God diary บัญญัติเทพพิชิตโลก

    แซนการ์เด้นท์2

        การชำแหละซากกิ้งก่ายักษ์เริ่มต้นขึ้นอย่างกระทัน แต่กระนั้นทุกคนในขบวนเกวียนก็ช่วยเหลือกันได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ในตอนแรกจะมีอาการเกร็งๆที่จะลงมืออยู่บ้างก็ตาม แต่ทันทีที่เห็นรีอาร์คว้าดาบสับเข้าที่ลำคอของมันพร้อมใช้ปราณสปีริตปล่อยคมอาวุธสะปั้นเฉือนจนขาดในครั้งเดียว ทุกคนก็มีกระใจทำงานมากขึ้น ถึงแม้เจ้าสัตว์ร้ายตนนี้จะตัวใหญ่มากก็ตามแต่ทุกคนก็เริ่มได้สติหลังจากการกระทำนั้นของเขาว่ามันตายแล้ว 
    ลูกขบวนแบ่งสรรหน้าที่กันอย่างมีระบบ ขณะที่ส่วนหนึ่งกำลังแล่เนื้อเถือหนัง เลาะกระดูกของมันอยู่ อีกส่วนหนึ่งก็เตรียมฟืนสำหรับจุดไฟ เตรียมใช้ความร้อนทำให้หนังของมันแห้งก่อนจะแบ่งออกเป็นแผ่นหลายชิ้น เพื่อนำเตรียมไปทำที่คลุมเกวียน รวมถึงรมควันเนื้อที่ได้จากเจ้าสัตว์ยักษ์ตัวนี้ แม้ไม่ใช่การล่าเพื่อหวังนำส่วนต่างๆของมันไปเพื่อขายก็ตาม ทว่า ความเป็นจริงแล้วกิ่งก่ายักษ์ทะเลทรายตัวนี้มีชื่อว่า เอ็นทรูร่า เป็นสัตว์ที่หาได้ยากและเนื้อของมันก็มีราคาแพงมากในตลาด อีกทั้งยังเป็นที่นิยมสำหรับพวกชอบยาบำรุงกำลังและยังเป็นยาอายุวัฒนะสามารถชะลอความแก่ได้ ด้วยสรรพคุณเหล่านี้หากนำมันไปขาย ก็จะเป็นที่สนใจจากพวกคหบดีและขุนนางทั้งหลายอย่างแน่นอน
    หัวหน้าคณะเดินทาง วางแผนที่จะใช้ประโยชน์จากมันหลายรูปแบบ แต่ที่สำคัญที่สุดสำหรับตอนนี้คงไม่ใช่ผลพวงด้านกำไรตามที่กล่าวมาข้างต้น เขาต้องการใช้หัวของมันรวมถึงหนังในการประดับตกแต่งเกวียนทั้งขบวนเพื่อใช้ข่มขู่เภทภัยต่างๆอันจะเกิดจากสัตว์สายพันธุ์เดียวกันนี้ในหนทางข้างหน้า ถ้าหากเป็นจริงตามที่บุรุษพเนจรได้ทำนายเอาไว้ล่วงหน้า การใช้อวัยวะของเจ้าตัวที่ใหญ่กว่าในการข่มขวัญ ก็นับว่าเป็นวิธีที่ชาญฉลาดที่สุด
    "นึกไม่ถึงเลยว่าท่านจะใช้วิธีนี้ ยอดเยี่ยมมากจริงๆขอรับ"
    ไคลม์กล่าวชื่นชมคล็อกครัช เดินเข้ามายืนกับเขาจากทางด้านหลัง เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ลิซาน่าอาสาซักเสื้อผ้าให้เขา
    "ไม่ต้องมาทำเป็นไก๋ เป็นเจ้าเองที่บอกคำใบ้นี้ให้กับข้าพ่อหนุ่ม ขอขอบใจเจ้ามาก"
    "ข้ารู้ว่าท่านต้องเดาออกในสัญญาณที่ข้าส่งให้ แต่ก็นึกไม่ถึงเลยว่าท่านจะชำแหละทุกส่วนของมันเอาติดขบวนไปด้วยแบบนี้"
    "ฮ่าๆๆ ตัวข้ามีสันดานพ่อค้าติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ไม่เคยทำอะไรโดยปราศจากกำไรแม้แต่น้อย บังเอิญทาร่านึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับเจ้าตัวนี้จากที่ไหนสักแห่งมาก่อน พอบอกว่ามันเป็นกิ้งก่าสายพันธุ์เอ็นทูร่าที่อวัยวะทุกส่วนของมันล้วนราคาแพง ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแผนกันนิดหน่อย"
    "ดีแล้วขอรับ อีกข้อหนึ่งการที่ให้บรรดาคนงานของเราเข้าไปชำแหละมันตรงๆแบบนั้น จะยิ่งทำให้อาการหวาดกลัวสิ่งมีชีวิตประเภทนี้ลดน้อยลงด้วย หากทางข้างหน้าเราต้องเจอกับเจ้าสัตว์ประเภทเดียวกัน พวกเขาจะได้กล้าลงมือสังหารพวกมันมากขึ้น"
    หัวหน้าคณะเดินทางถอนหายใจ ก่อนหันมาถาม
    "เจ้าตัวนี้ยังไม่ใช่ตัวที่ใหญ่สุด อย่างนั้นใช่ไหม" 
    ชายหนุ่มพยักหน้าตอบ
    "แล้วอีกตัวที่เจ้าว่า เจ้ายักษ์ตัวเมียที่กำลังกกไข่ในเวลานี้ พวกเราจะหลีกเลี่ยงการปะทะกับมันได้หรือเปล่า?"
    "เกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้าว่าท่านอย่าเพิ่งกังวลเลยขอรับ สิ่งที่เราควรทำมากที่สุดในเวลานี้ก็คือ การสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนของเรา ให้เตรียมพร้อมรับมือเหตุที่ไม่คาดคิดอาจจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ หากว่ามันมีอยู่จริง เราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปะทะกับมันได้เลย เพราะถ้าพูดตรงๆนี่เท่ากับเรามาบุกรังของมันเข้าให้ สัตว์มีสัญชาตญาณหวงถิ่นที่อยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วมิหนำซ้ำหากเจ้าตัวเมียนั้นกำลังกกไข่จริงๆแล้วก็ ความดุร้ายทารุณของมันก็จะยิ่งทวีคูณอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว ปกติกิ้งก่าทะเลทรายยักษ์หากตัวผู้ออกมาเฝ้าข้างนอกรังแบบนี้ ข้ามั่นใจได้ว่าต้องเป็นแบบที่ข้าคำนวนไว้ไม่มีผิดแน่นอน"
    บุรุษพเนจรอธิบายเหตุผล คล็อกครัชเฝ้ามองอาการของเขาอยู่ตลอด ไม่เห็นแววของความหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกในดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น ทำให้เกิดความเลื่อมใสเพิ่มขึ้นไปอีก
    "ไคลม์ เจ้าทำอะไรให้เราหลายอย่างเหลือเกิน พวกคนงานของข้า ชื่นชมในตัวเจ้ามากนะรู้ไหม จะเป็นไปได้หรือเปล่าหากข้าอยากจะชวนเจ้า ร่วมเดินทางไปกับเราต่อจากนี้ไป"
    หัวหน้าคณะเดินทางเอ่ยปากชวนชายหนุ่ม ในใจของเขาอยากได้บุรุษผู้นี้เป็น ส่วนหนึ่งของขบวนเกวียนเหลือเกิน
    "ขบวนเกวียนของท่านเป็นสถานที่ที่แสนอบอุ่น เรียนตามตรงท่านหัวหน้า ใจจริงข้าก็อยากจะอยู่ที่นี่ร่วมกับทุกคน แต่ทว่าอย่างที่ข้าได้เรียนกับท่านไปก่อนหน้านี้ ข้ามีพันธกิจที่แสนสำคัญเหลือเกิน คงไม่อาจร่วมเดินทางไปกับพวกท่านได้ไกลเกินกว่าหนทางข้างหน้านี้ แต่จงวางใจเถอะส่วนหนึ่งในตัวข้า จะติดตามพวกท่านไปทุกหนทุกแห่งและจะคอยพิทักษ์รักษาพวกท่านให้รอดพ้นจากภยันตราย เมื่อถึงคราวมีเคราะห์ได้อย่างแน่นอน"
    ชายหนุ่มตอบหันไปสบตาอีกฝ่ายแล้วยิ้มให้หัวหน้าคณะเดินทางยิ้มตอบถอนหายใจอย่างเสียดาย
    "จะยังไงข้าก็ต้องขอขอบคุณเจ้าในหลายๆเรื่องนะพ่อหนุ่ม มีหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงเมื่อเจ้ามาเยือนเรา ลูกสาวข้า กลายเป็นคนที่เข้มแข็งมากขึ้น รีอาร์กับทาร่า ก็ได้เรียนรู้อะไรกับเจ้าเยอะแยะไปหมด มิหนำซ้ำ เจ้ายังสร้างกำไรให้เราอีกมากมาย จัดรูปแบบการเดินขบวนให้ใหม่ มอบอาวุธให้ รวมไปถึงปลุกกำลังใจให้กับคนทั้งขบวนเกวียนได้มากถึงเพียงนี้ หากในอนาคตถ้าสามารถตอบแทนสิ่งใดให้เจ้าได้ พวกเราทุกคนก็ยินดีจะบุกน้ำลุยไฟหากเจ้าร้องขอมา"
    "ข้าไม่ได้ทำอะไรมากมายเลย สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนมาจากของในขบวนเกวียนของท่านซึ่งมีอยู่แล้ว ข้าแค่ปรับแต่งและชี้แนวทางให้เท่านั้น แต่ข้าจะไม่ขอปฏิเสธคำมั่นนี้ที่ท่านมอบให้นะขอรับ ในอนาคตข้าจะได้รบกวนพวกท่านอย่างแน่นอน และจะเป็นการรบกวนที่เหนื่อยสาหัสมากแน่ๆ ขอให้พวกท่านเตรียมใจไว้ให้ดีเถอะ เมื่อถึงตอนนั้น ข้าเชื่อว่าพวกเราทุกคนที่อยู่ที่นี่จะแข็งแกร่งมากกว่านี้อีกหลายเท่า"
    ไคลม์ให้คำมั่นสัญญา
    ด้วยจำนวนคนที่มากมายการชำแหละเจ้ายักษ์ใหญ่ทะเลทรายก็ใช้เวลาไม่มากจนเกินไป อวัยวะทุกส่วนของมัน ถูกชำแหละออกจากกัน เว้นเฉพาะส่วนหัวที่ถูกนำมาเผาตรงส่วนเนื้อบริเวณคอ ก่อนถูกนำมาประดับติดกับหน้ารถของกองเกวียน แผ่นหนังทั้งหลายถูกนำไปตั้งไฟ ทำให้แห้ง มันถูกแปรสภาพกลายเป็นผ้าคลุมเกวียนด้านนอก รอบขบวนทั้งหมด ชิ้นเนื้อที่แบ่งขนาดออกเป็นก้อนหลังรมควันประมาณ1กิโลกรัม ถูกจัดเก็บยัดเสริมเข้าไปในช่องว่างของเสบียงและส่วนที่หลงเหลือของคลังสินค้าคันอื่นๆ กว่าจะเสร็จธุระ ตรงจุดจุดนั้นก็กินเวลาไปเกือบไป4ชั่วโมงกว่า 
    รูปทรงขบวนสินค้าครั้งใหม่นี้ มีหัวของกิ้งก่ายักษ์เป็นเหมือนสัญลักษณ์ประจำเกวียน คล็อกครัชสั่งทั้งหมดเดินหน้าต่อ และดูเหมือนว่าขวัญกำลังใจของบรรดาลูกน้องจะเพิ่มทวีคูณมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ทิ้งกองกระดูกสีขาวขนาดใหญ่รวมกันไว้ด้านหลัง 
    ช่องเขาแคบและอับลมเสมือนกำแพงสูงตั้งบังคับทางคดเคี้ยวขนาดเล็ก มันคือเส้นทางเบื้องหน้าที่ทุกชีวิตกำลังเผชิญ ณ ขณะนี้ ขบวนกองหน้าอันมีศรีษะของกิ่งก่าขนาดมหึมาถูกลากโดยทาร์ซสัตว์ลากเกวียนจำนวน4-5ตัว เป็นกลุ่มแรกที่ถูกต้อนเข้าไปหยั่งเชิงเส้นทางเบื้องหน้า ตามมาด้วยรถของหัวหน้าคณะเดินทางและเกวียนคันอื่นๆ ซึ่งตามหลังกันมาติดๆ 
    แม้เป็นเวลาเกือบบ่ายคล้อย แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครในขบวนได้รับประทานอาหารกลางวัน มันเป็นวินาทีที่ไม่อาจประมาทได้เลยเพียงซักนิด เพราะนั่นอาจหมายถึงชีวิตทั้งชีวิตของทุกคนในขบวนเกวียนเลยก็ว่าได้ แสงแดด ส่งเข้ามาถึงทางเดินแต่ไม่ทั้งหมด ยังคงมีมุมมืดจากเงากำแพงหิน ทอดลงมาปกคลุมเส้นทางเดินจากทั้งสองฝั่ง แม้เป็นเวลากลางวัน ราวกับอีกโลก แตกต่างจากทางเข้าก่อนหน้านี้ แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นทะเลทรายแต่ภายในเส้นทางผ่าน เขาวงกตนี้ก็เต็มไปด้วยพืชขนาดใหญ่นานาพันธุ์อันประกอบไปด้วย พืชตระกูลเฟิร์น และต้นไม้ดึกดำบรรพ์มีมอสขึ้นจับเป็นแผ่นตามกำแพงหินสูงชุ่มไปด้วยน้ำซึมออกมาจากหิน เส้นทาง คล้ายกับเป็นโอเอซิส มีแอ่งน้ำอยู่รอบๆ ตลอดระยะทางที่ขบวนเกวียนเคลื่อนผ่านให้ความรู้สึกเย็นวูบไปทั่วทั้งกายยิ่งเดินใกล้เข้าไปเท่าไรก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงลมหายใจ ของบางสิ่งบางอย่างซึ่งพัดผ่านแว่วมาตามช่องเขา
    จะเป็นเพราะจินตนาการ เพราะความหวาดกลัว หรืออะไรก็ตามที่ประดังผุดขึ้นมาในสมองของคนทุกคน บัดนี้ขบวนเกวียนทั้งขบวนได้เข้ามาอยู่ในหุบเขาแซนการ์เด้นท์เป็นที่เรียบร้อย
    เสียงเท้าย่ำหนักไปบนพื้นทรายกึ่งแห้งกึ่งชื้นนับร้อยคู่ส่งเสียงดังสะท้อนด้วยสภาพพื้นที่อันมีลักษณะเกือบจะเป็นถ้ำ ให้ความรู้สึกวังเวงราวกับแว่วได้ยินเสียงเดินของสัตว์ใหญ่จำนวนหนึ่งตลอดเวลา เคลื่อนไปมารอบด้าน บางจังหวะเหมือนเข้ามาจากทางด้านหลัง บางจังหวะสลับกันเข้ามาจากทางซ้ายและทางขวา และเริ่มเข้ามาจากรอบทิศทาง บริเวณขอบสูงของอันดูเหมือนกำแพงชั้นๆ มองเห็นบริบทผ่านแสงอาทิตย์ เหมือนชั่วแว๊บหนึ่งจะมีบางสิ่งเคลื่อนไหวแล้วหายเข้าไปตามซอก
    เงาดำไม่ว่าจะมาจากแรงลมพัดใบไม้หรืออะไรก็ตามแต่ที่ความรู้สึกชนิดที่คิดไปเองแบบนี้ สร้างความระแวงให้แก่บรรดาลูกขบวนอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ถึงขั้นตระหนกมากเหมือนเช่นทุกครั้ง ทั้งหมดแนบปืนขึ้นประทับเตรียมพร้อมตลอดเวลา ฝ่ายสำรวจคือกลุ่มที่ถูกคัดสรรค์จากคนที่มีสายตาดีที่สุดในกองเกวียน พวกเขาประทับปืนขึ้นเล็งสาดส่องไปตามเชิงผาด้านบนในพื้นที่พิสัยของตนที่ได้รับมอบหมายอย่างละเอียด กราดปลายกระบอกไปรอบๆโดยไม่ทิ่งแม้เพียงเงาตระครุ่มของปลายยอดไม้ที่ตั้งใบสูง
    ไคลม์กระซิบบอกหัวหน้าคณะเดินทางเหมือนสัมผัสอะไรบางอย่างได้ คล็อกครัชสั่งให้รีอาร์ส่งสัญญาณมือบอกหยุดเคลื่อนที่ ทั้งขบวนไม่มีใครขยับเคลื่อนไหวเมื่อได้รับสัญญาณ ต่างสงัดนิ่งไม่กล้าขยับแม้กระทั่งจังหวะการหายใจก็ถูกปรับให้แผ่วลงจนเกือบจะกลั้นเอาไว้ มันเป็นความวังเวงชนิดที่ยากจะอธิบาย กำแพงด้านบน ดูเหมือนปกติไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวแต่ในบางจังหวะก็สังเกตเห็นใบไม้ขนาดใหญ่โบกกระตุกอยู่เป็นระยะๆ ไม่อาจคาดเดาว่ามีสิ่งใดเคลื่อนผ่านหรือเป็นเพราะแรงลมจากภายนอกกระทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น
    ท่ามกลางความเงียบสงัด ประสาทรับรู้ทุกส่วนของคนในคณะ ถูกลับให้เฉียบคมขึ้นราวกับสัตว์ป่า ที่ไวต่อการสัมผัสถึงอันตรายรอบข้าง พวกเขาพยายามอ่านการเคลื่อนไหวของสายลมเสียง และอุณหภูมิรอบข้าง คล้ายกับเป็นพรานเดินป่าผู้มีประสบการณ์สูง แม้อากาศจะไม่ร้อนจนเกินไป แต่ก็มีเหงื่อไหลจนท่วมใบหน้าผุดซึมจนชุ่มมือ ปืนถูกปลดเซฟเตรียมพร้อมใช้งานทุกขณะ กระสุนบรรจุเต็มกระบอก เท่าที่อัตราการยิงจะสามารถระเบิดปล่อยออกมาได้
    16นาฬิกา จากทิศทางด้านซ้าย เสียงอะไรสักอย่าง ย่ำเท้ามาด้วยความไวประหนึ่งรถไฟไต่รางขนาดเล็ก แหวกพงหญ้าแตกออกมาเป็นทาง พุ่งเข้ามาหากลุ่มคณะโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด มองเห็นการสั่นไหวของป่าตรงทิศนั้นอย่างถนัดตา พื้นดินสะเทือนเศษกรวดซึ่งกองอยู่บนชั้นหินด้านบนร่วงหล่นลงมากระทบทราย ตรงเท้าของลูกขบวน เมื่อประเมินจากเสียงของเท้าที่ย่ำลงพื้นจึงสรุปได้ว่า นี่เป็นการเคลื่อนที่ของสัตว์ที่มีขนาดลำตัวยาวประมาณ5-6เมตร น้ำหนักเฉลี่ยเกือบ1ตัน จำนวนไม่ต่ำกว่า10 กำลังทะยานเข้าหาพวกเขาจากกาบทางด้านซ้าย 
    "เร็ว กลุ่มที่5กับกลุ่มที่9เตรียมปะทะศัตรู" 
    ทาร่าออกคำสั่งเร็วปรื๋อ ชักหอกเหล็กสลับคมออกมาจากถุงหนังควงไปมาก่อนอัดสปีริตจนเต็มลำเหล็กแหลม มองเห็นเป็นไอคล้ายแก๊สรั่วจางๆ กองกำลังหน้าของสิ่งใดไม่อาจทราบชัด ส่งเสียงร้องคำรามขู่ฟ่อเหมือนงูลำพองคอเปล่งเสียง ขยับใกล้เข้ามาทุกขณะ ขบวนเกวียนที่5และ9ทั้งหมดประทับปืนขึ้นพร้อมเหนี่ยวไก รอจังหวะกระชันชิดมองเห็นตัวและคำสั่งการยิงจากหัวหน้ากลุ่มรับผิดชอบงาน
    (โปรดติดตามตอนต่อไป)
    บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง