่าวันนี้ในบ้านมีใครบางคนหายไป
กลางดึกขณะที่สวีหว่านหนิงกำลังหลับสบาย อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นในบ้าน
เธอลืมตาโพลงแต่ร่างกายกลับนิ่งเกร็งไม่กล้าขยับ
เธอที่ได้รับความทรงจำของร่างเดิมมาด้วยกลับไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีบ้านไหนเคยถูกขโมยขึ้นบ้าน หรือเธอจะโชคร้าย ดันมาเจอเื่แบบนี้กับตัวเอง?
แม้เธอจะพยายามไม่ส่งเสียงแต่สุดท้ายเธอก็เผลอทำเสียงดัง อีกฝ่ายจึงรู้ว่าเธอตื่นแล้ว
“ไม่ต้องกลัวฉันเอง”
เสียงทุ้มต่ำของหลินอันแหบพร่าเล็กน้อยถ้าฟังอย่างละเอียดย่อมรับรู้ถึงความเหนื่อยล้าจากน้ำเสียงของเขา
เมื่อปลอดภัยแล้วสวีหว่านหนิงจึงพลิกตัวลุกขึ้นนั่งจากนั้นเธอก็เห็นหลินอันนั่งอยู่บนโต๊ะ แขนเสื้อข้างขวาของเขาถูกถอดออกเผยให้เห็นท่อนแขนกำยำ
เขากำลังใช้ผ้าพันแผลพันแขนตัวเองสวีหว่านหนิงได้กลิ่นคาวเืจางๆ
“คุณาเ็งั้นเหรอ” สวีหว่านหนิงอุทานอย่างใ
“แผลเล็กน้อยไม่ใช่เื่ใหญ่ อย่าบอกแม่กับเด็กๆ ล่ะ เดี๋ยวพวกเขากังวล”
สวีหว่านหนิงขานรับเธอสวมรองเท้าเดินไปหาเขา “ฉันจะช่วยทำแผลให้”
เห็นได้ชัดว่าหลินอันใช้มือซ้ายไม่ถนัดพยายามพันแผลอยู่นานแต่ไม่สำเร็จ เมื่อเห็นมือขาวเนียนของสวีหว่านหนิงยื่นมาหาเขาจึงไม่ปฏิเสธ
สวีหว่านหนิงแกะผ้าพันแผลออกมาพันใหม่ตอนเห็นาแอย่างชัดเจน เธอถึงกับสูดหายใจเฮือกใหญ่
าแยาวั้แ่ท่อนแขนยันข้อศอกอีกทั้งแผลยังลึกมาก ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาเธอเห็นแม้กระทั่งเนื้อที่ปริออกมา
“นี่น่ะเหรอแผลเล็กน้อยของคุณ” สวีหว่านหนิงขึ้นเสียงสูงพูดอย่างโมโห “รอเดี๋ยวนะฉันจะไปหยิบยาแดง”