บัณฑิตหลงยุคกับจอมยุทธบ้าพลัง

    บทที่ 14

    ยามราตรีอันเงียบสงัดของเมืองหยุนไห่ บัณฑิตหนุ่มเดินอยู่บนถนนท่ามกลางแสงจันทร์ และดวงดาว ตลอดทางที่ออกจากโรงเตี๊ยมเสี่ยวหู่มานั้นจางซานครุ่นคิดอยู่ตลอดทางว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องในวันพรุ่งนี้ดี เขาไม่ต้องการให้มีผู้คนตายหรือบาดเจ็บ แต่ตัวเขาในตอนนี้ไม่มีกำลังพอที่จะช่วยอะไรได้เลย หลังจากที่จางซานลองถามเรื่องราวของกองโจรไฮ่หลางกับเฒ่าแก่เนี้ยซึ่งเป็นคำถามคล้ายๆกับที่ถามมู่อิงไปก่อนหน้านี้ คำตอบที่ได้มานั้นก็ไม่ได้ต่างกัน แถมยังบอกให้เขาไม่ต้องไปสนใจเรื่องนั้นด้วย เพียงแต่ย้ำกับบัณฑิตหนุ่มให้คนที่ไม่มีวรยุทธ์อย่างเขาระวังตัวไว้ก็เท่านั้น แต่ตอนนี้ในใจของจางซานกลับรู้สึกสับสนอย่างยิ่ง เขารู้สึกท้อแท้กับตัวเองที่อ่อนแอทั้งไร้วรยุทธ์ และไร้สติปัญญา เหมือนกับว่าชีวิตก่อนหน้านี้ของลู่จิ้นเหอไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย การได้เข้าเรียนจนจบมหาวิทยาลัย และมีงานที่มั่นคงทำไม่อาจช่วยทั้งตัวเขา และคนอื่นได้สักนิดเดียว“นี่รึเปล่าที่คนเขาเรียกว่ามีความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” ชายหนุ่มเดินไปด้วยก็ตัดพ้อไปด้วย จนกลับมาถึงหน้าสำนักหยุนหลง สายตาจดจ้องไปที่ป้ายสำนักที่เป็นตัวอักษรสีดำ เขาเป็นคนใช้พู่กันเขียนขึ้นมาด้วยมือตัวเอง “อาจารย์ ท่านให้ข้าตั้งสำนักขึ้นมาทำไมกันแน่ ตัวข้าในตอนนี้ไร้ความสามารถ แม้จะได้รับพรจากสวรรค์รู้เห็นอนาคต แต่ก็ไม่สามารถช่วยคนหรือแก้ไขอะไรได้เลย แล้วอย่างนี้จะให้ข้ามาที่นี่เพื่ออะไร! ลู่จิ้นเหอใช้ชีวิตสุขสบายจนน่าเบื่อหน่ายหรือไง? สวรรค์พาข้ามาที่นี่เพื่ออะไร? ให้ได้มีโอกาสแก้ตัวเพื่อเป็นยอดคนผู้ยิ่งใหญ่รึ? หรือที่จริงแล้วมันคือการลงทัณฑ์ข้าที่มีความสุขมากเกินไปเหรอ!” จางซานทรุดลงกับพื้นดิน แหงนหน้ามองฟ้ายามราตรีพร้อมกับระบายอารมณ์ที่คับคั่งอยู่ในใจออกมาเสียงดัง จนมีชาวบ้านเปิดหน้าต่างออกมาดูบ้าง แต่เมื่อรู้ว่าเป็นบัณฑิตตกยากพวกเขาก็ไม่สนใจ และกลับไปนอนต่อ“ครืด!!!” ประตูเลื่อนหน้าสำนักหยุนหลงเปิดออก พร้อมกับมีชายหนุ่มเดินถือเชิงเทียนออกมา“เจ้ามานั่งโทษฟ้าดินอะไรอยู่หน้าสำนักเนี่ย เดี๋ยวฟ้าก็ผ่าเอาหรอก” ผู้ออกมาก็คือหลี่ซื่อ เขาพูดบ่นตามปกติ แต่ใบหน้าของเขาแฝงความรู้สึกเห็นใจสหายออกมาอย่างชัดเจน เขาพอจะเดาออกว่าจางซานไปไหนมา และแน่นอนว่าต้องผิดหวังกลับมาหลี่ซื่อหิ้วปีกสหายให้ลุกขึ้นยืนแล้วประคองเข้าไปในสำนัก พวกเขายังไม่ได้แยกย้ายไปพักผ่อน จางซานที่หมดอาลัยตายอยากผิดหวังกับตัวเองนั่งกับพื้นพิงผนังเงียบๆไม่พูดไม่จา ส่วนบ่าวรับใช้ผิวคล้ำก็ไปจัดการปิดประตูลงกลอน แล้วก็หายไปหลังบ้านพร้อมกับถือกล่องไม้ติดมือมาด้วย จากนั้นหลี่ซื่อก็นำกล่องมาวางบนโต๊ะเตี้ยใกล้กับบัณฑิตหนุ่มผู้เหม่อลอยไปแล้ว บ่าวรับใช้ใช้สติพิจารณาเรียบเรียงคำพูดที่อยากจะกล่าวเล็กน้อย ก่อนจะเข้าไปนั่งบนพื้นด้านข้างจางซานนั่นเอง“นี่! เรารู้จักกันมากี่ปีแล้วนะ?” หลี่ซื่อกล่าวขึ้นเพื่อเรียกความสนใจจากเพื่อน“....ข้าจำไม่ได้หรอก เพราะตั้งแต่จำความได้ก็มีเจ้าเป็นเพื่อนแล้ว ถามทำไม? หรือเจ้ามีเรื่องอะไรอยากจะบอกข้า” บัณฑิตหนุ่มหันหน้ามาตอบคำถามบ่าวรับใช้ และเขาก็รู้สึกได้ว่าเพื่อนของตนมีบางอย่างที่ต้องการจะพูด จางซานจดจ้องเข้าไปในตาของหลี่ซื่อเหมือนอยากรู้ความนัย“จดหมายเหตุแคว้นสุ่ย ข้าอ่านมันแล้วนะในหน้าที่เจ้าพับมุมคั่นไว้” หลี่ซื่อกล่าวออกมาอย่างจริงจัง ซึ่งมันบ่งบอกได้ว่าเขานั้นเชื่อถือในข้อความที่บันทึกไว้ในนั้น“ว่าไงนะ!” จางซานโพล่งตกใจขึ้นมา“เจ้าหาจอมยุทธผู้นั้นเจอหรือไม่?” หลี่ซื่อเข้าประเด็นทันที ซึ่งก็ทำให้จางซานที่เพียงสบตาก็เข้าใจจึงเริ่มเล่าเรื่องโดยไม่ต้องอ้อมค้อม“เจอแล้ว เขาชื่อมู่อิงเป็นจอมยุทธหนุ่มในชุดขาวที่สง่างามมาก ทีแรกเขาใส่หมวกฟางปิดใบหน้าไว้ และนั่งที่โต๊ะห่างไกลคนอื่นในโรงเตี๊ยมเสี่ยวหู่ แต่พอเจ้าแมวส้มเสี่ยวหู่มันเข้ามาเล่นกับข้าเท่านั้นเขาก็เข้ามาคุยกับข้าอย่างเป็นมิตรทันที สุดท้ายกลายเป็นว่ามู่อิงเลี้ยงสุราอาหารข้าตั้งมากมายเลยล่ะ” จางซานเล่าออกมาอย่างกับว่าประทับใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งต่างจากหลี่ซื่อที่เมื่อฟังแล้วรู้สึกขัดใจแปลกๆ สายตาของเขาที่จ้องจางซานดูเหมือนจะเบื่อหน่าย และเอือมระอาอยู่มากโข“เรื่องในวันพรุ่งนี้มันเรื่องใหญ่คอขาดบาดตายเชียวนะ! เจ้ายังจะมัวไปร่ำสุรากับจอมยุทธหนุ่มรูปงามอยู่รึ! ไม่ใช่ว่าเจ้ามอบกายให้เขาเป็นค่าตอบแทนไปแล้วเสียล่ะ?” หลี่ซื่อกล่าวทีเล่นทีจริง แต่ในน้ำเสียงนั้นก็ฟังดูเหมือนว่าเขาจะโกรธอยู่บ้าง“ถุย! พูดมาได้ไม่อายปาก!” แม้กิริยาจะหยาบคายแต่ใบหน้าของจางซานก็เริ่มขึ้นสีแดงเล็กน้อย“เจ้าดูมีพิรุธนะ หน้าแดงนี่เพราะป่วยหรือดื่มเยอะเกินไปล่ะ?” ชายหนุ่มผิวคล้ำร่างกำยำยื่นมือไปแตะหน้าผากบัณฑิตหน้าใสด้านข้างเพื่อวัดอุณหภูมิ“พอเลย! ข้าไม่ได้เป็นอะไร ว่าแต่เจ้าเอากล่องไม้นั่นมาทำไม? ข้าไม่เคยเห็นมันมาก่อน” จางซานเปลี่ยนเรื่องพูดทันทีเพื่อหันเหความสนใจสหายของเขาไปทางอื่น เมื่อบัณฑิตหนุ่มถามถึงกล่องไม้บนโต๊ะนั้นก็ทำให้หลี่ซื่อรีบลุกขึ้นเดินไปที่มัน เพราะนี่เป็นเรื่องสำคัญที่เขาต้องพูดให้ได้“ข้าขอถามเจ้า มู่อิงถือกระบี่สีขาวหรือไม่?” หลี่ซื่อกล่าวถามเข้าเรื่อง“ใช่ เป็นกระบี่ที่มีฝักสีขาว และด้ามจับสีขาว แม้แต่พู่ที่ห้อยอยู่ตรงด้ามก็เป็นสีขาว” บัณฑิตหนุ่มอธิบายตามตรง“ถ้าเช่นนั้นเขาก็เป็นหนึ่งในคนที่ข้าเคยพบในป่าเมื่อวันก่อน อืม...แต่ช่างเถอะ ส่วนเจ้าคงไม่ได้อ่านจดหมายเหตุในหน้าถัดไปก็รีบวิ่งออกจากสำนักไปเลยสินะ” คราวนี้หลี่ซื่อจ้องตาจางซานเขม็งเหมือนต้องการตำหนิ และจับผิด“เอ๋! เอ่อ...ใช่ ข้าอ่านแค่หน้าเดียวก็รีบไปเลย คือ...แล้วเจ้าอ่านหน้าต่อไปแล้วหรือ?” จางซานเหมือนจับอะไรได้บางอย่าง แล้วจึงถามกลับฝ่ายตรงข้าม“ใช่ ข้าอ่านแล้ว บันทึกเขียนไว้ว่าจอมยุทธไป๋เจี้ยนใช้กระบี่หยกขาว ไม่ใช่กระบี่สีขาว” กล่าวจบโดยไม่ต้องให้จางซานถามอะไรต่อ หลี่ซื่อก็เปิดฝากล่องไม้ออกทันที เผยให้เห็นกระบี่หยกขาวอันงดงาม“นี่มัน! เจ้าไปเอามันมาจากไหน?” บัณฑิตหนุ่มอดไม่ได้ที่ถามออกมา“มันคือสมบัติตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นของผู้อาวุโสเจ็ด เขาให้ข้าเก็บไว้โดยห้ามบอกเจ้าเด็ดขาด” เมื่อกล่าวถึงตรงนี้หลี่ซื่อก็ทำหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อยที่ไม่ทำตามคำสั่งเสียของผู้ล่วงลับ จางซานที่ลุกขึ้นมาดูกระบี่หยกใกล้ๆก็เกิดความรู้สึกเจ็บปวดในใจขึ้นมาทันที หลังจากได้ฟังคำกล่าวนั้น เขารู้ว่าสหายต้องไม่โกหกตนอย่างแน่นอน และอาจารย์ของเขาก็ต้องมีเหตุผลบางอย่างด้วยเช่นกันจึงได้ฝากของล้ำค่าชิ้นนี้ไว้ที่หลี่ซื่อแทนที่จะเป็นตัวเอง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเสียใจอยู่บ้าง“เจ้าอย่าได้ตำหนิผู้อาวุโสเลย ท่านทำเช่นนี้ต้องมีเหตุผลอยู่แน่นอน” หลี่ซื่อรีบกล่าวเตือนสหายเมื่อเห็นสีหน้าที่ย่ำแย่ลงของจางซาน“ไม่ใช่! ข้าจะตำหนิอาจารย์ได้อย่างไร ข้าต้องตำหนิตัวเองที่อ่อนแอเกินไป ท่านคงจะกลัวว่าข้าที่เห็นกระบี่นี่แล้วจะตามไปแก้แค้นศัตรู แม้ว่ามันจะเป็นเพียงของประดับก็ตาม” จางซานยังคงรู้สึกผิด แต่เมื่อหลี่ซื่อได้ฟังดังนั้นเขาก็รีบกล่าวขึ้น“วันพรุ่งนี้ข้าจะเป็นคนใช้มันเอง ถ้านี่คือลิขิตสวรรค์ข้าก็ยินดีที่จะสู้กับกองโจรไฮ่หลาง!” หลี่ซื่อกล่าวขึ้นมาอย่างมั่นใจในความสามารถของตน“เจ้าจะเอาจริงรึ? แต่...เฮ้อ! ข้าขอลองจับมันสักนิดแล้วกัน” จางซานที่ตอนแรกจะคัดค้านก็เปลี่ยนใจ ในเมื่อหนังสือเขียนไว้แบบนั้นมันก็คงจะต้องเป็นแบบนั้น ในใจเขาก็หวังว่าจะมีจอมยุทธผู้อื่นมาช่วยใช้กระบี่นี้แทน สุดท้ายด้วยความคิดถึงอาจารย์เขาจึงใช้สองมือประคองกระบี่หยกขาวขึ้นมาดูใกล้ๆ “เปรี้ยง!!!!!!!!!!” สายฟ้าผ่าฟาดทะลุหลังคาลงมากลางศีรษะ จนท่วมทั้งร่างของจางซาน จากนั้นชายหนุ่มก็สลบล้มลงไปกับพื้นพร้อมกับรอยไหม้ทั้งตัว