ผ่านมา 5 ปี ตอนนี้ผมอายุ 16 ปี กำลังนั่งคิดถึงเื่ในอนาคต ผมกับครอบครัวได้คุยกันเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ที่ผมต้องหาคือผู้ชายสามคน ซึ่งผมไม่รู้จักชื่อและตระกูลของพวกเขา จำได้เพียงหน้าของพวกมัน คนที่ตัดเชือกกิโยตีน ปะาครอบครัวของผม
ข้อมูลสำคัญคือ ทั้งหมดมาจากคนละอาณาจักรรวมเป็ 3 ได้แก่ อาณาจักรเดลเบิร์ก อาณาจักรดีไลท์
และอาณาจักรลีโอซึ่งตอนนี้รวมเข้ากับอดีตอาณาจักรฮาร์ด เป็ อาณาจักรลีโอฮาร์ด ผมไม่รู้หรอกว่าร่วมมือกันแท้ๆแต่ทำไมสุดท้ายคนที่ได้อาณาเขตไปดันมีแค่อาณาจักรเดียว
สิ่งที่ผมอยากได้ตอนนี้คือ ข้อมูลของพวกมัน เพราะานั้นที่ทุกคนรู้จักกันดี กลับไม่มีข้อมูลของผู้ที่ปะาเลย ทำให้การหาตัวยากขึ้นหลายเท่า โชคดีที่มนุษย์น่ะ ชอบหักหลังกันเป็ทุนเดิม ทำให้มีาจนถึงทุกวันนี้ ถ้าผมเข้าร่วมไปเรื่อย ๆ อาจจะเจอพวกมันเข้าสักวัน
'ย๊ากก'
สำหรับเสียงน่ารำคาญที่ได้ยินเมื่อสักครู่ เป็เสียงของอััศวินฝึกหัด ออลวินซ์ เขากำลังฝึกซ้อมด้วยดาบจริงกับผมอยู่ หลายคนชื่นชมเขาเพราะการพัฒนาที่รวดเร็ว แต่สำหรับผม เขายังเป็อัศวินฝึกหัดที่ฝีมือดีขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้น
“แฟลช!”
เขาใช้เวทมนต์ธาตุแสง บดบังวิสัยทัศน์ของผม จากนั้นวิ่งเข้ามาเพื่อแทงหัวใจของผม
ผมหลบง่ายๆด้วยการเบี่ยงตัวไปทางซ้าย เพราะถึงจะไม่เห็นแต่ยังได้ยินอยู่นี่นะ เมื่อพลาดเป้าหมาย เขาหยุดนิ่ง หันหน้ามาหาผม ผมยิ้มให้เขา เขายิ้มให้ผม สิ้นสุดการแลกยิ้ม ผมใช้ดาบไม้ที่อยู่ในมือซ้ายฟาดหัวของเขา ทำให้เขาลงไปนั่งกุมหัวตัวเอง
“อ๊ากกก เจ็บๆๆๆ ท่านไกรอัส รุนแรงไปแล้วนะคร้าบ” เขาบ่นไม่หยุด
“ห๊า นายเป็นัักเวทระดับ 5 แล้วไม่ใช่รึไง หัดใช้เวทที่มันแรงๆหน่อย สนามรบไม่ได้ใจดีให้นายใช้แค่แฟลชแล้วชนะนะโว้ย” ผมบ่นให้เขาที่ไม่จริงจังกับการฝึก
“ถ้าท่านเป็อะไรขึ้นมา ผมจะทำยังไงละครับ อีกอย่างวันนี้เราฝึกดาบไม่ใช่หรอครับ”
“ก็นายมันง่อยทั้งเวทมนตร์และวิชาดาบ ฉันถึงต้องฝึกให้ทั้งสองอย่าง แถมวิชาดาบนี้ ให้เวลาตั้ง 4 ปี แกยังฝึกท่าแรกไม่สำเร็จสักที มันยากตรงไหนแค่ ยกดาบขึ้นแล้วฟันลงเนี่ย อีกอย่าง นายคิดว่าทำอะไรฉันได้ด้วยหรอ ห๊าา"
“ขอโทษคร้าบบ”
ผมพยายามฝึกวิชาดาบที่ผมใช้ให้เขา แต่ไม่ว่าทำยังไง เขายังไม่ใกล้เคียงกับคำว่าสำเร็จสักนิด ผมเดินมานั่งใต้ร่มไม้ ออลวินซ์เองก็มานั่งข้างๆด้วยท่าทีเหนื่อยล้า
“ออลวินซ์ นายคิดว่าจุดสำคัญของวิชาดาบที่สอนมันคืออะไร” ผมถามเขา
“ความรุนแรงและความรวดเร็วครับ”
“ไม่ใช่ว่าคือความรวดเร็วและความสวยงามหรอคะ”
เสียงดังขึ้นมาเหนือหัวผม เป็มิร่าที่พูดขึ้นมา เธอยืนด้านหลังผม นำหน้าอกมาวางบนหัวผม
“บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าทำแบบนี้” ผมใช้แขนรวบขาเธอแล้วอุ้มมานั่งข้างหน้าผม
ผมใช้มือขยี้หัวเธอจนผมยุ่ง เธอหนีไปไหนไม่ได้ พยายามพูดห้ามผมอย่างน่าสงสาร ผมหยุดแกล้งเธอ แล้วลูบหัวแทน
เธอยังคงเป็สาวน้อยที่ร่าเริง เหมือนว่าเธอหยุดสูงั้แ่อายุ 13 ส่วนสูงเธอเท่ากับจูน่า 145 เิเ ส่วนที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือ หน้าอก ั้แ่หน้าอกเธอเริ่มใหญ่ขึ้น เธอเอาแต่มาลวนลามผมด้วยหน้าอกของเธอ รองลงมาคือ เวทมนตร์ เธอเป็นักเวทระดับ 5 เท่ากับออลวินซ์ แถมยังใช้เวทเก่งกว่าออลวินซ์อีก หลังความวุ่นวายจบ ผมเฉลยคำถามให้พวกเขาฟัง
“มิร่าตอบถูก ขนาดเธอไม่ได้ฝึกกับฉันยังรู้้เลย”
ออลวินซ์ทำหน้าเป็หมาหงอย ผมไม่สนใจจึงอธิบายต่อ
“นายคิดว่ามันต้องรุนแรงจนฟันขาดกับเร็วจนมองไม่ทันใช่ไหม”
เขาพยักหน้า
“ยิ่งฟันเร็วเท่าไหร่ มันยิ่งรุนแรง นายอาจตอบถูกครึ่งนึงก็ได้ แต่อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือเส้นทางการลงดาบ สมองนายต้องเร็วกว่าการฟัน ไม่งั้นดาบของนายก็จะหยุดแบบเมื่อกี๊ เข้าใจใช่ไหม?”
“นิดนึงครับ”
เฮ้ออ หรือเขาจะไม่เหมาะกับวิชานี้กันนะ ผมบ่นในใจหลังได้ยินคำตอบของเขา
เวลาอาหารเย็น ผมนั่งทานข้าวพร้อมกับท่านพ่อและท่านแม่ เมื่อทานเสร็จ ท่านพ่อหันมาคุยกับผม
“ไกรอัส ถึงเวลาแล้วสินะ”
“ใช่ครับ”
ผมกับเขาจ้องตากันด้วยสีหน้าจริงจัง เขาถอนหายใจก่อนจะพูดต่อ
“ช่วยไปเข้าร่วมงานเลี้ยงวันเกิดขององค์ชายทีได้ไหม”
“ท่านพ่ออยากให้พวกมันตายหรอครับ?” ผมตอบเขาด้วยรอยยิ้ม
“ขอโทษด้วยเ้าลูกชาย งานนี้เขาให้ส่งลูก-หลาน ไปร่วมงานให้ได้น่ะ” เขาทำหน้าหนักใจ
อื้มมม ได้ยินแล้วของขึ้น ถึงาาจะไม่ได้เป็คนฆ่า แต่เขาก็สั่งให้โจมตีอาณาจักรฮาร์ด แล้วผมต้องไปร่วมงานลูกชายคนแบบนั้นน่ะนะ
“คุณหนูไอริสไปด้วยนะ” ท่านแม่พูดขึ้นมา
“ต่อให้ต้องเดินข้ามโลก ผมจะไปร่วมงานให้ได้ครับ” ผมตอบกลับทันที
อนึ่งพวกคุณอาจลืมเธอไปแล้ว ผมจะแนะนำอีกทีแล้วกัน ไอริส รินเฟียร์ คุณหนูสุดแสนน่ารักแห่งตระกูลดยุกและยังเป็น้องสาวของผมอีกด้วย ก่อนหน้านี้ ผมไปพบเธอค่อนข้างบ่อย เนื่องจากต้องเดินทางไปพบตระกูลต่างๆกับท่านพ่อ
ระดับความสนิทสนมเท่าๆกับมิร่า ต่างกันที่ผมไม่ได้อยู่กับเธอตลอดเหมือนมิร่า ปีนี้ผมยังไม่ได้พบเธอ เพราะต้องเร่งพัฒนาฝีมือ นั่งอ่านข้อมูลของอาณาจักรอื่น เพื่อความพร้อมสำหรับา
ผมกลับไปที่ห้อง ทิ้งตัวลงบนเตียง ระงับความตื่นเต้นด้วยการกลิ้งบนเตียงไปมา
“เป็บ้าอะไรของนาย”
เสียงของออร่าดังขึ้นในหัวของผม
“ฉันตื่นเต้นน่ะ รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นเต็มไปหมด” ผมตอบเธอในใจ
เธอนิ่งเงียบไปชั่วครู่แล้วตอบกลับมา
“ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็คงดีนะ”
วันต่อมา ผมเตรียมตัวเดินทางไปยังเมืองหลวง เดลเบิร์ก ใช้เวลาเดินทางสั้นที่สุด 7 วัน โดยการหยุดพักในป่า
ออกเดินทางด้วยคนเพียง 3 คน เช่นเดิม ออลวินซ์ขับรถม้า มิร่าทำอาหารและอำนวยความสะดวก ผมนอนเฉยๆ เป็การแบ่งหน้าที่อย่างลงตัว
พวกเราเดินทางออกมาได้ประมาณ 1 ชั่วโมง ระหว่างทางออลวินซ์เห็นว่าข้างหน้ามีรถม้าที่กำลังถูกโจมตี เขาจึงหยุดรถม้าแล้วหันมาหาผม
“ให้ผมไปช่วยเลยไหมครับ?”
“ไม่ต้อง ขับไปอยู่ด้านหลังรถคนนั้นก็พอ”
เขาพยักหน้า ขับรถม้าไปจอดที่ด้านหลังรถม้าอีกคัน เมื่อเห็นว่าถึงที่แล้ว ผมลงไปดูสถานการณ์ พบคนที่น่าจะเป็โจร 5 คน กำลังฆ่าคนคุ้มกันรถม้าที่มีคนมากว่าพวกเขา 2 เท่า จนเหลือเพียงคนเดียว สภาพเขาเองไม่ได้ดีเท่าไหร่ ยืนโซเซ เสื้อผ้าขาดวิ้นและมีรอยไหม้ จากเวทมนตร์ โจรคนหนึ่งกำลังปล่อยไฟบอลอีกครั้ง ปล่อยให้เป็แบบนี้เขาคงตายแน่
“นี่ ให้ช่วยไหม” ผมเดินเข้าไปใช้ฝักดาบปัดไฟบอล
เขางงงวยเล็กน้อย แต่ไม่นานเขาก็ตั้งสติได้
“ได้โปรดช่วยด้วย มีคนสำคัญอยู่ในรถม้า” เขาพูดด้วยแรงที่เหลืออยู่
ไม่จำเป็ต้องตอบเขา ผมหันกลับไปหาพวกโจร ดูจากอุปกรณ์แล้ว คงเป็โจรที่มีชื่อเสียงพอตัว ผมจึงะโถามออลวินซ์
“เห้ ออลวินซ์ เ้าพวกนี้มีชื่อเสียงรึเปล่า”
“ครับ มีฉายาว่า ฝูงหมาบ้าครับ เป็กลุ่มของพี่น้อง 5 คน รวมตัวดักปล้นเฉพาะชนชั้นสูง ค่อนข้างมีชื่อเสียง”
“งั้นหรอ งั้นคงพอมีประโยชน์อยู่”
ผมหันกลับมาเผชิญหน้ากับพวกเขา ยื่นมือไปข้างหน้าพร้อมท่าเตรียมดีดนิ้ว
“ขอให้สนุกกับความสิ้นหวังของตัวเองล่ะ Despair”
‘ป๊อก’ ผมดีดนิ้ว ปล่อยเวทมนตร์เบาๆไปทางพวกเขา
อ๊ากก ช่วยด้วย ออกไป ไม่นะ อ๊ากกกก
เสียงโหยหวนดังไม่หยุด จนผมต้องใช้เวท Silent ทำให้พวกเขาเงียบปาก นี่ผมใช้เวทแรงไปรึไง
ในเมื่อพวกนั้นเงียบแล้ว ผมเดินไปทางรถม้าที่ถูกโจมตี เปิดประตูออก พบหญิงสาวคนหนึ่งในชุดนักบวช
เส้นผมสีดำ ยาวถึงประมาณบ่า ดวงตาดำสนิท
นั่งนิ่งไม่ขยับ เหมือนไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอก ผมจึงลองเรียกเธอดู
“นี่ เธอเป็ใครน่ะ”
เธอหันหน้ามาทางผม มองด้วยใบหน้าสงสัย
“ฉันเป็นักบวชจากศาสนจักร กำลังเดินทางไปเมืองหลวงค่ะ” เธอตอบกลับชัดเจน
“ถ้าเป็นักบวชคงรักษาคนคุ้มกันตรงนี้ได้ใช่ไหม ไม่งั้นเธอจะไม่มีคนพาไปเอานะ” ผมชี้ไปยังคนที่นอนเจ็บอยู่
เธอเดินลงจากรถม้า เดินไปทางคนเจ็บ ยื่นมือทั้งสองไปหาเขา แล้วเริ่มรักษาเขา
“ฮิล”
แสงสีทองส่องสว่างบนร่างของคนคุ้มกัน าแของเขาหายไป รอยเืและรอยไหม้บนเสื้อผ้าหายไปทั้งหมด แวบแรกั้แ่เธอใช้เวทมนตร์ ผมััได้ทันที สิ่งที่เธอใช้ไม่ใช่พลังของมนุษย์ แต่เป็พลังของเทพ.