เปรี้ยวเค้นเสียงสั่นพร่าทิ้งท้ายไว้เพียงสั้นๆ “พอเถอะพี่... หนูไปล่ะ”
สิ้นคำเธอก็รีบเบี่ยงตัวหลบออกจากวงแขนแกร่งของไกรทันที
หญิงสาวหมุนตัวหนีอย่างรวดเร็ว มือหนึ่งยกขึ้นกอดอกตัวเองไว้แน่นราวกับเป็ปราการด่านสุดท้าย ส่วนอีกมือกดชายกระโปรงสีแดงเพลิงที่สะบัดพลิ้วตามแรงเหวี่ยง เธอสาวเท้าจ้ำอ้าวออกจากมุมมืดหลังเวทีด้วยท่าทางลนลานจนเกือบจะสะดุดขาตัวเอง แต่เธอก็ไม่คิดจะหยุดเดิน
แสงไฟสลัวจากสปอตไลต์หลังเวทีทาบเงาเธอให้ทอดยาวไปตามทางเดิน เปรี้ยวเดินเร็วจนกระโปรงสั้นกุดนั้นพลิ้วไหวตามแรงลมปะทะ หยาดเหงื่อที่ไหลซึมตามลำคอยังทำให้ผิวขาวเนียนวาววับล้อแสงไฟ ทรวงอกอิ่มกระเพื่อมไหวรุนแรงตามจังหวะหัวใจที่เต้นรัวยิ่งกว่ากลองชุดบนเวที
ไกรยืนนิ่งงันอยู่ตรงจุดเดิม มือหนาที่เพิ่งโอบเอวเธอไว้ยังค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ สายตาคมกริบจ้องเขม็งตามแผ่นหลังบางที่กำลังหนีหายไปในฝูงชน เขากัดฟันกรอดพลางสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกกว้างขยายขึ้นลงอย่างแรง มือกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วซีดขาวแต่เขาก็เลือกที่จะไม่วิ่งตาม หรือะโรั้งเธอไว้
“...หนีเก่งนักนะมึง” เขาพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงแหบพร่า “แต่พี่รู้... ที่มึงหนี เพราะมึงกำลังกลัวใจตัวเองมากกว่ากลัวพี่ซะอีก”
เปรี้ยวเดินเบียดเสียดฝ่าฝูงชนที่กำลังทยอยกลับหลังจบงาน จนกระทั่งถึงรถตู้ของวงที่จอดรออยู่ เธอพุ่งขึ้นรถคันแรกที่เปิดประตูทิ้งไว้ ะโไปนั่งเบาะหลังสุดที่มืดที่สุด ก้มหน้าลงต่ำให้ผมหางม้าปกปิดใบหน้าที่แดงซ่านจนเกือบจะไหม้
'นิด' ที่นั่งอยู่แถวหน้าเห็นท่าทางผิดปกติก็หันมาทัก “เฮ้ยเปรี้ยว! มึงเป็อะไรวะ? หน้าแดงแป๊ดเลยมึง ไข้ขึ้นเหรอ?”
เปรี้ยวส่ายหัวรัวๆ ไม่ยอมสบตาใคร เธอแค่กอดอกแน่น หายใจเข้าออกถี่รัว พยายามสลัดความร้อนรุ่มที่ยังแผ่ซ่านไปทั่วร่าง โดยเฉพาะบั้นท้ายและต้นขาด้านในที่เพิ่งถูก "ความแข็งขึง" ของไกรกดทับลงมาเมื่อครู่ ัันั้นมันยังตราตรึงจนเธอรู้สึกเหมือนถูกตีตราจอง
รถตู้เริ่มเคลื่อนตัวออกจากงานวัด มุ่งหน้ากลับสู่หอพัก เปรี้ยวนั่งนิ่งเงียบกริบตลอดทาง ไม่มองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่คุยกับใคร ทว่าในหัวกลับมีแต่ภาพจำซ้ำ ๆ...
ภาพตอนที่ไกรโน้มหน้าลงมากระซิบจนริมฝีปากแทบชิดหู
ภาพมือใหญ่ที่บีบเค้นเอวคอดของเธออย่างย่ามใจ
ภาพความร้อนแรงที่กดทับลงมาจนเธอตัวอ่อนแรง
และเสียงแหบพร่าที่ตอกย้ำว่า “พี่ทนไม่ไหวแล้วว่ะ”
เธอกัดริมฝีปากตัวเองจนห่อเื น้ำตาใส ๆ เริ่มเอ่อคลอเบ้าแต่เธอก็กลั้นมันไว้สุดชีวิต “กูต้องไม่ยอม... กูจะยอมคนอย่างมันไม่ได้เด็ดขาด” เธอท่องประโยคเดิมซ้ำ ๆ ราวกับเป็เครื่องรางของขลัง
ทว่าร่างกายกลับทรยศอย่างสิ้นดี นิ้วมือที่กำชายกระโปรงไว้แน่นััได้ถึงความเปียกชื้นที่เริ่มซึมผ่านร่องขาออกมาโดยไม่ตั้งใจ
เมื่อรถจอดหน้าหอ เปรี้ยวรีบโดดลงเป็คนแรก เธอวิ่งขึ้นบันไดรวดเดียวถึงห้อง ปิดประตูดังปัง! แล้วทรุดตัวลงนั่งกองกับพื้นหลังบานไม้ หอบหายใจรุนแรงจนตัวโยน
เธอค่อย ๆ ถอดชุดสีแดงเพลิงออกช้า ๆ เนื้อผ้าซาตินบางเบาที่เปียกโชกไปด้วยเหงื่อแนบไปกับผิวจนเห็นเส้นสายความเป็หญิงชัดเจน เธอมองเงาตัวเองในกระจกบานเล็ก เห็นเนินอกที่ยังสะท้อนขึ้นลงตามแรงหอบ เห็นผิวขาวที่กลายเป็สีระเรื่อเพราะไฟราคะที่ถูกจุดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“บ้าชิป... ทำไมกูยังนึกถึงแต่มันวะ!” เปรี้ยวพึมพำพลางกอดเข่าตัวเองแน่น ก่อนจะรีบไปเข้าห้องน้ำน้ำเย็นจัดไหลผ่านผิวที่ร้อนผ่าว ทว่ามันกลับยิ่งทำให้เธอนึกถึงลมหายใจร้อนๆ ของไกรที่เป่ารดต้นคอชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม
คืนนั้น เปรี้ยวกลับมานอนพลิกตัวไปมากลางความมืดอีกครั้ง
เธอกอดหมอนข้างไว้แน่นราวกับเป็ที่พึ่งสุดท้าย แต่ไม่ว่าจะหลับตาลงกี่ครั้ง ใบหน้าดิบเถื่อนและสายตาหิวกระหายของไกรก็ยังวนเวียนหลอกหลอนไม่จบสิ้น
หลังจากเปรี้ยวเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ร่างกายยังคงอุ่นซ่านจากน้ำร้อนที่พยายามใช้ชะล้างความรุ่มร้อนในอกให้มอดดับ เธออยู่ในชุดนอนผ้าซาตินสีครีมอ่อน เนื้อผ้าบางเบาพลิ้วไหวรัดรึงไปตามส่วนโค้งเว้าของร่างกายอย่างจงใจ
เสื้อสายเดี่ยวเส้นบางเฉียบเผยให้เห็นลาดไหล่เนียนและเนินอกอวบอิ่มที่โผล่พ้นขอบผ้าออกมาเล็กน้อยยามเธอขยับตัว กางเกงขาสั้นกุดเผยเรียวขาขาวผ่องที่ยังมีความชื้นเกาะพราวสะท้อนแสงไฟนวลตาในห้อง
เธอกำลังจะเอื้อมมือไปดับไฟหัวเตียงเพื่อข่มตาหลับ ทว่าเสียงเคาะประตูที่ดังแทรกความเงียบขึ้นมากลับทำให้หัวใจเธอกระตุกวูบ
ตึก... ตึก... ตึก...
เปรี้ยวตัวแข็งทื่อ เธอค่อย ๆ ก้าวไปที่ประตูแล้วะโถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “ใครคะ?”
“...พี่เองว่ะเปรี้ยว เปิดประตูให้พี่หน่อย พี่มีเื่จะคุยด้วย” เสียงทุ้มต่ำห้าวที่คุ้นหูดังลอดเข้ามา
“มีอะไรคะ? พูดตรงนั้นก็ได้ หนูจะนอนแล้ว” เปรี้ยวพยายามใจแข็ง แม้มือที่จับลูกบิดจะสั่นระริก
“พี่อยากมาขอโทษมึงจริงๆ ว่ะ...” ไกรเงียบไปอึดใจก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลงทว่าแหบพร่า “เื่หลังเวทีเมื่อกี้ พี่แม่งทำเกินไปจริงๆ พี่รู้ว่ามึงโกรธ พี่เลยซื้อของมาง้อ... เปิดประตูให้พี่หน่อยเถอะ พี่สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรมึงเด็ดขาด”
ความเหนื่อยล้าบวกกับความสับสนที่กัดกินใจมาตลอดทาง ทำให้เปรี้ยวตัดสินใจก้าวพลาด... เธอค่อย ๆ ปลดกลอนแล้วแง้มประตูออกช้า ๆ
ทว่าทันทีที่บานประตูเปิดกว้าง... สายตาของไกรที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนไปทันที!

เขายืนนิ่งงัน มือที่ถือกล่องกำมะหยี่สีดำค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ดวงตาเบิกกว้างพลางจ้องเขม็งไปยังร่างระหงในชุดนอนบางกริบ
ผ้าซาตินที่แนบไปกับผิวชื้นน้ำเผยให้เห็นยอดทรวงที่ชูชันอยู่ใต้เนื้อผ้าชัดเจน กลิ่นสบู่หอมละมุนจากตัวเธอพุ่งเข้าปะทะจมูกหมาป่าที่กำลังหิวโหยจนเขาลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่
“...เปรี้ยว...”
ไกรก้าวพรวดเข้ามาในห้องทันทีโดยไม่รอคำอนุญาต ประตูถูกผลักปิดสนิทลงด้านหลังเขา กล่องของขวัญถูกโยนทิ้งลงข้างตัวอย่างไม่ใยดี สายตาเขาจ้องมองเธอั้แ่หัวจรดเท้าด้วยความกระหายที่รุนแรงกว่าทุกครั้ง
“พี่... พี่ขอโทษจริงๆ นะ” เขาพูดด้วยเสียงสั่นระรัว หายใจถี่กระชั้นจนอกกว้างขยายขึ้นลง
“แต่... มึงเล่นใส่ชุดแบบนี้มาเปิดประตูให้พี่ มึงก็รู้ว่าพี่ไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่ไหน พี่แม่งคุมตัวเองไม่อยู่แล้วว่ะ!”
มือหนาเอื้อมขึ้นลูบไล้แก้มเนียนอย่างแ่เบา ทว่าปลายนิ้วกลับสั่นระริกขณะที่มันค่อยๆ เลื่อนลงมาตามลำคอระหง ััความชุ่มชื่นจากหยดน้ำที่ยังหลงเหลืออยู่ ก่อนจะลากผ่านสายเดี่ยวเส้นบางลงไปยังเนินอกนุ่มหยุ่นที่โผล่พ้นเสื้อออกมา
“มึงสวยเกินไปเปรี้ยว... สวยจนพี่อยากจะ...”
เขาก้มหน้าลงมาช้าๆ จนปลายจมูกชนกัน ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดริมฝีปากอิ่มของเธอจนเปรี้ยวตัวสั่นเทา
“พี่ขอแค่... จูบมึงสักครั้งได้มั้ย? ครั้งเดียวแล้วพี่จะยอมไปจริงๆ พี่สัญญา”
ทว่าดวงตาที่แดงก่ำและร่างกายที่สั่นเทิ้มของเขากลับฟ้องชัดว่าเขาไม่ได้้าแค่จูบ ความแข็งขึงใต้กางเกงยีนส์กดทับลงบนหน้าขาของเธออย่างจงใจยามที่เขาเบียดกายเข้าหา
ปลายนิ้วหนาเริ่มบดขยี้ลงบนยอดอกที่แข็งเป็ไตใต้ผ้าซาตินบางกริบอย่างย่ามใจ
“หรือ... มึงจะยอมให้พี่ไปที่เตียง แล้วพี่จะขอโทษมึงให้ ‘ลึกซึ้ง’ กว่าแค่จูบดีล่ะหืม?”