คลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี)

    ผสานวิญญาณ

    อคินสูดหายใจลึก ปรับโฟกัสสายตา เส้นเลือดปูดโปนขึ้นที่ขมับขณะที่เขาเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์ตามสัญชาตญาณนักรบ

    "บัวลอย... เธอเปิดก่อน ใช้สกิล [เงาพันธนาการ] ล็อกขาจ่าฝูงตัวกลางไว้ อย่าให้มันสั่งการได้"

    บัวลอยที่อยู่ข้างๆ ผงกหัวรับทราบ ก่อนจะหายไปในเงามืดอย่างเงียบเชียบ

    "โบ้... หน้าที่นายหนักหน่อยนะ ใช้ [ยั่วยุ] ล่อความสนใจเวลาที่มีตัวไหนหลุดรอดไป แล้วลากพวกมันออกห่างจากกลุ่ม พยายามยื้อเวลาให้ได้นานที่สุด"

    เจ้าโบ้แยกเขี้ยว แววตาเปลี่ยนเป็นดุร้ายพร้อมสู้

    "ส่วนส้มซ่า ปลาเผา... พวกนายคือเพชฌฆาต รอจังหวะที่ฉัน หรือบัวลอยเปิดทางให้ แล้วจัดการให้ไวที่สุด เน้นจุดตาย! ที่เส้นเลือดตรงคอ"

    ส้มซ่า และปลาเผาพยักหน้ารับ

    แล้วพวกเราก็เริ่มขยับตามแผนการ

    ความมืดในหุบเขาลับแลไม่ได้เป็นเพียงแค่ความไร้แสงสว่าง 

    แต่มันคือผืนผ้าใบของเหล่านักล่า 

    อคินหมอบนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ มองดูฉากเบื้องล่างด้วยสายตาเย็นเยียบ 

    ข้างกายเขาไม่มีใคร... เพราะทุกคนล้วนกลายเป็นเงาไปหมดแล้ว

    "จัดการ..." 

    อคินกระซิบ

    วูบ! เสียงตัดอากาศแผ่วเบาราวกับเสียงใบไม้ไหว 

    โทรลล์ตัวที่หนึ่งที่ยืนเฝ้ายามอยู่ริมขอบค่ายสะดุ้งเฮือก 

    เมื่อจู่ๆ เงาสีดำทมิฬพุ่งขึ้นมาจากพื้น รัดข้อเท้ามันแน่นจนขยับไม่ได้ 

    ก่อนที่กรงเล็บสังหารจะพาดผ่านลำคอของมัน 

    ฉัวะ! 

    เลือดสีเขียวพุ่งกระฉูดโดยที่มันยังไม่ทันได้เปล่งเสียงร้อง 

    ร่างสูงโย่งทรุดฮวบลงไปในเงามืดและเงียบเสียงไป

    "ตัวที่สอง... สาม... สี่..." 

    อคินนับจำนวนในใจ ปาร์ตี้ของเขาทำงานประสานกันดั่งจักรกลสังหาร 

    บัวลอยตรึงเงา... ส้มซ่าและปลาเผาปลิดชีพ... เจ้าโบ้คอยระวังหลัง 

    พวกโทรลล์ที่เหลือเริ่มตื่นตระหนก พวกมันมองไม่เห็นศัตรู 

    อคินไม่น้อยหน้า เขาแอบย่องราวกับขนตกจากฟ้า ฟันตัดคอโทรลล์ตัวหนึ่งที่กำลังสับสนอย่างรวดเร็วก่อนจะกระโจนหลบเข้าพุ่มไม้

    ความโกลาหลเริ่มลุกลาม เมื่อพวกโทรลล์ได้แต่เห็นเพียงเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ที่ล้มลงทีละตัวๆ ราวกับถูกภูตผีปีศาจกระชากวิญญาณ

    "กรรรรรร!!" 

    โทรลล์จ่าฝูงคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัว 

    มันรู้ดีว่าศัตรูซ่อนตัวอยู่ในความมืด... และสิ่งที่ทำลายความมืดได้คือ... 

    "ไม่นะ..." 

    อคินเบิกตากว้างเมื่อเห็นสิ่งที่มันทำ

    จ่าฝูงคว้าธนูไม้ขนาดยักษ์ จุดไฟที่หัวลูกศร แล้วยิงกราดไปทั่วทิศทางอย่างบ้าคลั่ง 

    ไม่ใช่เพื่อเล็งเป้า แต่เพื่อ เผา 

    ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ! 

    เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นทันทีที่ลูกธนูสัมผัสกับใบไม้แห้งและเต็นท์หนังสัตว์ 

    ทะเลเพลิงลามเลียไปทั่วค่ายอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนหุบเขามืดมิดให้กลายเป็นนรกสีส้ม 

    ความร้อนระอุแผดเผาผิวหนังของพวกโทรลล์เองจนพุพอง ส่งกลิ่นเหม็นไหม้ชวนอาเจียน 

    แต่พวกมันไม่สนใจ เพราะแสงไฟได้กระชากหน้ากากแห่งความมืดออกจนหมดสิ้น!

    "โฮกกกกกกกก!" 

    จ่าฝูงคำรามเมื่อเห็นเงาร่างเล็กๆ ของแมวสามตัวและสุนัขหนึ่งตัวที่ไร้ที่ซ่อน 

    โทรลล์ที่เหลืออีกสี่ตัวพุ่งเข้าใส่เป้าหมายทันที 

    "ถอยออกมา! โบ้! บัวลอย!" 

    อคินตะโกนลั่น กระโดดลงจากต้นไม้เพื่อเข้าช่วยเหลือ

    แต่... ไม่ทันกาล แรงระเบิดจากถังน้ำมันดินที่พวกโทรลล์โยนใส่กองไฟ สร้างคลื่นกระแทกมหาศาล 

    ตูมมมม! 

    ร่างของส้มซ่า ปลาเผา และบัวลอย กระเด็นไปคนละทิศละทาง กระแทกกับโขดหินจนแน่นิ่ง 

    เจ้าโบ้ที่พยายามเอาตัวเข้าบังให้พวกแมวๆ ร้องเสียงหลงเมื่อถูกท่อนไม้ติดไฟฟาดเข้าที่กลางหลังจนทรุดลงกับพื้น

    "ไอ้พวกเวรเอ๊ยยยย!" 

    อคินคำรามก้อง เขาวิ่งฝ่าเปลวเพลิงเข้าไป ดาบในมือฟันเข้าใส่โทรลล์ตัวขวาจนแขนขาดสะบั้น 

    แต่ดาบราคาถูกของเขาก็ทนแรงปะทะไม่ไหว 

    เคร้ง! 

    ใบดาบหักครึ่ง ปลิวกระเด็นหายไปในกองไฟ โล่ไม้ที่แขนซ้ายถูกจ่าฝูงทุบจนแตกเป็นเสี่ยงๆ 

    อคินถูกเตะกระเด็นไปกระแทกซากต้นไม้ เลือดสดๆ ไหลอาบหน้าผาก 

    สติเริ่มพร่าเลือน... เบื้องหน้าเขา... จ่าฝูงโทรลล์ที่เหลือรอดเพียงตัวเดียว 

    ร่างกายของมันไหม้เกรียมไปครึ่งซีกแต่มันยังยืนหยัดอยู่ 

    แววตาอาฆาตแค้นจ้องมองมาที่เขา พร้อมง้างกระบองยักษ์ขึ้นเหนือหัว

    "จบสิ้นกัน..." 

    อคินกัดฟัน พยายามจะยันตัวลุกแต่ขาไม่ขยับ 

    "ขอโทษนะทุกคน... ฉันมันอ่อนหัดเอง..."

    ในวินาทีแห่งความตาย... เสียงแจ้งเตือนที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนก็ดังขึ้น ไม่ใช่เสียงสังเคราะห์เรียบๆ แต่เป็นเสียงที่ดูร้อนรนและดุดัน

     

    [ตรวจพบสภาวะวิกฤต!] 

    [ทำการบังคับเปิดใช้งาน 'ผสานวิญญาณ' ] 

    [ผสานวิญญาณ]

     

    ตึกตัก! 

    หัวใจของอคินเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก 

    ความรู้สึกร้อนวูบไหลเวียนไปทั่วร่าง ไม่ใช่ความร้อนจากไฟข้างนอก 

    แต่เป็นลาวาที่ปะทุออกมาจากแกนกลางวิญญาณ 

    "อ๊ากกกกกกก!!" 

    อคินแหงนหน้าคำราม เสียงของเขาแตกพร่า... ฟังดูคล้ายเสียงคำรามของสัตว์ร้ายมากกว่ามนุษย์

     

    [สเตตัสทั้งหมด x2 เป็นเวลา 180 วินาที]

     

    กล้ามเนื้อที่ฉีกขาดสมานตัวด้วยความเร็วที่ตามองไม่ทัน 

    เล็บมือทั้งสิบนิ้วของอคินยาวเฟื้อยออกมา 

    กลายเป็นกรงเล็บ ที่แหลมคมและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า แสงสีเงินยวบยาบหุ้มเคลือบมันไว้ 

    ดวงตาของเขาเปลี่ยนจากสีดำสนิท เป็นสีเหลืองอำพันที่มีม่านตาขีดตั้งแบบสัตว์นักล่า!

    "เข้ามา!" 

    อคินดีดตัวพุ่งเข้าหาจ่าฝูงโทรลล์ ความเร็วของเขาตอนนี้เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า 

    จ่าฝูงฟาดกระบองลงมา แต่อคินเห็นภาพนั้นช้าไปหมด 

    เขาเอี้ยวตัวหลบเพียงนิดเดียว ก่อนจะสวนกรงเล็บ เข้าใส่ 

    ฉัวะ! 

    เล็บที่อาบแสงสีเงินตัดผ่านท่อนขาหนาๆ ของโทรลล์ราวกับตัดเนยแข็ง ขาของมันขาดสะบั้นทันที!

    "โฮก!!" 

    มันร้องลั่น ล้มลงคุกเข่า 

    อคินไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย 

    เขาดีดตัวขึ้นไปเกาะบนไหล่มัน กรงเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเพื่อยึดร่าง 

    ก่อนจะระดมแทงเข้าที่จุดตาย ลำคอ... หน้าอก... ดวงตา... ทุกการโจมตีรวดเร็ว รุนแรง และป่าเถื่อน 

    อคินไม่รู้ตัวว่าเขากำลังแสยะยิ้ม 

    เขารู้สึกถึงสัญชาตญาณดิบที่ตื่นขึ้น 

    ความกระหายเลือดที่เขาไม่เคยมี 

    "ตายซะ!" 

    เขาง้างมือขวาขึ้น รวมพลังทั้งหมดไว้ที่ปลายเล็บ แล้วตบเข้าที่ศีรษะของจ่าฝูงเต็มแรง 

    ผัวะ! 

    แรงกระแทกมหาศาลบดขยี้กะโหลกของราชาแห่งหุบเขาลับแลจนยุบลง ร่างมหึมาแน่นิ่งไปในที่สุด

     

    [สกิล 'ผสานวิญญาณ' สิ้นสุดลง] 

    [เข้าสู่สภาวะ: อ่อนล้า 180 วินาที ]

    [ค่าความเหนื่อยล้า (Stamina) ลดลงอย่างรวดเร็ว]

     

    "แฮ่ก... แฮ่ก..." 

    แสงสีเงินที่กรงเล็บจางหายไป เล็บของเขากลับคืนสู่สภาพปกติ ในสายตาของอคินที่เริ่มพร่ามัว 

    ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นสึนามิ ขาเขาสั่นพับจนแทบยืนไม่อยู่ แต่เขายังพักไม่ได้...

    เขาลากสังขารที่หนักอึ้ง คลานเข้าไปหาเจ้าโบ้และแก๊งแมวเหมียวที่นอนหายใจรวยรินอยู่ท่ามกลางวงล้อมของไฟ 

    "อดทนไว้นะ... อย่าเพิ่งเป็นอะไรไป..." 

    น้ำตาของอคินหยดลงบนขนที่ไหม้เกรียมของเจ้าโบ้ 

    เขาประกบมือที่สั่นเทาเหนือร่างของเพื่อนร่วมทีม 

    " [ชำระล้าง] ... [ปฐมพยาบาล] ..."

    แสงสีส้มทองสว่างวาบขึ้น มันดูศักดิ์สิทธิ์และอบอุ่น ขัดแย้งกับบรรยากาศนรกแตกโดยรอบ 

    บาดแผลไฟไหม้ของสัตว์เลี้ยงค่อยๆ สมานตัว ลมหายใจของพวกมันเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ 

    อคินรักษาพวกมันทีละตัว... ทีละตัว... จนแน่ใจว่าทุกคนปลอดภัย สุดท้าย 

    เขาหันฝ่ามือเข้าหาตัวเอง แสงสีขาวจางๆ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด พอให้เขามีแรงเฮือกสุดท้าย

    "กลับบ้าน..."

     อคินกัดฟัน อุ้มแมวสองตัวไว้บนบ่า อีกตัวใส่ในเป้ แล้วพยุงเจ้าโบ้ให้ลุกเดิน 

    เขาพาทุกคนเดินโซซัดโซเซฝ่าเปลวเพลิงออกมาจนถึงชายป่าที่ปลอดภัย 

    ทันทีที่พ้นระยะอันตราย ร่างกายของเขาก็ถึงขีดจำกัด เขาทรุดตัวลงนอนหงายกับพื้นหญ้าเย็นชื้น มองดูท้องฟ้าที่เริ่มมีแสงดาวรำไร

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:15]

     

    "ระบบ..." 

    อคินกระซิบเสียงแหบแห้ง ดวงตาปรือลงจนแทบจะปิด 

    "ช่วยหน่อยได้ไหม... ฉันเดินไม่ไหวแล้ว... ช่วยวาร์ป... หรือทำยังไงก็ได้... พาพวกเรากลับค่ายที..." 

    เขาไม่รู้ว่าระบบทำได้ไหม แต่เขารู้สึกเหมือนมีใครบางคนคอยช่วยเหลือเขามาตลอด

     

    [รับทราบ...พักผ่อนเถอะ]

     

    อคินยิ้มมุมปากเมื่อเห็นข้อความนั้น 

    "ขอบใจนะ..." 

    สติของเขาดับวูบลง พร้อมกับความมืดมิดที่เข้าครอบงำ 

     

     

     

    ติ๊ง!

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:59]

    [ขณะนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 8 เมษายน]

     

    ความรู้สึกแรกที่ปะทะเข้ากับประสาทสัมผัสไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการต่อสู้เมื่อคืน

    แต่เป็นความนุ่มของฟูกนอนและกลิ่นผ้าห่มเก่าๆ ที่คุ้นเคย

    อคินสะดุ้งเฮือก เด้งตัวลุกขึ้นนั่งตามสัญชาตญาณระวังภัย มือควานหาดาบข้างเอวแต่พบเพียงความว่างเปล่า

    "เฮ้ย! ที่นี่มัน..."

    เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ไม่ใช่ป่าดิบชื้นที่เต็มไปด้วยซากโทรลล์และเปลวไฟ

    แต่เป็นภายในเต็นท์ผ้าใบสีเขียวขี้ม้าของเขาเองที่ค่ายประตูระยอง แสงไฟจากตะเกียงพลังเวทส่องสว่างนวลตา

    "รอด... รอดมาได้เหรอเนี่ย?"

    อคินลูบหน้าตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ เขาจำได้แม่นว่าวินาทีสุดท้ายเขาหมดสติไปกลางป่าลึก ห่างจากค่ายหลายสิบกิโลเมตร

    "ระบบ... นายวาร์ปฉันกลับมาจริงๆ ด้วยเหรอ?"

    ติ๊ง!

    หน้าต่างข้อความสีฟ้าเด้งขึ้นมาตรงหน้าทันที ราวกับรอจังหวะอยู่แล้ว

     

    [ก็ใช่น่ะสิ!...]

    [...แต่ขอโทษทีนะเรื่องเมื่อคืน ข้อมูลแผนที่ไม่อัปเดต ไม่คิดว่าในค่ายเล็กๆ แบบนั้นจะมี 'โทรลล์ระดับผู้บัญชาการ' ซ่อนอยู่ด้วย การคำนวณเลยผิดพลาดไป]

     

    อคินถอนหายใจยาว ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลากับหมอน

    "ช่างมันเถอะน่า แค่นายพาพวกเรากลับมาครบ 32 ก็บุญหัวแล้ว... ว่าแต่ ทุกคนเป็นไงบ้าง?"

    ทันทีที่สิ้นเสียงถาม เงาสีส้มก้อนหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่หน้าอกเขาอย่างจัง

    "อั่ก!"

    "เมี๊ยววว! แง่งงงง!"

    ส้มซ่า แมวลายสลิดจอมแสบยืนเหยียบอยู่บนอกของอคิน ขนหางพองฟู ดวงตาสีเหลืองจ้องเขม็งพร้อมส่งเสียงขู่ฟ่อ

    "เจ้างี่เง่า! เกือบตายกันหมดแล้วเห็นไหม! พาไปเสี่ยงตายอะไรขนาดนั้น! ถ้าเมื่อคืน 'ท่านผู้นั้น' ไม่ช่วยลากสังขารกลับมา ป่านนี้พวกเรากลายเป็นอาหารหนอนไปแล้ว!"

    "ขอโทษครับพี่ส้ม... ผมผิดไปแล้ว"

    อคินยกมือไหว้ปลกๆ ยอมรับผิดแต่โดยดี

    "ฉันประมาทเอง แหละ... ขอโทษนะทุกคน"

    เขาหันไปมองสมาชิกที่เหลือ

    ปลาเผา แมวสีลายสลิดนั่งเลียขนอยู่อย่างสงบที่มุมเต็นท์ มันเงยหน้าขึ้นมองอคินด้วยแววตาเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยขึ้น

    "ไม่เป็นไรหรอก... ก็แค่ 'ประมาท' ไปหน่อย ครั้งหน้าก็วางแผนให้ดีกว่านี้ก็พอ"

    "ประมาทงั้นรึ?"

    บัวลอย แมวดำจอมขรึมที่นั่งอยู่บนลังเก็บของพูดแทรกขึ้น แววตาคมกริบ

    "ในสนามรบ ความประมาทมีความหมายเดียวกับคำว่า 'ตาย' ...เจ้าอาจจะโชคดีครั้งนี้ แต่อย่าหวังพึ่งโชคบ่อยนัก อัศวินที่ตายเร็วที่สุดคืออัศวินที่ประเมินศัตรูต่ำไป จงจำไว้"

    คำสอนของบัวลอยทำเอาอคินหน้าสลด

    แต่ก่อนที่บรรยากาศจะเครียดไปมากกว่านี้ ลิ้นสากๆ เปียกๆ ก็เลียแผล็บเข้าที่แก้มของเขา

    "แฮ่ก... แฮ่ก..."

    เจ้าโบ้ สุนัขพันทางตัวใหญ่กระดิกหางดิ๊กๆ เอาหัวมุดเข้ามาใต้รักแร้ของเจ้านายอย่างออดอ้อน

    มันไม่สนหรอกว่าใครจะผิดหรือถูก มันสนแค่เจ้านายตื่นแล้วและปลอดภัยดี

    "โอ๋ๆ ... ขอบใจนะโบ้"

    อคินกอดคอเจ้าหมาใหญ่ ซุกหน้าลงกับขนอุ่นๆ ของมัน

    "นายเนี่ยนะ... เพื่อนแท้จริงๆ"

    ส้มซ่าเห็นภาพนั้นก็สะบัดหน้าอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะตบเท้าอคินเบาๆ เพื่อเรียกความสนใจ

    "ฟังนะอคิน... เมื่อตอนกลางวัน ระหว่างที่นายนอนเป็นผัก 'ท่านศรีนิล' แวะมาเยี่ยม"

    "ท่านศรีนิล?"

    อคินเลิกคิ้ว นึกถึงแมวดำตัวใหญ่ที่ยืนสองขา และท่าทางเฉลี่ยวฉลาดตัวนั้น

    "เขามาทำไมเหรอ?"

    "ท่านมาด่า... เอ้ย มาเตือน! ท่านฝากบอกว่า ให้เจ้ารีบๆ เก็บเลเวลให้ถึง 60 แล้วรีบเลือก 'อาชีพรองลำดับที่สอง' ซะ"

    ส้มซ่าตอบพลางกระโดดขึ้นยืนเป็นโต๊ะให้ตัวเองอยู่ในระดับสายตาของอคิน

    "เลเวล 60 งั้นเหรอ"

    อคินย้อนถาม

    "ท่านบอกว่า อย่าคาดหวังให้พวกเราอัปสกิล 'พูดภาษามนุษย์' เพื่อคุยกับแก... จำไว้ว่าสัตว์อสูรที่เอาแต้มสกิลไปแลกกับความสามารถไร้สาระอย่างการพูดน่ะ จะอ่อนแอกว่าพวกที่อัปสกิลสายต่อสู้แบบพวกข้า!"

    มันกอดอกและเอ่ยต่อ

    "ถ้าเลเวล 60 ก็จะได้อาชีพรองที่สองมา หมายความว่าจะได้สกิลที่จำเป็นเพิ่มเพื่อมาทดแทนสกิลที่แลกมา เพื่อสื่อสารมาภาษามนุษย์นี่ไง!"

    อคินพยักหน้าหงึกๆ อย่างเข้าใจ

    "หมายความว่า คุณศรีนิล เลเวลมากกว่า 60 แล้วสินะถึงได้มีข้อมูลนี้"

    ข้อมูลนี้สำคัญมาก ดูเหมือนปาร์ตี้ของเขาจะเลือกสายบู๊ล้างผลาญกันหมด แต่ดันมีสกิลที่เกื้อหนุนการต่อสู้ไม่กี่สกิล

    "อ้อ... แล้วก็อีกเรื่อง..."

    ส้มซ่าหรี่ตาลง น้ำเสียงดูจริงจังขึ้น

    "ท่านศรีนิลกำชับว่า 'ห้ามสลบนอกเขตปลอดภัย' อีกเด็ดขาด... ร่างกายของนายมัน... เปราะบางกว่าที่คิด... ถ้าไม่อยากให้ความลับแตก หรือตื่นมาแล้วพบว่าตัวเองเหลือแต่ชื่อ ก็ระวังตัวให้มากกว่านี้"

    อคินกลืนน้ำลาย เขารู้สึกว่าคำเตือนนั้นมีความนัยบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าแค่ความเป็นห่วง

    "เข้าใจแล้ว... สัญญาเลย ฉันจะไม่ฝืนตัวเองจนน็อคไปแบบนั้นอีก"

    อคินชะงักพักครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น

    "จริงสิ...พวกนายได้ข้อมูลเกี่ยวกับแต้มจากคุณศรีนิลบ้างไหม?"

    "เรื่องนั้นยังไม่ถึงเวลาที่นายจะรู้.."

    ยังไม่ทันที่เจ้าแมวส้มจะพูดจบ เสียงอึกทึกครึกโครมจากภายนอกเต็นท์ก็ดังแทรกเข้ามา

    วูมมมมม... ตึง!

    เสียงเครื่องจักรคำรามกึกก้องจนพื้นดินสั่นสะเทือน