บทที่ 6 กระบี่เดียวทำลายูเา
ในขณะที่จิติญญาแทรกเข้าไปในร่างของเฟิ่งชิงหร่านในชั่วพริบตา มันก็ถูกพลังบางอย่างลบล้างไป
ทันใดนั้น เสียง “พรวด” ก็ดังขึ้น
เ้าสำนักเมฆาอัคคีพ่นเืออกมาคำหนึ่ง มองดูเฟิ่งชิงหร่านด้วยความประหลาดใจ
เขาเป็ถึงผู้บำเพ็ญขอบเขตแปรเทวะขั้นสูง แต่จิติญญาของเขากลับถูกทำลายลงโดยผู้บำเพ็ญขอบเขตฝึกลมปราณขั้นห้าได้อย่างไร เฟิ่งชิงหร่านต้องมีบางอย่างผิดปกติแน่!
เยี่ยเวิ่นเทียนหยุดเผชิญหน้ากับเซียวหงอวี่ด้วยความโกรธเกรี้ยวในใจ การสอดแนมจิติญญาเป็อันตรายอย่างยิ่งต่อผู้บำเพ็ญที่ยังไม่ถึงขอบเขตสร้างรากฐาน เบาสุดก็จะส่งผลต่อจิตใจ หนักสุดก็จะก่อให้เกิดมารในใจ จนทำให้ไม่สามารถฝึกบำเพ็ญต่อไปได้
“ท่านอาจารย์ ข้าไม่เป็ไร จิติญญาถูกทำลายลงโดยใครก็ไม่รู้” เฟิ่งชิงหร่านกล่าวด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
เยี่ยเวิ่นเทียนวางใจลง ปกป้องเฟิ่งชิงหร่านไว้ข้างหลังแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มเ็า “พวกเ้าใช้วิธีการเช่นนี้กับคนรุ่นหลัง ช่างหน้าไม่อายจริง ๆ!”
“ข้า เยี่ยเวิ่นเทียนยืนหยัดในคุณธรรม ไม่สนใจที่จะบำเพ็ญวิชานอกรีตพวกนั้น ศิษย์ของข้าก็จะไม่มีวันทำเช่นกัน หากพวกเ้ายังรบกวนข้าอีก ข้าจะไม่สุภาพอีกต่อไป!”
“เ้าสำนักเยี่ย เ้าสำนักเซียวก็มิได้ตั้งใจจะทำเช่นนั้น” เซียวหงอวี่รู้ดีว่าพวกเขาผิด ท่าทีจึงอ่อนลงเล็กน้อย นึกถึงข้อตกลงร้อยปี “เ้าสำนักเยี่ยจำได้หรือไม่ ท่านเคยสัญญาว่าจะไม่แย่งศิษย์กับพวกข้าเป็เวลาร้อยปี?”
สีหน้าของเยี่ยเวิ่นเทียนแข็งค้าง เขาจำได้ว่าเคยสัญญาไว้จริง ๆ ว่าจะไม่รับศิษย์ในงานชุมนุมสำนักเป็เวลาร้อยปี
“ถูกต้อง เยี่ยเวิ่นเทียน เ้าเคยสาบานไว้แล้ว มิอาจผิดคำพูด ดูเหมือนเ้ากับเฟิ่งชิงหร่านนี้คงไม่มีวาสนาเป็ศิษย์อาจารย์ศิษย์ เ้าวางใจได้ สำนักฝึกสัตว์ของพวกข้าจะดูแลนางให้ดีแทนเ้าเอง” หรงโจวฝานยิ้มแย้มอย่างมีความสุข เขาแย่งตัวซูเยียนหรานมาเป็ศิษย์มิได้ เขาต้องแย่งตัวเฟิ่งชิงหร่านให้ได้แน่
เหล่าเ้าสำนักต่างมองหน้ากันไปมา สำนักฝึกสัตว์นี่เข้าใจผิดประเด็นสำคัญไปหรือ?
บัดนั้น เฟิ่งชิงหร่านเอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านอาจารย์ ข้าเป็คนที่ถูกคัดออก พวกเขาไม่้าข้า ท่านไม่ได้แย่งตัวข้ามาจากพวกเขา”
“ถูกต้อง ศิษย์น้อยของข้า เ้าอย่าเสียใจไปเลย พวกเขาคัดเ้าออก นั่นเพราะพวกเขาตามืดบอด”
เยี่ยเวิ่นเทียนลูบศีรษะของเฟิ่งชิงหร่านแล้วกล่าวต่อว่า “อาจารย์รู้จักพวกเขามาหลายร้อยปีแล้ว เห็นมานานแล้วว่าพวกเขามักรับเอาพวกไร้ค่ามาเป็ศิษย์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของตัวเอง”
เยี่ยเวิ่นเทียนหันไปมองเซียวหงอวี่อีกครั้ง “ศิษย์ที่พวกเ้า้าอยู่ข้างใน อย่ามาทำให้ข้าเสียเวลาที่นี่ มิเช่นนั้นก็จะเป็เหมือนูเาลูกนี้!”
เปรี้ยง!
ในชั่วพริบตาที่เยี่ยเวิ่นเทียนยกมือขึ้นและปล่อยพลังกระบี่ออกมา ูเาขนาดมหึมาในระยะไกลก็แตกละเอียดเป็ผุยผงในบัดดล
ม่านตาของเซียวหงอวี่สั่นไหวเล็กน้อย พลังกระบี่ของเยี่ยเวิ่นเทียน ได้บรรลุถึงขอบเขตเซียนแล้ว เขาคิดว่าหากรวมพลังกัน หลายคนน่าจะสู้กับเยี่ยเวิ่นเทียนได้ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิด
ยามนี้มิใช่เวลาที่จะปะทะกับเยี่ยเวิ่นเทียนอย่างดุเดือด ถึงอย่างไรเฟิ่งชิงหร่านก็ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะเติบโตขึ้นมา รอไว้สืบสวนในภายหลังก็ยังมิสาย
เมื่อคิดได้ดังนี้ เซียวหงอวี่จึงไม่ขัดขวางเยี่ยเวิ่นเทียนอีกต่อไป
“ชื่อเซียว ลุกขึ้น” เยี่ยเวิ่นเทียนวาดมือร่ายคาถา กระบี่ขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่า เขาให้เฟิ่งชิงหร่านขึ้นไปก่อน แล้วเขาจึงตามขึ้นไป
เฟิ่งชิงหร่านขึ้นไปเหยียบบนชื่อเซียวพลางครุ่นคิด
‘รู้สึกว่าเคยได้ยินชื่อชื่อเซียวจากที่ไหนสักแห่ง’
ซูเยียนหรานมองเฟิ่งชิงหร่านจากไปด้วยความไม่พอใจ ไม่เพียงแต่ไม่ได้กำไลหยกมา แต่ยังถูกเฟิ่งชิงหร่านขโมยความโดดเด่นไปอีก นางคิดว่าอีกสามปีในการประลองใหญ่ระหว่างสำนัก นางจะต้องทำให้เฟิ่งชิงหร่านยอมมอบกำไลหยกให้อย่างว่าง่าย
แม้ว่ายามนั้นกำไลหยกจะถูกเฟิ่งชิงหร่านทำพันธสัญญาไปแล้ว นางก็จะลบร่องรอยบนนั้นและนำกำไลหยกมาเป็ของนางให้ได้!
…
ยอดเขาโม่จู๋ สำนักหลิงอวิ๋น
หมอกเซียนลอยล่องวนเวียน ทัศนียภาพงดงามเป็ที่เจริญตายิ่ง
ชายคิ้วโก่งผู้หนึ่ง ดวงตาเป็ประกายมองไปยังชายอีกสองคนที่อยู่ข้าง ๆ แล้วกล่าวว่า “พี่ใหญ่ ข้าได้ยินมาว่าพวกเรากำลังจะมีศิษย์น้องร่วมสำนักแล้ว?”
“อืม” หลิ่วชางหลานพยักหน้าเล็กน้อย ริมฝีปากสีชมพูอ่อน ดวงตาเป็ประกายด้วยรอยยิ้ม
“ตาเฒ่านั่นบอกว่าจะไม่รับศิษย์ในงานชุมนุมใหญ่ของสำนักต่าง ๆ เป็เวลาร้อยปี แต่เพิ่งผ่านไปเจ็ดสิบปีก็ทนไม่ไหวเสียแล้ว ข้าอยากรู้จริง ๆ ว่าสีหน้าของเหล่าเ้าสำนักจะเป็อย่างไร?” มู่เชียนเจวี๋ยโบกพัดในมือเบา ๆ ท่าทางสะใจในความเดือดร้อนของผู้อื่น
“เชียนเจวี๋ย เ้าต้องวางตนให้เรียบร้อยเมื่อศิษย์น้องมาถึง” หลิ่วชางหลานกำชับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แต่ว่าท่านอาจารย์รับศิษย์กะทันหัน ข้ายังมิทันได้เตรียมของขวัญต้อนรับเลย”
มู่เชียนเจวี๋ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “พี่ใหญ่มีฐานะร่ำรวย เอาสมบัติวิเศษอะไรสักอย่างก็พอแล้ว ข้าสงสัยมากกว่าว่าน้องเจ็ดจะเตรียมอะไรมา”
สายตาของทั้งสองจับจ้องไปยังชายหนุ่มที่อยู่ข้าง ๆ พร้อมกัน ชายหนุ่มวางถ้วยชาลงอย่างไม่ใส่ใจ กิริยาของเขาเปี่ยมไปด้วยความสง่างามติดตัวมาแต่กำเนิด
ขณะเดียวกัน ณ ทางเข้าสำนักหลิงอวิ๋น
“ศิษย์น้อย นี่แหละคือประตูใหญ่ของสำนักหลิงอวิ๋นพวกเรา จำให้ดีล่ะ”
เฟิ่งชิงหร่านก้มหน้าลงมอง เห็นเขตอาณาเขตที่ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ และประตูไม้ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดเมื่อลมพัดผ่าน มุมปากของนางกระตุกเล็กน้อยอย่างอดมิได้
‘สำนักยากจนถึงเพียงนี้เชียวหรือ?’
ยังมิทันที่นางจะได้ซักไซ้อะไรมากไปกว่านี้ เยี่ยเวิ่นเทียนก็ควบคุมกระบี่บินผ่านม่านหมอกบาง ๆ เข้าสู่ด้านในอาณาเขตของสำนักหลิงอวิ๋น
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่อาณาเขตของสำนัก เฟิ่งชิงหร่านรู้สึกราวกับร่างกายจุ่มลงในบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ความเข้มข้นของปราณิญญาที่นี่อย่างน้อยก็หลายสิบเท่าของโลกภายนอก การฝึกฝนในที่แห่งนี้จะรวดเร็วขึ้นมาก
ดูเหมือนว่าสำนักจะไม่ได้ยากจน คาดว่าคงนำศิลาิญญาไปใช้ในสิ่งสำคัญมากกว่า
“ข้าจะพาเ้าไปพบกับพี่ชายและพี่หญิงร่วมสำนักก่อน จากนั้นจึงจะส่งเ้าไปยังยอดเขาถัดไป” เยี่ยเวิ่นเทียนกล่าวพลางหยุดอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง เขาใช้จิติญญาสำรวจและพบว่าไม่มีผู้ใดอยู่บนยอดเขา จึงพาเฟิ่งชิงหร่านมุ่งหน้าไปยังยอดเขาถัดไป
เฟิ่งชิงหร่านกวาดตามองไปยังเทือกเขาเื้ั แล้วถามอย่างไม่แน่ใจ
“ท่านอาจารย์ ไฉนบนูเาจึงไม่มีบ้านเรือนเลยเ้าคะ”
“ทุกคนอาศัยอยู่ในถ้ำบนยอดเขา” เยี่ยเวิ่นเทียนตอบ จากนั้นก็เปลี่ยนน้ำเสียงพลางกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “สำนักหลิงอวิ๋นของพวกเราไม่มีบ้านเรือนใด ๆ ทั้งสิ้น หากเ้าเห็นบ้านเรือนใด ๆ ในอาณาเขตนี้ในภายหลัง อย่าได้เข้าไปเป็อันขาด และต้องรีบไปตามหาโม่จิงหงพี่เจ็ดของเ้าทันที”