ชิงเสวี่ยหัวเราะชอบใจกับท่าทางของทั้งสองคนก่อนจะเดินกลับไปยังห้องพักของนางนางไม่คิดว่าว่าที่น้องสะใภ้จะเข้มงวดขนาดนี้นี่ทำให้นางอดที่จะอยากรูในอนาคตเมื่อมีหญิงสาวคนอื่นมายุ่งกับผู้ชายของนางเสียแล้ว
เมิ่งเจี้ยนเฉินรีบอาบน้ำและสั่งให้สาวใช้นำเสื้อผ้าของตนไปซักสองสามรอบจริงๆเมื่ออาบน้ำเสร็จก็กลับมานั่งในห้องของตนถอนหายใจวันนี้เหนื่อยมากจริงๆแต่เมิ่งเจี้ยนเฉินยังไม่ทันนอนเซี่ยชิงอี้ก็เข้ามาแล้ว
“พี่สาวชิงอี้มีอะไรงั้นเหรอข้าว่ากำลังจะนอนแล้ว”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“เล่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงมาให้ข้าฟังทั้งหมด”เซี่ยชิงอี้กล่าว
“เอ๋ก็ไม่มีอะไรพิเศษส่วนใหญ่ก็แค่หลายคนจับกลุ่มคุยกันและโอ้อวดความสามารถของตนเองเท่านั้นส่วนข้าเพราะมีศิษย์พี่เลยถูกหาเื่เท่านั้นเอง” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“มันเป็ใครที่มาหาเื่เ้า”เซี่ยชิงอี้กล่าว
“จะใครซะอีกก็เ้าองค์ชายบ้าๆนั่นแหละเ้านั่นโง่ถึงขนาดคิดจะใช้กำลังมาบังคับศิษย์พี่ให้ตามตัวเองไปซึ่งข้าไม่ได้สนใจและนั่งดื่มชาอย่างสงบดูเื่สนุกแต่ใครจะนึกว่าเ้านั่นมันจะคิดจะใช้อำนาจมาข่มขู่และพาตัวท่านไปเป็ของเล่นละ”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“หลังจากนั้นละเ้าทำอะไร”เซี่ยชิงอี้เลิกคิ้ว
“จะอะไรซะอีกละข้าเลยหักแขนเ้านั่นไปแถมยังถีบจนหน้าของเ้าองค์ชานนั้นทิ่มพื้นอีกด้วยเสียดายท่านไม่ได้เห็นสีหน้าของเ้านั่นตอนนั้นเหมือนลูกหมาหน้าโง่มากๆ” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
เซี่ยชิงอี้ยกยิ้มอย่างพอใจอย่างน้อยเ้าตัวแสบของนางก็ยังพอทำให้นางอารมณ์ดีได้บ้างปกติเมิ่งเจี้ยนเฉินเป็คอารมณ์ดีไม่โกรธใครง่ายๆเพราะคนในตระกูลพยายามสั่งสอนและสร้างสภาพแวดล้อมให้เมิ่งเจี้ยนเฉินเป็แบบนี้ั้แ่เด็ก
เรียกได้ว่าั้แ่เด็กเมิ่งเจี้ยนเฉินไม่เคยโกรธใครจริงๆเลยมีเพียงเมื่อห้าปีก่อนที่เมิ่งเจี้ยนเฉินรู้เื่ที่เกิดขึ้นกับนางตอนนั้นเมิ่งเจี้ยนเฉินโกรธจริงๆจนถึงขั้นไม่ยิ้มหลายวัน
“เ้าไม่กังวลงั้นเหรอว่าหลังจากนี้จะเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง”เซี่ยชิงอี้กล่าว
“ทางตระกูลได้ตัดสินใจที่จะย้ายออกไปแล้วเพราะงั้นไม่มีความจำเป็ที่ข้าจะต้องแสดงละครอีกต่อไป”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“แล้วเ้าไม่กังวลงั้นเหรออีกไม่นานพวกเราจะต้องแยกกันไปฝึกฝน” เซี่ยชิงอี้กล่าว
“ก็คงกังวลนั่นแหละถึงอย่างไรข้าและท่านก็ตัวติดกันมานาน5 ปีแล้วแต่ข้าเข้าใจเพื่ออนาคตที่ดีพวกเราก็ต้องเติบโตขึ้น” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“แต่ดูเหมือนเ้าจะไม่กังวลเท่าไหร่เลยนะ”มองสีหน้าที่ไร้เดียงสาของอีกฝ่ายเซี่ยชิงอี้อดที่จะไม่พอใจไม่ได้เพราะนางนั้นกังวลอย่างมากด้วยใบหน้าของเมิ่งเจี้ยนเฉินในตอนที่อายุ 15-16ปีเกรงว่าจะหล่อเหลาถึงขั้นถูกใจพวกเทพธิดาเซียนจากสำนักและนิกายมากมายแน่ถึงตอนนั้นนางจะต้องมาคอยระวังหญิงสาวพวกนี้อีกแน่นอนว่านางไม่ได้ใจแคบต่อให้เมิ่งเจี้ยนเฉินแตกภรรยาอีกสักสองหรือสามคนนางก็ไม่ถือแต่ว่าตำแหน่งภรรยาหลวงต้องเป็ของนางเท่านั้น
“จะเป็แบบนั้นได้อย่างไรข้าออกจะกังวลมากเพียงแต่ข้าไม่อยากให้ท่านต้องรู้สึกลำบากใจเท่านั้น”เมิ่งเจี้ยนเฉินกุมมือเซี่ยชิงอี้เอาไว้แน่นแสดงสีหน้าจริงจัง
“เ้าละเ้าพักไปเถอะข้าเองก็จะไปพักแล้ว” เซี่ยชิงอี้หน้าแดงเล็กน้อยและลุกเดินออกจากห้องของเมิ่งเจี้ยนเฉินไป
“เฮ้อกว่าจะทำให้พี่สาวชิงอี้พอใจไม่ใช่เื่ง่ายเลยแต่ว่าในอนาคตเมื่อข้าออกท่องยุทธภพเพียงคนเดียวก็คงเลี่ยงเื่สาวงามไม่ได้ถึงตอนนั้นก็ทำตามหนังสือนิยายพวกนั้น เที่ยวชมขุนเขาสายน้ำร่วมกับสาวงาม น่าจะเป็สิ่งที่สวยงามมากแน่ๆ”เมิ่งเจี้ยนเฉินหัวเราะ
“ข้าละอยากรู้นักว่าเ้าจะทำแบบนั้นได้สักแค่ไหนกันเชียว”นักพรตชรานั่งอยู่บนหลังคาหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินความคิดของเมิ่งเจี้ยนเฉิน
“ท่านอาจารย์”ชิงเสวี่ยเหินร่างมาถึงก็นั่งข้างๆอาจารย์ของตน
“เป็ยังไงบ้างละ”นักพรตชรากล่าว
“ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมเมื่อห้าปีก่อนท่านถึงไม่ยอมพาศิษย์น้องไปฝึกฝนด้วยการที่ได้อยู่ในตระกูลเมิ่งทำให้ศิษย์น้องมีสภาพจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ออกห่างจากความชั่วร้ายของยุทธภพเพราะแบบนั้นศิษย์น้องถึงรักษาหัวใจที่ใสสะอาดมาได้จนถึงวันนี้แต่หากศิษย์น้องไปฝึกฝนกับท่านเกรงว่าท่านคงอดไม่ไหวที่จะมอบบททดสอบต่างๆให้เขาและนั่นจะทำให้เขาเข้าใกล้ความชั่วร้ายได้ง่ายใช่หรือไม่”ชิงเสวี่ยกล่าว
“ไม่ผิดเพราะยังเด็กสภาพจิตใจจึงเปลี่ยนแปลงง่ายเกินไปแม้ข้าจะมั่นใจว่าจะไม่ทำให้ศิษย์น้องของเ้าเดินไปในเส้นทางที่ชั่วร้ายได้แต่ข้ากลับไม่มั่นใจว่าศิษย์น้องของเ้าจะไม่กลายเป็เหมือนพวกเทพจากยุคโบราณเพราะข้าปรารถนาให้ศิษย์น้องของเ้าเป็มนุษย์ เป็มนุษย์ที่มีความรู้สึกแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้” นักพรตชรากล่าว
“ข้าเข้าใจเส้นทางการเป็เทพของมนุษย์แตกต่างจากเผ่าเทพจากยุคโบราณต่อให้พวกเราเผ่ามนุษย์ฝ่าขอบเขตเซียนกลายเป็เทพพวกเราก็ยังคงรักษาจิตใจของมนุษย์เอาไว้ได้แต่เผ่าเทพพวกเขากลับไม่มีของเ่าั้มีเพียงเทพชั้นสูงเท่านั้นที่พอจะมีความรู้สักคล้ายกับมนุษย์บ้าง”ชิงเสวี่ยกล่าว
“ถือว่าที่ข้าสั่งสอนมาหลายปีไม่ได้เสียเปล่า”นักพรตชราพยักหน้า
“ท่านอาจารย์คิดจะให้ข้าปูพื้นฐานของเซียนกระบี่ให้กับศิษย์น้องใช่หรือไม่ถึงพาข้ามาพบเขาั้แ่เมื่อห้าปีก่อนและตอนนี้ด้วย”ชิงเสวี่ยกล่าว
“ถูกต้องถึงอย่างไรอาจารย์ก็ไม่ใช่เซียนกระบี่เป็แค่นักพรตเต๋าธรรมดาๆเท่านั้นสามารถชี้แนะเื่การฝึกวรยุทธเ้าตัวดีได้เล็กน้อยแต่ก็แคงเล็กน้อยจริงๆรอให้ศิษย์พี่รองเ้าว่างข้าจะให้เข้ามาชี้แนะเจี้ยนเฉินน้อยเป็การส่วนตัว”นักพรตชรากล่าว
“ท่านอาจารย์คิดจะให้ศิษย์น้องเดินบนวิถีทั้งสามสายจริงๆงั้นเหรอ”ชิงเสวี่ยขมวดคิ้วเพราะนางรู้ว่าการเดินบนเส้นทางของทั้งสามสายไม่ใช่เื่ง่ายั้แ่อดีตจนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครสำเร็จบรรลุระดับสูงเลยสักคน
“หากไม่ทำแบบนั้นก็เท่ากับปล่อยให้พร์ของเจี้ยนเฉินน้อยเสียเปล่าหนะสิเอาไว้หลังจากที่จบเื่ที่แคว้นสุ่ยเ้าจะเข้าใจว่าเ้าเด็กนี่ร้ายกาจขนาดไหน”นักพรตชราดื่มสุราและหัวเราะออกมา
ทางด้านองค์ชายหลังจากถูกแบกกลับมาที่ห้องก็ได้มีหมอจากตระกูลเกามารักษาเห็นสภาพแขนที่ถูกปิดขององค์ชายผู้นำตระกูลเกาก็โกรธมาก
“มันเป็ใครถึงกล้าลงมือกับองค์ชายขนาดนี้”ผู้นำตระกูลเกาคำราม
“เกิดอะไรขึ้น”ทูตจากเมืองหลวงกล่าว
“เป็เมิ่งเจี้ยนเฉินที่ลงมือ”มือกระบี่กล่าว
“หมายความว่ายังไง”ทูตจากเมืองหลวงขมวดคิ้วใครก็รู้ว่าเมิ่งเจี้ยนเฉินคือคนธรรมดาที่ไม่ได้ฝึกตนแล้วจะลงมือกับองค์ชายที่อยู่ขั้นสร้างรากฐานได้อย่างไร
“พวกถูกหลอกมาโดยตลอดง” มือกระบี่เล่าทุกอย่างให้ทูตจากเมืองหลวงฟังทั้งหมดั้แ่ต้น
“เ้ากำลังจะบอกว่าเมิ่งเจี้ยนเฉินไม่เพียงแต่ไม่ใช้คนธรรมดาแต่ยังฝึกฝนจนบรรลุปราณแท้ด้วยวัย10 ปี แถมข้างกายยังมีบุคคลที่แข็งแกร่งถึงขั้นทำให้ร่างของเ้าไม่อาจขยับได้ด้วยการมองเพียงครั้งเดียวอีกงั้นเหรอ”ทูตจากเมืองหลวงสีหน้าเคร่งเครียดทันที
“ข้าว่าพวกเราควรจะรีบกลับเมืองหลวงดีกว่าเกรงว่าตระกูลเมิ่งคงจะลงมือกับเมืองหลวงในอีกไม่นาน” มือกระบี่กล่าว
“พวกเขากล้าหรือ”ผู้นำตระกูลเกากล่าว
“ทำไมจะไม่กล้าแม่ทัพเมิ่งขึ้นชื่อเื่ความกล้าหาญหากไม่ใช่เพราะกังวลเกี่ยวกับตระกูลเมิ่งตอนนั้นเขาคงฝ่าฝืนคำสั่งไปช่วยแม่ทัพเซี่ยนานแล้ว”ทูตจากเมืองหลวงกล่าว
“นี่!!!!”ผู้นำตระกูลเการู้สึกกังวลเพราะบุตรชายของตนเองก็ไปผูกความแค้นกับตระกูลเมิ่งแล้วหากตระกูลเมิ่งก่อฏจริงๆไม่ใช่ว่าพวกตนจะเป็กลุ่มแรกที่ถูกสังหารหรอกหรือ
“ไปบอกให้คนเตรียมรถม้าและให้หมอคนนั้นติดตามพวกเราไปด้วยคอยดูแลองค์ชายให้ดี”ทูตจากเมืองหลวงกล่าว
“แล้วทางพวกเราควรจะทำยังไงต่อไป”ผู้นำตระกูลเกากล่าว
“ปล่อยข่าวออกไปว่าตระกูลเมิ่งคิดจะก่อฏจากนั้นก็อยู่เงียบๆซะ”ทูตจากเมืองหลวงหันหน้าเดินจากไปทันที
“อยู่เงียบๆอยู่เงียบๆบ้านเ้าสิ หากข้าปล่อยข่าวลือคิดหรือว่าตระกูลเมิ่งจะไม่สามารถสืบมาถึงตัวข้าได้ถึงตอนนั้นกองทัพตระกูลเมิ่งมาล้อมตระกูลของข้าแล้วข้าจะทำอย่างไรพวกเ้านี่มันไร้ยางอายจริงๆคิดจะใช้พวกข้าแล้วทิ้งเลยงั้นเหรอ” ผู้นำตระกูลเกาคำรามในใจ
ส่วนสำนักที่อยู่ในแคว้นสุ่ยเองก็ใเช่นกันพวกเขาไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วในเมืองชิงเล็กๆแห่งนี้ซ่อนอัจฉริยะเอาไว้
หลายวันต่อมาผู้าุโของสามสำนักอย่างสำนักเจินอูสำนักอัคคีและสำนักดอกเหมยได้มารวมตัวกันทั้งสำนักเจินอูและสำนักอัคคีนั้นชัดเจนคือ้าจะแย่งชิงตัวเมิ่งเจี้ยนเฉินไปเป็ศิษย์ส่วนสำนักดอกเหมย้ามาดูให้เห็นกับตาว่าข่าวลือเป็จริงหรือไม่เพราะถึงอย่างไรสำนักดอกเหมยของนางก็มีแต่ศิษย์ผู้หญิง
“สำนักอัคคีของเ้ากล้าดีอย่างไรถึงคิดจะมาแย่งตัวเมิ่งเจี้ยนเฉินจากพวกเรา”ผู้าุโของสำนักเจินอูกล่าว
“ทำไมเ้าพูดเหมือนกับว่าตระกูลเมิ่งเป็คนของสำนักเจินอูละจากที่ข้ารู้มามีเพียงแค่เมิ่งฉีที่เข้าร่วมสำนักเจินอูส่วนคนของตระกูลเมิ่งกลับไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับพวกเ้าเลยไม่ใช่หรือ”ผู้าุโสำนักอัคคีกล่าว
“แต่ก็ยังมีความเกี่ยวข้องอยู่บ้างถึงอย่างไรเมิ่งฉีก็เป็ลูกพี่ลูกน้องของเมิ่งเจี้ยนเฉินเพราะงั้นถือเป็คนกันเองครึ่งตัว”ผู้าุโสำนักเจินอูกล่าว
“พวกเ้าจะเถียงกันทำไมสุดท้ายแล้วคนที่ตัดสินใจคือเมิ่งเจี้ยนเฉินอยู่ดีอีกอย่างได้ยินว่าเขามีอาจารย์แล้วเพราะงั้นพวกเ้าไม่แน่ว่าจะต้องกลับไปมือเปล่า”ผู้าุโสำนักดอกเหมยกล่าว
“อาจารย์งั้นเหรอเขาจะมีความสามารถเทียบได้กับสำนักเจินอูของข้าได้อย่างไร”
“ใช่แล้วข้าไม่เชื่อหรอกว่าอาจารย์คนนั้นจะเทียบกับพวกเราได้”ผู้าุโทั้งสองคนหัวเราะ
“โอ้จริงหรือถ้าเช่นนั้นข้าก็อยากจะรู้แล้วสิว่าพวกเ้ามีความสามารถมากขนาดไหน”เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับร่างของนักพรตชราและชิงเสวี่ยก้าวออกมาจากความว่างเปล่า
“นี่มัน”ทั้งสามสีหน้าเปลี่ยนไปเพราะััได้ว่ากาลเวลารอบตัวหยุดนิ่งคนในเมืองต่างค้างอยู่ท่าเดิม
“เอาละบอกข้ามาหน่อยว่าพวกเ้ามีดีอะไรบ้างถึงกล้าคิดจะมาแย่งลูกศิษย์คนสุดท้ายของข้า”นักพรชรายิ้ม
“เป็ผู้เยาว์โง่เขลาขอท่านบรรพจารย์เจ๋อเทียนโปรดอภัยด้วย”ผู้าุโของสำนักเจินอูคุกเข่าลงทันที
“อะไรนะบรรพจารย์เจ๋อเทียนหนึ่งในเ้าลัทธิเต๋าสายที่ห้าผู้นั้นงั้นเหรอ” ใบหน้าของอีกสองคนเปลี่ยนไปรีบคุกเข่าทันที