
-23-
หยอกเย้า
ประตูทางเข้าด้านหน้าคฤหาสน์สกุลชิง
หลังจากรถม้าของชิงหลินเคลื่อนตัวออกไปภายใต้การนำของมู่หลิ่งเหวิน ก็ปรากฏร่างบุรุษห้าคนควบม้ามาค่อนข้างเร็ว และหยุดลงที่หน้าประตูคฤหาสน์สกุลชิง
บุรุษที่นำหน้าเลิกคิ้วดาบมองรถม้าที่เคลื่อนห่างออกไปเรื่อยๆ ด้วยสายตาอ่านยาก จากนั้นก็พลิ้วกายลงจากหลังม้าสีขาวปลอดตัวใหญ่อย่างคล่องแคล่วสง่างาม
“คุณชาย ผู้ที่อยู่ในรถม้าคงจะเป็บุตรีของคหบดีชิงหยวน สายข่าวของเราแจ้งว่าที่ภารกิจสุดหินสำเร็จลงได้อย่างง่ายดายล้วนเป็เพราะนางขอรับ” อู่ต้าสงกระซิบรายงานเ้านายด้วยท่าทางนอบน้อม
“อืม” บุรุษที่ถูกเรียกว่าคุณชายส่งเสียง ใบหน้างามมีเอกลักษณ์แย้มยิ้มแต่ดวงตาหาได้ยิ้มตามปากไม่
“สายข่าวยังแจ้งมาอีกว่า เฉินหลงฮ่องเต้มีราชโองการให้นางและบิดาเข้าเฝ้าเป็การส่วนพระองค์ด้วยขอรับ” อู่ต้าสงมองซ้ายขวาก่อนแล้วจึงรายงานต่อ
“หือ พ่อค้าธรรมดาไร้ยศไร้ตำแหน่ง เหตุใดจึงได้รับความสนใจนัก” ผู้เป็คุณชายคิดวิเคราะห์ ดูท่าจะไม่ใช่สตรีธรรมดากระมัง
“เอ่อ...เชิญนายท่านทั้งหลายทางนี้ขอรับ” พ่อบ้านฝูออกมาต้อนรับบุรุษทั้งห้าตามคำสั่งของนายท่านชิงหยวน คนกลุ่มนี้แผ่กลิ่นอายอันตรายออกมาจนพ่อบ้านฝูที่พอมีวรยุทธ์อยู่บ้างยังหวาดหวั่นใจ
คุณชายเอาสองมือไพล่หลัง หน้ามองตรงพร้อมกับสาวเท้าไปข้างหน้าเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน มีอู่ต้าสงและสามผู้ติดตามร่างสูงใหญ่พอฟัดพอเหวี่ยงกับเฟิ่งอิงเดินตามปิดท้าย
ณ โถงรับรอง เรือนดาวดึงส์
“ถวายพระพรองค์ชายห้า” ชิงหยวนและฮูหยินทำความเคารพผู้สูงศักดิ์ หลังจากไล่บ่าวไพร่ออกไปจนหมดแล้ว
“ลุกขึ้นได้” บุรุษที่ถูกเรียกว่าองค์ชายห้ากล่าวด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม ไม่มีอาการประหลาดใจแต่อย่างใดที่อีกฝ่ายรู้ฐานะที่แท้จริงของตน
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ / ขอบพระทัยเพคะ” ชิงหยวนและชิงฮูหยินลุกขึ้น เชิญองค์ชายห้าประทับตรงกลาง ส่วนอู่ต้าสงนั่งฝั่งขวา ชิงหยวนและชิงฮูหยินนั่งฝั่งซ้ายขององค์ชายห้า ส่วนผู้ติดตามทั้งสามหรือจะเรียกให้ถูกก็คือองครักษ์ประจำตัวองค์ชายห้านั้น ออกไปยืนเฝ้าหน้าประตูสองนาย ขณะที่อีกนายยืนอยู่ด้านหลังขององค์ชายห้า
“สมกับเป็สกุลชิง ใช้เวลาสั้นๆ ก็รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเรา” องค์ชายห้าหรือโจวหยางิ่เป็โอรสลำดับที่ห้าในโจวหยางเจี่ยนฮ่องเต้แห่งแคว้นโจวกับหลี่เสียนเฟย นามตวนเหอ พระชายาที่ฮ่องเต้โปรดปรานมาก
“องค์ชายตรัสหนักไปแล้ว โปรดประทานอภัยที่กระหม่อมเสียมารยาทพ่ะย่ะค่ะ”
“เป็เราที่เสียมารยาทต่อท่านมากกว่า เห็นใต้เท้าอู่บอกว่าท่านปฏิเสธงานนี้” โจวหยางิ่เอ่ยเข้าประเด็น
ชิงหยวนเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ขององค์ชายห้า ก่อนจะก้มศีรษะลงตอบตามจริง “เอ่อ...พ่ะย่ะค่ะ”
“หากคิดปฏิเสธ เหตุใจจึงให้คนไปสืบประวัติเรา ไม่ใช่ว่าท่านเปลี่ยนใจรับทำงานนี้หรอกหรือ” องค์ชายห้ากล่าวอย่างรู้เท่าทัน
“ทรงพระปรีชายิ่งนัก ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ชิงหยวนยิ้มตอบ
“ดี” องค์ชายห้าเอ่ยสั้นๆ ได้ใจความ
“แล้วจะไปตามหาจากที่ใด” อู่ต้าสงเอ่ยถามข้อมูล ด้วยสองเดือนที่ผ่านมาหลังจากที่ฝ่าามีราชโองการให้โอรสทั้งห้าตามหาสัตว์ในตำนานเพื่อมาประดับบารมี โดยมีตำแหน่งองค์รัชทายาทเป็รางวัล ซึ่งอู่ต้าสงได้จ้างเหล่านายพรานและผู้รอบรู้มากมายเพื่อการนี้ แต่ไร้วี่แววหรือเบาะแสที่จะบ่งชี้ว่ามีเต่าัจริงๆ
จนได้รับรายงานจากสายข่าวว่าที่แคว้นฉีมีพ่อค้าผู้หนึ่งสามารถตามหาสัตว์ในตำนานที่หาได้ยากยิ่งในเวลาเพียงสี่ห้าวัน ราวกับรู้ถึงแหล่งกบดานของสัตว์เ่าั้ดีอยู่แล้ว จึงได้กราบทูลองค์ชายห้า และสุดท้ายก็เสด็จมาด้วยพระองค์เอง
“เอ่อ...หุบเขากินคนขอรับใต้เท้า” ชิงหยวนหันมาตอบอู่ต้าสง
“หุบเขากินคน? เ้าหมายถึงหุบเขาที่ขึ้นชื่อว่าอันตรายที่สุดแห่งนั้นหรือ” อู่ต้าสงถามเสียงสูง จะว่าไปนั่นก็เป็แห่งเดียวที่ไม่มีผู้ใดหาญกล้าเข้าไปตามหาเต่าั
“ถูกแล้วขอรับ”
“อย่าหาว่าข้าดูิ่ท่านเลยนะ ข้าเกรงว่าจะเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่นั่นเสียเปล่าๆ” อู่ต้าสงเตือนสติชิงหยวน
“ข้าทราบถึงเื่นั้นดี เพียงแต่หากรู้แล้วยังนิ่งเฉยก็ไม่ใช่สกุลชิงแล้ว” ชิงหยวนกล่าวอย่างฮึกเหิม แม้จะรู้ถึงอันตรายดี แต่ศักดิ์ศรีและชื่อเสียงที่สั่งสมมาจะให้ผู้ใดมาหยามเหยียดได้อย่างไร
“ดี! ช่างห้าวหาญยิ่งนัก ข้า อู่ต้าสงนับถือๆ” อู่ต้าสงชอบใจ ลุกขึ้นประสานมือให้ชิงหยวน
“มิกล้าๆ” ชิงหยวนรีบลุกขึ้นประสานมือตอบ
โจวหยางิ่ยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยใบหน้าแย้มยิ้มตลอดเวลา
“แล้วจะออกเดินทางเมื่อใด” อู่ต้าสงถามถึงกำหนดการเดินทาง
“ยามเหม่าพรุ่งนี้ขอรับ” ชิงหยวนตอบอู่ต้าสง
อู่ต้าสงมององค์ชายห้าก่อน แล้วจึงค่อยหันมากล่าวกับชิงหยวน “เช่นนั้นเราจะกลับแคว้นโจวก่อน หากได้เื่อย่างไรช่วยไปแจ้งที่จวนสกุลอู่ของข้าด้วย”
“ได้ขอรับ” ชิงหยวนรับคำสั้นๆ
“แล้วเื่ค่าจ้าง” อู่ต้าสงเอ่ยขึ้น
“สกุลชิงของเรามีกฎว่า...งานสำเร็จเงินค่อยมาขอรับ” ชิงหยวนชี้แจงแก่อู่ต้าสง
“ตกลงตามนั้น” อู่ต้าสงตบเข่าดังฉาดอย่างชอบใจ
ณ วังตะวันออก
มู่หลิ่งเหวิน มู่หลิ่งเฟิง และชิงหลิน ยืนอยู่หน้าตำหนักที่ทรุดโทรมตามรับสั่งขององค์รัชทายาท ซึ่งชิงหลินก็ไม่เห็นว่ามันจะทรุดโทรมตามคำกล่าวอ้าง โดยด้านหลังมีหนึ่งขันทีน้อยและสี่นางกำนัลยืนสงบนิ่งรอรับใช้อยู่
“ต้องรื้อทิ้งจริงหรือขอรับ” มู่หลิ่งเฟิงเอ่ยถามแม่ทัพหนุ่มผู้เป็พี่ชาย
“ใช่” คนตอบเหลือบมองน้องชายแวบหนึ่ง แล้วหันกลับไปหรี่ตามองตำหนักตรงหน้า
“หากท่านมีธุระก็เชิญได้เลยนะเ้าคะ ไม่ต้องห่วงข้า” ชิงหลินที่อยู่ข้างหน้าทั้งสองหันกลับมาบอกเขา
“ธุระของข้าก็คือดูแลเ้าไม่ให้ไปซุกซนจนเกิดเื่อีก” แม่ทัพหนุ่มตอบกลับคล้ายกำลังคุยกับเด็กเล็กๆ อยู่
“ฮึ! ปากแบบนี้น่าจะโดนซักหมัดสองหมัดให้กินข้าวไม่ได้สักสี่ห้าวัน” ชิงหลินบ่นพึมพำแล้วสะบัดหน้า กระแทกเท้าเข้าไปข้างในตำหนักพร้อมอุปกรณ์เขียนรูป ริมฝีปากอวบอิ่มขมุบขมิบว่าเขาไม่ได้หยุด ใบหน้าจิ้มลิ้มงอง้ำเป็จานคว่ำ
“หึๆ” มู่หลิ่งเหวินหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นอาการกระเง้ากระงอดของนาง นึกประหลาดใจที่ทุกครั้งยามได้อยู่ใกล้นาง เขามักจะเผลอทำสิ่งที่ไม่ควรอยู่ร่ำไป พยายามตั้งสติหักห้ามใจแล้วแต่ก็ไร้ผล จนอดคิดไม่ได้ว่าตนอาจจะเป็พวกมากราคะอย่างที่นางกล่าวหา จึงได้ลองเข้าใกล้สตรีอื่นดูบ้าง แต่กลับไม่รู้สึกอันใด ซ้ำยังหงุดหงิดจนต้องรีบออกห่างจากสตรีเ่าั้
“พี่หลินเอ๋อร์ รอข้าด้วย” มู่หลิ่งเฟิงรีบตามว่าที่พี่สะใภ้เข้าไปในตำหนัก ปล่อยให้แม่ทัพหนุ่มอยู่เพียงลำพัง ก่อนจะเลือกไปนั่งที่เก๋งหน้าตำหนักแทน เพราะถึงอย่างไรนางก็ต้องมานั่งเขียนรูปที่นี่เป็แน่
ผ่านไปสองเค่อ
ชิงหลินเดินคุยกับมู่หลิ่งเฟิงออกมาจากตำหนัก แล้วตรงไปยังเก๋งที่แม่ทัพหนุ่มนั่งพิงเสาพลางกอดอกชันขาขึ้นมาข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็วางขนานกับพื้น ดวงตาคมทั้งคู่ปิดสนิท
มู่หลิ่งเฟิงคุกเข่า โบกมือไปมาหน้าพี่ชายแล้วหันมากระซิบบอกว่าที่พี่สะใภ้เสียงเบา “พี่ใหญ่...หลับอยู่ขอรับ” ด้วยเกรงว่าพี่ชายจะตื่น ไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วแม่ทัพหนุ่มแสร้งทำเป็หลับ และรับรู้การมาของทั้งสองคนนับแต่ออกมาจากตำหนักแล้ว
“เช่นนั้นเราไปนั่งเขียนรูปที่อื่นกันเถิด อย่าไปกวนเขาเลย” ชิงหลินกระซิบเบาๆ
“ไปโดยไม่บอกจะดีหรือขอรับ” มู่หลิ่งเฟิงกระซิบถามต่อ
“ไม่เป็ไรหรอก หากเกิดอะไรขึ้น พี่หลินเอ๋อร์คนนี้จะรับผิดชอบเอง ไปเถิด” หญิงสาวกระซิบตอบกลับอย่างห้าวหาญ คว้าข้อมือของเด็กน้อยได้ก็รีบย่องออกมาจากเก๋ง จากนั้นก็รีบจ้ำอ้าวตรงไปยังคอกของอาชา์ ใบหน้าจิ้มลิ้มแย้มยิ้มอย่างมีความสุข
ขันทีน้อยและสี่นางกำนัลรีบรุดตามไปทันที ไม่เอ่ยปากห้าม ด้วยเป็รับสั่งขององค์รัชทายาทที่ให้สิทธิ์คุณหนูชิงเข้านอกออกในได้เต็มที่ ยกเว้นวังหลัง
คล้อยหลังคนที่คิดว่าหลับก็ลืมตาแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ ตามไปอย่างรวดเร็ว
ที่คอกม้า
“โอ้ นี่คืออาชา์สีทองที่พี่ใหญ่บอกข้า งดงามยิ่งนัก ข้ามิเคยเห็นอาชาสีทองเช่นนี้มาก่อนเลยขอรับ” มู่หลิ่งเฟิงตาโตเป็ไข่ห่านด้วยความตื่นเต้นดีใจ สองเท้าก้าวเข้าไปดูใกล้ๆ
“สวัสดี เป็อย่างไรบ้าง สบายดีหรือไม่” ชิงหลินสื่อสารทางจิตกับเ้าอาชา์สีทอง แล้วหันไปยิ้มให้อาชา์สีดำกับสีน้ำตาลไหม้
“อ่อ...พัฒนาขึ้นแล้ว?” อาชา์สีทองกลับย้อนถามสตรีที่มันยอมเปิดใจให้
“อย่ากังวลไปเลย เ้าหน้าเหี้ยมดูแลพวกเราเป็อย่างดี จนข้าแทบจะวิ่งไม่ไหวแล้ว” อาชา์สีน้ำตาลไหม้เพศเมียร้องบอกนาง
“อืม ข้าดีใจที่พวกท่านอยู่สุขสบาย” นางยิ้มให้อาชา์ ยื่นมือออกไปลูบแผงคอของอาชา์สีน้ำตาลไหม้เพศเมียอย่างสนิทสนม จนมู่หลิ่งเฟิงและเหล่าบรรดาคนเลี้ยงม้าตะลึงด้วยความประหลาดใจระคนชื่นชมปนอิจฉาเล็กน้อย โดยเฉพาะหัวหน้าดูแลอาชา์ทั้งสามที่ตั้งใจจะขอความรู้จากนาง ถึงวิธีการกำราบให้มันยอมเชื่อฟังและยอมให้ใส่เกือกเหล็กและบังเหียน
ด้วยที่ผ่านมายังไม่มีผู้ใดทำได้สำเร็จ แม้แต่องค์รัชทายาทที่เคยขี่อาชา์สีน้ำหมึกมาก่อนก็ทรงล้มเหลว แต่ที่หัวหน้าดูแลอาชา์ไม่ทราบก็คือ ครั้งนั้นเป็เพราะใช้ยาสะกดใจของสกุลชิงจึงทำให้ขี่มันได้ต่างหาก ไม่ได้เกิดจากความยินยอมพร้อมใจแต่อย่างใด
ขณะที่ทุกคนกำลังชื่นชมระคนประหลาดใจกับท่าทางสนิทสนมของสตรีกับอาชา์ ไม่มีผู้ใดทันสังเกตความผิดปกติของม้าตัวหนึ่งที่หลังจากกินหญ้าชนิดหนึ่งเข้าไปแล้ว ก็เกิดอาการคลุ้มคลั่งวิ่งตรงเข้ามายังกลุ่มคนที่รายล้อมชิงหลินอยู่
“หลบเร็ว! ม้าคลั่ง! ม้าคลั่ง!”
เสียงะโของชายคนหนึ่งทำให้ฝูงชนที่รายล้อมแตกฮือราวกับผึ้งแตกรัง วิ่งหนีเอาตัวรอดไปคนละทิศละทาง
“น้องเฟิงเอ๋อร์!” ชิงหลินรีบคว้าตัวของเด็กน้อยที่มัวแต่ยืนตัวแข็งอ้าปากค้างมาไว้แนบอก แล้วหันหลังให้ม้าตัวที่กำลังคลุ้มคลั่ง ด้วยนางเองก็ใเสียจนก้าวขาไม่ออก จึงทำได้เพียงปกป้องเด็กน้อยคนนี้เอาไว้โดยใช้ร่างตัวเองเป็โล่กำบัง นางหลับตาลงอย่างยอมรับในชะตากรรม ภาวนาในใจอย่างน้อยก็ขอให้เด็กน้อยคนนี้ปลอดภัยก็ยังดี ส่วนนางหากจะต้องตายอีกครั้งก็ไม่เป็ไร
“ฮี้ๆๆ” กุบกับ กุบกับ พรืดๆ
“หยุดดดด”
“ฮี้ๆๆ” กุบกับๆ
เสียงร้องบอกให้หยุดสลับกับเสียงม้าร้องและเสียงย่ำเท้าของม้าที่ดังอยู่ใกล้ๆ ข้างหลัง ทำให้ชิงหลินที่โอบกอดเด็กน้อยอยู่ในท่าคุกเข่าค่อยๆ เปิดเปลือกตาพร้อมกับเงยศีรษะขึ้น ใบหน้าจิ้มลิ้มเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ มีทั้งความแปลกใจ โล่งใจ และสับสน ฉายชัดบนใบหน้าจิ้มลิ้ม
“นำม้าตัวนี้กลับไป ตรวจสอบหาสาเหตุการคลุ้มคลั่งนี้อย่างละเอียด แล้วนำผลการตรวจมาให้ข้า ข้าจะทูลองค์รัชทายาทให้ทรงทราบเอง” เสียงสั่งการที่ทรงพลังและมีอำนาจของแม่ทัพหนุ่ม ทำให้เหล่าคนเลี้ยงม้ากระวีกระวาดปฏิบัติตามโดยไม่มีผู้ใดกล้าโต้แย้ง
“เ้าสองคนปลอดภัยใช่หรือไม่” เสียงเอ่ยถามอย่างห่วงใยทำให้ชิงหลินพยุงตัวของเด็กน้อยให้ลุกขึ้นตาม แล้วพยักหน้าให้คู่หมั้นที่ปรี่เข้ามาช่วยด้วยอีกคน
“ขอบคุณเ้าค่ะ ข้าคิดว่าจะไม่รอดเสียแล้ว” นางยิ้มแห้งๆ
“ยังจะมีแก่ใจพูดล้อเล่นอีก หากข้ามาช่วยไม่ทัน จะเป็เช่นใด รู้บ้างหรือไม่” แม่ทัพหนุ่มดุคู่หมั้น ดวงตาคมทรงเสน่ห์มีแววขุ่นเคืองเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลางดงามราวเทพเซียนตึงขึ้นหนึ่งส่วน
“พี่ใหญ่ เป็ความผิดของข้าที่ตื่นใเกินไป ทำให้พี่หลินเอ๋อร์พลอยลำบากไปด้วย ท่านอย่าตำหนินางอีกเลย” คุณชายน้อยที่หายใแล้วพูดขอร้องแม่ทัพหนุ่มผู้เป็พี่ชาย
“อืม ก็ได้ เช่นนั้นก็กลับกันเถิด” กล่าวพลางหมุนตัวเพื่อพาทั้งสองกลับคฤหาสน์สกุลชิงก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมาที่นี่อีกครั้ง
“ข้าขอไปดูอาการของม้าตัวนั้นหน่อยได้หรือไม่เ้าคะ” หญิงสาวขออนุญาตคู่หมั้น
“ได้ ครู่เดียวเท่านั้นเข้าใจหรือไม่”
“ขอบคุณเ้าค่ะ” นางยิ้มขอบคุณแล้วจูงมือเด็กน้อยตรงไปยังคอกม้าตัวนั้น
“อาการของมันเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ” ชิงหลินถามทันทีที่มาถึงคอกม้า
“เอ่อ...หายคลุ้มคลั่งแล้วขอรับ” หัวหน้าผู้ดูแลตอบ
“แล้วสาเหตุที่มันคลุ้มคลั่งเล่า” มู่หลิ่งเหวินถาม
“เอ่อ...เื่นั้นข้าเองก็ยังไม่แน่ใจขอรับ” ชายคนเดิมตอบพลางลอบกลืนน้ำลาย
“รีบหาสาเหตุให้พบก่อนที่องค์รัชทายาทจะเสด็จกลับมา เข้าใจหรือไม่” แม่ทัพหนุ่มสั่งเสียงเข้ม สร้างความหวาดหวั่นใจแก่ทุกคน
“เอ๋? นี่มันเถาของต้นใบระบาด ทำไมจึงมารวมอยู่กับหญ้าพวกนี้ได้” มือเรียวขาวหยิบเถาใบระบาดที่มีดอกคล้ายดอกผักบุ้งขึ้นมา คิ้วเรียวขมวดมุ่นด้วยความสงสัย
“คุณหนูรู้จักเถาไม้เลื้อยนี้ด้วยหรือขอรับ” หัวหน้าผู้ดูแลเอ่ยถาม สีหน้าบ่งบอกถึงความประหลาดใจ
“อืม ข้าเคยอ่านเจอในตำราเ้าค่ะ” ยิ้มตอบ
“หรือสาเหตุที่ทำให้ม้าคลุ้มคลั่งก็คือ...สิ่งนี้?” มู่หลิ่งเหวินถาม
“คิดว่าอย่างนั้นเ้าค่ะ ต้นใบระบาดจัดเป็สมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยามากมาย แต่ข้อควรระวังคือ อย่านำใบหรือเมล็ดมากินเป็อันขาด เพราะหากกินใบเข้าไปจะทำให้เกิดอาการคลุ้มคลั่ง มึนงง และตาพร่า ส่วนเมล็ด หากกินเข้าไปจะทำให้ประสาทหลอนเ้าค่ะ” นางอธิบายยืดยาว แต่สิ่งหนึ่งที่นางไม่เข้าใจคือเถาใบระบาดที่มีถิ่นกำเนิดอยู่แถวอินเดียซึ่งอยู่ห่างไกลหลายพันกิโลเมตรมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน
“อา...ไม่รู้มาก่อนว่าจะมีพิษร้ายแรงถึงเพียงนี้ นี่มันคงกินไปเพียงเล็กน้อยกระมังจึงหายคลุ้มคลั่งได้เร็ว” หัวหน้าผู้ดูแลออกความเห็น
“คงอย่างนั้นเ้าค่ะ แล้วมันาเ็ตรงไหนหรือไม่เ้าคะ” หันไปถามพี่เลี้ยงม้าที่ยืนลูบแผงคอมันอย่างปลอบโยน
“เอ่อ...มะ...มันปลอดภัยดีขอรับ” ความตื่นเต้นทำให้เอ่ยตะกุกตะกัก ด้วยนานๆ ครั้งจะได้สนทนากับหญิงงาม ใบหน้าคร้ามแดดแดงก่ำยามที่เหลือบมองหญิงงามเบื้องหน้า ก่อนจะรีบก้มต่ำเมื่อเห็นนางยิ้มให้ โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาไม่พอใจคู่หนึ่งจ้องมองอยู่
“หมดเื่แล้ว แยกย้ายกันไปทำงานได้!” เ้าของสายตาไม่พอใจออกคำสั่งด้วยเสียงที่ค่อนข้างดังและดุดัน ทำให้ชิงหลินและคนงานอื่นๆ สะดุ้งใไปตามๆ กัน
“เฟิงเอ๋อร์ กลับ!” มู่หลิ่งเหวินหันมาบอกน้องชาย ไม่ลืมส่งสายตาขุ่นเคืองให้คู่หมั้น ก่อนจะหมุนกายสูงเดินนำลิ่วๆ ไม่รอใคร
ชิงหลินที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ได้แต่มองตามหลังอย่างงุนงง ก้มหน้ามองเด็กน้อยก็เห็นเขาอมยิ้มน้อยๆ ไม่พูดอะไร ก่อนจะคว้ามือนางแล้วพาเดินตามพี่ชายไป
“ช่างเป็สตรีที่ประหลาดและน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก” หัวหน้าผู้ดูแลม้ากล่าวขึ้น พลางมองหญิงสาวที่ถูกคุณชายน้อยมู่จับจูงไปด้วยความชื่นชมและขอบคุณ หากไม่ได้นางช่วยเห็นทีคราวนี้ตนอาจต้องโทษอาญาก็เป็ได้
“จริงด้วยขอรับ ข้าใแทบแย่ ไม่คิดว่า...นางจะสุภาพอ่อนโยนถึงเพียงนี้” พี่เลี้ยงม้าที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เห็นด้วยกับถ้อยคำของหัวหน้า เขาเคยพบเห็นคุณหนูจากตระกูลขุนนางและสนมชายาขององค์รัชทายาทมาบ้าง นอกจากสายตาที่มองอย่างรังเกียจแล้ว ยังมีถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามที่ไม่น่าจะออกมาจากปากคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์อีกด้วย
แต่คุณหนูผู้นี้กลับแตกต่าง ทั้งสุภาพอ่อนโยน ให้เกียรติ และจริงใจ ปฏิบัติกับพี่เลี้ยงม้าต่ำต้อยเช่นตนราวกับผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน ทำให้อคติที่มีลดฮวบลงหลายส่วน
“นั่นสินะ พักเื่นี้ไว้ก่อนเถิด” หัวหน้าผู้ดูแลม้าโบกมือไปมาก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง “พวกเ้าทุกคนฟังข้าให้ดี ตรวจสอบหญ้าของม้าทุกตัว ว่ามีเถาไม้เลื้อยเช่นนี้หลงเหลืออีกหรือไม่ แล้วนำมาให้ข้า อย่าได้ชักช้า ไปทำงานได้แล้ว!”
“ขอรับหัวหน้า” รับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นจึงแยกย้ายกันไปทำงานอย่างรวดเร็ว และตั้งใจมากกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา
“เฮ้อ” หัวหน้าผู้ดูแลม้าถอนใจยาวโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง ที่อย่างน้อยก็รู้ถึงสาเหตุแล้ว แต่ถึงกระนั้นเื่ที่มีเถาไม้เลื้อยที่ตนไม่เคยรู้จักปนอยู่ในหญ้าซึ่งเป็อาหารหลักของม้า ช่างน่าสงสัย หรือมีใครคิดอยากจะก่อกวน แล้วจะทำไปเพื่ออันใด
ขณะที่คอกม้ากำลังวุ่นวายโกลาหล อีกทางหนึ่งบรรยากาศมาคุก็แผ่กระจายออกมาจากตัวแม่ทัพหนุ่ม ทำให้ชิงหลินเริ่มใจคอไม่ดี อะไร เกิดอะไรขึ้น เขากำลังโกรธหรือ แล้วโกรธเื่อะไร
“พี่หลินเอ๋อร์ พี่ใหญ่กำลังงอนท่านอยู่ขอรับ” คุณชายน้อยดึงแขนว่าที่พี่สะใภ้ให้ก้มลงมา มือป้องปากบอกนางเบาๆ ใบหน้างดงามแย้มยิ้ม
“งอน? เื่อะไรกัน” คิ้วเรียวเลิกขึ้นพลางย้อนถามเสียงเบาพอกัน
“เื่นั้นท่านต้องไปถามพี่ใหญ่เองขอรับ” คุณชายน้อยเลี่ยงที่จะตอบ พร้อมกับดันหลังของว่าที่พี่สะใภ้ไปข้างหน้าแรงๆ จนชิงหลินที่ไม่ทันระวังเซถลาราวกับนกปีกหัก ประจวบเหมาะกับที่ร่างสูงหยุดเดินกะทันหัน เป็เหตุให้ร่างเล็กบอบบางชนเข้ากับร่างสูง แขนสองข้างลอดผ่านแขนแข็งแรงไปด้านหน้า พูดให้ถูกคือนางสวมกอดเขาจากด้านหลัง!
ร่างสูงชะงักแล้วยิ้ม ความขุ่นเคืองใจหายไปแทบจะทันที
“เอ่อ...ขออภัยเ้าค่ะ” ชิงหลินกล่าวพลางขืนตัวและดึงแขนกลับ ใบหน้าจิ้มลิ้มแดงก่ำด้วยความอับอาย ทว่า...เพียงเสี้ยววินาทีแขนนางกลับถูกรวบไว้ด้วยมือหนาอุ่น ทาบทับลงด้วยท่อนแขนแข็งแรงอีกชั้น การกระทำที่เอาแต่ใจของเขาทำให้ร่างเล็กบอบบางแนบชิดกับแผ่นหลังกว้างที่หญิงสาวใฝ่ฝันจะแนบซบสักครั้งในชีวิต
“เอ่อ...ปล่อยข้านะเ้าคะ” นางขัดขืนดิ้นขลุกขลักเพื่อให้รอดจากการถูกเอาเปรียบ
“เ้าเป็คนอยากกอดข้า เหตุใดจึงร้องขอให้ข้าปล่อย” มู่หลิ่งเหวินแกล้งดึงแขนเรียวเล็กนุ่มนิ่มของนาง เป็เหตุให้ใบหน้าและลำตัวของนางแนบชิดเข้ากับแผ่นหลังของตนมากยิ่งขึ้นไปอีก จนแทบจะเป็เนื้อเดียวกัน
“ใครอยากกอดท่านกัน! มันเป็อุบัติเหตุต่างหาก” ร่างเล็กโต้กลับอย่างมีอารมณ์
“อุบัติเหตุ? พยานล่ะ ข้าไม่เชื่อหากไร้ซึ่งพยาน” ร่างสูงหันมาเผชิญหน้ากับคู่หมั้น ปล่อยแขนลงข้างลำตัวพลางเลิกคิ้วขึ้นมองนางที่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น ดวงตากลมโตจ้องมองตนอย่างเอาเื่ นั่นไม่ได้ทำให้เขาหวาดกลัวแต่อย่างใด แต่กลับชื่นชอบยิ่งนัก
“ก็เฟิงเอ๋อร์กับเหล่าขันทีนางกำนัลนี่อย่างไรล่ะ เอ๊ะ! หายไปไหนกันหมด เมื่อครู่ยังอยู่ตรงนี้” ชิงหลินทำหน้าเหลอหลามองซ้ายมองขวา แต่ก็ไม่เห็นใคร นางรู้ได้ในทันทีว่าโดนเ้าเด็กน้อยหักหลังเข้าให้แล้ว
‘ฮึม! แสบพอกันทั้งพี่ทั้งน้อง อย่าให้ถึงทีเราบ้างก็แล้วกัน’
“บรื๋อ” ข้างฝ่ายคุณชายน้อยรู้สึกหนาวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุจนต้องยกมือขึ้นกอดอก
ร่างสูงกอดอกพร้อมกับเย้านางอย่างอารมณ์ดี “พยานไม่มี ยอมรับซะว่าเป็เ้าที่ปรารถนาในตัวข้า”
“ไม่! ให้ตาย ข้าก็ยังยืนยันว่าเป็อุบัติเหตุ” นางเชิดหน้าตอบเพราะไม่ยอมรับ
“เช่นนั้นหรือ เ้าคงเกลียดข้ามากสินะ” น้ำเสียงและใบหน้าที่เปลี่ยนไปเป็เศร้าหมองของบุรุษรูปงามหล่อเหลาราวเทพเซียนทำให้ใจนางอ่อนยวบ
“เอ่อ...คือข้า...ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น...” ร่างเล็กยกมือปฏิเสธทันควัน ก่อนจะก้มหน้าลงไม่พูดต่อ
“อ้าว มาอยู่กันที่นี่เองหรือ” เสียงขององค์รัชทายาททำชิงหลินลอบถอนใจ ผิดกับอีกคนที่ไม่สบอารมณ์นักเพราะถูกขัดคอ
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ / ถวายบังคมเพคะ” ทั้งสองถวายความเคารพพร้อมกัน
“ลุกขึ้นได้” ฉีเฟยหลงอนุญาต
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ / ขอบพระทัยเพคะ”
“หลินเอ๋อร์ เหตุใดเสื้อผ้าเ้า...”
ถ้อยคำที่ตรัสเรียกอย่างสนิทสนม เป็เหตุให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่อย่างอัครเสนาบดีตู้ฮุ่ยเปียวเลิกคิ้วขึ้นมองนางอย่างประหลาดใจและสนใจ แม่ทัพหนุ่มเองก็ถึงกับอึ้งไปชั่วครู่ เพราะเป็ครั้งแรกที่องค์รัชทายาทตรัสเรียกคู่หมั้นของตนเช่นนี้ มือทั้งสองกำเข้าหากันแน่น
“เอ่อ...ทูลองค์รัชทายาท เป็เพราะหม่อมฉันไม่ทันระวังเพคะ” ชิงหลินตอบ
“เช่นนั้นหรือ แล้วเป็เช่นใดบ้าง าเ็หรือไม่” ฉีเฟยหลงถามอย่างห่วงใย ไม่ใส่ใจผู้คนรอบข้างว่าจะคิดเช่นไร
“ขอบพระทัยที่ทรงห่วงใยคู่หมั้นของกระหม่อม นางปลอดภัยดีทุกประการพ่ะย่ะค่ะ” มู่หลิ่งเหวินรีบตอบเสียงเข้มต่ำเจือความไม่พอใจนิดๆ
“องค์รัชทายาทเสด็จไปประทับที่ศาลาทางนั้นก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ตู้ฮุ่ยเปียวเสนอความเห็น เมื่อััได้ถึงบรรยากาศน่าอึดอัดใจ
“ก็ดี เ้าสองคนด้วย” ฉีเฟยหลงกล่าวกับแม่ทัพหนุ่มและชิงหลิน
“พ่ะย่ะค่ะ / เพคะ”
“มู่หลิ่งเหวินคารวะท่านอัครเสนาบดี” แม่ทัพหนุ่มประสานมือเคารพผู้าุโ
“ชิงหลินคารวะท่านอัครเสนาบดีเ้าค่ะ” ชิงหลินยอบกายคารวะตามคู่หมั้น
“ตามสบายเถิด” ตู้ฮุ่ยเปียวตอบพลางเหลือบมองชายหนุ่มหญิงสาวที่หลบไปยืนด้านข้างด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะเดินผ่านหน้าทั้งสองตามองค์รัชทายาทไปยังศาลา ซึ่งอยู่ด้านหน้าของคอกม้าที่ชิงหลินเคยเข้าเฝ้าเมื่อครั้งปลอมตัวเป็คุณชายหยางเริ่น
ที่ศาลาด้านหน้าคอกม้า
องค์รัชทายาทประทับเด่นตรงกลาง ถัดออกมาเป็อัครเสนาบดีตู้ฮุ่ยเปียวในชุดขุนนางสีแดงเต็มยศ ตรงข้ามคือแม่ทัพมู่หลิ่งเหวินและชิงหลินคู่หมั้น ส่วนเหล่าขันทีนางกำนัลรั้งอยู่ด้านนอกศาลา
“ให้หัวหน้าผู้ดูแลม้ามาพบเรา...เดี๋ยวนี้”
“พ่ะย่ะค่ะ” เกากงกงรีบปฏิบัติตามทันที เพียงชั่วครู่หัวหน้าผู้ดูแลม้าร่างหนาบึกบึนก็มาถึง
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ” เขาคุกเข่าถวายบังคมด้านนอกศาลาด้วยเสียงค่อนข้างดังและหนักแน่น
“ลุกขึ้นได้” ฉีเฟยหลงอนุญาต
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าผู้ดูแลม้ากล่าวแล้วจึงลุกขึ้นก้มหน้าลง
“มันเกิดเื่เช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร เ้าไม่ได้ตรวจสอบก่อนหรือ” ฉีเฟยหลงถามเสียงเข้ม
“เอ่อ...ทูลองค์รัชทายาท กระหม่อมได้ให้เ้าหน้าที่ตรวจสอบทุกครั้งพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่...” หัวหน้าผู้ดูแลม้าขยับตัวเล็กน้อย หวาดเกรงที่จะพูดความจริง
“ว่ามา อย่ามัวแต่อ้ำอึ้ง” ฉีเฟยหลงสะบัดมือเสียงดัง เพียงแค่นั้นก็สร้างความอกสั่นขวัญแขวนแก่หัวหน้าผู้ดูแลม้าตลอดจนเหล่านางกำนัลแล้ว
หัวหน้าผู้ดูแลม้าทรุดลงนั่งคุกเข่าอีกครั้ง ละล่ำละลักตอบเสียงสั่น “พระอาญามิพ้นเกล้า เพียงแต่กระหม่อมไม่เคยรู้ และไม่เคยพบเห็นเถาไม้เลื้อยมีพิษเช่นนี้มาก่อน จึงได้ชะล่าใจจนเกิดเื่ขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”
“เถาไม้เลื้อยมีพิษ? นำมาให้เราดูหน่อย” ฉีเฟยหลงสั่งจบ เถาไม้เลื้อยที่ว่าก็มาวางอยู่เบื้องหน้า จึงหยิบมันขึ้นมาดู
ตู้ฮุ่ยเปียวจับเถาไม้เลื้อยขึ้นพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แล้วจึงกล่าวออกมา “แปลก นี่มันเถาอันใดกัน ลำต้นมีขน ซ้ำยังมีน้ำยางสีขาว”
“ทูลองค์รัชทายาท ดีที่ได้คุณหนูชิงช่วยไว้ หาไม่แล้วคงจะมีม้าคลุ้มคลั่งอีกหลายตัวเป็แน่พ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าผู้ดูแลม้ายกความดีความชอบทั้งหมดให้ผู้มีพระคุณ
“เอ่อ...เพียงแค่เหตุบังเอิญเท่านั้นเพคะ” ชิงหลินรีบออกตัว ไม่กล้ารับความดีความชอบ
“เป็เ้าอีกแล้วหรือ” คำกล่าวของตู้ฮุ่ยเปียวสร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคน ไม่เว้นตัวชิงหลิน
ฉีเฟยหลงวางเถาไม้เลื้อยลงแล้วหันมาถามตู้ฮุ่ยเปียว “มีอันใดหรือ ท่านอัครเสนาบดี”
“อา...องค์รัชทายาททรงจำเื่ ‘สามดี’ ที่กระหม่อมเล่าให้ฟังได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ฉีเฟยหลงพยักหน้า “อืม เราจำได้ ที่ว่ามีสตรีหาญกล้านางหนึ่งพูด ราวกับ้าสั่งสอนเหล่าขุนนางกลางงานชมบุปผาที่จวนเสนาบดีหานใช่หรือไม่”
“ถูกแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อา...อย่าบอกเรานะว่าสตรีใจกล้านางนั้นก็คือนาง” ฉีเฟยหลงหันไปทางสตรีที่นั่งก้มหน้าด้วยสายตาประหลาดใจ
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ ก็คือนาง” ตู้ฮุ่ยเปียวตอบ ดวงตาคมมากด้วยประสบการณ์มีความชื่นชมในความรอบรู้ของเด็กสาวผู้นี้ น่าเสียดายที่เกิดเป็สตรี หากเกิดเป็บุรุษคงจะโดดเด่นเหนือผู้ใดเป็แน่
“อา...เ้าช่างทำให้เราประหลาดใจอยู่เรื่อยเลยนะ หลินเอ๋อร์” ฉีเฟยหลงเย้านาง
“เอ่อ...” ชิงหลินไม่รู้จะพูดอะไรดี จึงชำเลืองมองคู่หมั้นเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมที่วาวโรจน์คู่นั้น
“ทูลองค์รัชทายาท นางก็เป็แค่หนอนตำราตัวอ้วนที่ชอบกินตำรา...แล้วชอบอวดภูมิเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ” มู่หลิ่งเหวินตอบห้วนจัด พร้อมกับปรายตามองคู่หมั้นเมื่อพูดคำว่า ‘หนอนตำราตัวอ้วน’ อย่างจงใจ
“ฮึม ท่าน! ฝากไว้ก่อนเถิด” ชิงหลินคาดโทษพร้อมกับถลึงตาใส่เขาที่กล่าวหาว่านางเป็หนอนตำราตัวอ้วน
“ฮะๆๆ หนอนตำราตัวอ้วน? เราชอบนะ ต่อไปเราเรียกเ้าว่าหนอนตำราตัวอ้วนดีหรือไม่” ฉีเฟยหลงหัวเราะดังลั่น แม้แต่ตู้ฮุ่ยเปียวก็ยังยกมุมปากยิ้มกับคำเปรียบเปรยของแม่ทัพหนุ่ม
“เอาละ เื่นี้หากพูดแล้วความยาว พักไว้ก่อนเถิด ว่าแต่เถาไม้เลื้อยนี้มีชื่อเรียกหรือไม่” ฉีเฟยหลงเข้าเื่อีกครั้ง
“ทูลองค์รัชทายาท ในตำราเรียกว่าใบระบาดเพคะ” นางไม่ได้โกหก เพราะดอกมันเหมือนดอกผักบุ้งนางเลยสนใจลองค้นหาทางอินเทอร์เน็ตดู จึงได้รู้ว่ามันเป็ทั้งสมุนไพรและยาพิษหากใช้ไม่ถูกวิธี
“ใบ...ระบาด? ท่านเคยได้ยินมาก่อนหรือไม่” ฉีเฟยหลงถามตู้ฮุ่ยเปียว
“กระหม่อมก็เพิ่งเคยได้ยินนี่แหละพ่ะย่ะค่ะ” ตู้ฮุ่ยเปียวตอบตามจริง
“เอ่อ...เถาใบระบาดมีถิ่นกำเนิดห่างไกล น้อยคนนักที่จะรู้ว่าใบและเมล็ดมีพิษ ห้ามรับประทานเด็ดขาด ซ้ำดอกยังเหมือนกับดอกผักบุ้งด้วย ดังนั้นจึงไม่ใช่เื่แปลกที่เ้าหน้าที่จะพลาดจุดนี้ไปเพคะ” ชิงหลินชี้แจง ซึ่งคำพูดของนางมีส่วนช่วยให้เ้าหน้าที่ทุกคนไม่โดนลงอาญาที่ทำงานผิดพลาด และฉีเฟยหลงก็ตระหนักในเื่นี้ดี
“เราเข้าใจแล้ว และขอปิดคดีนี้โดยไร้คนผิด!” ฉีเฟยหลงสรุปด้วยเสียงที่ค่อนข้างดัง จึงได้ยินกันถ้วนทั่ว สร้างความปลาบปลื้มยินดีแก่ทุกคน
“เป็พระกรุณายิ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าผู้ดูแลม้าและเหล่าลูกน้องราวห้าสิบคนคุกเข่าสรรเสริญองค์รัชทายาทอย่างพร้อมเพรียงด้วยเสียงที่ดังและก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
“ลุกขึ้น เ้าอยากได้สิ่งใดตอบแทน” ฉีเฟยหลงหันมาถามชิงหลิน
“เอ่อ...หากจะทรงกรุณา หม่อมฉันขอเก็บไว้ก่อนได้หรือไม่เพคะ”
“ได้ เราอนุญาต!” ฉีเฟยหลงรับปากทันทีโดยไม่หยุดคิดให้เสียเวลา
“ขอบพระทัยเพคะ” หญิงสาวโขกศีรษะด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“อา...จริงสิ เราเกือบลืมเื่สำคัญไปเลย” ฉีเฟยหลงหันมาทางตู้ฮุ่ยเปียว “นางก็คือผู้ออกแบบตำหนักใหม่ของเรา”
“เป็นางจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ” ตู้ฮุ่ยเปียวทำใจให้เชื่อไม่ลง ด้วยเคยเห็นฝีมือการเขียนรูปของนางมาก่อนที่จวนเสนาบดีหาน ฝีมือการใช้พู่กันของนางนับว่ายังอ่อนนักในสายตาเขา
“หือ ท่านพูดราวกับเคยเห็นรูปของนางมาก่อน”
“พ่ะย่ะค่ะ ที่งานชมบุปผาจวนเสนาบดีหาน”
“อา...แล้วอย่างไรต่อ” ฉีเฟยหลงขยับกายด้วยความสนใจใคร่รู้เื่ราว
ผิดกับมู่หลิ่งเหวินที่ทำได้เพียงอดกลั้นเก็บความอึดอัดคับข้องใจและไม่มั่นใจไว้ภายใน เป็ธรรมดาที่แม่ทัพหนุ่มจะรู้สึกเช่นนั้น ด้วยนางยังเป็เพียงคู่หมั้น ไม่ได้ตบแต่งให้ หากวันหนึ่งนางเปลี่ยนใจและขอถอนหมั้น แล้วเขาจะทำอันใดได้ ที่สำคัญ...ตัวตนของเขาในใจของนางมีมากน้อยเพียงใดก็ไม่อาจคาดเดาได้เลยจริงๆ
ส่วนคนถูกนินทาซึ่งหน้าทำได้เพียงก้มหน้าด้วยใบหน้าแดงก่ำ ไม่สามารถโต้แย้งหรือลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองได้เลย
“มีการแข่งขันเขียนรูปโดยใช้พู่กันในกลุ่มของบุตรีที่ไปร่วมงานพ่ะย่ะค่ะ แล้ว...” ตู้ฮุ่ยเปียวเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานชมบุปผาจวนเสนาบดีหานโดยละเอียด
“อา...ว่าอย่างไรหลินเอ๋อร์ เ้ามีอันใดจะโต้แย้งหรือไม่” ฉีเฟยหลงถามนางทันทีเมื่อเื่ราวจบลง
“เอ่อ...ไม่มีเพคะ หม่อมฉันไม่ถนัดการใช้พู่กันจริงๆ” นางตอบตามจริง
“อา...เช่นนั้นก็ไม่แปลกที่ท่านจะติดใจสงสัยในฝีมือของนาง” ฉีเฟยหลงว่า ก่อนจะหันไปทางเสี่ยวเกาจื่อ “เสี่ยวเกาจื่อ นำภาพที่อยู่บนโต๊ะในห้องทำงานของเรามาที่นี่”
“พ่ะย่ะค่ะ” เสี่ยวเกาจื่อรีบปฏิบัติตามทันที
ครู่ใหญ่ต่อมา
ตู้ฮุ่ยเปียวมองภาพเขียนในมือด้วยสายตาตื่นตะลึง สลับกับมองใบหน้าหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย
‘นี่คือฝีมือของนางจริงหรือ รูปทรงแปลกประหลาดทว่างดงาม ลวดลายละเอียดอ่อนช้อย และมีเอกลักษณ์ มันคือสถานที่ใดกัน’
“เป็เช่นไรล่ะท่านอัครเสนาบดี” ฉีเฟยหลงยิ้มพอใจเมื่อเห็นสีหน้าที่แสดงออกถึงความตะลึงลานของอีกฝ่าย
“อา...กระหม่อมน้อมรับโดยไร้ข้อโต้แย้งแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ความจริงตู่ฮุ่ยเปียวทูลคัดค้านเื่ที่ผู้ออกแบบเป็หญิง และไม่ใช่ผู้ที่มากประสบการณ์จากกรมโยธา แต่พอได้เห็นฝีไม้ลายมือของนางแล้วก็ต้องยอมรับว่ายอดเยี่ยมไร้ที่ติ
ในที่สุดแม่ทัพหนุ่มก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งถึงจุดประสงค์ในการมาของตู้ฮุ่ยเปียว ซึ่งชิงหลินเองก็เข้าใจจุดนี้ด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกันที่คฤหาสน์สกุลชิง
ทุกคนกำลังวุ่นวายกับการเตรียมสัมภาระและข้าวปลาอาหารแห้งสำหรับคนห้าสิบคน ที่ต้องเดินทางไปหุบเขากินคนเพื่อตามหาเต่าั
“นายท่าน ได้โปรดให้ข้าติดตามท่านไปด้วยเถิดขอรับ” เฟิ่งอิงคุกเข่าขอร้องชิงหยวน
“แล้วผู้ใดจะคอยคุ้มครองบุตรีข้า” ชิงหยวนย้อนถามด้วยท่าทีเหนื่อยใจ
“เื่นั้น...” เฟิ่งอิงขยับตัวอย่างอึดอัด ความหนักใจและกังวลใจฉายชัดบนใบหน้าคมเข้ม ยอมรับว่ารู้สึกลำบากใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ ด้วยความห่วงใยที่มีให้คุณหนูนั้นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความปลอดภัยของนายท่านเลย
“ท่านพี่...การเดินทางครั้งนี้อันตรายเพียงใดไม่อาจคาดเดาได้ ให้เฟิ่งอิงติดตามท่านไปด้วยเถิดเ้าค่ะ ส่วนเื่หลินเอ๋อร์ยังมีอาเหวินคอยดูแลอยู่ ท่านอย่าห่วงเลย” ชิงฮูหยินช่วยพูดอีกแรง
“ได้ เ้าเตรียมตัวเถิด” ชิงหยวนหันมาสั่ง หลังจากตัดสินใจได้แล้ว
“ขอบคุณขอรับนายท่าน” เฟิ่งอิงประสานมือขอบคุณแล้วหมุนกายจากไป
“หลินเอ๋อร์ จะกลับยามใดหรือ” ชิงหยวนหันมาถามฮูหยินของตน
“ยามเซินกระมังเ้าคะ”
“อืม พ่อบ้านฝู หากคุณหนูกลับมาให้ไปพบข้าที่ห้องทำงานด้วย”
“ขอรับนายท่าน” พ่อบ้านฝูที่ยืนอยู่ด้านข้างค้อมศีรษะรับคำสั่ง
ณ วังขององค์รัชทายาท
หลังจากปลีกตัวออกมาได้ มู่หลิ่งเหวินก็แวะส่งน้องชายที่จวนเสนาบดีมู่ซึ่งเป็ทางผ่านไปคฤหาสน์สกุลชิงก่อน แต่แทนที่จะมุ่งหน้าพาคู่หมั้นกลับเรือนของนาง เขากลับสั่งให้รถม้าของวังตะวันออกกลับไป
“จะพาข้าไปไหนหรือเ้าคะ” ชิงหลินถามทันทีที่ลงมายืนข้างเขา ใบหน้าจิ้มลิ้มเต็มไปด้วยคำถาม
“พี่อยากพาเ้าไปสถานที่หนึ่ง ขึ้นม้าเถิด” เขากล่าวยิ้มๆ
“ไม่ ข้าอยากกลับบ้านเ้าค่ะ” นางปฏิเสธทันควันโดยไม่หยุดคิดให้เสียเวลา ใบหน้าจิ้มลิ้มบูดบึ้งไม่ชอบใจกับการกระทำที่เอาแต่ใจของเขา และยังเคืองเื่ที่เขาว่านางเป็หนอนตำราตัวอ้วนและอวดเก่ง แม้จะรู้ว่าเขาหวังดีจึงได้เอ่ยตักเตือนแบบอ้อมๆ ให้ระมัดระวังคำพูดและการกระทำ แต่ทำไมต้องเปรียบนางเป็หนอนด้วยเล่า ซ้ำยังเป็หนอนตัวอ้วนที่อวดเก่งอีก
ความจริงที่ทำให้นางขุ่นเคืองคือคำว่า ‘อ้วน’ เพราะในภพเก่านางเป็สาวร่างอ้วนกลมจนได้รับฉายาว่ากระปุกตั้งฉ่าย แม้เขาไม่รู้เื่นี้ก็เถอะ
“กลัวหรือ” ร่างสูงเลิกคิ้วถามด้วยน้ำเสียงยั่วโทสะเล็กน้อย พลางยกแขนขึ้นกอดอก ดวงตาคมทรงเสน่ห์จับอยู่ที่ร่างเล็กบอบบางซึ่งยืนกอดอกหันหลังให้อย่างแง่งอน ช่างน่าเอ็นดูนักในสายตาของเขา ทั้งที่หากเป็สตรีอื่นทำเช่นนี้คงสร้างความหงุดหงิดและรำคาญใจให้เขามากทีเดียว
“กลัว? มีอะไรที่ข้าต้องกลัวกัน” ร่างบางหันกลับมาเผชิญหน้าคนที่ปรามาสนางอย่างไม่เกรงกลัว
“หึๆ เช่นนั้นก็คงกล้าไปกับข้า” ร่างสูงสบโอกาสรุกคืบ ไม่คิดให้นางถอยหลังตั้งหลักได้ ดวงตาคมทรงเสน่ห์วาววับยามหลุบมองร่างเล็กบอบบางที่ยืนห่างเพียงสองก้าว ซ้ำยังหันหลังให้กำแพงจวนเสนาบดีมู่ ใบหน้าจิ้มลิ้มเชิดขึ้นอย่างอวดดี ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มสนิท หากอยู่เพียงลำพังในที่มิดชิดกว่านี้เห็นทีเขาคงรวบตัวนางเข้ามา แล้วมอบจุมพิตแสนหวานให้นางไปแล้วเป็แน่
“ไปก็ไปสิเ้าคะ” คราวนี้ยกมือขึ้นเท้าสะเอวเพิ่มความอวดดีแลละท้าทายมากขึ้นไปอีกขั้น
“เช่นนั้น เชิญคุณหนูขึ้นม้าได้ขอรับ” แม่ทัพหนุ่มล้อเลียนพร้อมกับค้อมกายและผายมือข้างหนึ่งไปทางเ้าทาเสว่ ยกมุมปากยิ้มสมใจที่สามารถล่อหลอกนางได้สำเร็จ จนถูกนางค้อนให้ครั้งหนึ่งเป็รางวัล
ฝ่ายคนที่แจกค้อนวงใหญ่จนคอแทบเคล็ด พอหันกลับมาตรงหน้า เท้าน้อยๆ ก็พลันชะงักมองเ้าม้าศึกตัวใหญ่เบิ้มสีดำสนิทสลับกับชุดจีนโบราณยาวกรอมเท้าสีขาวรุ่มร่ามของตัวเอง แล้วชำเลืองมองคู่หมั้นที่ยืนกอดอกยิ้มเย้ยอยู่ข้างๆ ทำให้นางเกิดแรงฮึดขึ้นมา สูดลมหายใจเข้าแรงๆ แล้วยืดหลังตรงเชิดหน้าขึ้น ยกชายกระโปรงขึ้นสูงก่อนจะก้าวไปหาเ้าทาเสว่ จากนั้นก็พยายามะโขึ้นหลังมันอย่างเอาเป็เอาตาย แต่ก็ลื่นลงมาทุกครั้ง
“หึๆ”
เสียงหัวเราะของเขาทำให้ชิงหลินที่พยายามอยู่จนเหนื่อย หันมาถลึงตาใส่ด้วยความขุ่นเคืองและหงุดหงิดที่ถูกหัวเราะเยาะ
เช่นเดียวกับเ้าทาเสว่ มันเอียงหัวมองมนุษย์ร่างเล็กเท่ามด ที่กำลังปีนป่ายะโกระเด้งไปมาอยู่ข้างลำตัวของมันด้วยความรู้สึกหงุดหงิดจึงแกล้งขยับตัวหนี เป็เหตุให้ร่างเล็กที่ะโเกาะตัวมันเสียหลักเซถลาไปข้างหน้า ด้วยความในางจึงหวีดร้องออกมาพร้อมกับหลับตาปี๋
“หึๆ ข้าว่าให้ข้าช่วยเ้าคงเร็วกว่ากระมัง” แม่ทัพหนุ่มบอกสตรีที่อยู่ในอ้อมแขนหลังจากช่วยนางไม่ให้ล้มหน้าคะมำ
“ไม่ต้อง ข้าจะลองดูอีกครั้งเ้าค่ะ” หญิงสาวผลักเขาออกพร้อมกับปฏิเสธความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น โดยไม่คิดยอมแพ้ง่ายๆ สองเท้าเดินเข้าไปหาเ้าม้าที่เกือบทำนางขายหน้าต่อหน้าคู่หมั้น คราวนี้นางลองใช้จิตสื่อสารกับมันแทนการปีนป่าย
“ท่านม้าผู้สง่างามและองอาจ จะช่วยให้เกียรติย่อตัวลงให้ข้าขึ้นหลังท่านหน่อยได้หรือไม่” ชิงหลินมองตามันพร้อมกับขอร้องมันทางจิต
ฝ่ายเ้าทาเสว่แม้จะประหลาดใจแต่มันก็เลือกที่จะเมินคำขอของนาง ด้วยมันเป็ม้าศึกเพศผู้ไม่ชื่นชอบสตรีเช่นเดียวกับแม่ทัพหนุ่มซึ่งเป็เ้านาย แม้นางจะเป็สตรีคนแรกที่ได้ขึ้นขี่มัน แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องยอมศิโรราบและทำตามคำสั่งของนางเหมือนพวกม้าไร้สมองตัวอื่น
“โธ่ พี่ม้าจ๋า อย่าเมินกันสิ” นางยังคงไม่ละความพยายาม
พรูดๆๆ
เ้าทาเสว่สุดจะรำคาญ มันจึงไล่นางด้วยการพ่นน้ำลายใส่ใบหน้าเสียหลายที
“ฮึ่ม! ไม่เห็นต้องทำกันขนาดนี้เลย ดูสิหน้าข้าเปื้อนหมดแล้ว” ชิงหลินต่อว่ามัน พร้อมกับยกชายแขนเสื้อขึ้นเช็ดหน้าตัวเองไปด้วย ช่างไม่มีความเป็กุลสตรีเอาเสียเลย
“หึๆ” เป็อีกครั้งที่ผู้เฝ้าดูเหตุการณ์หลุดหัวเราะขบขันกับภาพเบื้องหน้า ที่สตรีกำลังทำสีหน้าประหลาดๆ พลางยกไม้ยกมือใส่เ้าม้าศึกคู่ใจของเขาแต่เหมือนจะไร้ผล เพราะเ้าทาเสว่สะบัดหน้าหนี ซ้ำยังพ่นน้ำลายใส่นางอีก
ในสายตาผู้อื่นที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอาจคิดว่านางเสียสติ แต่สำหรับเขา นี่คือความสามารถที่์ประทานมาให้โดยแท้ แม้จะรู้ดีแก่ใจแต่ก็อดขบขันไม่ได้
“ท่านหัวเราะเยาะข้า ฮึ่ม!” ร่างบางหันขวับมาทางเขา ดวงตากลมโตจ้องมองอย่างเอาเื่ ราวกับพวกอันธพาลขี้แพ้ชวนตี
มีหรือที่แม่ทัพใหญ่เช่นเขาจะหวาดกลัวต่อสายตาและอาการพาลพาโลของนาง ซ้ำยังยั่วยุอารมณ์กรุ่นโกรธให้ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก ด้วยการแบมือพร้อมกับยักไหล่เหยียดยิ้มใส่ ราวกับจะถามว่าข้าหัวเราะเ้าแล้วอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่ามันได้ผล...
“ฮึ่ม!” ชิงหลินทั้งโมโหทั้งอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี อับอายที่ถูกเ้าม้าจอมหยิ่งยโสทำเมินนางแถมยังพ่นน้ำลายใส่ และโมโหที่ถูกเ้านายของเ้าม้าจอมยโสหัวเราะเยาะราวกับเป็เื่ตลก “ข้าจะกลับจวน!” เพราะขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังนางได้ะโข่วนหน้าเขาแน่ๆ
ร่างสูงไม่กล่าวอะไร เดินตรงเข้าไปช้อนร่างเล็กบอบบาง ดีดตัวลอยขึ้นสูงเหนือตัวเ้าทาเสว่ที่ยืนนิ่งอย่างรู้งาน ก่อนจะค่อยๆ นั่งลงบนหลังม้าศึกอย่างนุ่มนวล
“ปล่อยข้าลงนะเ้าคะ ข้าจะกลับจวน!” นางตวาดเขาเสียงดัง สองมือเรียวเล็กผลักไสเขา พยายามดิ้นรนเพื่อหาทางลงจากหลังม้า
“หากยังไม่หยุดดิ้น พี่จะจุมพิตเ้าเสียตรงนี้” ร่างเล็กชะงักกึก หยุดการเคลื่อนไหวทันที
“จับดีๆ ล่ะ” แม่ทัพหนุ่มหลุบตามองคู่หมั้นที่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่ข้างหน้าด้วยสายตาอ่อนโยนระคนเอ็นดู ร่างเล็กนุ่มนิ่มช่างหอมกรุ่นจนเขาเผลอสูดดมไปหลายครั้ง
“ฮึ!” ร่างบางเมินคำเตือนของเขา เลือกจะวางมือลงบนหน้าขาตัวเองแทนที่จะยืดจับเขาไว้
“ฮี้ๆๆ”
จู่ๆ เ้าทาเสว่ก็ยกเท้าหน้าขึ้นสูงตะกุยอากาศ
“ว้าย! แหก” เพราะไม่ทันระวังตัว ร่างบอบบางจึงไถลลงไปหาร่างแกร่งที่นั่งซ้อนรออยู่แล้วด้วยความใ เผลอโอบกอดเขาเสียแน่นตามสัญชาตญาณเอาตัวรอด ใบหน้าจิ้มลิ้มซบอยู่กับอกแกร่งหนั่นแน่นจนได้ยินเสียงหัวใจของเขาอย่างชัดเจน
‘อา…หัวใจบุรุษเต้นเร็วและแรงขนาดนี้เลยหรือ’
ด้วยความสงสัยชิงหลินจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นแล้วก็ต้องหน้าแดงเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมทรงเสน่ห์ที่ก้มมองมา มันช่างหวานซึ้งเต็มไปด้วยความเสน่หา ทำให้ใจดวงน้อยเต้นแรง “หนะ...ไหนท่านบอกว่าจะพาข้าไปสถานที่หนึ่ง” นางรีบหาเื่คุยเพื่อลดอาการประหม่า
“วันนี้พักไว้ก่อน วันหลังพี่ค่อยพาเ้าไป” แม่ทัพหนุ่มกล่าวกับคู่หมั้น จากนั้นก็ควบเ้าทาเสว่กลับคฤหาสน์สกุลชิง
ยามเซิน ณ โถงรับแขกคฤหาสน์สกุลชิง
“คารวะท่านลุงท่านป้า” กล่าวทักทายชิงหยวนและชิงฮูหยิน
“ตามสบายเถิดหลานชาย” ชิงหยวนผายมือให้แม่ทัพหนุ่มนั่งลงข้างๆ ตน “ขอบใจมากที่ช่วยดูแลหลินเอ๋อร์”
“เื่เล็กน้อย ท่านลุงอย่าได้ใส่ใจ อีกอย่าง นางก็เป็คู่หมั้นของข้า การที่ข้าดูแลนางก็สมควรแล้วขอรับ” มู่หลิ่งเหวินตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง สร้างความพึงพอใจให้แก่ชิงหยวนและชิงฮูหยินไม่น้อย ผิดกับชิงหลินที่ค้อนให้ทันทีเมื่อเห็นเขาชำเลืองมองมา
“จริงสิ ่นี้เ้าติดภารกิจอันใดหรือไม่” ชิงหยวนเอ่ยถามเสียงเครียด
“่นี้มีเพียงการฝึกทหารของจวนแม่ทัพเท่านั้นขอรับ” แม่ทัพหนุ่มตอบตามจริง เพราะเหตุนั้นจึงมีเวลามาคอยตามตื๊อคู่หมั้นได้เกือบทุกวัน
“อืม เช่นนั้นลุงขอฝากหลินเอ๋อร์และทุกคนให้เ้าช่วยดูแลให้หน่อยจะได้หรือไม่”
“ย่อมได้แน่นอนขอรับ แล้ว...”
“ลุงจะนำหน่วยพยัคฆ์ดำไปหุบเขากินคนเพื่อตามหาเต่าั” ชิงหยวนเฉลยคำตอบให้แม่ทัพหนุ่มฟังอย่างมิคิดจะปกปิด
“หุบเขากินคน? เต่าั? ข้าเคยได้ยินมาว่าหุบเขากินคนเป็สถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตราย แล้วเต่าัจะอยู่ที่นั่นจริงหรือขอรับ” เขาถามคล้ายมิเชื่อ
“ลุงรู้ แต่ผู้ที่แจ้งเื่นี้ให้ลุงทราบก็คือหลินเอ๋อร์ หาใช่ผู้ใดไม่” ชิงหยวนยิ้มตอบ ไม่คิดติดใจสงสัยในคำบอกกล่าวของบุตรี หากนางบอกว่ามี มันก็ต้องมี หากนางบอกว่าใช่ มันก็ต้องใช่
ชิงหลินเสมองไปทางนั้นทีทางนี้ที ไม่ใส่ใจสายตาของเขาที่จ้องมองมา ทำเหมือนไม่ได้อยู่ในวงสนทนานี้ด้วย
“อย่างนี้นี่เอง ข้าขออวยพรให้การเดินทางครั้งนี้ราบรื่น และท่านลุงกลับมาอย่างปลอดภัยขอรับ” มู่หลิ่งเหวินกล่าวอวยพรด้วยความจริงใจ
“อืม ขอบใจเ้ามากหลานชาย” ชิงหยวนตบบ่าแม่ทัพหนุ่มอย่างสนิทสนม
ระหว่างที่สนทนากันอยู่
จู่ๆ เ้าพยัคฆ์น้อยก็วิ่งเข้ามาในห้องโถง ตรงดิ่งมาหาหลินหลินที่นั่งอยู่ข้างหญิงงามที่นางเรียกว่าท่านแม่ มันเงยหัวกลมๆ เล็กๆ พร้อมกับเปล่งเสียงร้องทักนางดังก้อง “หลินหลิน...กลับมาแล้ว ฟานฟาน...คิดถึง...คิดถึง”
“ขะ...ขออภัยเ้าค่ะ เป็ความผิดของข้าเอง” เสี่ยวอี้หอบหายใจ คุกเข่ากับพื้นพลางก้มหน้าลงมือประสานกันไว้ข้างหน้า
“ลุกขึ้นเถิดเสี่ยวอี้ เื่เล็กน้อยแค่นี้เอง” นางกล่าวกับเสี่ยวอี้แล้วก้มลงอุ้มเ้าตัวป่วนขึ้นมาไว้บนตัก ก่อนจะถามมันทางจิต “รีบร้อนมาหาข้า มีอะไรหรือ”
เ้าพยัคฆ์น้อยเงยหัวกลมๆ เล็กๆ จ้องตาหลินหลินนิ่ง ร้องแจ้งข้อความด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ตัวอันตราย หุบเขา...กินคน กลัวกลิ่น...ฟานฟาน ทุกคน เสื้อผ้า...ถูถู มีกลิ่น...ฟานฟาน ปลอดภัย...ปลอดภัย”
ความจริงเกี่ยวกับเ้าพยัคฆ์น้อยที่แม้แต่ชิงหลินก็ไม่รู้คือ มันสามารถล่วงรู้อนาคตในบางครั้ง และเป็ดั่งขุนพลที่ทรงอำนาจเหนือสรรพสัตว์ทั้งปวง มีเพียงัฟ้าเป็าาที่มันยอมศิโรราบให้ และนั่นเป็เหตุผลที่มันไม่ชื่นชอบแม่ทัพหนุ่ม เพราะมันคิดว่าแม่ทัพหนุ่มคือคู่แข่งของมันนั่นเอง
“หือ? หากเสื้อผ้าทุกคนมีกลิ่นของเ้าติดตัว จะแคล้วคลาดจากสัตว์ร้ายและอันตรายทั้งปวง?” หญิงสาวสรุปคำพูดของเ้าพยัคฆ์น้อย
“ไม่ใช่ ไม่ใช่ แค่สัตว์ร้าย...แค่สัตว์ร้าย” เ้าพยัคฆ์ส่ายหัว แก้ไขความเข้าใจผิดๆ ของนาง
“อืม แค่สัตว์ร้ายอย่างเดียวนะ ขอบใจมาก ฟานฟานของข้าเก่งที่สุดเลย” ชิงหลินส่งยิ้มให้พลางลูบหัวกลมๆ เล็กๆ ของมันอย่างรักใคร่เอ็นดู ไม่ได้รับรู้ถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องการกระทำประหลาดๆ ของนางกับเ้าพยัคฆ์น้อยเลย
“ท่านพ่อ จะออกเดินทางเมื่อใดหรือเ้าคะ” บุตรสาวที่เงยหน้าขึ้นมาถามเป็ครั้งแรกพลันชะงัก เมื่อเห็นทุกคนมองตัวเองอยู่
“เอ๊ะ หน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือเ้าคะ ทำไมจึงมองข้าแปลกๆ” ชิงหลินถามอีกครั้ง พลางยกมือขึ้นลูบไล้ใบหน้าตัวเองประหนึ่งหารอยเปื้อนบนใบหน้า
“เอ่อ...ไม่มีอันใด พ่อจะออกเดินทางยามเหม่าวันพรุ่ง” ชิงหยวนปรับสีหน้าให้เป็ปกติยามกล่าวกับบุตรี ทั้งที่มีคำถามอยากจะถามนางมากมาย
“หลินเอ๋อร์ เ้าพยัคฆ์น้อยบอกอันใดแก่เ้าหรือ” เป็มู่หลิ่งเหวินที่เอ่ยถามด้วยรู้ว่านางสามารถใช้จิตสื่อสารกับเ้าพยัคฆ์น้อยได้แล้ว และที่คฤหาสน์แห่งนี้ก็ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลว่าความลับของนางจะรั่วไหล
“หือ? จริงหรือหลินเอ๋อร์” ชิงฮูหยินเอ่ยถามขึ้นบ้าง
“เอ่อ...ท่านพ่อ พรุ่งนี้ก่อนออกเดินทางลูกขอพบทุกคนก่อน จะได้หรือไม่เ้าคะ” ผู้เป็บุตรสาวไม่ตอบคำถามมารดา แต่หันไปขออนุญาตบิดาแทน
“อืม ได้สิ แต่เหตุใดจึงต้องพบทุกคน” ชิงหยวนมิวายสงสัย
“ลูกมีของเล็กๆ น้อยๆ จะมอบให้ทุกคนเ้าค่ะ” นางตอบยิ้มๆ ทิ้งไว้เป็ปริศนาให้สองบุรุษหนึ่งสตรีคาดเดาไปต่างๆ นานา
ยามซวี ณ เรือนหยกฟ้า
หลังจากกินอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว ชิงหลินขอตัวกลับมายังเรือนของตัวเองเพื่อทำภารกิจบางอย่างที่ได้ตั้งใจไว้ ส่วนแม่ทัพหนุ่มก็อยู่สนทนากับบิดาและมาดาของนางที่ห้องโถงต่อ
“ท่านลุงท่านป้า ข้ามีเื่ปรึกษาขอรับ” แม่ทัพหนุ่มกล่าวอย่างจริงจัง
“มีเื่อันใดก็ว่ามาเถิด คงจะสำคัญมากสินะ หลานชายถึงได้จริงจังนัก” ชิงหยวนเย้าแม่ทัพหนุ่ม ขณะที่มือขวาก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“ข้าอยากปรึกษาหารือเื่การแต่งงานของข้ากับหลินเอ๋อร์ขอรับ”
ชิงหยวนเลิกคิ้วขึ้น หันไปมองฮูหยิน ก็เห็นนางยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตาเบิกโต ไม่รู้ว่าใหรือดีใจกันแน่ “ดูหลานชายจะรีบร้อนเหลือเกิน มีเื่อันใดรบกวนจิตใจเ้าหรือ”
“เื่นั้น...”
“หรือว่าจะเกี่ยวกับองค์รัชทายาท” ชิงหยวนชิงตอบเสียเอง
“ท่านลุงทราบ?”
“อืม ถึงจะไม่มั่นใจ แต่คิดว่าผู้ที่ทำให้หลานชายร้อนรุ่มกลุ้มใจได้ คนผู้นั้นต้องมียศมีอำนาจเหนือกว่าเป็แน่ และองค์รัชทายาทก็คือชายผู้นั้น” ชิงหยวนกล่าวอย่างมีเหตุผลและตรงจุด ซึ่งแม่ทัพหนุ่มก็ทำได้เพียงพยักหน้ายอมรับ ด้วยเป็จริงตามที่ผู้าุโกล่าวมาทุกประการ
“เ้าวางใจเถิด หลินเอ๋อร์หมั้นหมายกับเ้า ช้าเร็วสุดท้ายก็ต้องตบแต่งให้เ้า จะแปรเป็อื่นได้อย่างไร” ชิงฮูหยินให้คำสัญญากลายๆ
“ขอบคุณท่านลุงท่านป้าขอรับ” คนฟังยิ้มออกกับคำสัญญาแบบอ้อมๆ ของว่าที่แม่ยาย
“สบายใจขึ้นแล้วสินะ ส่วนเื่งานแต่งไว้ลุงกลับมาแล้วค่อยคุยกันอีกที ดีหรือไม่” ชิงหยวนเย้าอีกฝ่าย
“ขอรับท่านลุง” ความกังวลคลายลงสองส่วน อีกแปดส่วนที่เขาคิดว่ายากระดับสูงสุดก็คือ การเอาชนะใจคู่หมั้นที่จนป่านนี้ก็ยังไม่อาจคาดเดาได